Battling Records of the Chosen One บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์

    ตอนที่ 45 แขกแปลกหน้า

    BRCO - บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ โดย MingGuang
    ตอนที่ 45 แขกแปลกหน้า
    สายรุ้งเส้นหนึ่งเหาะเหินแล่นข้ามเวหาประหนึ่งริ้วผ้างามเลิศ จนมาหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศเหนือป่าไม้เก่าแก่ ก่อนแปรสภาพเป็นพรมวิเศษขนาดราวหนึ่งจั้งกว่าพรมผืนนั้นจารึกกระบวนรอยสลักวิญญาณชั้นสูงที่เปล่งลำแสงสว่างไสวมากมาย มันกลืนและคายเอาพลังวิญญาณจากธรรมชาติเข้าออกตลอดเวลา ประหนึ่งว่ามันมีชีวิตเป็นของตัวเอง ช่างอัศจรรย์และวิเศษเหนือพรรณนา!เห็นได้ชัดว่ามันคือพาหนะวิญญาณที่มีค่าสูงยิ่งนัก!ขณะนี้มีบุรุษสตรีคู่หนึ่งยืนอยู่บนพรมผืนนั้น“คุณชายใหญ่ เหตุใดเราไม่หยุดพักกันที่นี่ก่อนเล่า” สตรีนางนั้นถามขึ้นด้วยความงุนงง นางสวมชุดกระโปรงสีดำขับเอวให้ดูคอดขึ้น เรือนร่างของนางช่างอรชรอ้อนแอ้น ใบหน้ารูปไข่ดวงนั้นดูมีเสน่ห์ชวนหลงใหล ทว่าคิ้วดกดำทั้งสองชี้ตรงแหลมประดุจคมกริชนางช่างน่าจับตาราวกับกุหลาบป่าหนามแหลม สง่างามทว่าอันตรายหากบุคคลสำคัญจากเมืองตงหลินอยู่ที่นี่คงจะจำได้ทันทีว่านางคือมู่หวั่นซู เจ้าของฉายา ‘กุหลาบสีนิล’ ผู้เลื่องชื่อ ทั้งยังเป็นผู้ดูแลแห่ง ‘อัครการค้า’ กิจการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองตงหลินอัครการค้านับเป็นหนึ่งในไม่กี่กิจการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวรรดิจื่อเย่า ด้วยสาขาที่แตกแขนงไปทั่วทั้งภูมิภาคอันกว้างใหญ่ของดินแดนนี้ จึงเรียกได้ว่าร่ำรวยจนตั้งแคว้นได้เถ้าแก่แห่งอัครการค้า ‘เทพเศรษฐี’ ถือเป็นบุคคลระดับตำนานของจักรวรรดิ ความรวยล้นฟ้าของเขาเป็นที่เลื่องลือว่า แม้แต่บรรดาราชนิกูลผู้ทรงอำนาจสูงสุดในราชวงศ์ขององค์จักรพรรดิยังต้องอิจฉาฉะนั้นมีหรือที่กุหลาบสีนิลมู่หวั่นซูซึ่งเป็นผู้ดูแลธงสาขาอัครการค้าในเมืองตงหลิน จะเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญทว่าบุคคลระดับนั้นอย่างนางกลับกำลังยืนนอบน้อมอยู่ข้างบุรุษผู้หนึ่ง ถ้อยคำที่นางใช้เปี่ยมไปด้วยความเชิดชูและเคารพนบนอบ“เจ้ามองไม่ออกหรือ เพิ่งเกิดศึกใหญ่ขึ้นที่นี่หมาดๆ” บุรุษผู้นั้นก้มมองโดยมีสองมือไพล่หลังอยู่เขาเป็นชายร่างสูงไหล่ผึ่งผายราวเทือกเขา รูปหน้ากว้างสมชายชาตรี ทุกครั้งที่เขากะพริบตา จะสัมผัสได้ถึงรังสีแห่งความสูงส่งเหนือใครที่แผ่กระจายออกมาเพียงเขายืนเฉยๆ อยู่เช่นนั้น