วันที่จารุจันทร์ออกเดินทางไปโมร็อกโกมีเพียงพี่ชายคนโตกับพี่สะใภ้ที่ตามไปส่งถึงสนามบินเท่านั้น ส่วนคนอื่นๆในครอบครัวต่างติดธุระสำคัญกันหมด จึงตามไปส่งไม่ได้ซึ่งนอกจากพี่ชายกับพี่สะใภ้แล้ว วีกิจก็ขอมาส่งที่สนามบินด้วยหญิงสาวจึงบอกให้เขาไปรับจิรารัตน์ที่บ้านแล้วพามาด้วยกันเนื่องจากรถของเพื่อนสาวเสีย
“เดินทางดีๆ นะถึงที่โน่นแล้วก็อย่าลืมโทรมาบอกแม่ด้วยล่ะ”วรวิชบอกพลางลูบผมน้องสาวไปด้วย แม้จารุจันทร์จะโตเป็ผู้ใหญ่เต็มตัวนานแล้วแต่เขาก็ยังอดเป็ห่วงไม่ได้ เพราะยังไงๆ เธอก็เป็ผู้หญิงอยู่ดีซึ่งในปัจจุบันนี้มีอันตรายอยู่รอบตัว เขาในฐานะพี่ชายจึงไม่อาจวางใจได้เต็มที่
“รับทราบค่ะจันทร์ไปแล้วนะคะ ฝากพวกพี่ๆ ดูแลพ่อกับแม่ด้วยนะ”
“ไม่ต้องห่วงหรอกจ้ะขอให้เที่ยวให้สนุกนะ” ราตรีบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
พอจารุจันทร์กอดลาพี่ชายกับพี่สะใภ้แล้วก็เดินไปกอดลาจิรารัตน์ที่ยืนอยู่ข้างๆวีกิจ สองสาวสวมกอดกันครู่หนึ่งก่อนที่จารุจันทร์จะกระซิบข้างหูเพื่อนรักอย่างเ้าเล่ห์ว่า
“วันนี้มีโอกาสแล้วนะจัดเต็มไปเลยเพื่อน”
“บ้า เอาแค่เบาะๆก่อนก็พอย่ะ เดี๋ยวพี่วีหัวใจวายตาขึ้นมาฉันก็ซวยน่ะสิ”
สองสาวหัวเราะคิกคักท่ามกลางสายตาสงสัยของทุกคน จารุจันทร์เห็นดังนั้นก็รีบผละตัวออกห่างจากเพื่อนรักแล้วเขยิบตาให้กันอย่างรู้ใจ ก่อนที่เธอจะหันไปส่งยิ้มให้วีกิจที่ยืนยิ้มให้อยู่นานแล้ว
“จันทร์ไปก่อนนะคะพี่วีฝากไปส่งยัยจิด้วยนะคะ”
“เดินทางโดยปลอดภัยนะครับน้องจันทร์แล้วก็ไม่ต้องเป็ห่วงนะ ยังไงพี่ก็ต้องไปส่งน้องจิให้อยู่แล้ว”
จารุจันทร์จึงบอกลาทุกคนอีกสองสามประโยคก่อนจะลากกระเป๋าจากไป
เมื่อส่งน้องสาวขึ้นเครื่องเสร็จวรวิชกับราตรีก็แยกตัวกลับบ้านไปทันทีส่วนวีกิจนั้นต้องไปส่งจิรารัตน์ตามที่ได้รับปากเอาไว้แต่ถึงไม่ได้รับปากเขาก็ต้องอาสาไปส่งอยู่ดี เพราะจิรารัตน์นั่งรถมากับเขาระหว่างที่นั่งรถออกมาจากสนามบินด้วยกันนั้น บรรยากาศภายในรถเงียบเหงานักเพราะชายหนุ่มเอาแต่ตั้งใจขับรถส่วนหญิงสาวก็เอาแต่คิดแผนการที่จะทำให้ได้ใกล้ชิดอีกฝ่ายมากขึ้น
จิรารัตน์หันไปมองคนขับรถนิ่งนานจนวีกิจรู้สึกว่าถูกจ้องจึงหันมามองแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มนิดๆ แล้วถามขึ้นมา
“หน้าพี่มีอะไรติดอยู่หรือเปล่าครับน้องจิถึงได้มองซะนานเลย”
