The breathless Master [ พยัคฆ์ร้ายไร้ลมปราณ ]

    ตอนที่ 32

    บรรยากาศในเช้าวันที่สองของการประลอง ณ มณฑลซานเหอ เต็มไปด้วยความกดดันที่เข้มข้นกว่าวันแรกอย่างเห็นได้ชัด พื้นหินชนวนของลานประลองกลางเมืองยังคงทิ้งร่องรอยการแตกร้าวจากการปะทะในรอบก่อนหน้า แม้จะเป็นเมืองเล็กๆ แต่การที่มีเจ้าสำนักทั้งสี่และองค์รัชทายาทประทับอยู่บนพลับพลา ก็ทำให้กลิ่นอายของพลังปราณที่แผ่ออกมานั้นสั่นสะท้านไปถึงใจคนดู


    เสียงกลองศึกดังรัวจังหวะสม่ำเสมอ ประดุจเสียงหัวใจของนักยุทธ์ที่กำลังเต้นระรัว รอบ 16 คนสุดท้ายนี้ไม่มีที่ว่างสำหรับ "ความบังเอิญ" อีกต่อไป เพราะทุกคนที่ยืนอยู่บนเวทีในตอนนี้ หากไม่ใช่อัจฉริยะที่มีทรัพยากรหนุนหลังมหาศาล ก็ต้องเป็นยอดฝีมือที่มีใจเด็ดเดี่ยวระดับก้าวข้ามขีดจำกัด



    คู่เปิดสนามคือการปะทะกันที่ทุกคนเฝ้ารอ เจี้ยนอู๋เซิน ก้าวขึ้นสู่เวทีด้วยท่วงท่าที่ไร้ช่องว่าง ตรงข้ามกับเขาคือ ศิษย์อันดับสองของสำนักเบญจหมื่นลักษณ์ ผู้มีดวงตาเฉียบคมและมือที่สวมถุงมือไหมมุกเพื่อเพิ่มการควบคุมปราณเส้นใย


    "เริ่มได้!"


    สิ้นเสียงประกาศ ศิษย์สำนักเบญจหมื่นลักษณ์ระเบิดปราณออกมาทันที เส้นด้ายปราณที่มองเห็นเป็นสีเงินจางๆ นับร้อยเส้นพุ่งกระจายออกจากปลายนิ้ว มันสอดประสานกันเป็นตาข่ายรูปทรงหกเหลี่ยมรอบกายในรัศมีหนึ่งฝ่ามือตามกฎพื้นฐานของระดับก่อเกิดแก่นปราณ ทว่าความร้ายกาจคือเส้นใยเหล่านี้มีความเหนียวและสั่นสะเทือนอยู่ตลอดเวลา หากอู๋เซินก้าวเข้าใกล้เพียงนิดเดียว เขาจะถูกพันธนาการและถูกเชือดเฉือนในพริบตา


    ทว่า เจี้ยนอู๋เซินเพียงแค่ก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ


    "วิชาของสำนักเจ้า... ช้าไป"


    ฟุ่บ!


    ร่างของอู๋เซินเลือนรางไปในอากาศ ประสาทสัมผัสของศิษย์เบญจหมื่นลักษณ์ตื่นตระหนกจนถึงขีดสุด นางรีบกระชากมือหวังจะรวบตาข่ายปราณเข้าหาตัวเพื่อสร้างกรงขัง ทว่าความเร็วของอู๋เซินกลับก้าวข้ามกฎเกณฑ์ของสายตา คมกระบี่ไม้ที่ดูธรรมดากลับพุ่งทะลุช่องว่างเพียงจุดเดียวที่เส้นด้ายยังไม่สอดประสานกันเสร็จสิ้น


    มันไม่ใช่แค่พละกำลัง แต่คือ "ความเร็วข้ามขีดจำกัด" ที่ก้าวข้ามจังหวะการร่ายปราณไปแล้ว!


    ปึก!