ก็กลับท่วมท้นไปด้วยไอสัมผัสแห่งอำนาจและความน่าเกรงขาม“ศึกใหญ่...” มู่หวั่นซูหรี่ตามองอย่างเครียดเคร่ง ครั้นสังเกตดีๆ นางก็พบว่าป่าไม้แถบนั้นล้มระเนระนาดเลวร้ายนัก ปรากฏร่องรอยการต่อสู้ที่ชวนสยองอยู่ทุกหนแห่ง“คุณชายใหญ่ช่างตาแหลมนัก!” มู่หวั่นซูรำพึงด้วยความชื่นชมบุรุษที่นางเรียกว่าคุณชายใหญ่หาได้ใส่ใจกับคำเยินยอไม่ กลับพึมพำกับตัวเอง “หากข้าเดาไม่ผิด คงเป็นคุณชายเก้าตระกูลเซี่ยจากตรอกอาภรณ์ดำ แต่ว่าคู่ต่อสู้เขาค่อนข้างน่าสนใจทีเดียว” “คุณชายเก้าตระกูลเซี่ยรึ” มู่หวั่นซูเปรยภาพเจ้าของรูปร่างปราดเปรียวในชุดคลุมหยกเหาะเหินอยู่บนกระบี่ ปรากฏขึ้นในมโนสำนึกของนางทันทีนางกล่าวด้วยความแปลกใจ “คุณชายเก้าตระกูลเซี่ย ที่ได้รับยกย่องว่าเป็นดรุณจ้าวกระบี่น่ะหรือ”“จะมีผู้ใดอีกเล่าที่สามารถสำแดงเคล็ดคัมภีร์กระบี่ตัดสลับได้ หากไม่ใช่เซี่ยอวี้ถัง คัมภีร์กระบี่นั่นมีประวัติอันยาวนาน และว่ากันว่าเป็นเพียงส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์ด้วยซ้ำ แต่ถึงกระนั้นกลับทรงพลังน่าหวาดหวั่นพอที่จะเขย่าปฐพีได้” คุณชายใหญ่กล่าวครั้นพูดถึงวิชายุทธ์ขึ้นมา ประกายอันร้อนแรงและแหลมคมก็แวบผ่านเข้ามาในแววตาของเขา “น่าเสียดายที่พวกเรามาช้าไปสักหน่อย หาไม่คงได้ยลพลังแห่งกระบี่ตัดสลับนั่นแล้ว” คุณชายใหญ่ผู้นั้นกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงละห้อยมู่หวั่นซูทั้งตะลึงและสะเทือน เมื่อพบว่าเป็นฝีมือของดรุณจ้าวกระบี่เซี่ยอวี้ถังจริงๆท่ามกลางดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาลเหลือคณาของจักรวรรดิจื่อเย่า ในนครหลวง ‘นครต้องห้าม’ มีตรอกที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งเรียกว่าตรอกเกียรติยศ ซึ่งเป็นแหล่งพำนักของเหล่าผู้ทรงอิทธิพลมากบารมีแทบจะทุกคนเช่นเดียวกันกับตระกูลเซี่ยซึ่งเป็นตระกูลผู้ฝึกยุทธ์ที่สืบทอดมาเป็นพันปี ก็พำนักอยู่ที่นั่นมาตลอด ในฐานะที่เป็นทายาทแห่งตระกูลเซี่ย ตัวดรุณจ้าวกระบี่เซี่ยอวี้ถังก็มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่แล้ว ว่ากันว่าเขาเป็นผู้ฝึกปราณมากพรสวรรค์ในหมู่ผู้มีพรสวรรค์ เมื่อเขาสำเร็จเคล็ดคัมภีร์กระบี่ตัดสลับซึ่งสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ทำเอาทั่วทั้งนครหลวงตกตะลึง ยิ่งสร้างชื่อเสียงให้เขามากขึ้นไปอีกนั่นเป็นเพราะไม่มีใครในตระกูลสามารถบรรลุวิชาคัมภีร์กระบี่ตัดสลับได้มาเกือบร้อยปีแล้วแม้มู่หวั่นซูจะไม่ใช่คนในนครต้องห้าม ทว่าในด้วยฐานะผู้ดูแลอัครการค้าของนาง