ยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์

    บทที่ 36 สมุดไดอารี่สองเล่มภายในหอพัก

     

    “ไปกันเถอะ”

     

    เซี่ยฮุยบิดแม่กุญแจที่ล็อกอยู่บนประตูเหล็กจนหลุดออก จากนั้นเขาก็เปิดประตูใหญ่ของหอพักเพื่อเข้าไปด้านใน

     

    “พวกเราต้องระวังตัวกันด้วยนะ”

     

    เจี่ยปิงอวี่เตือน “ตอนนี้เรายังไม่เจอเบาะแสอะไรในโรงเรียน ถ้าหากมีผีจริง ๆ มีโอกาสเป็นไปได้ 100% ที่จะเจอมันอยู่ภายในหอพักแห่งนี้”

     

    “มีผีจริง ๆ เหรอเนี่ย”

     

    หลี่เหมยขยับเข้าไปใกล้เฉียนตัวตัว เสียงของเธอสั่นกึก ๆ “หวังว่าจะไม่มีจริง ๆ หรอกนะ”

     

    “ทอมบอย ไม่ต้องกลัว ฉันจะปกป้องเธอเอง”

     

    เฉียนตัวตัวตบอกตัวเองพร้อมกับคุยโวโอ้อวด

     

    ครั้งนี้ หลี่เหมยไม่ได้สั่งสอนเขาเหมือนกับทุกครั้ง

     

    ท่าทางของเธอเหมือนกับหญิงสาวโดยทั่วไป เธอจับดาบยาวในมือแน่นและเดินตามหลังเฉียนตัวตัวไปติด ๆ

     

    บางทีอาจจะเป็นเพราะไม่ได้มีคนมาที่นี่นานมากแล้ว หลังจากที่ผลักประตูใหญ่เข้ามาด้านในก็มีกลิ่นอับที่คุ้นเคยลอยออกมา

     

    “แค่ก ๆ!”

     

    เฉียนตัวตัวไม่ได้เตรียมตัวตั้งแต่แรก ดังนั้นเขาจึงสำลักกลิ่นนี้อยู่หลายครั้งกว่าจะหยุด

     

    “เชี้ย...กลิ่นโคตรแรงเลย”

     

    เฉียนตัวตัวถูปลายจมูกของตัวเองพร้อมกับเอ่ยปากบ่น หลังจากนั้นก็ใช้แขนอุดจมูกตัวเองจนเสียงอู้อี้

     

    พวกเขายืนรออยู่ครู่หนึ่ง หลังจากกลิ่นอับจางลงจึงออกเดินทางต่อ

     

    “มืดชะมัด!”

     

    “พรึบ!”

     

    เซี่ยฮุยเดินนำอยู่ด้านหน้าสุด เขาหันไปเปิดไฟที่อยู่ด้านบนกำแพง ทันใดนั้นภาพตรงหน้าก็กลับมาสว่างอีกครั้ง

     

    แสงไฟสีวอร์มไลท์ทำให้พวกเขามองเห็นสิ่งที่อยู่บนทางเดินได้อย่างชัดเจน

     

    ที่นี่สะอาดสะอ้านกว่าที่คิด ประตูห้องแต่ละห้องก็ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์

     

    แต่ทุกคนถูกล็อกไว้อย่างแน่นหนา แสงจันทร์จึงไม่สามารถเล็ดลอดเข้ามาได้ ด้วยเหตุนี้ตึกนี้จึงมืดสนิททั้งตึก

     

    “แยกกันหาไหม?”

     

    เซี่ยฮุยหันไปถามความเห็นคนอื่น ๆ

     

    “อย่าเลย”

     

    เจี่ยปิงอวี่ปฏิเสธ “ฉันดูหนังผีมาหลายเรื่อง เป็นเพราะตัวละครแยกจากกันก็เลยถูกผีไล่ล่า พวกเราไปด้วยกันเถอะ”

     

    บนโลกใบนี้ก็มีหนังผีด้วยเหรอเนี่ย เซี่ยฮุยคิดไม่ถึงเลยว่าเจี่ยปิงอวี่จะคิดถึงเรื่องพวกนี้

     

