“ไปกันเถอะ”
เซี่ยฮุยบิดแม่กุญแจที่ล็อกอยู่บนประตูเหล็กจนหลุดออก จากนั้นเขาก็เปิดประตูใหญ่ของหอพักเพื่อเข้าไปด้านใน
“พวกเราต้องระวังตัวกันด้วยนะ”
เจี่ยปิงอวี่เตือน “ตอนนี้เรายังไม่เจอเบาะแสอะไรในโรงเรียน ถ้าหากมีผีจริง ๆ มีโอกาสเป็นไปได้ 100% ที่จะเจอมันอยู่ภายในหอพักแห่งนี้”
“มีผีจริง ๆ เหรอเนี่ย”
หลี่เหมยขยับเข้าไปใกล้เฉียนตัวตัว เสียงของเธอสั่นกึก ๆ “หวังว่าจะไม่มีจริง ๆ หรอกนะ”
“ทอมบอย ไม่ต้องกลัว ฉันจะปกป้องเธอเอง”
เฉียนตัวตัวตบอกตัวเองพร้อมกับคุยโวโอ้อวด
ครั้งนี้ หลี่เหมยไม่ได้สั่งสอนเขาเหมือนกับทุกครั้ง
ท่าทางของเธอเหมือนกับหญิงสาวโดยทั่วไป เธอจับดาบยาวในมือแน่นและเดินตามหลังเฉียนตัวตัวไปติด ๆ
บางทีอาจจะเป็นเพราะไม่ได้มีคนมาที่นี่นานมากแล้ว หลังจากที่ผลักประตูใหญ่เข้ามาด้านในก็มีกลิ่นอับที่คุ้นเคยลอยออกมา
“แค่ก ๆ!”
เฉียนตัวตัวไม่ได้เตรียมตัวตั้งแต่แรก ดังนั้นเขาจึงสำลักกลิ่นนี้อยู่หลายครั้งกว่าจะหยุด
“เชี้ย...กลิ่นโคตรแรงเลย”
เฉียนตัวตัวถูปลายจมูกของตัวเองพร้อมกับเอ่ยปากบ่น หลังจากนั้นก็ใช้แขนอุดจมูกตัวเองจนเสียงอู้อี้
พวกเขายืนรออยู่ครู่หนึ่ง หลังจากกลิ่นอับจางลงจึงออกเดินทางต่อ
“มืดชะมัด!”
“พรึบ!”
เซี่ยฮุยเดินนำอยู่ด้านหน้าสุด เขาหันไปเปิดไฟที่อยู่ด้านบนกำแพง ทันใดนั้นภาพตรงหน้าก็กลับมาสว่างอีกครั้ง
แสงไฟสีวอร์มไลท์ทำให้พวกเขามองเห็นสิ่งที่อยู่บนทางเดินได้อย่างชัดเจน
ที่นี่สะอาดสะอ้านกว่าที่คิด ประตูห้องแต่ละห้องก็ยังอยู่ในสภาพสมบูรณ์
แต่ทุกคนถูกล็อกไว้อย่างแน่นหนา แสงจันทร์จึงไม่สามารถเล็ดลอดเข้ามาได้ ด้วยเหตุนี้ตึกนี้จึงมืดสนิททั้งตึก
“แยกกันหาไหม?”