หญิงสาวกะพริบตาปริบๆก่อนจะหน้าไปมองทางเบื้องหน้าของกระจกรถแทน พวงแก้มอิ่มนั้นแดงซ่านเล็กน้อยเพราะรู้สึกอายที่ถูกจับได้ ถึงแม้ว่ากิริยาขัดเขินของเธอจะแสดงออกมาไม่มากนักแต่วีกิจที่หันมามองคนข้างกายพอดีก็ยังสังเกตได้ ชายหนุ่มจึงอมยิ้มด้วยความเอ็นดูเพราะในสายตาของเขา จิรารัตน์ก็เป็น้องที่น่ารักคนหนึ่ง
“เปล่าหรอกค่ะหน้าพี่วีไม่มีอะไรติดหรอก”
“แล้วน้องจิมองพี่ทำไมครับหรือว่ามีเื่อะไรอยากจะพูดกับพี่” เขาหันหน้ามาถามตรงๆหลังจากที่รถจอดติดไฟแดงแล้ว คนถูกถามจึงสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆเพื่อเรียกกำลังใจให้ตนเอง ก่อนจะตอบคำถามของเขา
“คือ...จิยังไม่อยากกลับบ้านน่ะค่ะ”
“อ้าวทำไมล่ะครับ”
“คือ...กลับบ้านไปตอนนี้จิก็คงเหงาเพราะคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่อยู่บ้านแล้ววันนี้จิก็ไม่มีงานเดินแบบที่ไหนด้วย จิอยากไปชอปปิ้งแล้วก็ดูหนังมากกว่าแต่ไม่มีเพื่อนไปดูด้วยเลย พี่วีขา...วันนี้พี่วีพอจะมีเวลาอยู่เป็เพื่อนจิได้หรือเปล่าคะ” จิรารัตน์ถามด้วยเสียงอ้อนๆ ดวงตาดำขลับกลมโตทอประกายเว้าวอนเต็มที่มือบางทั้งสองข้างยื่นออกมาแตะท่อนแขนแกร่งของวีกิจไว้แล้วเขย่าเบาๆ
วีกิจเห็นสายตาอ้อนวอนของหญิงสาวก็เริ่มใจอ่อนขึ้นมาชายหนุ่มนิ่งคิดทบทวนว่า วันนี้มีงานสำคัญอะไรหรือเปล่าเมื่อคิดได้ว่าไม่มีอะไรด่วน เขาจึงตัดสินใจไปเที่ยวเป็เพื่อนจิรารัตน์
“ก็ได้ครับวันนี้พี่ไม่มีงานสำคัญอะไรต้องทำ พี่ไปเที่ยวเป็เพื่อนน้องจิก็ได้ครับ”
“เย้ๆ ขอบคุณมากเลยนะคะพี่วีใจดีที่สุดเลยค่ะ” หญิงสาวเอ่ยด้วยความดีใจพร้อมกับผวาเข้ากอดคอชายหนุ่มไว้ตามความเคยชิน แต่พอรู้สึกตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่เธอก็รีบผละตัวออกห่างทันที แล้วเอ่ยขอโทษอย่างเขินๆ “ขอโทษค่ะพอดีจิลืมตัวไปหน่อยน่ะค่ะ”
“ไม่เป็ไรครับ” วีกิจบอกแล้วรีบหันหน้ากลับไปทางเก่า ก่อนจะออกรถอีกครั้งเมื่อไฟจราจรเปลี่ยนเป็สีเขียว จิรารัตน์มองคนขับรถด้วยสายตาเป็ประกายพราวระยับอย่างสมใจเมื่อเธอเห็นจุดสีแดงตรงแก้มของเขา วีกิจต้องกำลังเขินเธออยู่แน่ๆหญิงสาวคิดอย่างลิงโลด พลางถอนสายตากลับมาแล้วเม้มริมฝีปากแน่นเพื่อสกัดกลั้นไม่ให้ตัวเองเผลอกรีดร้องออกมาด้วยความดีใจเพราะนี่ก็นับว่าเป็จุดเริ่มต้นที่ดี ที่อย่างน้อยเขาก็ยังรู้สึกอะไรกับเธอบ้าง