    ปลายกระบี่ไม้หยุดนิ่งที่จุดตายบริเวณลำคอของอีกฝ่ายพอดี เส้นด้ายปราณที่เคยคุกคามพลันสลายไปในอากาศราวกับฝุ่นละออง ศิษย์อันดับสองยืนตัวแข็งทื่อ เหงื่อกาฬไหลอาบแก้ม


    "ข้า... ข้ายอมแพ้"


    คู่ต่อมาคือ หลินชิวเซียน เจ้าบ้านแห่งมณฑลซานเหอ เสียงเชียร์จากชาวเมืองดังกระหึ่มกว่าคู่ใด นางต้องเผชิญหน้ากับศิษย์สายรองจากตระกูลหวังผู้ใช้ดาบใหญ่ ทันทีที่การต่อสู้เริ่มขึ้น อีกฝ่ายก็คำรามพร้อมฟาดฟันดาบยักษ์ที่หุ้มด้วยลมปราณหนาแน่นหวังจะสยบนางในดาบเดียว


    ชิวเซียนไม่ได้ถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว นางวาดกระบี่เป็นวงโค้งที่งดงามประดุจสายน้ำวน


    "เพลงกระบี่ไท่ซวน: กระแสน้ำหลาก"


    ในระยะหนึ่งฝ่ามือรอบตัวนาง ปราณกระบี่ที่สงบนิ่งพลันเปลี่ยนเป็นเชี่ยวกราก นางไม่ได้ปะทะตรงๆ แต่ใช้คมกระบี่เบี่ยงทิศทางของดาบยักษ์ให้ออกไปด้านข้างอย่างนุ่มนวล ก่อนจะขยับกายประดุจภูตพรายเข้าสู่จุดอับสายตาของคู่ต่อสู้ และสะบัดปลายกระบี่กระแทกเข้าที่ข้อมือจนดาบเล่มโตหลุดกระเด็น ชิวเซียนจบการต่อสู้ด้วยการจ่อกระบี่ที่หัวใจของคู่ต่อสู้ด้วยความสงบ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของชาวเมืองซานเหอ


    การประลองที่เรียกเสียงสะท้านขวัญที่สุดคือคู่ของ กู่เสวี่ยเหมย นางก้าวขึ้นสู่เวทีในชุดพริ้วไหวสีม่วงเข้ม แววตาเย็นชาจับจ้องไปที่ นักยุทธ์จากมณฑลหลิน (ตัวประกอบ) ที่โชคร้ายต้องมาเจอกับนาง


    ชายหนุ่มคนนั้นพยายามรวบรวมความกล้าและพุ่งเข้าจู่โจมด้วยเพลงหมัดที่ดุดันหมายจะเอาชนะใจสาวงาม ทว่าเสวี่ยเหมยเพียงขยับนิ้วเรียวงาม ราวกับการดีดพิณที่ไร้สายในอากาศ ทันทีที่เขาก้าวเข้าสู่รัศมีการจู่โจม เขาก็พบว่าตนเองไม่ได้สู้กับคน แต่กำลังสู้กับนรกที่มองไม่เห็น


    "อ๊ากกกกก!"


    เสียงร้องโหยหวนดังลั่นลานประลอง เมื่อร่างของชายหนุ่มหยุดกึกกลางอากาศในท่าทางที่บิดเบี้ยวผิดรูป ปราณเส้นด้ายของนางรัดรึงเข้าที่เนื้อเยื่อจนเลือดเริ่มซึมออกมา เสวี่ยเหมยไม่ได้รีบจบการประลอง แต่นางกลับบังคับร่างของอีกฝ่ายให้ขยับบิดตัวไปมาประดุจหุ่นเชิดอย่างทรมาน แววตาของนางไม่มีความเมตตาแม้แต่น้อย


    "วรยุทธ์ต่ำต้อยเช่นนี้...กับกล้าเข้าร่วมการประลอง สมกับที่เป็นเมืองเล็กๆ จริงๆ "


    นางสะบัดฝ่ามือเป็นครั้งสุดท้าย ปราณเส้นด้ายกระชากร่างของชายหนุ่มออกไปกระแทกกับพื้นสนามประลองจนกระดูกแตกหักหลายซี่ เขาถูกหามลงจากเวทีไปท่ามกลางความขยาดของผู้ชมและสายตาที่ไม่พอใจของชาวเมืองซานเหอ