    ในเมื่อตัดสินใจไปด้วยกัน ทุกคนจึงเดินเกาะกลุ่มเพื่อตามหาเบาะแสต่อ

     

    บันไดภายในตึกแห่งนี้ออกแบบไม่ตรงกับหลักการใช้งานเอาเสียเลย

     

    ทางขึ้นบันไดจากชั้นหนึ่งไปชั้นสองอยู่บริเวณทางซ้ายมือสุดของอาคาร แต่จากชั้นสองไปชั้นสามกลับถูกสร้างไว้ทางฝั่งขวามือสุด

     

    ไม่เหมาะสมที่จะเป็นนักออกแบบเลยสักนิด การสร้างบันไดแบบนี้ทำให้เหล่านักเรียนที่อาศัยอยู่ในหอพักห้าชั้นต้องเสียเวลาเดินอ้อมไปมาหลายครั้งกว่าจะขึ้นและลงจากตึกนี้ได้

     

    ไม่นาน พวกเขาก็สำรวจทั้งสามชั้นเสร็จเป็นที่เรียบร้อย แต่กลับไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ

     

    ตอนที่พวกเขากำลังเดินขึ้นมาถึงชั้นสี่ เซี่ยฮุยที่เดินนำหน้าก็กดสวิทช์เพื่อเปิดไฟ แต่กลับพบว่าชั้นนี้ไม่สามารถเปิดไฟได้

     

    ถึงแม้ว่าจะเปิดไฟไม่ได้แต่ชั้นนี้ก็ไม่ได้มืดสนิทเพราะชั้นนี้แตกต่างจากชั้นอื่นอย่างสิ้นเชิง

     

    ประตูห้องพักถูกเปิดไว้ทุกห้อง ดังนั้นจึงมีแสงสว่างจากพระจันทร์สีแดงที่อยู่ด้านนอกสาดส่องเข้ามา จึงทำให้พวกเขามองเห็นทางเดิน

     

    “พวกนายรู้สึกแปลก ๆ ไหม”

     

    ในเวลานี้เอง หลี่เหมยที่เดินอยู่ในกลุ่มก็พูดโพล่งขึ้นมา “ฉันรู้สึกได้ว่าในนี้มีพลังงานลึกลับบางอย่าง”

     

    “พี่เหมยเหมยก็รู้สึกเหมือนกันเหรอ”

     

    ป๋ายเสียวเสี่ยวที่เดินเงียบ ๆ มาตลอดทางก็พูดขึ้นด้วยเสียงเล็ก ๆ “ที่นี่ทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดมากเลย”

     

    “พวกเธอเลิกพูดให้ตัวเองรู้สึกกลัวได้แล้ว”

     

    เฉียนตัวตัวทำลายบรรยากาศที่กำลังตึงเครียด “เธอดูสิ ฉันยังไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย”

     

    เพื่อพิสูจน์ว่าเขาพูดเรื่องจริง เฉียนตัวตัวจึงเดินนำเซี่ยฮุยและก้าวเท้าเดินผ่านห้องพักทีละห้อง

     

    ระหว่างที่เดิน เขาก็อ่านออกเสียงไปพลาง ๆ

     

    “401 411.....”

     

    “404 4……”

     

    ตอนที่เจ้าอ้วนเดินมาหยุดอยู่ด้านหน้าห้อง 414 หลังจากที่เขามองเข้าไปด้านในห้อง จู่ ๆ ร่างของเขาก็ชะงักและหยุดนิ่งอยู่กับที่

     

    เสียงของเขาหยุดชะงักเป็นเวลานาน หลังจากนั้นจึงค่อย ๆ ตะโกนขึ้นมาอย่างช้า ๆ “41...414!”