วีกิจขับรถพาจิรารัตน์มาที่ห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่งทั้งสองเดินเคียงคู่กันไปดูโปรแกรมหนังเื่ที่หญิงสาวอยากดูซึ่งมีแค่รอบบ่ายสามโมงเท่านั้น ดังนั้นชายหนุ่มจึงพาหญิงสาวไปทานอาหารเที่ยงก่อนซึ่งระหว่างที่สั่งอาหารกันอยู่นั้น วีกิจก็ต้องทึ่งที่จิรารัตน์รู้หมดว่าเขาชอบทานอะไรหรือไม่ชอบทานอะไรบ้าง
“น้องจินี่เป็คนเอาใจใส่คนอื่นดีนะครับพี่ไม่คิดเลยว่าน้องจิจะรู้ว่าพี่ชอบทานอะไรหรือไม่ชอบทานอะไรบ้าง” เขาเอ่ยชมจากใจจริง
“จิจะเอาใจใส่เฉพาะคนที่จิรักเท่านั้นแหละค่ะ” เธอบอกเสียงหวานและยิ้มหวานให้ด้วย วีกิจจึงยิ้มตอบก่อนจะพูดออกมาซึ่งคำพูดของเขาทำให้ใบหน้ายิ้มแย้มของเธอค่อยๆ หุบลง
“ขอบคุณครับ...ที่รักพี่ชายคนนี้”
“ค่ะ”จิรารัตน์กัดฟันตอบอย่างเซ็งนิดๆ ก่อนจะปรับสีหน้าให้ยิ้มแย้มแจ่มใสอีกครั้งพร้อมกับบอกกับตัวเองว่าอย่าเพิ่งยอมแพ้ “เดี๋ยวพอเราทานข้าวเสร็จเราไปเดินชอปปิ้งกันต่อนะคะพี่วี จิอยากได้เสื้อผ้าชุดใหม่สำหรับออกงานน่ะค่ะ”
“ได้สิครับ”
ทั้งสองคนทานอาหารที่สั่งมาจนอิ่มหนำจากนั้นก็พากันไปเดินชอปปิ้งต่อ
“ว้าว...พี่วีดูสร้อยเส้นนั้นสิคะน่ารักจังเลย” หญิงสาวพูดพร้อมกับคว้ามือหนาของชายหนุ่มฉุดดึงให้เดินตามไปด้วยวีกิจชะงักไปเล็กน้อยพลางมองดูมือบางที่กุมมือเขาเอาไว้ก่อนจะยอมเดินตามแรงฉุดเข้าไปในร้านเครื่องประดับ
“สร้อยเส้นนี้น่ารักไหมคะพี่วี” จิรารัตน์ชูสร้อยเพชรเส้นเล็กๆ น่ารักจุ๋มจิ๋มให้เขาดู
วีกิจมองแล้วพยักหน้ารับ
“น่ารักมากครับเหมาะกับน้องจิ”
“จริงเหรอคะ”
“จริงสิครับ”
“ถ้าอย่างนั้นพี่วีลองใส่ให้จิหน่อยได้ไหมคะ”
“ได้สิครับ” วีกิจรับคำด้วยความเต็มใจ เขารับสร้อยเพชรมาจากมือบางแล้วเดินไปยืนอยู่ทางเื้ัของเธอ จิรารัตน์รวบผมของตนเองไปไว้ข้างหนึ่ง เผยต้นคอขาวนวลเนียนให้ประจักษ์แก่สายตาของคนด้านหลังด้านชายหนุ่มก็แกะตะขอสร้อยออก แล้วบรรจงสวมให้หญิงสาวอย่างอ่อนโยน
“ขอบคุณค่ะเป็ยังไงบ้างคะพี่วี เข้ากับจิหรือเปล่าคะ”เธอถามแล้วหันหน้ากลับมาเผชิญกับเขาวีกิจมองสร้อยคอก่อนลามขึ้นไปที่ใบหน้าสวยเก๋ของจิรารัตน์เขามองอยู่นานอย่างเผลอตัว ก่อนจะรีบตอบเมื่อเธอถามย้ำอีกครั้ง
“สวยมากครับ”
“สร้อยสวยหรือว่าคนใส่สวยกันคะ” หญิงสาวถามล้อๆพลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนเขาต้องผงะใบหน้าออกห่างเล็กน้อยทั้งที่ไม่จำเป็เลยสักนิดเพราะเขาตัวสูงกว่าเธออยู่แล้ว
“ก็...ทั้งสองอย่างครับ”