เซี่ยฮุยหันไปถามความเห็นคนอื่น ๆ
“อย่าเลย”
เจี่ยปิงอวี่ปฏิเสธ “ฉันดูหนังผีมาหลายเรื่อง เป็นเพราะตัวละครแยกจากกันก็เลยถูกผีไล่ล่า พวกเราไปด้วยกันเถอะ”
บนโลกใบนี้ก็มีหนังผีด้วยเหรอเนี่ย เซี่ยฮุยคิดไม่ถึงเลยว่าเจี่ยปิงอวี่จะคิดถึงเรื่องพวกนี้
ในเมื่อตัดสินใจไปด้วยกัน ทุกคนจึงเดินเกาะกลุ่มเพื่อตามหาเบาะแสต่อ
บันไดภายในตึกแห่งนี้ออกแบบไม่ตรงกับหลักการใช้งานเอาเสียเลย
ทางขึ้นบันไดจากชั้นหนึ่งไปชั้นสองอยู่บริเวณทางซ้ายมือสุดของอาคาร แต่จากชั้นสองไปชั้นสามกลับถูกสร้างไว้ทางฝั่งขวามือสุด
ไม่เหมาะสมที่จะเป็นนักออกแบบเลยสักนิด การสร้างบันไดแบบนี้ทำให้เหล่านักเรียนที่อาศัยอยู่ในหอพักห้าชั้นต้องเสียเวลาเดินอ้อมไปมาหลายครั้งกว่าจะขึ้นและลงจากตึกนี้ได้
ไม่นาน พวกเขาก็สำรวจทั้งสามชั้นเสร็จเป็นที่เรียบร้อย แต่กลับไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ
ตอนที่พวกเขากำลังเดินขึ้นมาถึงชั้นสี่ เซี่ยฮุยที่เดินนำหน้าก็กดสวิทช์เพื่อเปิดไฟ แต่กลับพบว่าชั้นนี้ไม่สามารถเปิดไฟได้
ถึงแม้ว่าจะเปิดไฟไม่ได้แต่ชั้นนี้ก็ไม่ได้มืดสนิทเพราะชั้นนี้แตกต่างจากชั้นอื่นอย่างสิ้นเชิง
ประตูห้องพักถูกเปิดไว้ทุกห้อง ดังนั้นจึงมีแสงสว่างจากพระจันทร์สีแดงที่อยู่ด้านนอกสาดส่องเข้ามา จึงทำให้พวกเขามองเห็นทางเดิน
“พวกนายรู้สึกแปลก ๆ ไหม”
ในเวลานี้เอง หลี่เหมยที่เดินอยู่ในกลุ่มก็พูดโพล่งขึ้นมา “ฉันรู้สึกได้ว่าในนี้มีพลังงานลึกลับบางอย่าง”
“พี่เหมยเหมยก็รู้สึกเหมือนกันเหรอ”
ป๋ายเสียวเสี่ยวที่เดินเงียบ ๆ มาตลอดทางก็พูดขึ้นด้วยเสียงเล็ก ๆ “ที่นี่ทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดมากเลย”
“พวกเธอเลิกพูดให้ตัวเองรู้สึกกลัวได้แล้ว”
เฉียนตัวตัวทำลายบรรยากาศที่กำลังตึงเครียด “เธอดูสิ ฉันยังไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย”
เพื่อพิสูจน์ว่าเขาพูดเรื่องจริง เฉียนตัวตัวจึงเดินนำเซี่ยฮุยและก้าวเท้าเดินผ่านห้องพักทีละห้อง
ระหว่างที่เดิน เขาก็อ่านออกเสียงไปพลาง ๆ
“401 411.....”
“404 4……”
ตอนที่เจ้าอ้วนเดินมาหยุดอยู่ด้านหน้าห้อง 414 หลังจากที่เขามองเข้าไปด้านในห้อง จู่ ๆ ร่างของเขาก็ชะงักและหยุดนิ่งอยู่กับที่
เสียงของเขาหยุดชะงักเป็นเวลานาน หลังจากนั้นจึงค่อย ๆ ตะโกนขึ้นมาอย่างช้า ๆ “41...414!”
