“พวกเอ็งไปหาเรื่องใครมา ดูท่าจะงานหยาบเลย เพราะวิชาที่ข้าเห็น มันเป็นวิชาจากสิบสองสำนักใหญ่ แบบนี้ข้าก็ช่วยพวกเอ็งไม่ได้เหมือนกัน” เสียงอาจารย์ ตอบกลับมาด้วยอาการหวาดกลัวเมื่อต้องพูดถึงเรื่องสิบสองสำนักใหญ่ในอดีต
“แต่อาจารย์ครับ ในยุคนี้ไม่มีคน ที่รู้จักวิชาคุณไสยกันแล้ว ส่วนสำนักไสยศาสตร์สิบสองสำนักใหญ่ ก็คงล่มสลายไปนานมาก เมื่อช่วง 500 ปีโน่นเลย ถ้าอยู่ได้ถึงปัจจุบัน ผมก็ต้องเจอสำนักไสยศาสตร์อื่น ๆ บ้างแล้วละ” จอมขมังเวทย์ปองเดชอธิบายถึงความกังวลของอาจารย์ ถึงเรื่องสำนักไสยศาสตร์สิบสองสำนักใหญ่ นั้นไม่เคยมีอยู่ในประวัติศาสตร์เลย รวมถึงเรื่องวิชาคุณไสยต่าง ๆ ที่คนยุคปัจจุบันไม่มีความรู้เรื่องพวกนี้
บรรยากาศความเงียบสงัด ผสมกับอากาศที่เย็นยะเยือก เมื่อถึงช่วงเวลาที่ทั้งคู่ต่างใช้ความคิดวิเคราะห์สถานการณ์ในปัจจุบันว่าสำนักไสยศาสตร์ที่เคยโด่งดังในอดีตหายไปได้อย่างไร ?? แต่ผู้รู้วิชาอาคมคุณไสยยังคงมีอยู่ในปัจจุบันอย่างแน่นอน เพราะตัวอาจารย์ของจอมขมังเวทย์ปองเดชเอง ก็ได้สัมผัสมาแล้วเมื่อช่วง 10 ปีก่อน ที่เกิดการต่อสู้ในโลกวิญญาณ เช่นเดียวกับลูกศิษย์ของเขา และหุ่นพยนต์ไอ้สอง ที่โดนเล่นงานในโลกวิญญาณด้วยเหมือนกัน
“ไหนเอ็งเล่าเรื่องราวของโลกในยุคปัจจุบันให้ข้าฟังหน่อย” อาจารย์ได้สอบถามถึงข้อสงสัยที่อยากรู้มานานว่าโลกปัจจุบันมันเป็นอย่างไร ยังเกิดการต่อสู้แย่งชิงกันอยู่มั้ย เพราะสำนักถ้ำทอง ไม่เคยมีลูกศิษย์ที่ออกจากถ้ำ แล้วกลับมาตลอดช่วง 500 ปี โดยผู้สืบทอดวิชาในแต่ละรุ่นจะมีอายุประมาณ 200 - 300 ปี จากเคล็ดวิชาย้ายร่างสลับวิญญาณ ส่วนลูกศิษย์ที่มาอยู่ในถ้ำได้นั้น เกิดจากการใช้วิชาวิญญาณซ่อน ที่จอมขมังเวทย์สั่งให้วิญญาณลักพาตัวเด็ก ซึ่งอยู่ใกล้บริเวณถ้ำ เข้ามาเป็นเด็กรับใช้หรือลูกศิษย์ ทำให้พื้นป่าแห่งนี้มักเกิดเหตุการณ์เด็กหายตัวอยู่บ่อยครั้ง
เมื่อได้ฟังคำถามของอาจารย์ จอมขมังเวทย์ปองเดชก็บอกเล่าเหตุการณ์ในปัจจุบันให้ฟังว่าโลกยุคใหม่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยมากมาย ส่วนเรื่องตำนานความเชื่อต่าง ๆ ก็ถูกจัดให้อยู่ในเรื่องเล่าที่เป็นนิทาน และนิยายที่แต่งขึ้นมาทั้งหมด เพราะไม่สามารถพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้เลย
แต่ก็ยังมีคนที่สนใจในเรื่องคุณไสยมนต์ดำอยู่เช่นกัน คนกลุ่มนี้มีทั้งเงิน มีทั้งอำนาจ และความโลภ เป็นพวกอยากมีอยากได้ของคนอื่น ที่ช่วยให้จอมขมังเวทย์ปองเดชฝึกฝนวิชาอาคม และสะสมพลังวิญญาณอาฆาตได้เป็นอย่างดี ซึ่งคนกลุ่มนี้แหละ ที่จะช่วยให้สำนักถ้ำทองของเรา กลับมายิ่งใหญ่เหนือสำนักไสยศาสตร์อื่น ๆ ในอดีต เนื่องจากปัจจุบันอาจไม่มีสำนักเหล่านี้หลงเหลืออยู่แล้ว
“อืม! เรื่องราวภายนอกนับว่าน่าสนใจจริง ๆ ข้าว่าถึงเวลาแล้วที่สำนักเราจะกลับมายิ่งใหญ่ในโลกภายนอกอีกครั้ง” อาจารย์ตอบกลับจอมขมังเวทย์ปองเดชด้วยความพึงพอใจกับข้อมูลใหม่ ๆ ที่ได้รับรู้มา
