การพบกันในร้านอาหาร
สีหน้าของกัสตอนที่เดินออกมาจากห้องประชุมนั้นเปลี่ยนไปจนทุกคนสัมผัสได้ รวมไปถึงบรรยากาศที่เคร่งเครียดซึ่งทำให้คนที่คิดจะเข้าไปคุยกับเขา เกิดความลังเลใจและเลือกที่จะถอยห่าง
ทั้งนี้ไม่ใช่ว่าทุกคนกลัวกัส แต่พวกเธอนั้นเกรงใจและไม่อยากรบกวนเพราะสีหน้าท่าทางของเขาในตอนนี้มันแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่ากำลังคิดถึงเรื่องที่สำคัญมากๆ อยู่
แต่ดูเหมือนว่าหนึ่งในนั้นจะไม่ได้คิดแบบเดียวกัน นั่นก็คือโกลเด้นที่เดินยิ้มกว้างเข้าไปหากัสอย่างอารมณ์ดีโดยไม่สนใจบรรยากาศที่เต็มไปด้วยแรงกดดันของเขาเลยสักนิด
“ว่าไงกัสโทนีย่า เจ้าพิจารณาข้อเสนอของข้าหรือยัง”
สีหน้าของกัสเปลี่ยนไปชั่วขณะด้วยความสับสน ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่าข้อเสนอที่โกลเด้นว่านั่นคืออะไร จากนั้นเขาก็นิ่งไปก่อนจะพยักหน้ารับเพราะข้อเสนอที่โกลเด้นให้เขามานั้น ไม่ได้ส่งผลเสียใดๆ ต่อเขาเลย
แต่ที่เขาต้องขอเวลาคิดก็เพราะข้อเสนอนี้มันแฝงไว้ด้วยผลประโยชน์และการฉวยโอกาสที่น่าหงุดหงิดอยู่บ้าง
“ตกลง..เจ้าเตรียมคนได้เลย พร้อมเมื่อไหร่ก็เข้ามาได้ ข้าจะเตรียมที่พักเอาไว้ให้”
ทันทีที่ได้ยินคำตอบของกัส สีหน้าของโกลเด้นก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย มันคล้ายประหลาดใจที่เขาตอบตกลงอย่างง่ายดายแบบนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังทำสีหน้าไม่พอใจอยู่เลย
ทว่าตอนนี้กลับตอบตกลงแบบง่ายๆ โดยไม่มีความไม่พอใจอะไรเลย
แม้จะสงสัยทว่าโกลเด้นก็สมแล้วที่มีสายเลือดของพ่อค้าอันเข้มข้น มันยิ้มรับแล้วเริ่มแสดงความเป็นมิตรและความสนิทสนมออกมาจนเกินพอดี ซึ่งถ้าเป็นก่อนหน้านี้กัสคงรู้สึกรำคาญใจอยู่บ้าง
ทว่ามันก็น่าแปลกที่หลังจากได้รับข่าวร้ายจากผู้อาวุโส กัสก็ไม่รู้สึกว่าผลประโยชน์ที่โกลเด้นได้ไปนั้นมีค่าอะไรอีก เขาเลยตอบตกลงไปง่ายๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังลังเลใจและหงุดหงิดที่โกลเด้นมันให้ข้อเสนอที่เขาเสียเปรียบอยู่บ้าง
แต่เมื่อคิดดูดีๆ ข้อเสนอนี้ความจริงก็ไม่ได้ทำให้เขาเสียเปรียบอะไรเลย ยังไงเสียทรัพยากรส่วนที่โกลเด้นต้องการนั้นก็เป็นทรัพยากรที่ไม่ได้ใช้งานอยู่แล้ว
การปล่อยมันทิ้งเอาไว้โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรยังดูสูญเสียมากกว่าเสียด้วยซ้ำ แถมส่วนแบ่งของโกลเด้นเองก็ยุติธรรมดี ถึงจะมองดูเหมือนโดนเอาเปรียบอยู่บ้าง แต่นั่นก็เกิดขึ้นเพราะดินแดนของเขามีขนาดใหญ่กว่าก็เท่านั้น