เซี่ยฮุยเห็นท่าทางแปลก ๆ ของเขาก็รีบวิ่งตามไป
เขามองเข้าไปด้านในห้อง 414 ภายในห้องมีเตียงสองชั้นทั้งหมดสี่เตียง ด้านบนเตียงไม่มีสิ่งมีชีวิตนอนอยู่บนนั้น มีเพียงเตียงชั้นล่างซึ่งตั้งอยู่ริมขวามือของหน้าต่างเท่านั้นที่ว่างเปล่า ส่วนเตียงอื่น ๆ มีตุ๊กตาดินเผานอนประจำตำแหน่งอยู่
ไม่รู้ว่าพวกมันถูกผลิตขึ้นมาจากดินเหนียวชนิดไหน แต่ด้านบนนั้นถูกปกคลุมด้วยสีแดงหม่นราวกับเลือดที่แข็งตัว
เป็นเพราะหน้าต่างภายในห้องถูกปิดไว้จึงไม่มีลมพัดผ่านเข้ามา ภายในห้องจึงตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นเน่า
“พี่ฮุย...ที่นอนอยู่บนนั้นคงไม่ใช่ศพใช่ไหม”
เฉียนตัวตัวหันมาถามด้วยท่าทางแข็งทื่อ ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความหวาดกลัว
“ต้องเป็นห้องของเจ้าของสมุดไดอารี่แน่ ๆ เธอฝังร่างของรูมเมทด้วยดินเหนียวจริง ๆ เหรอเนี่ย!”
“มีความเป็นไปได้”
เซี่ยฮุยเดินเข้าไปด้านในก็พบว่าที่พื้นมีดินถูกทับถมจนหนา
เขาเหยียบบนดินก็รู้สึกได้ถึงความอ่อนนุ่มที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า
เขาก้มหน้าลงก็พบว่ารองเท้าของเขาจมลงไปด้านล่างมากกว่าครึ่ง
เขาจึงเดินเขย่งปลายเท้าไปที่ริมหน้าต่าง
“ตัวตัว นายถอยออกไปก่อน”
สิ้นสุดเสียง เซี่ยฮุยก็เปิดหน้าต่างทันที ลมเย็น ๆ จากด้านนอกพัดเข้ามาด้านในห้อง กลิ่นเหม็นเน่าจึงถูกระบายออกไป
เนื่องจากในห้องไม่มีไฟ ดังนั้นจึงต้องพึ่งแสงจันทร์จากด้านนอก ภายในห้องจึงกลายเป็นสีแดง
จู่ ๆ ก็มีแสงสีขาวลอยขึ้นมา
ที่แท้ก็เป็นลูกไฟที่ป๋ายเสียวเสี่ยวเรียกออกมา หลังจากกลิ่นเริ่มเบาบางลงสาว ๆ ก็เดินตามเข้ามาด้านในห้อง
“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?”
เมื่อเห็นเซี่ยฮุยก้มหน้าสำรวจตุ๊กตาดินเผาที่อยู่ตรงหน้า เจี่ยปิงอวี่ก็เดินเข้ามาถาม
“ตุ๊กตาดินเผานี้แตกต่างจากที่ฉันเห็นในห้องเรียนอย่างสิ้นเชิง”
เซี่ยฮุยลูบคางและพูดต่อไปว่า “ตุ๊กตาดินเผาที่นั่นถูกสร้างขึ้นมาจนดูเหมือนกับมีชีวิตอยู่จริง ส่วนตุ๊กตาดินเผาที่อยู่ที่นี่...”
เขาหยุดชะงัก จากนั้นก็พูดตามความเห็นของตัวเอง “มันถูกสร้างขึ้นมาแบบลวก ๆ ถ้าหากเทียบกันแล้วเหมือนกับเป็นผลงานของพวกมือสมัครเล่น”
เขายื่นมือไปเคาะตุ๊กตาดินเผาสองสามครั้ง แต่กลับไม่มีเสียงสะท้อนออกมาจากด้านใน
เซี่ยฮุยหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย เขายื่นมือออกไปบี้ดินบางส่วนของตุ๊กตาดินเผา
และเขาก็พบว่ามันไม่ใช่ดินที่เป็นสีแดง แต่มันเป็นสีที่เกิดขึ้นจากสีของเลือด
เมื่อเทียบกับรายละเอียดบนสมุดไดอารี่ เซี่ยฮุยก็มั่นใจได้ในทันที “ในนี้มีศพของคนถูกกลบไว้ด้วยดิน”
“นายกำลังจะบอกว่า...”