“ดีใจจังเลยที่พี่วีชมถ้าอย่างนั้น...จิตกลงซื้อเส้นนี้ค่ะ”จิรารัตน์ขอให้เขาช่วยปลดสร้อยออกให้ ซึ่งวีกิจก็ทำให้อย่างไม่อิดออดจากนั้นหญิงสาวก็ส่งสร้อยให้กับพนักงาน ก่อนจะจ่ายเงินพอเสร็จเรียบร้อยแล้วก็พากันออกจากร้านไปเดินดูของต่อ จนกระทั่งถึงเวลาดูหนังแล้วคนทั้งสองก็พากันไปที่โรงหนัง วีกิจจัดการซื้อตั๋วและขนมตามที่จิรารัตน์บอกเมื่อถึงเวลาฉายก็พากันเดินเข้าโรงหนังไป
หนังฉายไปได้ครึ่งเื่ชายหนุ่มก็ต้องนั่งตัวแข็งทื่อ เมื่อจู่ๆร่างบางของจิรารัตน์ก็เบียดเข้ามาหาตัวเขา ชายหนุ่มก้มหน้าลงมองแล้วก็ต้องรีบเงยหน้าขึ้นเมื่อสายตาของเขาดันไปตกลงที่ร่องอกที่เห็นอยู่รำไรๆ ตรงคอเสื้อของเธอพอดี
วีกิจกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่รู้สึกหวั่นๆ อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแม้เขากับจิรารัตน์จะรู้จักสนิทสนมกันมาั้แ่เล็กแต่น้อยทว่าพอโตเป็หนุ่มเป็สาวกันแล้ว ก็มีระยะห่างกันตามความเหมาะสมชายหนุ่มไม่เคยถูกเนื้อต้องตัวเธออีกเลยหากไม่ใช่เหตุสุดวิสัยซึ่งกับจารุจันทร์ก็เป็แบบนี้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อจิรารัตน์มาใกล้ชิดถึงเนื้อถึงตัวกันแบบนี้ เขาจึงอดรู้สึกแปลกๆ ในใจไม่ได้
“แอร์ในนี้เย็นจังเลยนะคะพี่วี” จิรารัตน์เงยหน้าขึ้นพูดเสียงแ่ ก่อนจะอมยิ้มชอบใจเมื่อเห็นปฏิกิริยาของคนข้างกาย เธอไม่ใช่สาวไร้เดียงสา จนไม่รู้เื่ผู้ชายเลยเธอมีแฟนมาหลายคนแล้ว ย่อมดูปฏิกิริยาของผู้ชายออกว่าตอนนี้วีกิจรู้สึกยังไง
“คะ...ครับ” ชายหนุ่มตอบตะกุกตะกัก และไม่กล้าก้มลงมองหน้าหญิงสาวอีกเลย
“ขอจิเบียดหน่อยนะคะพี่วีคงไม่รังเกียจใช่ไหมคะ”
“เอ่อ...คือ...ครับๆ”
“ขอบคุณค่ะ” จิรารัตน์ยิ้มกริ่ม พลางซบหน้าลงบนบ่าหนาของชายหนุ่มพร้อมกับเบียดร่างเข้าหามากยิ่งขึ้น จนเกิดความร้อนขึ้นระหว่างสองร่างวีกิจเองก็ยังนั่งตัวแข็งทื่อเช่นเดิม ซ้ำยังต้องหายใจเข้าออกยาวๆเพื่อกดอารมณ์ชนิดหนึ่งเอาไว้ แม้จะมองว่าอีกฝ่ายเป็น้องสาวมาตลอดแต่เมื่อได้ใกล้ชิดกันขนาดนี้ก็อดที่จะหวั่นไหวไม่ได้อยู่ดีเพราะเขาเป็ผู้ชายเต็มตัวไม่ใช่พระอิฐพระปูนที่ไหน
หนุ่มสาวนั่งเบียดกันไปจนหนังจบเื่แต่ถ้าถามว่าดูหนังรู้เื่ไหม คงต้องตอบว่าดูไม่รู้เื่เลยทั้งสองคนเพราะคนหนึ่งก็เอาแต่วางแผนว่าจะทำอะไรต่อไปดีส่วนอีกคนก็ได้แต่นั่งกระวนกระวายใจกับอาการแปลกๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
ประเทศโมร็อกโก