ข้อเสนอที่โกลเด้นให้มานั่นคือการร่วมมือทางธุรกิจเท่านั้น สิ่งที่โกลเด้นต้องการก็คือ ไม้ชนิดพิเศษที่มีอยู่ในดินแดนของเขาเป็นจำนวนมาก ซึ่งเขาไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรจากพวกมันเลย
โกลเด้นก็เลยยื่นข้อเสนอว่าจะให้คนของมันเข้าไปตัดไม้ในดินแดนของเขาเพื่อนำมาแปรรูปเป็นอุปกรณ์ตกแต่งและเครื่องใช้ต่างๆ ภายในบ้าน จำพวกโต๊ะ เก้าอี้ เตียงนอน กรอบรูป หรือแปรรูปเป็นแผ่นไม้สำเร็จรูปที่พร้อมนำไปใช้ในการก่อสร้าง
ข้อเสนอนี้เกิดขึ้นมาจากธุรกิจส่วนหนึ่งของโกลเด้นที่เพิ่งจะเริ่มสร้างได้ไม่นานนักทำให้มันมีทรัพยากรชนิดพิเศษนี้ไม่พอต่อความต้องการ
ในจุดนี้เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของดินแดน โกลเด้นจึงพยายามไม่ใช้วิธีปรับสภาพทรัพยากรเหล่านั้นด้วย DP แต่ใช้วิธีแลกเปลี่ยนโดยใช้ทรัพยากรจำนวน 10 หน่วย เพื่อแลกเป็นทรัพยากร 1 หน่วยแทน
หรือก็คือ ไม้แปรรูปจำนวน 10 แผ่นเพื่อแลกออกมาเป็นไม้แปรรูป 1 แผ่น
ด้วยวิธีนี้จะทำให้ไม่ต้องจ่าย DP เพื่อนำทรัพยากรนั้นๆ ออกมาจากดันเจี้ยน แต่มันก็ทำให้ทรัพยากรที่นำออกมาได้มีจำนวนน้อยลงไปด้วยนั่นเอง
และด้วยความที่ดินแดนของโกลเด้นในปัจจุบันที่ยังมีขนาดไม่ใหญ่นัก ทรัพยากรก็มีจำกัด มันจึงยื่นข้อเสนอมาให้กัสโดยให้ส่วนแบ่งเขาถึงครึ่งหนึ่งของผลกำไรที่มันได้ โดยมันจะเป็นคนรับผิดชอบจัดการงานทุกส่วนโดยที่เขาไม่ต้องทำอะไรเลย
สิ่งเดียวที่กัสต้องเสียก็คือ บัตรผ่านหนึ่งใบ กับการมอบสิทธิ์ให้กับคนของโกลเด้น 1 คนเพื่อให้สามารถเข้าและออกจากดินแดนของเขาได้ตลอดเวลาก็เท่านั้น
ซึ่งจุดนี้กัสคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเพราะพวกเขาเป็นคนในตระกูลเดียวกันแล้วตระกูลของเขาก็มีกฎระเบียบที่เข้มงวดและการตรวจสอบที่น่ากลัว ซึ่งทำให้เป็นไปไม่ได้เลยที่เหล่าทายาทของตระกูลจะทำอะไรที่ผิดต่อกฎของตระกูลแล้วจะปิดบังได้
ด้วยเหตุนี้กัสจึงไม่มีความคิดที่จะสงสัยโกลเด้นเลยสักนิด สิ่งเดียวที่ทำให้เขาลังเลใจก็มีเพียงความหงุดหงิดจากการถูกเอาเปรียบก็เท่านั้น
แต่เมื่อเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ เขาก็ไม่รู้สึกว่าถูกเอาเปรียบอีก เขาจึงยอมตกลงแบบง่ายๆ จนทำให้โกลเด้นนึกแปลกใจและดีใจ
หลังจากยิ้มรับและตั้งสติได้ครู่หนึ่ง โกลเด้นก็หันกลับไปด้านหลังแล้วส่งเสียงเรียกใครบางคนออกมาจากกลุ่ม
“ซินวี่! ออกมานี่หน่อย”
สิ้นเสียงเด็กสาวหน้าตาน่ารักที่ดูคล้ายๆ กับโกลเด้นก็เดินออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่อ่อนหวาน