“อื้อ”
เซี่ยฮุยพยักหน้าตอบกลับไปเพื่อยืนยันสิ่งที่พวกเธอคิด “ไม่ผิดแน่ ตุ๊กตาดินเผาทั้งเจ็ดที่นอนอยู่ที่นี่คือรูมเมทของเจ้าของไดอารี่เล่มนั้น”
“โหดเหี้ยมมาก!”
เฉียนตัวตัวอดไม่ได้ที่จะวิจารณ์ออกมา “ฉันคิดว่าเจ้าของไดอารี่พูดเล่นซะอีก คิดไม่ถึงเลยว่าจะทำจริง ๆ”
“งั้นภายในหอพักก็มีแค่สิ่งสิ่งนี้เหรอ?”
หลี่เหมยกวาดตามองไปรอบ ๆ แต่กลับไม่พบเบาะแสอื่น ๆ เธอจึงกระซิบถามด้วยเสียงแผ่วเบา
“ทุกคนดูทางนี้สิ”
เจี่ยปิงอวี่ชี้ไปที่เตียงที่ไม่มีตุ๊กตาดินเผานอนอยู่ แต่กลับมีผ้าห่มคลุมอะไรบางอย่างไว้
เจี่ยปิงอวี่เดินตรงเข้าไปและเปิดผ้าห่มออก
ของที่อยู่ด้านใต้ผ้าห่มคือสมุดไดอารี่ปกหนังสีแดงหนึ่งเล่ม!
เซี่ยฮุยหยิบขึ้นมาและเปิดดูทันที
ด้านบนหน้าปกเขียนด้วยตัวอักษรแบบเอียง เพียงสั้น ๆ ว่า “ขยัน…สู้ ๆ!”
ลงชื่อ...จางเสี่ยวหง
“ดูเหมือนว่านี่จะเป็นชื่อของเจ้าของสมุดไดอารี่เล่มก่อนหน้านี้นะ”
เซี่ยฮุยพลิกหนังสือหน้าอื่น ๆ ดูก็พบว่าเป็นบันทึกที่เขียนบรรยายกิจกรรมที่เกิดขึ้นในแต่ละวันระหว่างจางเสี่ยวหงและเจินเจิน
ด้านหน้าเป็นการบรรยายแบบปกติ จนกระทั่งหลังจากที่จางเสี่ยวหงเจอกระต่ายของเธอที่ถูกรูมเมทฆ่าตาย สไตล์การเขียนของเธอก็เปลี่ยนไป
แต่ในสมุดเล่มนี้ไม่ได้มีเบาะแสอื่น ๆ ปรากฏอยู่ เซี่ยฮุยปิดสมุดและส่ายหน้าอย่างหมดหวัง
“ถ้าหากพวกเราต้องทำให้บริสุทธิ์จริง ๆ ก็คงต้องหาวิญญาณอาฆาตแค้นให้เจอถึงจะถูก แต่ตอนนี้นอกจากตุ๊กตาดินเผาแปลกประหลาดพวกนี้ และสมุดไดอารี่สองเล่ม พวกเราก็ไม่มีเบาะแสอื่นเลย”
“เปล่าหรอก...มันก็ยังมีอยู่นะ”
เจี่ยปิงอวี่รีบถาม “ทำไมจางเสี่ยวหงถึงเขียนเนื้อหาลงสมุดไดอารี่เหมือนกันสองเล่มล่ะ?”
“ถ้าหากเป็นคนทั่วไปไม่มีทางทำแบบที่เธอทำแน่ ๆ ฉันคิดว่าเธอคงเขียนสมุดไดอารี่เล่มหนึ่งเพื่อส่งข้อความไปยังอีกเล่มหนึ่ง”
“ตัวตัว ขอสมุดไดอารี่เล่มนั้นให้ฉันหน่อย”
เจี่ยปิงอวี่รับสมุดไดอารี่มา จากนั้นก็วางมันลงบนเตียงและเปิดหน้าสมุดขึ้นมาอีกครั้ง
“ทุกคนดูสิ ลายมือที่อยู่บนสมุดไดอารี่ไม่เหมือนกัน”
“หืม? มีแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย!”
