เมืองการค้าแห่งนี้เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกกระบี่แต่ถึงแบบนั้นที่แห่งนี้นิกายเทพกระบี่กลับไม่ได้ยิ่งใหญ่ที่สุดเพราะที่แห่งนี้ถูกสองขุมอำนาจปกครองอยู่นั่นก็คือ หอสมบัติและสมาคมนักปรุงยาทั้งองขุมอำนาจได้ทำข้อตกลงกับโลกกระบี่และทำการปกครองเมืองแห่งนี้ด้วยตัวเอง
“โชคดีที่ข้าพกศิลาเซียนมาจำนวนมาก”ฉางเฟิงรู้สึกโล่งอกที่เมืองแห่งนี้ใช้สกุลเงินเป็นศิลาเซียนขึ้นไป
“ถ้ายังมีไม่พอตัวข้ายังมีศิลาเทพอยู่”ซีรั่วหยานกล่าว
ซีรั่วหยานเองก็ใส่ผ้าปิดหน้าเพื่อป้องกันเรื่องวุ่นวายแต่ถึงแบบนั้นด้วยรูปร่างของนางก็สามารถบ่งบอกได้ว่านางงดงามขนาดใหนส่วนเถาวัลย์ปีศาจ นามของนางคือ ลั่วจี ตัวนางเองก็มีความงดงามมากเช่นกันเพราะงั้นทันทีที่ฉางเฟิงเข้ามาในเมืองก็ตกเป็นเป้าสายตาทันที
“ก่อนอื่นไปที่จวนเจ้าเมืองเพื่อหาซื้อพื้นที่ทำธุระกิจกันก่อนเถอะ”ฉางเฟิงกล่าว
การที่อยู่ๆฉางเฟิงจะไปหาซื้อข่าวเลยนั้นมันออกจะผิดปกติเกินไปดังนั้นฉางเฟิงจะต้องสร้างตัวตนให้เข้ากับเมืองแห่งนี้และค่อยๆสืบข้อมูลของโลกกระบี่
เมื่อมาถึงจวนเจ้าเมืองฉางเฟิงก็ได้ทำการซื้อพื้นที่แห่งหนึ่งซึ่งราคาของมันค่อนข้างแพงมาก ด้วยจำนวนศิลาเซียนของฉางเฟิงแน่นอนว่าไม่พอซีรั่วหยานจึงนำศิลาเทพจำนวน 10 ก้อนมอบให้กับฉางเฟิง
เจ้าเมืองที่เห็นซีรั่วหยานนำศิลาเทพมอบให้กับฉางเฟิงอย่างไม่ใส่ใจก็ถึงกับหรี่ตาลงเพราะเขาไม่สามารถตรวจสอบความแข็งแกร่งของซีรั่วหยานได้
“นอกจากจะซื้อพื้นที่แล้วพวกเจ้าต้องการอะไรอีกหรือไม่ถ้าพวกเจ้าต้องการสามารถลงทะเบียนเป็นคนของเมืองการค้าแห่งนี้ได้ และพวกเจ้าจะได้รับความคุ้มครองจากพวกเราแน่นอนว่าพวกเจ้าสามารถพึ่งตนเองได้ถ้าพวกเจ้าไม่ต้องการ” เจ้าเมืองกล่าว
“แล้วเงื่อนไขละ”ฉางเฟิงกล่าว
“ไม่มีอะไรมากทุกเดือนเจ้าจะต้องจ่ายให้กับเมืองการค้าเดือนละ 1 แสนศิลาเซียน” เจ้าเมืองกล่าว
“มากขนาดนั้นเลย”ลั่วจียังตกใจ
“เจ้าต้องรู้ก่อนว่าเมืองการค้าสามารถทำกำไรได้มากแค่ใหนในหนึ่งเดือนของแค่ธุระกิจของเจ้ามีคุณภาพที่ดีศิลาเซียนที่เจ้าจะได้ต่อเดือนอย่างต่ำๆก็ 2 แสนขึ้นไป” เจ้าเมืองกล่าว