ดวงตาสีทองกับเส้นผมสีเงินของเธอนั้นดูสวยงามมากทีเดียว แต่ในขณะเดียวกันมันก็ดูต่างจากโกลเด้นจนน่าประหลาดใจ
“นี่น้องสาวของข้าเอง ข้าจะให้นางทำหน้าที่ประสานงานกับเจ้า! ไม่มีปัญหาใช่ไหมกัสโทนีย่า”
“ไม่มีปัญหา! พร้อมเมื่อไหร่ก็เข้าไปได้เลย บัตรผ่านเอาจากทางวิหารก็แล้วกัน ข้าคิดว่ามันน่าจะยังมีเหลืออยู่อีกหลายใบ”
“ตกลง! ยังไงก็..ขอบใจมากนะกัสโทนีย่า”
“ไม่เป็นไร..ยังไงเสียข้าก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์จากไม้พวกนั้นอยู่แล้ว”
หลังจากนั้นทั้งสองก็จับมือกันเป็นการทำข้อตกลงอย่างเป็นทางการ พร้อมๆ กับเนื้อหาของสัญญาที่ก่อตัวขึ้นผ่านการบันทึกโลกวิญญาณของทั้งสอง แล้วฉายออกมาเป็นภาพของเอกสารฉบับหนึ่ง
เมื่ออ่านและเห็นว่าไม่มีปัญหาอะไรแล้ว ทั้งสองก็พยักหน้าให้กันพร้อมกับเอ่ยคำพูดออกมาคำหนึ่ง
“ดีล!”
ทันทีที่พูดจบเอกสารก็มีตราประทับเกิดขึ้นก่อนจะหายเข้าไปในบันทึกโลกวิญญาณเป็นการทำข้อตกลงอย่างสมบูรณ์
ถึงตอนนี้พวกเขาสองคนก็ไม่สามารถผิดสัญญาได้แล้ว หากมีการผิดสัญญาเกิดขึ้นทางตระกูลก็จะออกบทลงโทษให้กับผู้ผิดสัญญาในทันที
“แล้วเจอกัน!”
“อืม..ฝากดูแลน้องสาวของข้าด้วยนะกัสโทนีย่า..”
กัสพยักหน้ารับน้อยๆ พลางมองไปยังเด็กสาวที่ยิ้มหวานส่งให้เขาซึ่งเต็มไปด้วยความเปิดเผยที่น่าประทับใจ จากนั้นเขาก็พยักหน้าน้อยๆ เป็นการบอกลาแล้วเดินจากไปพร้อมกับบลูอาย
หลังจากเดินออกมาจากวิหารสีหน้าของกัสก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง เขาเริ่มที่จะคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ขึ้นมาอีกและพยายามคิดหาหนทางในการแก้ไขที่ดีที่สุด
เมื่อเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของกัส บลูอายก็หันมามองเขาด้วยความแปลกใจก่อนจะดึงมือเขาเข้าไปกอดพลางเอ่ยปากถามด้วยความเป็นห่วง
“เกิดอะไรขึ้นหรือกัส..เจ้าคิดอะไรอยู่ ทำไมถึงได้ดูเครียดๆ แบบนี้ละ..ให้ข้าช่วยคิดไหม”
คำถามที่เต็มไปด้วยความห่วงใยนี้ทำให้หัวใจของกัสอุ่นวาบ ก่อนจะเอ่ยปากเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องประชุมออกมาให้บลูอายฟัง
กัสไม่ได้ปิดบังอะไรเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิด แถมปัญหานี้ก็เป็นปัญหาที่ไม่มีทางแก้อีกด้วยเพราะมันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่ครึ่งเทพหรือเทพอสูรจะต้องมาเสี่ยงสนับสนุนเขาทั้งที่ไม่จำเป็นสักนิด
