(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร

    ตอนที่ 197 ตราสัญลักษณ์สงคราม

            หวงเยี่ยไม่ได้แสดงท่าทีปฏิเสธต่อความสัมพันธ์ฉันท์มิตรฉันท์ศัตรูเช่นนี้เลยซักนิด


            เพราะในโลกแห่งอำนาจและผลประโยชน์นั้น เส้นแบ่งระหว่างมิตรกับศัตรูหาได้ตายตัวไม่ บางครั้งผู้ที่เคยยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามก็อาจกลายมาเป็นกำลังหนุนในอีกวันหนึ่งได้ และคำกล่าวที่ว่าศัตรูของศัตรูก็คือมิตร มันก็ยังคงเป็นสัจธรรมที่ใช้ได้เสมอในเวทีแห่งพลังเช่นนี้


            ในอดีตเทพสงครามทั้งสามอาจเป็นกำลังสำคัญที่คอยสนับสนุน และเป็นแรงผลักดันให้ไอ้เวรจินไห่ยิ่งเย่อหยิ่งจองหองจนลืมตัว คำชื่นชมและการคุ้มครองจากเบื้องบนหล่อเลี้ยงความทะนงตนของมันให้พองโตขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งแทบมองไม่เห็นใครอยู่ในสายตา


            ทว่าขณะนี้ เมื่อเสาหลักทั้งสามถอนตัวออกไปโดยสิ้นเชิง


            ตระกูลจินก็ไม่ต่างจากเรือใหญ่ที่สูญเสียใบเรือกลางพายุ เหลือเพียงชื่อเสียงเก่าแก่ที่เปราะบางและไร้แรงหนุนหลัง


            จินไห่เองก็เป็นเพียงนักล่ามังกรระดับแปดเท่านั้น แม้จะถือว่าสูงส่งในหมู่คนทั่วไปอยู่ก็ตาม


            แต่เมื่อเทียบกับอิทธิพลในอดีตที่เคยแผ่กว้างไกล มันกลับห่างไกลเสียยิ่งกว่าเงาบนพื้นดิน


            เพราะเหตุนี้ หวงเยี่ยจึงยอมรับการเปลี่ยนแปลงของเทพสงครามทั้งสามอย่างสงบนิ่ง


            ทว่าท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มคลี่คลาย อยู่ๆอวี้หวงเทียนกลับกระแอมขึ้นในลำคอ ก่อนจะเอ่ยคำพูดออกมาอย่างเจ้าเล่ห์


            “จริงสิหวงเยี่ย.. เจ้ายังไม่มีคู่ครองใช่หรือไม่? สนใจลูกสาวคนงามของข้าหรือเปล่าละ?”


            “ถ้าเจ้าต้องการมัน.. ข้าจะจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้เองเลยนะ”


            ตัวของหวงเยี่ยที่กำลังยืนฟังอยู่ถึงกับสำลักน้ำลายในลำคอ ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่คาดคิดเลยก็ว่าได้ ส่วนเจิ้งหงอี้และเสวี่ยหยาถึงกับหันขวับมามองอวี้หวงเทียนพร้อมกัน สายตาทั้งคู่ถลึงใส่แทบจะมีประกายไฟแล่นผ่าน


            “ไอ้เวร! ใครๆก็รู้อยู่ว่าหวงเยี่ยเพิ่งอายุเพียง 17 ปีเท่านั้น! แน่นอนว่าเขายังไม่มีความสัมพันธ์ต่อหญิงสาวคนใด!”


            “เพราะงั้นไม่ต้องไปสนใจลูกหลานของมันที่หน้าตาขี้เหร่หรอก เพราะลูกหลานของข้าน่ะ เป็นสตรีที่เพรียบพร้อมไปด้วยทุกสิ่ง!”


            คำพูดนั้นราวกับดาบที่ฟาดฟันใส่กันโดยไม่ไว้หน้า เสวี่ยหยาที่ได้ยินก็ขมวดคิ้วทันที


            “ไม่ๆ เจ้าอย่าไปเชื่อไอ้เวรหงอี้มาก ตระกูลเสวี่ยของข้าตังหากที่มีลูกหลานงดงามมากมาย!”


            “เจ้าอยากจะแต่งกับใครละ แต่ละคนก็งดงามดั่งเทพธิดา!”


            “สองคน.. สามคน.. หรือกระทั่งห้าคน ข้าพร้อมที่จะยกให้เจ้าทั้งหมดเลยละ!”


            คำประกาศนั้นดังลั่นจนบรรดาเจ้าหน้าที่ที่อยู่ไม่ไกลถึงกับหน้าชา ไม่รู้ควรแสดงสีหน้าอย่างไรดี


            อวี้หวงเทียนเบิกตาใส่ทันที


            “ห้าคน? แกคิดว่ากำลังแจกผลไม้ลูกใหญ่หรืออย่างไร!”