    บนพลับพลา องค์รัชทายาท ทรงพยักหน้าอย่างพอพระทัยในความเด็ดขาด ขณะที่ เจ้าเมืองหลิน ที่นั่งอยู่ใกล้ๆ ได้แต่กัดฟันแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน แต่กลับต้องฝืนปั้นหน้ายิ้มแย้มกล่าวชมเชย "แม่นางกู่ฝีมือล้ำเลิศ สมกับเป็นยอดฝีมือจากสี่สำนักหลักจริงๆ" ท่านเจ้าเมืองพยายามซ่อนความแค้นไว้ในอกอย่างสุดความสามารถ


    ในมุมมืดของอัฒจันทร์ องค์ชายรอง ในมาดคุณชายบัณฑิตลอบสังเกตเห็นใบหน้าที่สั่นเทานั้น เขาหันไปซุบซิบกับ องครักษ์เกา

    "ท่านอาเกา ดูสิ... รอยยิ้มของเจ้าเมืองหลินช่างงดงามราวกับหน้ากากที่กำลังจะแตกสลาย ข้าล่ะอยากรู้นักว่าเจ้าเด็กไร้ปราณนั่น จะช่วยซ่อมหน้ากากให้เจ้านายของเขา หรือจะทำให้มันพังยับเยินกว่าเดิม?"


    ทางด้าน อวิ๋น เขาไม่ได้มองไปที่เจ้าเมืองหรือองค์ชายรองเลยแม้แต่น้อย ดวงตาของเขาจ้องเขม็งไปที่กู่เสวี่ยเหมย อวิ๋นไม่มีปราณ เขาจึงมองไม่เห็น "เส้นด้ายสีเงิน" เหมือนคนอื่น สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงความผิดปกติของ "กระแสลม" ที่ม้วนตัวเป็นวงกลมรอบกายหญิงสาว และการขยับนิ้วที่แปลกประหลาด


    อวิ๋นหยิบกระดาษหยาบแผ่นหนึ่งออกมาพร้อมกับกิ่งไม้เล็กๆ ที่มัดแท่งถ่านไว้ตรงปลาย (ดินสอทำเอง) เขาเริ่มขีดเขียนอย่างบ้าคลั่ง ลายเส้นที่เขาจดนั้นยึกยือซ้อนทับกันจนดูไม่เป็นตัวอักษร เพราะอวิ๋นไม่เคยมีเงินเรียนเขียนอ่านเหมือนพวกคุณชายในเมือง


    สำหรับคนทั่วไป ลายเส้นเหล่านั้นดูไร้ค่าและยุ่งเหยิง แต่สำหรับอวิ๋น มันคือการ "บันทึกรอยแยกของอากาศ"


    อาการของเขาเหมือนกับคนที่เล่นดนตรีไม่เป็น แต่เฝ้าสังเกตการณ์ขยับนิ้วของคนเล่นขลุ่ยอย่างใจจดใจจ่อจนจำได้แม่นยำว่านิ้วใดกดรูไหนแล้วจะเกิดเสียงอะไร อวิ๋นไม่ได้จดจำชื่อกระบวนท่าที่สวยหรู แต่เขากำลัง "วาด" ทิศทางการเคลื่อนไหวของข้อนิ้วแต่ละข้อของกู่เสวี่ยเหมย เพื่อทำความเข้าใจว่าการขยับนิ่งๆ เช่นนั้น ส่งผลอย่างไรต่อมวลอากาศรอบตัวนาง


    "ลมม้วนตัวเป็นวง..." อวิ๋นพึมพำกับตัวเองขณะที่ถ่านในมือลากเส้นวนเป็นวงกลมหลายชั้น "ถ้ากระแทกที่จุดหมุน... แรงดึงก็จะกลายเป็นแรงผลัก"