“ได้ตกลง” ฉางเฟิงกล่าว
จากนั้นฉางเฟิงก็ทำสัญญากับอีกฝ่ายเมืองการค้าค่อนข้างมีกฎที่เข้มงวดและการทำสัญญานี้ยังต้องสาบานต่อเต๋าสวรรค์อีกด้วยซึ่งในสัญญา ทางฉางเฟิงจะต้องไม่คิดร้ายต่อเมืองแห่งนี้ ส่วนทางเมืองการค้าของพวกเขาก็จะต้องปกป้องฉางเฟิงถ้าฉางเฟิงถูกขุมอำนาจอื่นหาเรื่องต่อให้นั่นเป็นนิกายเทพกระบี่ก็ตาม
ฉางเฟิงที่ทำสัญญาเสร็จก็ไม่แปลกใจว่าทำไมเมืองแห่งนี้ถึงดูเป็นระเบียบและไม่มีการทะเลาะกันเพราะพ่อค้าทุกคนล้วนแต่ทำสัญญานี้กันทั้งหมดพวกเขาจึงไม่ทะเลาะกันเองส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่มาจากเมืองอื่นเท่านั้นที่ทะเลาะกันเอง
พวกฉางเฟิงได้ป้ายยืนยันตัวตนจึงจ้างคนงานมาจัดการร้านอาหารขึ้นมาฉางเฟิงเชื่อว่าด้วยความสามารถในการทำอาหารของตนย่อมพอจะอยู่รอดในเมืองนี้ได้และที่สำคัญฉางเฟิงยังมีสุราที่ตนเองหมักเอาไว้จำนวนมากในภาพสวรรค์นิรันดร์อีกฉางเฟิงเชื่อว่าสุราเหล่านี้จะช่วยทำให้ฉางเฟิงทำเงินได้มาก
“เอาละต่อไปพวกเจ้าจะต้องช่วยข้าทำงานแล้วละหลังจากนี้สักสองถึงสามเดือนพวกเราจะไม่เคลื่อนไหวพวกเราจะทำตัวกลมกลืนไปกับเมืองแห่งนี้หลังจากผ่านไปสามเดือนข้าคิดว่าเจ้าเมืองก็คงไม่จับตามองดูเราอีกถึงตอนนั้นพวกเราจะเริ่มหาข้อมูลจากพวกลูกค้าที่เข้าในร้านของพวกเรา” ฉางเฟิงกล่าว
“พวกเจ้าทำหน้าที่หน้าร้านไปข้าจะเป็นคนคอยกลั่นกรองข้อมูลเอง” ซีรั่วหยานกล่าว
เห็นได้ชัดว่านางไม่คิดจะทำงานในร้านอาหารเด็ดขาดส่วนลั่วจีนางก็ทำอย่างอื่นไม่เป็นฉางเฟิงจึงให้นางเป็นคนต้อนรับลูกค้า และถูคงทำหน้าที่เป็นคนยกอาหารไปเสิร์ฟ
หลังจากที่ร้านอาหารถูกสร้างเสร็จฉางเฟิงก็เริ่มทำการตกแต่งให้มีเอกลักษณ์เพราะฉางเฟิงอยู่ในนิกายบุปผามานานจึงคุ้นชินกับภาพที่งดงามและการจัดแต่งดอกไม้และต้นไม้
“ร้านอาหารสวนบุปผางั้นเหรอ”ซีรั่วหยานแปลกใจ
“เอาละไปหาซื้อวัตถุดิบกันเถอะแม้เครื่องปรุงเราจะมีมากพอแต่ว่าเรายังขาดเนื้อของอสูรและสัตว์ร้ายอยู่” ฉางเฟิงและลั่วจีออกไปหาซื้อของส่วนถูคงและซีรั่วหยานอยู่ที่ร้าน