ณ สนามบินในเมืองคาซาบลังกาจารุจันทร์เดินออกมาจากช่องผู้โดยสารด้วยท่าทางตื่นเต้น หญิงสาวหยุดยืนมองซ้ายมองขวาหาเพื่อนรักที่สัญญาว่าจะมารับด้วยตัวเองอยู่เกือบนาที ก่อนจะหันไปมองทางด้านหนึ่งเมื่อได้ยินเสียงะโเรียกชื่อของเธอ
“จันทร์ ฮู้! จันทร์ทางนี้”
“เอเลน่า” จารุจันทร์ร้องเรียกด้วยความดีใจแล้วรีบลากกระเป๋าเดินทางเดินไปหาเพื่อนรักที่ยืนรออยู่ในโซนสำหรับรอรับผู้โดยสารพอเดินมาถึงสองสาวก็โผเข้ากอดกันแน่นอย่างยินดีระคนคิดถึง
“คิดถึงเธอจังเลยจันทร์”
“เหมือนกันจ้ะเธอเป็ยังไงบ้าง สบายดีใช่ไหม”
“ฉันสบายดีแล้วเธอล่ะแต่ดูจากสภาพแล้ว คงสบายดีมากแน่ๆ ใช่ไหม เพราะดูเธออ้วนขึ้นกว่าเดิม”
“ว้าย พูดจาหยาบคายจังเธอนี่ฉันไม่ได้อ้วนขึ้นย่ะ แต่เขาเรียกว่ามีเนื้อมีหนังเพิ่มมากขึ้นต่างหากล่ะอีกอย่างฉันก็ไม่ใช่เด็กมัธยมวัยใส ที่ดูผอมเก้งก้างแล้วนะว่าแต่ฉันเธอก็ดูอ้วนขึ้นเหมือนกันนั่นแหละ”
สองสาวหัวเราะประสานเสียงกันก่อนที่เอเลน่าจะชวนไปที่รถโดยมีคนขับรถหิ้วกระเป๋าเดินทางตามหลังสองสาวไปเมื่อเข้ามานั่งอยู่ในรถแล้วสองสาวก็คุยกันไม่หยุดสมกับที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาหลายปีซึ่งส่วนมากเื่ที่คุยกันก็มักเป็เื่ในวัยเรียนและเื่ชีวิตการงานในปัจจุบัน
“เธอสวยขึ้นมากเลยนะจันทร์” เอเลน่าเอ่ยชมเพื่อนสาวจากจริงใจ
“เฮ้อ...โล่งอกไปฉันนึกว่าเธอจะพูดว่าฉันแก่ลงซะอีก”จารุจันทร์บอกเสียงกลั้วหัวเราะ เอเลน่าจึงหัวเราะตามพลางตีแขนเพื่อนเบาๆ
“บ้าน่าหน้าตาเธอยังดูอ่อนเยาว์จะตายไป นี่ถ้าเราไม่ได้เป็เพื่อนกันฉันเห็นเธอครั้งแรกคงคิดว่าเธออายุยี่สิบต้นๆ เองนะ”
“แหม...ชมฉันซะตัวฉันแทบลอยเลยนะขอบใจจ้ะ เธอเองก็สวยขึ้นนะเอเลน่า ที่สำคัญภาษาไทยเธอชัดขึ้นด้วย”
“ก็ฉันหัดพูดตามที่เธอสอนไว้บ่อยๆไง แต่ก็ได้เท่านี้แหละเพราะที่นี่ไม่มีใครให้ฉันฝึกหัดพูดภาษาไทยได้สักคน”
“เดี๋ยวฉันจะสอนให้เอง”
“ขอบใจจ้ะ จริงสิจันทร์เธอมีแฟนแล้วหรือยัง”
“ยังหรอก เอ๊ะ...ถามทำไมเหรอหรือว่าเธอจะหาแฟนให้ฉัน” จารุจันทร์พูดติดตลกเหมือนเป็เื่โจ๊กที่คุยเล่นกันทั่วไป แต่เอเลน่าไม่คิดเช่นนั้นเพราะน้ำเสียงที่ตอบกลับมาดูจริงจังยิ่งนัก
“แล้วถ้าใช่ล่ะเธอจะตกลงไหม”
“ไม่รู้สิ เอาไว้หาได้แล้วค่อยพิจารณาแล้วกัน” หญิงสาวยังพูดเป็เื่ตลกไปเหมือนเดิมและก่อนที่เอเลน่าจะได้พูดอะไรอีกจารุจันทร์ก็เอ่ยถามถึงสิ่งที่อยู่ข้างทางเสียก่อนเ้าบ้านสาวจึงจำต้องอธิบายให้ฟังและหลังจากนั้นก็เปลี่ยนเื่คุยกันไปเลย