    เขาขยับนิ้วตามภาพยึกยือในกระดาษช้าๆ จำลองวิถีลมที่เขา พอจะมองเห็น



    ถัดจากความโหดเหี้ยมของกู่เสวี่ยเหมย คือการปรากฏตัวของ หยวนซื่อเจี๋ย อัจฉริยะอันดับหนึ่งจากมณฑลหลิน (เมืองใหญ่) เขาก้าวขึ้นมาพร้อมรังสีความร้อนที่แผ่ออกมาจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยว คู่ต่อสู้ของเขาคือ ศิษย์เอกสำนักโล่ทมิฬ ผู้ขึ้นชื่อเรื่องการป้องกันที่ไร้พ่ายด้วยโล่เหล็กกล้าหนักร้อยชั่ง


    "เจ้าเมืองซานเหอมองดูให้ดี... ว่านี่คือความต่างของระดับ!" หยวนซื่อเจี๋ยคำรามก่อนจะซัดฝ่ามือออกไป


    สำนักโล่ทมิฬยกโล่ขึ้นรับพร้อมผนึกปราณจนโล่กลายเป็นสีดำสนิท ทว่าทันทีที่ฝ่ามือของหยวนซื่อเจี๋ยสัมผัสเหล็กกล้า เสียงฉ่า! ก็ดังสนั่นพร้อมควันพุ่งโขมง ปราณความร้อนสูงสกัดกั้นจนเหล็กกล้ากลายเป็นสีแดงฉานและ "ละลาย" ทะลุเป็นรอยฝ่ามือภายในอึดใจเดียว!


    ตึง! โล่เหล็กถูกกระแทกจนบุบสลายพร้อมร่างของคู่ต่อสู้ที่กระเด็นตกเวทีไปในสภาพถูกลวกไหม้ไปทั้งแถบ สร้างความตื่นตะลึงให้ชาวเมืองซานเหอจนหน้าถอดสี นี่คือพลังที่ทำลายได้แม้กระทั่งอาวุธหนัก



    ถึงคราวของ อวิ๋น เขาต้องเผชิญหน้ากับ หยวนชิน ลูกพี่ลูกน้องของซื่อเจี๋ย ผู้สืบทอดวิชายุทธสายทหารของตระกูลหยวน ท่วงท่าของหยวนชินนั้นเคร่งครัด เป็นระเบียบ และดุดันประดุจขุนศึกในสนามรบ การเคลื่อนไหวเบื้องล่างของเขาเป็นเอกลักษณ์ คือการยกเท้าต่ำราบไปกับพื้นเพื่อความมั่นคงและพร้อมจะโถมพละกำลังเข้าใส่ในทุกย่างก้าว


    "เจ้าเด็กไร้ปราณ... ข้าจะสั่งสอนให้รู้ว่าวรยุทธ์ที่แท้จริงของชายชาติทหารเป็นอย่างไร!" หยวนชินประกาศกร้าวพร้อมพุ่งเข้าหา


    ทว่าสิ่งที่หยวนชินและผู้ชมทั้งสนามต้องตกตะลึง คือท่วงท่าการต่อสู้ที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน อวิ๋นไม่ได้ตั้งรับแบบจอมยุทธ์ทั่วไป เขาย่อตัวลงเล็กน้อย ตั้งการ์ดสูง และเริ่มขยับเท้าเป็นจังหวะสั้นๆ


    ผัวะ! ผัวะ!


    เสียงหน้าแข้งกระทบกับต้นขาของหยวนชินดังสนั่น อวิ๋นใช้รูปแบบการ "เตะตัดล่าง" สไตล์คิกบ็อกซิ่งและมวยไทยเข้าใส่จุดยุทธศาสตร์เบื้องล่างของหยวนชินอย่างแม่นยำ ทุกครั้งที่หยวนชินพยายามจะเข้าระยะประชิดเพื่อใช้เพลงหมัดหนักแน่น เขากลับถูกอวิ๋นเตะสกัดจนจังหวะการเดินราบไปกับพื้นนั้นกลายเป็นจุดอ่อน