“เอาล่ะ ข้าจะให้เอ็งได้ทำพิธีกรรมสืบทอดวิชาจากบรรพบุรุษ ส่วนเอ็งต้องช่วยข้าทำพิธีกรรมย้ายร่างด้วย แล้วเราทั้งสองคน ออกไปสร้างความยิ่งใหญ่บนโลกภายนอกกัน ฮ่า ฮ่า” เสียงหัวเราะดังสนั่นด้วยความคาดหวังที่สำนักตัวเองจะกลับมายิ่งใหญ่ได้อีก
“แล้วผู้มีวิชาที่มีปัญหากับสำนัก ต้องทำอย่างไรดีครับ” จอมขมังเวทย์ปองเดชถามด้วยความคาดหวังให้อาจารย์ไปแก้แค้นแทนเขา
“หึหึ พอเอ็งได้สืบถอดวิชาจากบรรพบุรุษ ข้าว่าเราสองคนกำจัดเสี้ยนหนามชิ้นนี้ได้ไม่ยาก ถ้าระดับต่ำกว่าเจ้าอาคมข้าเอง ก็ไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งนั้นแหละ” เสียงหัวเราะด้วยความเย้ยหยันเหมือนกับตัวเองได้กลับมาครองโลกอีกครั้ง
สิ้นเสียงพูดของอาจารย์ เขาก็ได้หยิบแผ่นหนังที่ถูกสักยันต์ด้วยอักขระต่าง ๆ มากมายเต็มแผ่น ซึ่งแผ่นหนังชิ้นนี้เป็นแผ่นหนังของมนุษย์ เมื่อดูจากความเก่าแก่แล้ว คงมีอายุไม่ต่ำกว่า 200 - 300 ปี ด้วยความแข็งเหมือนหนังควาย และดำมืดไปด้วยน้ำหมึกโบราณ จึงทำให้แผ่นหนังดูน่ากลัว และมีมนต์ขลังอย่างบอกไม่ถูก
สิ่งที่สลักลงบนแผ่นหนังมนุษย์ล้วนเป็นวิชาคุณไสยที่บรรพบุรุษสำนักถ้ำทองถ่ายทอดไว้ให้ โดยผู้ที่ได้รับการสืบทอดวิชา ต้องทำพิธีกราบไหว้บรรพบุรุษ และกินหนังมนุษย์ชิ้นนี้เข้าไปทั้งหมด เพียงเท่านี้ก็จะได้วิชาตามที่บรรพบุรุษถ่ายทอดไว้ให้แล้ว
ซึ่งแต่ละสำนักไสยศาสตร์ ก็มีวิธีการถ่ายทอดที่แตกต่างกัน บางสำนักใช้วิธีการง่าย ๆ แต่ได้ผลเร็วโดยการกินเนื้อหนังของบรรพบุรุษ หรือเริ่มฝึกฝนเองตั้งแต่ต้นตามเคล็ดวิชา และการถ่ายทอดผ่านจิตวิญญาณจากสิ่งของศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนัก ส่วนสำนักถ้ำเอราวัณของชิงพลบ ใช้วิธีการสืบทอดจากการฝึกฝนผ่านการเข้าฌานเป็นหลัก
พอได้แผ่นหนังชิ้นนี้มา จอมขมังเวทย์ปองเดชก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที เพราะตอนนี้ระดับพลังของเขา ต้องการความรู้ใหม่ ๆ เพื่อให้มีพลังเพิ่มขึ้นจากเดิม และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลสำคัญ ที่ทำให้เขาต้องเสี่ยงกลับมาหาอาจารย์
ส่วนลูกศิษย์ที่ต้องเส้นสังเวยให้กับทางอาจารย์ เขาก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เนื่องจากวิชาของสำนักนี้ ยิ่งฝึกมากเท่าไร ก็ยิ่งไร้ใจมากขึ้น ทำให้ความสัมผัสของบรรดาเหล่าศิษย์ อาจารย์ไม่ค่อยสามัคคีเหมือนกับสำนักอื่น
ในช่วงระยะเวลาสองวันนี้ ทั้งคู่ต่างเริ่มทำพิธีกรรมของตัวเอง โดยอาจารย์ได้ย้ายร่างสลับวิญญาณกับลูกศิษย์คนแรกของจอมขมังเวทย์ปองเดช
ส่วนปองเดชเอง ก็เริ่มพิธีกินเนื้อหนังบรรพบุรุษ ผ่านขั้นตอนการตุ๋นนานเป็นเวลา 2 วัน พร้อมบริกรรมคาถาในระหว่างตุ๋น เพื่อให้วิชายังคงอยู่ในหนัง แล้วทำการกินตามปกติ แค่นี้ก็ทำให้เขามีระดับพลังอยู่ขั้นกลางได้แล้ว แต่สภาพของตัวเอง ก็ไม่ได้กลับมาดีเช่นเดิม เนื่องจากพลังคุณไสยที่กัดกินนี้ ต้องแก้โดยวิธีกินเนื้อมนุษย์สด ๆ เท่านั้น