            “อย่างน้อยก็ยังดีกว่าเสนอคนเดียวแล้วอวดว่าดีที่สุด!”


            “ไอ้เวร! แกกำลังดูถูกสายเลือดลูกหลานตระกูลข้าอยู่หรือ!”


            “สายเลือดอะไรกัน ข้าต่างหากที่มีหลานสาวฝีมือโดดเด่นทั้งด้านพลังและความงาม!”


            บทสนทนาที่ควรจะเป็นการเจรจาอย่างสง่างาม กลับกลายเป็นการทะเลาะคารมระหว่างสามเทพสงครามโดยไม่รู้ตัว


            เสียงของพวกเขาสลับกันดังขึ้นอย่างไม่มีใครยอมใคร บรรดาเจ้าหน้าที่บางคนถึงกับแอบหันหน้าหนีเพื่อซ่อนสีหน้าอันขบขัน บางคนกัดริมฝีปากแน่น พยายามจะกลั้นหัวเราะไม่กล้าส่งเสียงใด


            ภาพของเทพสงครามผู้ยิ่งใหญ่สามคนที่เคยยืนหยัดต่อกรกับราชันย์มังกร


            บัดนี้กลับยืนโต้เถียงกันเรื่องการเกี่ยวดองกับชายหนุ่มวัยสิบเจ็ดปี ทำให้ทุกคนแทบไม่อยากเชื่อสายตา


            หวงเยี่ยยืนอยู่กลางวงสนทนา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความลำบากใจที่ยากจะอธิบาย


            ริมฝีปากกระตุกเล็กน้อยก่อนจะเผยรอยยิ้มแห้งๆออกมาโดยไม่ตั้งใจ


            “เอ่อ.. พวกท่านใจเย็นๆก่อนดีไหมครับ..”


            เสียงของเขาแทรกเข้าไปท่ามกลางการโต้เถียง ทว่าทั้งสามยังคงเถียงกันไม่หยุด


            “เจ้าต้องเลือกข้า!”


            “อย่าไปฟังมันนะ!”


            “ตระกูลเสวี่ยเหนือกว่าแน่นอน!”


            หวงเยี่ยมองภาพตรงหน้าแล้วอดหัวเราะไม่ได้ ทำได้เพียงเผยรอยยิ้มและส่ายหัวให้กับการกระทำของพวกเขา


            กระทั่งในที่สุด ท่ามกลางเสียงโต้เถียงที่ยังคงสะท้อนก้องอยู่กลางลานกว้าง เงาร่างหนึ่งก็พลันปรากฏขึ้นโดยไร้สัญญาณเตือนใดๆ ราวกับสายลมที่แทรกผ่านรอยแยกของอากาศ ความกดดันแผ่กระจายออกมาเพียงชั่วพริบตา


            ทำให้ทั้งสามเทพสงครามชะงักงันราวกับถูกตรึงด้วยสายตาที่มองไม่เห็น ร่างนั้นยืนแทรกอยู่ระหว่างอวี้หวงเทียน เจิ้งหงอี้ และเสวี่ยหยาอย่างสงบนิ่ง มือไพล่หลัง ใบหน้าเรียบเฉย หากแฝงอำนาจที่ไม่ต้องเปล่งเสียงก็ทำให้ผู้คนรอบด้านเงียบสนิท


            “พวกแกทั้งสามคนพอได้แล้ว เป็นถึงเทพสงคราม แต่ดันมีนิสัยเหมือนกับเด็กน้อยกันเนี่ยนะ?”


            ผู้ที่ปรากฏตัวไม่ใช่ใครอื่น หากเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของสมาพันธ์นักล่ามังกรแห่งทิศอุดร หลี่เซียงเหลียน


            ทันทีที่เห็นชายวัยกลางคนผู้นี้ ทั้งสามเทพสงครามก็รีบหุบปากสนิทโดยไม่ต้องนัดหมาย ใบหน้าที่ก่อนหน้านี้ยังถกเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตาย บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มแห้งๆที่ดูฝืดเคืองอย่างยิ่ง


            “อะแฮ่ม.. ก็แค่หยอกล้อกันเล็กน้อยเท่านั้น!”


            “ใช่แล้วละ พวกข้าแค่พูดเล่น ไม่ได้จริงจังอะไรเลยซักนิด!”


            “เด็กหนุ่มคนนี้น่าสนใจเกินไปหน่อย.. มันก็เลยเผลอไปบ้าง”


            คำแก้ตัวดังขึ้นสลับกันอย่างรวดเร็ว ดวงตาของแต่ละคนดูเลิ่กลั่กผิดกับภาพลักษณ์อันมั่นคงในยามเผชิญศึก หวงเยี่ยเองก็ประหลาดใจไม่น้อย เขาไม่คิดว่าผู้บัญชาการจะมาปรากฏตัวในจังหวะเช่นนี้ ดวงตาคมกริบของชายวัยกลางคนจับจ้องมาที่ชายหนุ่มอย่างตรงไปตรงมา


            “มีเรื่องอะไรหรือท่านผู้อาวุโส.. ก่อนหน้านี้ก็เพิ่งพูดคุยกัน?”