    "บัดซบ! ขี้ขลาดนับครู่นัก เอาแต่เตะแล้วถอย!" หยวนชินคำราม แขนขาเริ่มสั่นระริกจากอาการบาดเจ็บสะสมที่ต้นขาจนการทรงตัวเริ่มเสีย


    หยวนชินตัดสินใจเสี่ยงดวง เขาจงใจเปิดช่องโหว่เพื่อยั่วยุอวิ๋น และในจังหวะที่อวิ๋นเหวี่ยงแข้งเข้าใส่ต้นขาอีกครั้ง หยวนชินกลับไม่หลบ แต่ยอมรับแรงกระแทกนั้นตรงๆ เพื่อใช้แขนทั้งสองข้างล็อคขาของอวิ๋นเอาไว้ได้สำเร็จ!


    "จับได้แล้ว! ทีนี้เจ้าก็หนีไม่พ้น!" หยวนชินแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม เขาผนึกปราณไว้ที่ฝ่ามือทั้งสองหมายจะบดขยี้กระดูกขาของอวิ๋นให้แหลกคามือ


    แต่ในเสี้ยววินาทีที่ทุกคนคิดว่าอวิ๋นจบสิ้นแล้ว อวิ๋นกลับอาศัยขาข้างที่ถูกล็อคเป็นจุดยึดเหนี่ยว เขาไม่ได้ขัดขืนแต่กลับทิ้งน้ำหนักตัวสวนทางกับการฉุดกระชากของหยวนชิน สปริงตัวขึ้นจากพื้นด้วยขาอีกข้าง พลิกตัวกลางอากาศด้วยความเร็วที่เหนือชั้นประดุจลูกขนนกที่ถูกพายุหมุนหอบขึ้นไป


    เปรี้ยง!!!


    เสียงหน้าแข้งปะทะขมับดังสนั่นยิ่งกว่าเสียงกลองศึก ลูกเตะหมุนกลับหลัง ฟาดเข้าที่จุดตายอย่างจัง แรงเหวี่ยงจากการพลิกตัวบวกกับแรงกระชากที่หยวนชินพยายามจะดึงขาอวิ๋น กลายเป็นดั่งค้อนปอนด์มหึมาที่ฟาดใส่สมองโดยตรง ร่างกำยำของหยวนชินถึงกับตาเหลือกค้าง แขนที่เคยล็อคขาแข็งแรงปานคีมเหล็กพลันอ่อนแรงลงประดุจขี้ผึ้งลนไฟ ก่อนที่ร่างของอัจฉริยะตระกูลหยวนจะล้มตึงลงฟาดพื้นสนามประลองในสภาพสลบเหมือดทั้งที่ตายังไม่ปิดสนิท


    ฝุ่นหินที่ฟุ้งกระจายจากการปะทะค่อยๆ ม้วนตัวสงบลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าขนลุก... ไม่มีเสียงระเบิดของปราณที่อลังการ มีเพียงเทคนิคการใช้สรีระร่างกายที่แม่นยำและเยือกเย็นจนน่าสะพรึง


    อวิ๋นลงสู่พื้นสนามอย่างมั่นคง ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงนับหมื่นคู่ เขาจัดแจงชุดที่ยับเล็กน้อยพลางปรายตามองคราบถ่านที่ติดอยู่บนมืออย่างสงบ "การตั้งรับแบบทหาร... มั่นคงเกินไปจนขาดความยืดหยุ่น และความมั่นคงนั่นแหละ... คือแกนหมุนที่ดีที่สุดสำหรับข้า"


    บนพลับพลา เจี้ยนอู๋เซิน ลุกขึ้นยืนช้าๆ แววตาที่เคยนิ่งสงบกลับวาวโรจน์ด้วยความตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ส่วน หยวนซื่อเจี๋ย คำรามในลำคอด้วยความแค้น ปราณเพลิงสีครามปะทุออกจากฝ่ามือจนที่พักแขนบนเก้าอี้กลายเป็นเถ้าถ่าน ความพ่ายแพ้อย่างหมดรูปของน้องชายต่อหน้าชาวเมืองซานเหอ คือแผลเป็นที่จะไม่มีวันเลือนหายของตระกูลหยวน