“เมืองแห่งนี้ไม่แปลกใจเลยที่จะติดอันดับเมืองที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกกระบี่ผู้คนส่วนใหญ่ที่มาทำธุรกิจที่นี่อย่างน้อยก็อยู่ขั้นเซียนไปแล้ว” ลั่วจีกล่าว
“ใช่แล้วถ้าพวกเราไม่มาพวกเราก็ไม่รู้เลยว่ากองกำลังของโลกกระบี่แข็งแกร่งแค่ใหนโชคดีที่คนในเมืองการค้าไม่ได้สนใจสงครามไม่งั้นพวกเราคงยากที่จะต้านทานพวกเขาไหว”ฉางเฟิงถอนหายใจ
ในเมืองแห่งนี้มีทั้งจักรพรรดิเซียนและเทพจำนวนมากอาศัยอยู่แม้แต่เจ้าเมืองก็เป็นระดับเทพ ส่วนจักรพรรดิเทพที่เฝ้าอยู่ในเมืองล้วนมาจากหอสมบัติและสมาคมนักปรุงยา
“น่าเสียดายที่สมาคมนักปรุงยาของโลกใบนี้เข้าร่วมสงครามด้วยทำให้ข้าไม่สามารถใช้ความสามารถในการปรุงยาได้”ฉางเฟิงกล่าว
“การไม่ติดต่อกับสองขุมอำนาจพวกนั้นถือว่าคิดถูกแล้วไม่งั้นพวกเราจะถูกจับได้ทันที”ลั่วจีเห็นด้วยกับความคิดของฉางเฟิง
“เนื้อสัตว์อสูรราคาถูกๆจ้า”
“เนื้อของร้านเรามีทั้งอสูรหายากและยังมีอสูรที่มาจากทะเลอีกด้วย”เหล่าพ่อค้าพากันตะโกนออกมา
ฉางเฟิงมายังโซนที่เป็นพื้นที่ของพวกพ่อค้าขายวัตถุดิบซึ่งทั้งพื้นที่ไม่ขายอย่างอื่นเลย และพวกร้านอาหารส่วนใหญ่ก็จะมาซื้อของจากที่แห่งนี้
“พวกเราไปร้านนั้นกันเถอะ”ฉางเฟิงเห็นอสูรกุ้งตัวใหญ่ตัวหนึ่งถูกแช่แข็งไว้จึงเกิดความสนใจ
“ท่านลูกค้าสนใจรับอะไรดี พวกเรามีทั้งเนื้อหมูป่าขนแดง เนื้อกระทิงอัคคี แม้แต่กุ้งเนตรครามก็มี”พ่อค้ารีบเข้ามาหาฉางเฟิงทันที
“กุ้งเนตรคราม”ฉางเฟิงแปลกใจเพราะเขาไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน
“กุ้งเนตรครามเป็นสัตว์อสูรที่มีดวงตาสีครามสุดใสและพวกมันเป็นสัตว์อสูรที่สามารถใช้พลังจิตได้นี่ดูเมื่อเราจ้องมองไปที่ดวงตาของมันมันจะใช้พลังจิตทำให้เรามึนงงและโจมตีเราทันที”พ่อค้ากล่าว
“โอ้ชั่งน่าสนใจจริงๆ” ฉางเฟิงแสดงสีหน้าสนใจ
“สัตว์อสูรไม่เหมือนกับอสูรพวกมันเป็นสัตว์ที่แข็งแกร่งกว่าสัตว์ทั่วๆไปแต่ไม่ถูกนับว่าเป็นเผ่าอสูร” ลั่วจีส่งกระแสจิตหาฉางเฟิงทันทีนางรู้ว่าฉางเฟิงพึ่งเคยได้ยินเรื่องนี้
พรุ้งนี้งด1 วันนะครับ วันนี้มีอีก ตอน