     

    เซี่ยฮุยเห็นท่าทางแปลก ๆ ของเขาก็รีบวิ่งตามไป

     

    เขามองเข้าไปด้านในห้อง 414 ภายในห้องมีเตียงสองชั้นทั้งหมดสี่เตียง ด้านบนเตียงไม่มีสิ่งมีชีวิตนอนอยู่บนนั้น มีเพียงเตียงชั้นล่างซึ่งตั้งอยู่ริมขวามือของหน้าต่างเท่านั้นที่ว่างเปล่า ส่วนเตียงอื่น ๆ มีตุ๊กตาดินเผานอนประจำตำแหน่งอยู่

     

    ไม่รู้ว่าพวกมันถูกผลิตขึ้นมาจากดินเหนียวชนิดไหน แต่ด้านบนนั้นถูกปกคลุมด้วยสีแดงหม่นราวกับเลือดที่แข็งตัว

     

    เป็นเพราะหน้าต่างภายในห้องถูกปิดไว้จึงไม่มีลมพัดผ่านเข้ามา ภายในห้องจึงตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่า

     

    “พี่ฮุย...ที่นอนอยู่บนนั้นคงไม่ใช่ศพใช่ไหม”

     

    เฉียนตัวตัวหันมาถามด้วยท่าทางแข็งทื่อ ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความหวาดกลัว

     

    “ต้องเป็นห้องของเจ้าของสมุดไดอารี่แน่ ๆ เธอฝังร่างของรูมเมทด้วยดินเหนียวจริง ๆ เหรอเนี่ย!”

     

    “มีความเป็นไปได้”

     

    เซี่ยฮุยเดินเข้าไปด้านในก็พบว่าที่พื้นมีดินถูกทับถมจนหนา

     

    เขาเหยียบบนดินก็รู้สึกได้ถึงความอ่อนนุ่มที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า

     

    เขาก้มหน้าลงก็พบว่ารองเท้าของเขาจมลงไปด้านล่างมากกว่าครึ่ง

     

    เขาจึงเดินเขย่งปลายเท้าไปที่ริมหน้าต่าง

     

    “ตัวตัว นายถอยออกไปก่อน”

     

    สิ้นสุดเสียง เซี่ยฮุยก็เปิดหน้าต่างทันที ลมเย็น ๆ จากด้านนอกพัดเข้ามาด้านในห้อง กลิ่นเหม็นเน่าจึงถูกระบายออกไป

     

    เนื่องจากในห้องไม่มีไฟ ดังนั้นจึงต้องพึ่งแสงจันทร์จากด้านนอก ภายในห้องจึงกลายเป็นสีแดง

     

    จู่ ๆ ก็มีแสงสีขาวลอยขึ้นมา

     

    ที่แท้ก็เป็นลูกไฟที่ป๋ายเสียวเสี่ยวเรียกออกมา หลังจากกลิ่นเริ่มเบาบางลงสาว ๆ ก็เดินตามเข้ามาด้านในห้อง

     

    “เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?”

     

    เมื่อเห็นเซี่ยฮุยก้มหน้าสำรวจตุ๊กตาดินเผาที่อยู่ตรงหน้า เจี่ยปิงอวี่ก็เดินเข้ามาถาม

     

    “ตุ๊กตาดินเผานี้แตกต่างจากที่ฉันเห็นในห้องเรียนอย่างสิ้นเชิง”

     

    เซี่ยฮุยลูบคางและพูดต่อไปว่า “ตุ๊กตาดินเผาที่นั่นถูกสร้างขึ้นมาจนดูเหมือนกับมีชีวิตอยู่จริง ส่วนตุ๊กตาดินเผาที่อยู่ที่นี่...”

     

    เขาหยุดชะงัก จากนั้นก็พูดตามความเห็นของตัวเอง “มันถูกสร้างขึ้นมาแบบลวก ๆ ถ้าหากเทียบกันแล้วเหมือนกับเป็นผลงานของพวกมือสมัครเล่น”

     

    เขายื่นมือไปเคาะตุ๊กตาดินเผาสองสามครั้ง แต่กลับไม่มีเสียงสะท้อนออกมาจากด้านใน

     

    เซี่ยฮุยหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย เขายื่นมือออกไปบี้ดินบางส่วนของตุ๊กตาดินเผา

     

    และเขาก็พบว่ามันไม่ใช่ดินที่เป็นสีแดง แต่มันเป็นสีที่เกิดขึ้นจากสีของเลือด

     

    เมื่อเทียบกับรายละเอียดบนสมุดไดอารี่ เซี่ยฮุยก็มั่นใจได้ในทันที “ในนี้มีศพของคนถูกกลบไว้ด้วยดิน”

     

    “นายกำลังจะบอกว่า...”