จึงย่อมเคยได้ยินเรื่องพวกนี้มาบ้าง ถึงได้รู้สึกตกตะลึงถึงเพียงนี้“เช่นนั้น คุณชายเก้าตระกูลเซี่ยก็มาถึงที่หมู่เขาสามพันคีรีนี่ก่อนเราอีกกระนั้นหรือ” ครั้นมู่หวั่นซูระงับความตื่นเต้นได้แล้ว นางก็ตระหนักถึงปัญหาสำคัญขึ้นมาทันที“แน่แล้ว” คุณชายใหญ่พยักหน้าแล้วเอ่ยต่อ “ตอนนี้ในนครต้องห้ามมีใครบ้างที่ไม่รู้ข่าว เรื่องที่ท่านราชครูแห่งหอดูดาวหลวงสังเกตเห็นปรากฏการณ์ประหลาด ว่าไว้ว่าเป็นไปได้อย่างยิ่งที่จะบังเกิดมหาสมบัติไร้เทียมทาน เซี่ยอวี้ถังต้องมาตามหามันเป็นแน่แท้”เขาขมวดคิ้วพลางกล่าว “ข้าสงสัยมากกว่าว่าเขาประมือกับใคร”มู่หวั่นซูครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนหยิบแผนที่ออกมากาง นางกวาดสายตาอย่างรวดเร็วแล้วเอ่ยพลางชี้ไปยังทิศทางห่างไกล “ตรงนั้นมีหมู่บ้านชื่อเฟยอวิ๋นตั้งอยู่ห่างออกไปหลายสิบลี้ เราน่าจะลองไปสำรวจที่นั่นกันดู”คุณชายใหญ่กล่าวด้วยความประหลาดใจ “ตรงนั้นมีคนอยู่อาศัยด้วยหรือ”มู่หวั่นซูหัวเราะพลางตอบ “ก่อนเราจะออกเดินทาง ข้าได้ศึกษาข้อมูลของหมู่เขาสามพันคีรีมาบ้าง และบังเอิญได้รู้มาว่าเคยมีการค้นพบแหล่งแร่ทองแดงเพลิงเฟยอวิ๋นที่นี่เมื่อหลายปีมาแล้ว...”พวกเขากระทุ้งพรมวิเศษใต้ฝ่าเท้า พลางพูดคุยไปด้วยระหว่างที่มันเหาะเคลื่อนไปกลางฟากฟ้ามู่หวั่นซูสาธยายเรื่องหมู่บ้านเฟยอวิ๋นให้เขาฟังตลอดทาง ทำให้คุณชายใหญ่ผู้นั้นกระจ่างแจ้งในบัดดลไม่นานต่อมา ทั้งคู่ก็ปรากฏกายขึ้นเหนือหมู่บ้านเฟยอวิ๋น“ชาวบ้านพวกนี้ยังใช้ชีวิตอยู่ได้เพราะอย่างนี้นี่เอง ดูผืนนาศักดิ์สิทธิ์ที่พวกเขาพรวนไถไว้สิ” คุณชายใหญ่มองดูผืนนาศักดิ์สิทธิ์เบื้องล่างคล้ายกำลังขบคิดก่อนที่สายตาจะหยุดกึก เขาชี้ไปทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านแล้วปรารภ “ข้าสัมผัสได้ถึงกระแสพลังวิญญาณ ต้องเป็นผู้ฝึกปราณแน่ ลองไปดูกันสักหน่อยดีกว่า”...ย่ำสนธยา หลินสวินเตรียมเนื้อสัตว์รสเลิศหกชามใหญ่กับข้าวศักดิ์สิทธิ์หนึ่งหม้อไว้สำหรับมื้อเย็น เขากับซย่าจื้อนั่งอยู่ตรงโต๊ะหินใต้ต้นหลิวกลางลานหน้าบ้าน ต่างคนต่างง่วนอยู่กับการกินเหลือเวลาอีกเพียงสามวันก่อนบททดสอบถัดไปของโถงมรรคาสวรรค์จะเริ่ม แทนที่จะหลอมร่างกายให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ตลอดสามวันนี้หลินสวินตั้งใจจะออมแรงไว้ใช้กับการทดสอบ“ข้าได้สรุปเคล็ดวิชาแยกเอ็นหักกระดูกเอาไว้คร่าวๆ แล้ว แบ่งออกเป็นห้ากระบวนท่าใหญ่ ‘สั่นสะเทือน’ ‘พัวพัน’ ‘เกี่ยวรัด’ ‘เจาะกระแทก’ และ ‘ทุ่มทลาย’ แน่ล่ะว่าเป็นเพียงฉบับเริ่มต้น ต่อไปรอให้ข้าศึกษาเคล็ดการต่อสู้ได้มากขึ้น ก็จะเสริมเคล็ดพวกนั้นเข้าไปอีก”หลินสวินอธิบายอย่างรวดเร็วระหว่างที่กินข้าวไปด้วยซย่าจื้อฟังเขาอยู่หรือไม่ไม่มีใครรู้ แม่นางน้อยเพียงแต่ง่วนอยู่กับอาหารตรงหน้า ราวกับว่ามันน่าสนใจกว่าคำพูดของหลินสวินเสียอีกหลินสวินไม่มีทีท่าโกรธเคืองแต่อย่างใด กลับจ้อต่อไปไม่หยุด การเรียนรู้และสรุปสิ่งต่างๆ เป็นนิสัยที่บ่มเพาะอยู่ในตัวเขามาตั้งแต่เยาว์วัย สมัยที่เขายังอาศัยอยู่กับท่านลู่เมื่อใดก็ตามที่หลินสวินต้องเผชิญหน้ากับบางสิ่งบางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหรือประโยชน์ เขาก็จะต้องทำความเข้าใจมัน เรียนรู้มัน และสรุปผลมันให้กับตัวเองให้ได้ เพราะท่านลู่ไม่เคยอธิบายอะไรให้เขารู้เลยถึงแม้การฝึกฝนเคล็ดวิชายุทธ์จะแตกต่างจากการฝึกจารึกรอยสลักวิญญาณ ทว่าหลักการของมันไม่ต่างกันฉับพลันซย่าจื้อก็วางตะเกียบลง แล้วแหงนมองดูท้องฟ้าที่ห่างออกไป แววตึงเครียดฉายผ่านดวงตารูปจันทร์เสี้ยวที่ดำขลับดุจนิลของแม่นางน้อย“มีคนกำลังมาทางนี้” ซย่าจื้อกล่าวหลินสวินตระหนกในใจ เพราะหากเป็นชาวบ้านทั่วไปแวะมาเยี่ยมย่อมไม่กระตุ้นให้ซย่าจื้อออกอาการชัดเจนเช่นนี้เป็นไปได้อย่างเดียวว่ามีคนนอกเดินทางมาหมู่บ้านเฟยอวิ๋นแน่นอน!“กินต่อไปเถอะ” หลินสวินกล่าวเขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจใช้ความสงบนิ่งเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่ผิดแผกไป“อือ” ซย่าจื้อตอบสั้นๆ แล้วก้มหน้ากินอาหารต่อไป“ช่างหอมอะไรเช่นนี้!”ภายในเวลาไม่นาน บุรุษร่างสูงผู้หนึ่งก็บุกเข้ามาหาพวกเขาอย่างไม่ได้รับเชิญ ตามมาด้วยสตรีนางหนึ่งในชุดกระโปรงดำ ทั้งคู่คือคุณชายใหญ่กับมู่หวั่นซูนั่นเองมาถึงคุณชายใหญ่ก็มองไปยังเนื้อและหนังสัตว์ที่แขวนอยู่ข้างผนัง ก่อนจะกวาดตามองไปยังเด็กหนุ่มกับแม่นางน้อยที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะหินกลางลานหน้าบ้าน“ไม่ทราบว่าท่านทั้งสองคือผู้ใด” หลินสวินประสานมือเข้าหากันแล้วลุกขึ้นถามน้ำเสียงสุภาพ แต่ลึกๆ แล้วตกตะลึงกับพลังอำนาจยิ่งใหญ่ที่ผู้มาเยือนทั้งคู่แผ่รังสีออกมาเพียงแค่ได้ประจันหน้ากัน หลินสวินก็สัมผัสได้ถึงความกดดันอันหนักอึ้งที่พุ่งตรงมาทางเขา“อ้อ เราแค่ผ่านมาทางนี้น่ะ”คุณชายใหญ่กล่าวและเดินมาที่โต๊ะหิน มองเนื้อสัตว์ในชามทั้งหกใบ “มีทั้งงูเหลือมครามเขียว เตียวภูเขาขนมรกต เสือดาวลายหิมะ... ช่างเป็นมื้อที่สมบูรณ์เสียจริง! ข้าไม่ได้ลิ้มลองมานานแล้ว