15 ปี กับความเสี่ยง ไม่มีใครยอมเสี่ยงเพื่อให้กัสกลายเป็นผู้พิทักษ์ฝึกหัดก่อนเวลาหรอก หรือต่อให้หาได้ก็คงได้ไม่เกิน 2 คน การจะหาให้ได้ถึง 5 คนนั้น หากไม่มีเหตุผลที่มีน้ำหนักมากพอคงไม่มีใครยอมช่วยแน่
ต่อให้เป็นคนในตระกูลของเขามันก็ยังยากอยู่ดีเพราะครึ่งเทพหรือเทพอสูรที่เขารู้จักและมั่นใจว่าจะสนับสนุนเขานั้น อย่างมากก็มีแค่ 3 คน เท่านั้น นั่นก็คือพ่อของเขา ท่านหญิงโฟรเซ่นฮาร์ทและเกรทวิง พ่อของบลูอาย
ทั้งสามคนเป็นครึ่งเทพและเทพอสูรที่เขารู้จักและมั่นใจว่าขอให้ช่วยได้ แต่ปัญหามันก็มีอยู่ข้อหนึ่งนั่นคือพวกเขาสามคนนั้น ยังเป็นผู้พิทักษ์อยู่หรือไม่ต่างหาก
โอกาสที่ทั้งสามคนจะยังเป็นผู้พิทักษ์อยู่นั้น มีน้อยมากเพราะเท่าที่เขาจำได้พ่อของเขานั้นได้รับบาดเจ็บจนสูญเสียพลังของเทพอสูรไป ส่วนเกรทวิงนั้นพอถามบลูอายดู เธอก็บอกว่าไม่รู้
ส่วนท่านหญิงนั้นเท่าที่กัสได้ยินมาดูเหมือนเธอจะเพิ่งกลายเป็นครึ่งเทพได้เพียง 30 ปีเท่านั้น ไม่น่าจะเป็นผู้พิทักษ์ได้
เมื่อไม่มีหนทางที่จะแก้ไข กัสก็ทำได้เพียงเลือกทางอื่นและพยายามคิดหาหนทางที่จะทำให้เขากลายเป็นเทพอสูรให้ได้โดยเร็ว
หลังจากเล่าเรื่องทั้งหมดให้บลูอายฟัง เธอก็มีสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะหันมามองกัสด้วยรอยยิ้มที่อ่อนหวาน
“ข้าคิดว่ามันต้องมีวิธีแน่! เจ้าก็อย่าเพิ่งคิดมากเลยนะกัส ถ้าปรึกษาทุกคนละก็ พวกเราต้องมีทางออกแน่”
“อืม! ข้าเองก็คิดแบบนั้น บางที..ข้าอาจจะหาวิธีที่ดีกว่านี้ได้ก็เป็นได้”
หลังจากปรับความคิดเสียใหม่กัสก็สลัดความรู้สึกเคร่งเครียดทิ้งไปได้ในที่สุด จากนั้นพวกเขาก็เร่งฝีเท้าขึ้นก่อนที่กัสจะหยุดลงชั่วขณะจนทำให้บลูอายนึกแปลกใจ
“จะว่าไป..พวกเราไม่เคยออกมาข้างนอกกันสองคนแบบนี้เลยนี่นะ..เอาเป็นว่า วันนี้พวกเราไปเดทกันหน่อยไหมอาย”
“เดทหรอ..เอาสิ!”
บลูอายยิ้มหวานและตอบรับด้วยความยินดี จากนั้นพวกเขาสองคนก็เดินควงแขนไปรอบๆ เมืองราวกับคู่รักคู่หนึ่ง ซื้อของใช้เล็กๆ น้อยๆ ซื้อขนมหวาน เสื้อผ้า ม้วนผ้าเนื้อดี ของใช้ที่ไม่มีขายในดันเจี้ยน ก่อนจะปิดท้ายด้วยการทานมื้อเย็นด้วยกัน
ซึ่งร้านที่กัสพาไปนั้น ก็เป็นร้านที่เขาไปเมื่อหลายวันก่อน ร้านที่หญิงสาวจากตระกูลดีไวซ์เนอร์แนะนำ
เหตุผลที่กัสพาบลูอายมาร้านนี้ก็เพราะเขาจำได้ว่าบลูอายนั้นชอบทานพวกผักมากเป็นพิเศษและร้านนี้ก็ทำเมนูเกี่ยวกับผักออกมาได้รสชาติดีมากอีกด้วย
เมื่อเข้ามาในร้านบลูอายก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไรเท่าไหร่ จนกระทั่งอ่านเมนูอาหารเธอถึงได้ประหลาดใจ ก่อนจะส่งยิ้มหวานที่เต็มไปด้วยความรักไปให้เขา
“ขอบใจนะกัส!”