     

    “อื้อ”

     

    เซี่ยฮุยพยักหน้าตอบกลับไปเพื่อยืนยันสิ่งที่พวกเธอคิด “ไม่ผิดแน่ ตุ๊กตาดินเผาทั้งเจ็ดที่นอนอยู่ที่นี่คือรูมเมทของเจ้าของไดอารี่เล่มนั้น”

     

    “โหดเหี้ยมมาก!”

     

    เฉียนตัวตัวอดไม่ได้ที่จะวิจารณ์ออกมา “ฉันคิดว่าเจ้าของไดอารี่พูดเล่นซะอีก คิดไม่ถึงเลยว่าจะทำจริง ๆ”

     

    “งั้นภายในหอพักก็มีแค่สิ่งสิ่งนี้เหรอ?”

     

    หลี่เหมยกวาดตามองไปรอบ ๆ แต่กลับไม่พบเบาะแสอื่น ๆ เธอจึงกระซิบถามด้วยเสียงแผ่วเบา

     

    “ทุกคนดูทางนี้สิ”

     

    เจี่ยปิงอวี่ชี้ไปที่เตียงที่ไม่มีตุ๊กตาดินเผานอนอยู่ แต่กลับมีผ้าห่มคลุมอะไรบางอย่างไว้

     

    เจี่ยปิงอวี่เดินตรงเข้าไปและเปิดผ้าห่มออก

     

    ของที่อยู่ด้านใต้ผ้าห่มคือสมุดไดอารี่ปกหนังสีแดงหนึ่งเล่ม!

     

    เซี่ยฮุยหยิบขึ้นมาและเปิดดูทันที

     

    ด้านบนหน้าปกเขียนด้วยตัวอักษรแบบเอียง เพียงสั้น ๆ ว่า “ขยัน…สู้ ๆ!”

     

    ลงชื่อ...จางเสี่ยวหง

     

    “ดูเหมือนว่านี่จะเป็นชื่อของเจ้าของสมุดไดอารี่เล่มก่อนหน้านี้นะ”

     

    เซี่ยฮุยพลิกหนังสือหน้าอื่น ๆ ดูก็พบว่าเป็นบันทึกที่เขียนบรรยายกิจกรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละวันระหว่างจางเสี่ยวหงและเจินเจิน

     

    ด้านหน้าเป็นการบรรยายแบบปกติ จนกระทั่งหลังจากที่จางเสี่ยวหงเจอกระต่ายของเธอที่ถูกรูมเมทฆ่าตาย สไตล์การเขียนของเธอก็เปลี่ยนไป

     

    แต่ในสมุดเล่มนี้ไม่ได้มีเบาะแสอื่น ๆ ปรากฏอยู่ เซี่ยฮุยปิดสมุดและส่ายหน้าอย่างหมดหวัง

     

    “ถ้าหากพวกเราต้องทำให้บริสุทธิ์จริง ๆ ก็คงต้องหาวิญญาณอาฆาตแค้นให้เจอถึงจะถูก แต่ตอนนี้นอกจากตุ๊กตาดินเผาแปลกประหลาดพวกนี้ และสมุดไดอารี่สองเล่ม พวกเราก็ไม่มีเบาะแสอื่นเลย”

     

    “เปล่าหรอก...มันก็ยังมีอยู่นะ”

     

    เจี่ยปิงอวี่รีบถาม “ทำไมจางเสี่ยวหงถึงเขียนเนื้อหาลงสมุดไดอารี่เหมือนกันสองเล่มล่ะ?”

     

    “ถ้าหากเป็นคนทั่วไปไม่มีทางทำแบบที่เธอทำแน่ ๆ ฉันคิดว่าเธอคงเขียนสมุดไดอารี่เล่มหนึ่งเพื่อส่งข้อความไปยังอีกเล่มหนึ่ง”

     

    “ตัวตัว ขอสมุดไดอารี่เล่มนั้นให้ฉันหน่อย”

     

    เจี่ยปิงอวี่รับสมุดไดอารี่มา จากนั้นก็วางมันลงบนเตียงและเปิดหน้าสมุดขึ้นมาอีกครั้ง

     

    “ทุกคนดูสิ ลายมือที่อยู่บนสมุดไดอารี่ไม่เหมือนกัน”

     

    “หืม? มีแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย!”