เฉียนตัวตัวก้มมองสมุดไดอารี่เล่มสีแดง และหันไปดูอีกเล่มหนึ่งด้วยความประหลาดใจ
“คนคนเดี๋ยวจะเขียนด้วยลายมือที่แตกต่างกันขนาดนี้ได้ยังไงกัน?”
หลี่เหมยหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่เธอก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ เธอจึงโยนหน้าที่นี้ให้คนอื่น ๆ คิดต่อ
“ฉันคิดสาเหตุของเรื่องนี้ไม่ออก ฝากพวกเธอด้วยแล้วกันนะ”
นอกจากเซี่ยฮุย เจี่ยปิงอวี่และป๋ายเสียวเสี่ยวแล้ว คนอื่น ๆ ก็ล้มเลิกที่จะคิดหาเงื่อนงำของเรื่องนี้ และฝากความหวังให้พวกเขาทั้งสามคน
“อืม...เดี๋ยวก่อนนะ...”
เซี่ยฮุยบอกให้เจี่ยปิงอวี่หยุดพลิกหน้ากระดาษ จากนั้นเขาก็พลิกไปที่หน้าหนึ่งของสมุดไดอารี่เล่มแรก
สายตาของทุกคนจ้องมองมาด้านบนสมุดไดอารี่
“วันนี้วันเสาร์ กระต่ายน้อยตายแล้ว ฉันเจอศพของมันในถังขยะ มันน่าสงสารมากเลย”
“วันนี้วันเสาร์ กระต่ายน้อยตายแล้ว ฉันเจอศพของมันในถังขยะ ผู้กระทำความผิดจะต้องถูกลงโทษ”
วันเดียวกัน แต่วิธีการเขียนของเจ้าของไดอารี่กลับแตกต่างกันจนรู้สึกได้ถึงความแตกต่างราวกับคนละคน
“จุดนี้มีความย้อนแย้งกันมาก”
เซี่ยฮุยรวบรวมคำพูดภายในใจ จากนั้นก็พูดต่อไปว่า “ถ้าหากเจ้าของเล่มไดอารี่ทั้งสองเล่มนี้คือจางเสี่ยวหง มีเหตุผลอะไรที่สามารถอธิบายเรื่องนี้ได้บ้าง?”
“โรคจิตเภท (โรคที่มีความผิดปกติของบุคลิกภาพ) !”
“โรคสองบุคลิก!”
เจี่ยปิงอวี่และป๋ายเสียวเสี่ยวตอบพร้อมกัน
“ใช่แล้ว”
เซี่ยฮุยพยักหน้าตอบกลับไปเบา ๆ “ฉันคิดว่าจางเสี่ยวหงน่าจะมีปัญหาทางจิต เธอก็เลยสร้างอีกตัวตนออกมา แค่นี้ก็อธิบายได้แล้วว่าทำไมเธอถึงใช้ลายมือที่แตกต่างกันเขียนลงในสมุดไดอารี่ทั้งสองเล่มนี้”
“ฉันคิดว่าตัวตนอีกด้านหนึ่งของเธอ บางทีอาจจะเป็นเจินเจินก็ได้”
การคาดเดาของเจี่ยปิงอวี่ทำให้คนอื่น ๆ ต่างพากันตกตะลึง
สิ่งที่เธอคาดเดามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น
ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเจอเป้าหมายวิญญาณอาฆาตแล้ว แต่ภารกิจที่พวกเขากำลังทำกลับไม่มีความคืบหน้าแม้แต่น้อย
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ตัวบุคคลไม่ใช่สมุดไดอารี่เหล่านี้ ตอนนี้ยังไม่มีใครเห็นเงาของผีตัวนี้แม้แต่เส้นผม
ทันใดนั้น ทุกอย่างก็ดูเหมือนจะชะงักไปอีกครั้ง
“ฉันไปดูห้องอื่นมาแล้ว ชั้นนี้ทั้งชั้นไม่มีอะไรเลย”
ในเวลานี้เอง เฉียนตัวตัวที่ยืนไร้ประโยชน์อยู่ด้านนอกก็เดินเข้ามา
“มีอะไร ทำไมมองฉันแบบนี้ล่ะ!”
