บุรุษชุดเขียวเพิ่งรับรู้ถึง กระแสลมปราณมหาศาลซึ่งพุ่งจู่โจมไอเย็นเยียบก็ครอบคลุมชายเสื้อ กระชั้นชิดยิ่งเสียแล้ว พริบตานั้นมันทั้งไม่หลบหลีกทั้งไม่ดึงรั้งดาบยาวกลับมาป้องกันตัว ซ้ำยังพุ่งร่างเข้าหาหม่าเทียนลุ่นเงาร่างสีเขียวเคลื่อนไหววูบ ไม่ช้ากว่ายามสะบัดดาบยาวแม้แต่น้อย
ร่างมันคล้ายผนึกรวม เป็หนึ่งเดียวกับดาบยาว กลายเป็ประกายสีเงินสายหนึ่งพุ่งปะทะฝ่ากระแสไอเย็นอย่างแข็งขืน พลันบังเกิดประกายสีเงิน เจิดจ้าขึ้นวูบหนึ่ง
รังสีดาบกราดเกรี้ยว วาดตัดกระแสอากาศ กระแทกลมปราณเย็นเยียบเบี่ยงเบนไปจนสิ้น!
สภาวะดาบจู่โจมต่อเนื่องไม่สิ้นสุด เป้าหมายต่อไปของมันคือหว่างคิ้วของหม่าเทียนลุ่น!
หม่าเทียนลุ่นตื่นตระหนก หน้าซีดเผือด ไหนเลยคาดคิดว่ามีผู้สามารถใช้รังสีดาบ กระแทกไอเย็นไร้ลักษณ์ สะท้อนพลังการฝึกปรือสามสิบปีเบี่ยงเบนสิ้นได้ ความจริงมันไม่ถึงกับดูแคลน มือกระบี่ทั้งแผ่นดิน
กระนั้นในการประเมินของมัน หากมีผู้สามารถใช้รังสีจากคมอาวุธ ต้านปะทะไอเย็นไร้ลักษณ์ได้บุคคลผู้นั้นควรเป็ ‘จอมยุทธ์กระบี่เหล็ก อี่ไป๋เฮ่อ’ ศิษย์ของ‘ราชันย์กระบี่เหล็ก’ เพียงผู้เดียวเท่านั้น
มันมิเคยคาดคิดมาก่อนว่า รังสีดาบบุรุษชุดเขียวแห่งหมู่ตึกบูรพากล้าแข็งเพียงนี้ เปล่งอานุภาพน่าตระหนกเพียงนี้ สามารถกระแทกไอเย็นไร้ลักษณ์เบี่ยงเบนจนสิ้นง่ายดายเพียงนี้
วิชาดาบแดนอาทิตย์อุทัย ลึกล้ำเลอเลิศปานนี้!
ชั่วพริบตานั้น กระบวนท่าซึ่งมันภาคภูมิใจ สูญเสียสภาวะจู่โจมโดยสิ้นเชิงแล้ว
หม่าเทียนลุ่นถึงกับไม่อาจ ฟาดฝ่ามือที่สองตามออกไปได้ มันคล้ายเห็นพญามัจจุราชยืนอยู่ตรงหน้า!
ทว่าทันใดนั้น ก่อนประกายสีเงิน จะวาดผ่านใบหน้าหม่าเทียนลุ่น พลันปรากฏลมปราณเย็นเยียบอีกสายหนึ่ง พุ่งจู่โจมเข้าทางด้านหลังบุรุษชุดเขียวพลังฝ่ามือหนักหน่วงเย็นเยียบ ปานภูผาหิมะทลายยังไม่บรรลุถึง ไอเย็นะเืแทบบาดผิวพุ่งแผ่ถึงร่างบุรุษชุดเขียวแล้ว
ความกล้าแข็งของพลังลมปราณ ลอบทำร้ายสายนี้ เหนือล้ำยิ่งกว่าพลังฝ่ามือหม่าเทียนลุ่นอักโข!
บุรุษชุดเขียวแม้ทราบว่า ถูกลอบจู่โจมจากด้านหลัง กลับไม่ตื่นตระหนกทั้งไม่เปลี่ยนกระบวนท่า วูบนั้น สองเท้าเคลื่อนไหวอย่างพิสดารพลันทั้งร่างหมุนกลับหลัง ดาบยาวยังคงฟันลงด้วยกระบวนท่าเดิมสภาวะดาบมิได้เชื่องช้า อานุภาพมิได้ทอนลงแม้แต่น้อย
ประกายดาบวูบขึ้นเพียงครั้ง รังสีดาบกระแทกลมปราณกล้าแข็งซึ่งลอบจู่โจมเบี่ยงเบนไปสิ้นอีกครั้ง!