     

    เฉียนตัวตัวก้มมองสมุดไดอารี่เล่มสีแดง และหันไปดูอีกเล่มหนึ่งด้วยความประหลาดใจ

     

    “คนคนเดี๋ยวจะเขียนด้วยลายมือที่แตกต่างกันขนาดนี้ได้ยังไงกัน?”

     

    หลี่เหมยหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่เธอก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ เธอจึงโยนหน้าที่นี้ให้คนอื่น ๆ คิดต่อ

     

    “ฉันคิดสาเหตุของเรื่องนี้ไม่ออก ฝากพวกเธอด้วยแล้วกันนะ”

     

    นอกจากเซี่ยฮุย เจี่ยปิงอวี่และป๋ายเสียวเสี่ยวแล้ว คนอื่น ๆ ก็ล้มเลิกที่จะคิดหาเงื่อนงำของเรื่องนี้ และฝากความหวังให้พวกเขาทั้งสามคน

     

    “อืม...เดี๋ยวก่อนนะ...”

     

    เซี่ยฮุยบอกให้เจี่ยปิงอวี่หยุดพลิกหน้ากระดาษ จากนั้นเขาก็พลิกไปที่หน้าหนึ่งของสมุดไดอารี่เล่มแรก

     

    สายตาของทุกคนจ้องมองมาด้านบนสมุดไดอารี่

     

    “วันนี้วันเสาร์ กระต่ายน้อยตายแล้ว ฉันเจอศพของมันในถังขยะ มันน่าสงสารมากเลย”

     

    “วันนี้วันเสาร์ กระต่ายน้อยตายแล้ว ฉันเจอศพของมันในถังขยะ ผู้กระทำความผิดจะต้องถูกลงโทษ”

     

    วันเดียวกัน แต่วิธีการเขียนของเจ้าของไดอารี่กลับแตกต่างกันจนรู้สึกได้ถึงความแตกต่างราวกับคนละคน

     

    “จุดนี้มีความย้อนแย้งกันมาก”

     

    เซี่ยฮุยรวบรวมคำพูดภายในใจ จากนั้นก็พูดต่อไปว่า “ถ้าหากเจ้าของเล่มไดอารี่ทั้งสองเล่มนี้คือจางเสี่ยวหง มีเหตุผลอะไรที่สามารถอธิบายเรื่องนี้ได้บ้าง?”

     

    “โรคจิตเภท (โรคที่มีความผิดปกติของบุคลิกภาพ) !”

     

    “โรคสองบุคลิก!”

     

    เจี่ยปิงอวี่และป๋ายเสียวเสี่ยวตอบพร้อมกัน

     

    “ใช่แล้ว”

     

    เซี่ยฮุยพยักหน้าตอบกลับไปเบา ๆ “ฉันคิดว่าจางเสี่ยวหงน่าจะมีปัญหาทางจิต เธอก็เลยสร้างอีกตัวตนออกมา แค่นี้ก็อธิบายได้แล้วว่าทำไมเธอถึงใช้ลายมือที่แตกต่างกันเขียนลงในสมุดไดอารี่ทั้งสองเล่มนี้”

     

    “ฉันคิดว่าตัวตนอีกด้านหนึ่งของเธอ บางทีอาจจะเป็นเจินเจินก็ได้”

     

    การคาดเดาของเจี่ยปิงอวี่ทำให้คนอื่น ๆ ต่างพากันตกตะลึง

     

    สิ่งที่เธอคาดเดามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น

     

    ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเจอเป้าหมายวิญญาณอาฆาตแล้ว แต่ภารกิจที่พวกเขากำลังทำกลับไม่มีความคืบหน้าแม้แต่น้อย

     

    ประเด็นสำคัญอยู่ที่ตัวบุคคลไม่ใช่สมุดไดอารี่เหล่านี้ ตอนนี้ยังไม่มีใครเห็นเงาของผีตัวนี้แม้แต่เส้นผม

     

    ทันใดนั้น ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะชะงักไปอีกครั้ง

     

    “ฉันไปดูห้องอื่นมาแล้ว ชั้นนี้ทั้งชั้นไม่มีอะไรเลย”

     

    ในเวลานี้เอง เฉียนตัวตัวที่ยืนไร้ประโยชน์อยู่ด้านนอกก็เดินเข้ามา

     

    “มีอะไร ทำไมมองฉันแบบนี้ล่ะ!”