มิน่ากลิ่นถึงได้เย้ายวนเยี่ยงนี้”หลินสวินหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วกล่าวยิ้มๆ “ถ้าไม่รังเกียจ เชิญคุณชายมานั่งร่วมโต๊ะกับเราเถิดขอรับ”“เยี่ยมไปเลย ขอบใจเจ้ามากนะ” คุณชายใหญ่หัวเราะร่าแล้วนั่งลง คว้าตะเกียบที่วางอยู่ข้างๆ ได้ ก็ชิงสวาปามอาหารตรงหน้า ประพฤติตนตามสบายราวกับอยู่ที่บ้านของตัวเองมู่หวั่นซูผงะไปครั้นเห็นพฤติกรรมของคุณชายใหญ่ของตน นางไม่เคยคิดว่าคุณชายใหญ่จะฝักใฝ่ในอาหารการกินได้ขนาดนี้ ด้วยฐานะของเขา ยังมีอาหารอันโอชะใดอีกหรือที่ท่านไม่เคยลิ้มลองขณะที่ฉงนใจอยู่นั้น นางก็หันไปมองหลินสวิน เมื่อเห็นว่าเขาเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่เพิ่งบรรลุขั้นสามของระดับกำลังภายในก็ผ่อนคลายขึ้นหน่อยหลินสวินเองก็ใคร่รู้ว่าพวกเขาเดินทางมาที่นี่ด้วยจุดมุ่งหมายใด แต่ครั้นเห็นว่าหลังพวกเขาเข้ามาก็ไม่ได้แสดงเจตนาร้าย จึงโล่งใจขึ้นมาบ้างทว่าเขาก็ยังไม่อาจวางใจได้ จนกว่าจะรู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของทั้งคู่“ข้าจะไปนอนละ” จู่ๆ ซย่าจื้อก็ลุกขึ้นแล้วเดินออกไปตามลำพัง ไม่รู้ตั้งแต่ตอนไหนที่นางสวมหมวกบดบังใบหน้าเอาไว้มู่หวั่นซูไม่ได้ใส่ใจนางนัก คิดเพียงว่าคงเป็นน้องสาวของหลินสวินมีเพียงคุณชายใหญ่เท่านั้นที่เหลือบมองตามหลังซย่าจื้อไป ก่อนขมวดคิ้วมุ่นราวกับสังเกตเห็นบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ส่ายศีรษะแล้วเคี้ยวเนื้อสัตว์ต่อไปหลินสวินสังเกตทุกรายละเอียดที่เกิดขึ้น ก่อนถอนใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่าซย่าจื้อไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับมาเป็นพิเศษ“น้องชาย สุราสักจอกไหม” คุณชายใหญ่ชี้ชวนหลินสวินด้วยรอยยิ้ม ในมือประคองเหยือกสุราที่ส่งกลิ่นหอมชวนเมามายออกมา“เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจนะขอรับ” หลินสวินยิ้มตอบ เขาตรงเข้ามานั่งลง ท่าทางร่าเริงและเป็นกันเองเห็นดังนั้นมู่หวั่นซูก็อดจับตามองหลินสวินอีกครั้งไม่ได้ นัยน์ตางามงดของนางเปี่ยมไปด้วยแววประหลาดใจ ไม่บ่อยนักที่จะเห็นใครสามารถสงบนิ่งขณะอยู่ต่อหน้าคุณชายใหญ่ได้ ยังไม่นับว่าหลินสวินเป็นเพียงเด็กหนุ่มในหมู่บ้านกันดารแร้นแค้นอีกเล่า ยิ่งเหลือเชื่อเข้าไปใหญ่!
    TBCเข้าไปพูดคุยกับผมได้ที่ FB Group : Battling Records of the Chosen One แปลไทย by Ming Guang นะครับ

    คล้ายกับเรื่องBattling Records of the Chosen One บันทึกศึกผู้กล้าท้าสวรรค์ ที่คุณอ่าน