“ไม่ต้องคิดมาก! ข้าเองก็เคยมากินร้านนี้แล้วครั้งหนึ่ง รสชาติดีใช้ได้เลยทีเดียว ข้าคิดว่าเจ้าต้องชอบแน่!”
บลูอายยิ้มหวานด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่ออย่างมีความสุข ก่อนที่พวกเขาสองคนจะสั่งอาหารออกมาจำนวนหนึ่งแล้วเริ่มพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
ช่วงเวลานั้นหางตาของกัสก็เหลือบไปเห็นคนที่ดูคุ้นหน้าคุ้นตาคนหนึ่ง จึงหันไปมองก่อนจะอุทานออกมาเบาๆ ด้วยความแปลกใจ
“หืม! เทียร์น่า!”
เสียงอุทานของกัสนั้นไม่ได้ดังเลย แต่เพราะบรรยากาศภายในร้านนั้นสงบเงียบเป็นพิเศษ เสียงอุทานของเขาจึงดังพอที่จะทำให้คนหลายๆ คนได้ยิน
และหนึ่งในนั้นก็คือหญิงสาวเจ้าของชื่อที่หันมามองกัสด้วยท่าทางประหลาดใจ
เทียร์น่าในตอนนี้ต่างจากตอนที่เลี้ยงมื้อเย็นกัสอยู่บ้าง เนื่องจากเธอไม่ได้ถอดแว่นตาออก ทำให้ใบหน้าเกินกว่าครึ่งและสัญลักษณ์ดวงตาที่สามของเธอถูกปิดเอาไว้จึงยากจะมองออกว่าใช่เธอหรือไม่
แต่การที่เธอหันกลับมามองเขาแล้วอุทานออกมาแบบนี้ก็บอกได้แล้วว่าเธอคือเทียร์น่าจริงๆ
“ท่านกัสโทนีย่า!”
เสียงอุทานของเทียร์น่านั้นทำให้บลูอายที่มองดูกัสด้วยความแปลกใจต้องหันกลับไปมองยังทิศทางของเสีย จนได้เห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่สวมแว่นตาขนาดใหญ่ซึ่งเธอไม่รู้จัก
“ใครหรือกัส..”
“นางชื่อเทียร์น่านะ คนของตระกูลดีไวซ์เนอร์ ข้าเจอนางตอนที่อยู่ในค่ายนักรบนะ นางเองก็เป็นนักรบของค่าย พวกเราเจอกันตอนที่สู้อยู่บนกำแพง”
บลูอายขานรับเบาๆ พลางพิจารณาเทียร์น่าด้วยสายตาที่แหลมคมเป็นพิเศษ โดยเฉพาะสีสันของความตื่นเต้นยินดีที่ฉายชัดออกมาจากร่างกายของเธอ
สีสันนี้ทำให้บลูอายตื่นตัวขึ้นและมองดูเทียร์น่าอย่างตั้งใจเพราะเธอรู้สึกว่าหญิงสาวคนนี้ดูจะมีอะไรที่มากกว่าคนรู้จัก
ในขณะที่บลูอายกำลังพิจารณาเทียร์น่าอยู่นั้น เทียร์น่าเองก็สังเกตเห็นบลูอายเช่นกันและอุทานออกมาเบาๆ ด้วยความตกใจเพราะดวงตาที่สุกสว่างสดใสราวกับท้องฟ้าที่ปราศจากเมฆของเธอนั้นงดงามอย่างน่าประหลาด
สำหรับเทียร์น่าที่มาจากตระกูลดีไวซ์เนอ์นั่น เธอย่อมคุ้นเคยกับการพิจารณาดวงตาของผู้คน ทั้งนี้เป็นเพราะตระกูลของเธอนั้นใช้การสังเกตดวงตาในการวัดความสำเร็จของวิชาเนตร
ด้วยเหตุนี้พวกเธอจึงมักจะมองตาของคนอื่นมากกว่าส่วนอื่นๆ ของร่างกาย
เมื่อมาเจอเข้ากับบลูอายที่ไม่ใช่คนในตระกูลของเธอ แต่กลับมีดวงตาที่งดงามถึงขนาดนี้ได้ เทียร์น่าก็นึกประหลาดใจและชื่นชมเป็นที่สุด
นอกจากเรื่องของดวงตาที่งดงามมากแล้ว ผิวกายของบลูอายก็ยังสวยและเนียนราวกับหยกเลยทีเดียว มันสวยจนทำให้แม้แต่ตัวเธอที่เป็นผู้หญิงเหมือนกันก็ยังหลงเลยทีเดียว