หม่าเทียนลุ่นกับผู้ลอบจู่โจม อาศัยจังหวะนั้นรีบผละร่างห่างวิถีดาบบุรุษชุดเขียวหลาย่ตัว
บัดนี้ผู้ลอบจู่โจม เ้าของพลังลมปราณกล้าแข็งเมื่อครู่ยืนประจันอยู่เบื้องหน้า เคียงข้างหม่าเทียนลุ่น
มันเป็บุรุษวัยกลาง คนสวมชุดขาวอีกผู้หนึ่ง...
แววตามันเจิดจ้าเป็ประกาย ร่างสูงใหญ่ใกล้เคียงหม่าเทียนลุ่นหากผมเผ้ายังดำขลับ ใบหน้าปราศจากหนวดเครา อายุควรอ่อนกว่า หม่าเทียนลุ่นอยู่หลายปีสิ่งเดียวซึ่งมันคล้ายหม่าเทียนลุ่น เป็สีหน้าแดงก่ำดุจโลหิตและมือหยาบหนาแข็งแกร่ง ซีดขาวไร้สีเืดุจซากศพ
บุรุษชุดเขียว วาดดาบยาวลงข้างลำตัว กล่าวขึ้นเป็ประโยคแรก
“ท่านคงเป็ ‘เทวราชหัตถ์ะเื ถังกวงิ’ ศิษย์ผู้น้องท่านหม่าเทียนลุ่นกระมัง”น้ำเสียงของมันหนักแน่นกังวาน หากปราศจากอารมณ์ใดทั้งสิ้น
เทวราชหัตถ์ะเื ถังกวงิพยักหน้ารับ กล่าวว่า
“นาคามูระ โยชิอิ พลังฝีมือของท่าน ยอดเยี่ยมสมคำร่ำลือจริง ๆ”
‘นาคามูระ โยชิอิ’ กล่าวน้ำเสียงราบเรียบ
“ท่านถอนตัวจากยุทธจักรไปอยู่นอกด่านั้แ่สิบปีก่อน เนื่องเพราะมีเหตุขัดแย้งกับศิษย์ผู้พี่จึงไม่เคยกลับเข้าจงหยวนอีกเลย ร่ำลือกันว่า ท่านนิสัยเหี้ยมหาญหยิ่งทระนงพลังฝีมือยิ่งสูงเยี่ยม ไฉนด้วยศักดิ์ศรีเยี่ยงท่าน กลับใช้วิธีลอบทำร้ายผู้อื่นเช่นนี้”
หม่าเทียนลุ่นยังหอบหายใจมันแม้กำลังลอบปรับลมปราณให้เป็ปกติ ยังตอบโต้น้ำเสียงเกรี้ยวกราด
“ท่านควรรู้ดี! ไยต้องถามมากความ!”
ถังกวงิแค่นหัวร่อ ยืนมือไพล่หลังอย่างทระนง กล่าวว่า
“นาคามูระ โยชิอิ ท่านมิต้องเสแสร้งเป็วิญญูชน หากผู้อื่นถามท่านบ้างเหตุใดหลายเดือนมานี้ จึงท้าประลองกับเหล่ายอดฝีมือไปทั่ว ไม่ทราบจะตอบว่าอย่างไร?”
นาคามูระ โยชิอิยังกล่าว น้ำเสียงราบเรียบ
“ข้าพเ้า้า ‘คัมภีร์พันอักษร’...”
หม่าเทียนลุ่นกับถังกวงิ ได้ยินเช่นนั้น ต่างแค่นเสียง “เฮอะ”อย่างแดกดันขึ้นพร้อมกัน
ทว่าไม่ทันสิ้นเสียง “เฮอะ” เสียงหัวร่อพลันดัง จากปากโยชิโอกะ ริวจิมันกล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า
“ชาวยุทธ์จงหยวน กลับไร้ยางอายยิ่ง ท่านโยชิอิเชิญท่านหม่ามาประลองอย่างเปิดเผย แต่พวกท่านกลับใช้สองรุมหนึ่ง ทั้งใช้วิธีลอบทำร้ายจากด้านหลังอันต่ำช้า”
หม่าเทียนลุ่นบันดาลโทสะ ชี้หน้าด่าทอ
“เด็กน้อย! เ้าเพ้อเจ้ออะไร! ท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุนจัดงานชุมนุมแจกเทียบเชิญผู้กล้าทั้งแผ่นดิน นัดหมายถกวิชาฝีมือ ไม่ทันถึงกำหนดนัดหมายพวกเ้ากลับเที่ยวท้าประลอง เหล่าชาวยุทธ์ผู้ได้รับเทียบเชิญหวังกำจัดศัตรูเข้มแข็ง เฮอะ เป็หมู่ตึกบูรพาของเ้า ไม่เคารพกฎยุทธจักรก่อนจะโทษว่าเราศิษย์พี่น้องได้อย่างไร!”