     

    แก้มของเฉียนตัวตัวสั่นกระเพื่อมเล็กน้อย ดวงตาของเพื่อนร่วมทีมทั้งห้าทำให้เขารู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก

     

    “บนตัวของฉันคงไม่ได้มีอะไรแปลก ๆ เกาะอยู่ใช่ไหม!”

     

    เฉียนตัวตัวกวาดตามองตัวเองด้วยท่าทางเลิกลัก แต่กลับไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ

     

    “อย่าบอกนะว่าเกาะอยู่ด้านหลังฉัน!”

     

    เฉียนตัวตัวตกใจจนต้องรีบหันหลังกลับไปมอง

     

    ด้านหลังของเขามีแค่ทางเดินว่างเปล่า ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ

     

    “พอเถอะ นี่พวกเธอจงใจหลอกฉันใช่ไหมเนี่ย?”

     

    เฉียนตัวตัวพล่ามบ่นด้วยความโกรธ

     

    “เจ้าอ้วน เมื่อกี้แค่เห็นของที่อยู่ในห้อง 414 ก็ตกใจจนหน้าเหวอไปเลยไปใช่เหรอ”

     

    หลี่เหมยเดินรอบเฉียนตัวตัว จากนั้นก็เพ่งมองเขาพร้อมกับถาม “แต่กลับบอกพวกฉันว่าออกไปสำรวจห้องอื่น ๆ มาหมดแล้วเนี่ยนะ?”

     

    “อะไรกัน ไม่เชื่อฉันเหรอ!”

     

    สายตาของหลี่เหมยที่มองมาไม่ได้เชื่อเขาแม้แต่น้อย อีกทั้งยังมองเขาด้วยท่าทางขึงขัง จนทำให้เฉียนตัวตัวรู้สึกไม่มีความสุขขึ้นมาชั่วขณะ

     

    “ฉันไม่...”

     

    หลี่เหมยยังพูดไม่จบประโยค ตอนที่ชะโงกหน้าออกไปนอกห้องก็พบว่าประตูห้องพักห้องอื่น ๆ มีร่องรอยของการถูกเปิดออกอย่างที่เฉียนตัวตัวพูดไว้

     

    “นี่นายไปดูมาครบทุกห้องแล้วจริง ๆ เหรอ?”

     

    “ก็ใช่น่ะสิ!”

     

    หลี่เหมยไม่ชอบท่าทางโอ้อวดของเฉียนตัวตัว เธอจึงพูดต่อไปว่า “ดูครบทุกห้องแล้วแต่ก็ไม่เจออะไรแม้แต่ชิ้นเดียว”

     

    “นี่ก็เป็นเพราะเธอไม่มีเหตุ...”

     

    เมื่อเห็นสายตาที่ทรงพลังของหลี่เหมย คำว่า “ผล” ก็ถูกกลืนลงคอไปเพราะไม่กล้าที่จะพูดต่อ

     

    “ดูเหมือนว่าที่นี่จะไม่มีเบาะแสอื่นแล้วสินะ”

     

    เซี่ยฮุยหยุดมองเฉียนตัวตัว จากนั้นเขาก็เก็บสมุดไดอารี่และพูดกับทุกคนว่า “งั้นเราขึ้นไปดูด้านบนกันเถอะ”

     

    ทุกคนพยักหน้าตอบกลับมา จากนั้นก็ออกเดินทางเพื่อมุ่งหน้าสู่ชั้นห้าของตึกแห่งนี้

    คล้ายกับเรื่องยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์ ที่คุณอ่าน