“ตระกูลดีไวซ์เนอร์งั้นหรือ..เจ้าหมายถึง ตระกูลนั้นสินะ”
“อืม..แต่อย่าคิดมากเลย นางไม่ใช่คนไม่ดี”
บลูอายเพียงพยักหน้ารับโดยไม่พูดอะไร แต่ก็แอบคิดในใจว่าบังเอิญจริงๆ ที่ดันมาเจอกับคนตระกูลนี้ในร้านอาหารแบบนี้ได้
ขณะที่สงสัยเทียร์น่าก็เดินเข้ามาหาพวกเขาสองคนพลางยิ้มน้อยๆ แล้วส่งเสียงทักทายอย่างสุภาพ
“ยินดีที่ได้พบค่ะท่านกัสโทนีย่า..แล้วก็ เออ..”
“บลูอาย เกรทวิง ดิ อันดูวเดธ..ท่านคือเทียร์น่าสินะ..”
“ค..ค่ะ ข้าเทียร์น่า กันเนอร์ ดิ ดีไวซ์เนอร์ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักน่าท่านบลูอาย!”
ท่าทางของเทียร์น่านั้นดูจะตื่นเต้นไม่น้อย ทั้งนี้ก็เพราะดวงตาที่มองมาของบลูอายนั้นมันดูน่ากลัวอย่างมากในสายตาของเธอ ดวงตาที่ราวกับมองทะลุไปถึงก้นบึ้งของหัวใจนี้ทำให้เทียร์น่ารู้สึกหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูก
ด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบายนี้ทำให้เทียร์น่าดูเกร็งผิดปกติจนกัสนึกแปลกใจ ก่อนจะเข้าใจว่าทำไม
ทั้งนี้ก็เป็นเพราะดวงตาของบลูอายนั้นมันค่อนข้างจะพิเศษ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะพรศักดิ์สิทธิ์ของเธอซึ่งเป็นพลังแบบติดตัวที่แสดงผลตลอดเวลาและถ้ายิ่งบลูอายมีความต้องการที่จะใช้พลังมากขึ้นเท่าไหร่ พลังของพรศักดิ์สิทธิ์ก็จะยิ่งทรงพลัง
หากถูกมองด้วยดวงตาที่แฝงไปด้วยพลังของพรศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ คงไม่แปลกอะไรเลยที่จะรู้สึกเหมือนกับถูกบลูอายมองทะลุไปจนถึงก้นบึ้งของหัวใจ
‘ให้ตายเถอะ..นางไม่ชอบตระกูลดีไวซ์เนอร์งั้นหรือ’
กัสแอบคิดในใจด้วยความสงสัยเพราะตระกูลดีไวซ์เนอร์กับตระกูลอันดูวเดธนั้นมีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้างจะซับซ้อน ด้วยเหตุนี้จึงมีหลายคนที่นึกเกลียดตระกูลดีไวซ์เนอร์และเรียกตระกูลนี้ว่า ‘หัวขโมยหน้าด้าน’ อยู่บ่อยครั้ง
ซึ่งการที่บลูอายมีท่าทางเช่นนี้ก็ไม่น่าแปลกเลยหากกัสจะคิดว่าเธอนั้นไม่ชอบตระกูลนี้
แต่ที่เขาคิดนั้นมันผิดไป เหตุผลเดียวที่บลูอายพยายามมองและพยายามอ่านความรู้สึกของเทียร์น่านั้น มันเกิดจากสัญชาตญาณของหญิงสาวล้วนๆ ไม่ได้มีความเกลียดชังอยู่เลย
“ยินดีที่ได้รู้จัก..ท่านเทียร์น่า”
บลูอายจ้องมองอยู่แค่ครึ่งวินาทีเท่านั้น ก่อนที่เธอจะยิ้มหวานและส่งคำทักทายที่แสนสุภาพกลับไป แต่มันก็มากพอจะทำให้เทียร์น่ารู้สึกกลัวจนพยายามหลบสายตาโดยไม่รู้ตัว
“ค..ค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ!”