            หลี่เซียงเหลียนพอถูกถามก็ถอนหายใจออกมา คล้ายคนที่ต้องตามแก้สถานการณ์ที่วุ่นวายซ้ำแล้วซ้ำเล่า


            ก่อนจะยกมือขึ้นหยิบสิ่งหนึ่งจากแขนเสื้อ แล้วโยนไปยังชายหนุ่มตรงหน้าอย่างแม่นยำ


            วัตถุชิ้นนั้นหมุนคว้างกลางอากาศ สะท้อนแสงอาทิตย์เป็นประกายวาว ก่อนจะตกลงในฝ่ามือของหวงเยี่ยอย่างพอดี


            “เจ้าลืมสิ่งนี้ไว้น่ะสิ มันเป็นสิ่งที่เทพสงคราม.. ไม่ใช่สิ เจ้าหน้าที่ของสมาพันธ์นักล่ามังกรทุกคนต่างต้องมีมัน”


            หวงเยี่ยก้มมองของในมืออย่างตั้งใจ สิ่งที่กำลังถืออยู่คือแผ่นตราที่มีลวดลายสีทองอันเป็นเอกลักษณ์ ดาบไขว้เหนือโล่สีทอง สลักอักขระลึกลับที่เปล่งแสงบางเบาออกมาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ คลื่นพลังวิญญาณแผ่ซ่านอยู่ภายในราวกับมีชีวิต


            ทำให้หวงเยี่ยที่เห็นและได้สัมผัสมันต้องเกิดความประหลาดใจ


            “นี่คือ.. ตราสัญลักษณ์สงคราม?!”


            หลี่เซียงเหลียนพยักหน้ารับอย่างช้าๆ แล้วเริ่มอธิบายมันอย่างจริงจัง


            “ถูกต้อง นี่คือตราสัญลักษณ์อันเป็นรากฐานของพวกเราสมาพันธ์นักล่ามังกร นักล่ามังกรที่สังกัดอยู่ภายในสมาพันธ์นักล่ามังกรทุกคน ย้ำว่าทุกคนจะต้องมีสิ่งนี้ และตราสัญลักษณ์สงครามก็เป็นเหมือนกับเครื่องยืนยันตัวตน”


            “มันเป็นวัตถุพิเศษที่สามารถผสานเข้ากับร่างกายได้ เพราะเราได้สร้างขึ้นมาตามเทคโนโลยีโบราณจากซากอารยธรรมโบราณแห่งหนึ่ง”


            “โดยที่ตราสัญลักษณ์สงครามจะไล่ระดับไปตั้งแต่เจ้าหน้าที่ระดับสาม เจ้าหน้าที่ระดับสอง เจ้าหน้าที่ระดับหนึ่ง นักบุญสงคราม ราชันย์สงคราม แล้วก็เทพสงคราม แต่ละขั้นจะมีหนึ่งดาวถึงห้าดาว”


            “การจะเลื่อนระดับของมันได้ เจ้าจะต้องสังหารสัตว์อสูรมังกรหรือเผ่าพันธุ์มังกรจำนวนมาก เก็บสะสมเกียรติยศ!”


            “มันคือตราแห่งพันธะที่มีเกียรติยิ่งกว่าสิ่งใดๆ”


            หลี่เซียงเหลียนกล่าวจบก็จ้องมองไปยังหวงเยี่ยตรงๆ ก่อนที่จะย้ำในน้ำเสียงของตนเอง


            “ซึ่งตัวของเจ้าที่มีเจตจำนงระดับเทพ.. ตราสัญลักษณ์สงครามจึงได้พัฒนาไปเป็นระดับเทพสงครามหนึ่งดาวทันที!”


            คำกล่าวนั้นทำให้บรรดาเจ้าหน้าที่รอบด้านถึงกับกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก แม้พวกเขาจะทราบข่าวมาก่อนแล้วก็ตาม ว่าหวงเยี่ยคือผู้มีสถานะเทียบได้กับเทพสงครามแล้ว แต่การถูกยืนยันจากปากของผู้บัญชาการสูงสุดเอง มันก็ยังคงทำให้หัวใจสั่นสะท้านขึ้นอย่างหนัก


            “ด้วยตราสัญลักษณ์สงครามนี้ มันจะทำให้เจ้าสามารถทำสิ่งต่างๆได้อย่างอิสระ เปรียบได้เป็นเทพสงครามคนหนึ่งของสมาพันธ์เลยละ”


            คำพูดนั้นราวกับการประกาศสถานะอย่างเป็นทางการของหวงเยี่ยเลยก็ว่าได้


    คล้ายกับเรื่อง(จบ)พฤกษาวิญญาณกับสงครามมนุษย์พิฆาตเทพมังกร ที่คุณอ่าน