เมื่อรถเลี้ยวเข้ามาจอดที่หน้าคฤหาสน์มุนบาราฟหลังใหญ่สีขาวจารุจันทร์ก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงกับความงามและความใหญ่โตของคฤหาสน์เบื้องหน้า
“โอโห...บ้านญาติของเธอใหญ่โตมากเลยนะเอเลน่า”
“แน่นอนอยู่แล้วก็คุณลุงของฉันเป็นายตำรวจใหญ่ของที่นี่นี่น่าแล้วท่านก็ยังมีธุรกิจเป็ของตนเองด้วยแถมตระกูลของเราก็มั่งคั่งมาั้แ่อดีตแล้ว อีกอย่างครอบครัวเรามีพี่น้องมากก็เลยต้องสร้างบ้านให้ใหญ่โตแบบนี้แหละ”
“อยู่กันเป็ครอบครัวใหญ่เลยเหรอ”
“เมื่อก่อนน่ะใช่แต่เดี๋ยวนี้ก็แยกย้ายกันไปแล้วล่ะ บางคนก็ไปอยู่ต่างเมืองหรือไม่ก็ต่างประเทศเลยเหมือนอย่างครอบครัวฉันไงล่ะ” เอเลน่าเล่าให้ฟัง พลางเดินนำเพื่อนสาวขึ้นบันไดเตี้ยๆที่มีเพียงห้าขั้นไปที่หน้าประตูบ้าน ซึ่งเป็ประตูบานโค้งขนาดใหญ่ “เดี๋ยวเธอเข้าไปในบ้านแล้วก็จะได้พบกับคุณป้าของฉัน พี่จัสฟากับพี่สะใภ้แล้วก็หลานๆ ของฉันด้วย”
“ฉันต้องขอบคุณคุณป้าของเธอมากๆเลยนะ ที่ท่านกรุณาให้ฉันพักอยู่ที่นี่ด้วย แล้วก็ต้องขอบใจเธอด้วยที่ช่วยพูดให้ทำให้ฉันประหยัดเงินไปได้เยอะเลย”
“เพราะฉันรู้ไงล่ะว่าเธอมันขี้โงก”
“ฮะ...” จารุจันทร์ผงะเล็กน้อยแล้วมองหน้าเพื่อนอย่างอึ้งๆก่อนจะปล่อยเสียงหัวเราะออกมาเต็มเสียง เธอหัวเราะมากจนไม่สามารถเดินได้อีกต่อไปฝ่ายเอเลน่าก็มองเพื่อนอย่างงุนงง เพราะไม่เข้าใจว่าเพื่อนหัวเราะอะไรเธอจึงหยุดเดิน แล้วมองเพื่อนที่หัวเราะเหมือนคนบ้าอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะถามออกมา
“เธอหัวเราะอะไรน่ะจันทร์”
“หัวเราะคำพูดของเธอน่ะสิฮ่าๆๆ”
“คำพูดของฉันเหรอ คำไหนล่ะ”
“ก็คำว่าขี้โงกกกกของเธอยังไงล่ะ” จารุจันทร์ลากเสียงคำว่าขี้โงกยาวๆ ด้วยสีหน้าที่แดงก่ำเพราะหัวเราะมากไปหน่อย “เธอน่ะพูดผิดต้องพูดว่าขี้งกย่ะไม่ใช่ขี้โงกกกก” คำสุดท้ายเธอลากเสียงยาวล้อเลียนอีกแต่แทนที่เอเลน่าจะโกรธเธอกลับหัวเราะออกมา เพราะขำกับความเปิ่นของตนเอง
“อ๋อ...ฉันเข้าใจแหละแหม...ภาษาไทยมันยากจะตายไป ฉันก็ต้องพูดผิดพูดถูกบ้างสิ ไม่เอาละอย่ามัวแต่หัวเราะกันอยู่เลย ป่านนี้คุณป้าฉันรอแย่แล้วมั้ง”
เพียงเพื่อนพูดเท่านั้น จารุจันทร์ก็หยุดหัวเราะทันทีแล้วจัดการจัดเสื้อผ้าหน้าผมของตนเองให้เข้าที่ที่สุดเพื่อทำให้ผู้ใหญ่ของเพื่อนได้ประทับใจ จากนั้นเอเลน่าก็พาเพื่อนสาวไปที่ห้องรับรองแขก