กัสมองสองสาวยิ้มๆ ก่อนจะเอ่ยปากชวนเทียร์น่ามาร่วมโต๊ะด้วย ซึ่งหญิงสาวก็นึกยินดีและสนใจมาก แต่พอเจอเข้ากับสายตาของบลูอายเธอก็นึกหวาดจนไม่กล้าตอบรับ
ช่วงเวลานั้นบลูอายก็ยิ้มหวานแล้วเอ่ยปากชวนเธอด้วยอีกคนหนึ่ง ส่งผลให้เทียร์น่ายอมรับในที่สุด
เมื่อเห็นแบบนั้นบลูอายก็ลุกขึ้นแล้วย้ายไปนั่งข้างๆ กัสอย่างสนิทสนม ซึ่งทำให้เทียร์น่าประหลาดใจและสงสัยเป็นอย่างมาก
แต่เพราะเธอไม่สนิทกับกัสมากนักและนึกกลัวบลูอายอยู่ลึกๆ เธอจึงไม่กล้าถามว่าพวกเขาสองคนมีความสัมพันธ์ยังไง
หากแต่เริ่มแนะนำเมนูอาหารที่ขึ้นชื่อของทางร้านแทน ซึ่งทำให้บลูอายกับกัสตัดสินใจเลือกเมนูที่เธอแนะนำซึ่งทำให้บรรยากาศระหว่างทั้งสามคนผ่อนคลายลงมากทีเดียว
“นึกไม่ถึงเลยนะว่าจะได้เจอเจ้าที่นี่..หรือว่าที่นี่เป็นร้านประจำของเจ้า”
หลังจากพูดคุยกันเล็กน้อย กล่าวแนะนำเมนูนิดหน่อย กัสก็เอ่ยปากถามขึ้นมาด้วยความแปลกใจเพราะเขาไม่คิดว่าจะได้เจอเธออีกครั้งในวันนี้
“ค่ะ! ที่นี่คือร้านประจำของข้า..แต่ข้าเองก็ไม่คิดเหมือนกันนะคะว่าท่านกัสโทนีย่าจะชอบร้านนี้”
“ข้านะหรอ ก็ไม่ได้เกลียดหรอกนะ..แต่ถ้าเลือกได้ข้าอยากกินเนื้อมากกว่า ที่มานี่ก็เพราะว่านางชอบพวกผักนะ แล้วข้าก็เห็นว่าร้านนี้รสชาติดีใช้ได้เลยพานางมาเดท”
สีหน้าของเทียร์น่าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ พลางทวนคำว่า ‘เดท’ ในใจเพราะไม่เข้าใจความหมายของมัน
กัสเองก็เหมือนจะเข้าใจ เขาเลยยิ้มและอธิบายความหมายของคำว่าเดทออกมาอย่างเปิดเผย
“มันเป็นคำเฉพาะที่ใช้ในตระกูลข้านะ..ความหมายของมันก็คือ การเดินเล่นด้วยกันของคู่รักนะ..”
วินาทีที่กัสบอกความหมายของคำว่าเดทนั้น ดวงตาของบลูอายก็หรี่ลงอย่างช้าๆ เพราะสีสันของความรู้สึกที่มืดหม่นของเทียร์น่านั้นมันบอกให้เธอรู้ถึงความรู้สึกที่หญิงสาวมีต่อกัสได้เป็นอย่างดี
ช่วงเวลาเดียวกันนั้น กัสก็รู้สึกเย็นวูบแบบแปลกๆ จนอดไม่ได้ที่จะมองไปรอบๆ ด้วยความสงสัยก่อนจะหันมามองบลูอายที่ยิ้มหวานให้กับเขา
‘หืม..ทำไมข้าถึงได้รู้สึกว่ามีจิตสังหารแถวนี้นะ..รู้สึกไปเองหรือ..’