แก้มของเฉียนตัวตัวสั่นกระเพื่อมเล็กน้อย ดวงตาของเพื่อนร่วมทีมทั้งห้าทำให้เขารู้สึกอึดอัดเป็นอย่างมาก
“บนตัวของฉันคงไม่ได้มีอะไรแปลก ๆ เกาะอยู่ใช่ไหม!”
เฉียนตัวตัวกวาดตามองตัวเองด้วยท่าทางเลิกลัก แต่กลับไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ
“อย่าบอกนะว่าเกาะอยู่ด้านหลังฉัน!”
เฉียนตัวตัวตกใจจนต้องรีบหันหลังกลับไปมอง
ด้านหลังของเขามีแค่ทางเดินว่างเปล่า ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ
“พอเถอะ นี่พวกเธอจงใจหลอกฉันใช่ไหมเนี่ย?”
เฉียนตัวตัวพล่ามบ่นด้วยความโกรธ
“เจ้าอ้วน เมื่อกี้แค่เห็นของที่อยู่ในห้อง 414 ก็ตกใจจนหน้าเหวอไปเลยไปใช่เหรอ”
หลี่เหมยเดินรอบเฉียนตัวตัว จากนั้นก็เพ่งมองเขาพร้อมกับถาม “แต่กลับบอกพวกฉันว่าออกไปสำรวจห้องอื่น ๆ มาหมดแล้วเนี่ยนะ?”
“อะไรกัน ไม่เชื่อฉันเหรอ!”
สายตาของหลี่เหมยที่มองมาไม่ได้เชื่อเขาแม้แต่น้อย อีกทั้งยังมองเขาด้วยท่าทางขึงขัง จนทำให้เฉียนตัวตัวรู้สึกไม่มีความสุขขึ้นมาชั่วขณะ
“ฉันไม่...”
หลี่เหมยยังพูดไม่จบประโยค ตอนที่ชะโงกหน้าออกไปนอกห้องก็พบว่าประตูห้องพักห้องอื่น ๆ มีร่องรอยของการถูกเปิดออกอย่างที่เฉียนตัวตัวพูดไว้
“นี่นายไปดูมาครบทุกห้องแล้วจริง ๆ เหรอ?”
“ก็ใช่น่ะสิ!”
หลี่เหมยไม่ชอบท่าทางโอ้อวดของเฉียนตัวตัว เธอจึงพูดต่อไปว่า “ดูครบทุกห้องแล้วแต่ก็ไม่เจออะไรแม้แต่ชิ้นเดียว”
“นี่ก็เป็นเพราะเธอไม่มีเหตุ...”
เมื่อเห็นสายตาที่ทรงพลังของหลี่เหมย คำว่า “ผล” ก็ถูกกลืนลงคอไปเพราะไม่กล้าที่จะพูดต่อ
“ดูเหมือนว่าที่นี่จะไม่มีเบาะแสอื่นแล้วสินะ”
เซี่ยฮุยหยุดมองเฉียนตัวตัว จากนั้นเขาก็เก็บสมุดไดอารี่และพูดกับทุกคนว่า “งั้นเราขึ้นไปดูด้านบนกันเถอะ”
ทุกคนพยักหน้าตอบกลับมา จากนั้นก็ออกเดินทางเพื่อมุ่งหน้าสู่ชั้นห้าของตึกแห่งนี้