โยชิโอกะ ริวจิมือหนึ่งโอบเอวเยว่จื่อ อีกมือหนึ่งคีบเนื้อชิ้นใหญ่เข้าปากทำเสมือนไม่ได้ยินคำพูด หม่าเทียนลุ่นสักครึ่งคำ ยังคงกล่าวอย่างไม่แยแส
“ต่ำช้าไร้ยางอายจริง ๆ ...”
ถังกวงิทอดถอนใจ พลันเปลี่ยนน้ำเสียง กล่าวอย่างเคร่งขรึมจริงจัง
“คัมภีร์ล้ำเลิศ ย่อมเป็ที่หมายปองของทุกผู้คน ทว่าในรอบสามสิบปีนี้มิเคยเกิดกรณีแย่งชิง เข่นฆ่าจนนองเืเกินเหตุ ท่านทราบหรือไม่นั่นเป็เพราะเหตุใด”
นาคามูระ โยชิอินิ่งเงียบ ไม่ตอบคำ
เทวราชหัตถ์ะเื ถังกวงิเห็นดังนั้น กล่าวสืบต่อ เสียงดังกังวาน
“นั่นเพราะพวกเรา เหล่าชาวยุทธ์จงหยวน ล้วนยึดถือกฎเกณฑ์! ในครั้งกระโน้น‘บุรุษแซ่เซียว’ ประกอบวีรกรรม สร้างบุญคุณใหญ่หลวงแก่ยุทธจักร เมื่อสามสิบปีก่อนท่านได้เมตตามอบ ‘คัมภีร์พันอักษร’ ให้เป็สมบัติของส่วนรวมทั้งตั้งกฎเกณฑ์นัดหมาย เจ็ดปีจัดงานชุมนุมถกวิชาฝีมือครั้งหนึ่ง จนวันนี้ท่านผู้เฒ่าแซ่กงซุนเป็ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของบุรุษแซ่เซียว”
น้ำเสียงของมัน พลันเปลี่ยนเป็กราดเกรี้ยวอีกครั้ง
“เวลานี้เทียบเชิญของท่านผู้เฒ่า กระจายไปทั่วยุทธจักรแล้วตามกฎก่อนถึงกำหนดนัดหมาย พวกเราต้องไม่ชิงท้าประลองกับผู้อื่นเนื่องเพราะสาเหตุเื่คัมภีร์ เฮอะ แต่คนของหมู่ตึกบูรพา กลับไม่ยึดถือกฎเกณฑ์!เราถามท่าน หลายเดือนนี้ ไม่ทราบเข่นฆ่าชาวยุทธ์ยอดฝีมือ ไปมากมายเท่าไหร่!”
โยชิโอกะ ริวจิพอฟังคำกล่าวของถังกวงิ ถึงกับต้องส่ายหน้าะเิหัวเราะเสียงดัง หัวร่ออยู่นานจนตัวงอ พักใหญ่ค่อยกล่าววาจาได้
“ข้าพเ้าเลื่อมใสท่านนัก ช่างหาข้อแก้ตัว ให้การกระทำไร้ยางอายของตนได้เยี่ยมยิ่ง...”
น้ำเสียงโยชิโอกะ ริวจิเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมจริงจังบ้าง
“ข้าพเ้าขอถามท่านบ้าง หากไม่ยึดถือกฎเกณฑ์ของบุรุษแซ่เซียวเหล่าชาวยุทธ์จะทำอย่างไรได้? จะบุกหมู่ตึกพันอักษรชิงคัมภีร์หรือ?เฮอะ ผู้ใดกล้า?”
กงจื่อแห่งหมู่ตึกบูรพาแค่นหัวร่อ กล่าวสืบไปว่า
“เหตุที่สามสิบปีนี้ ไม่เกิดการเข่นฆ่านองเื เป็เพราะห้าตระกูลใหญ่คอยดูแลรักษา หมู่ตึกพันอักษรอยู่ต่างหาก ส่วนที่ว่าเหล่าชาวยุทธ์ไม่เคยท้าประลองด้วยเื่คัมภีร์ ก่อนถึงกำหนดนัดหมาย นั่นยิ่งน่าหัวร่อนัก
“เวลาพวกมันประลองกัน เคยบอกผู้อื่นหรือว่าสาเหตุแท้จริงเนื่องเพราะเื่ใด เมื่อพวกมันรู้ผลแพ้ชนะ เคยป่าวประกาศหรือว่าได้กำจัดคู่แข่งเข้มแข็งไปคนหนึ่ง คำยึดถือกฎเกณฑ์ของท่าน ช่างไร้สาระจริง ๆ”
หม่าเทียนลุ่นแผดเสียง บันดาลโทสะ
“เหลวไหล! เด็กน้อย! อย่าถือดีจนเกินไป หมู่ตึกบูรพาของเ้าเพิ่งโดดเด่นขึ้นมาเพียงห้าปี ไหนเลยเปรียบเทียบกับห้าตระกูลใหญ่อันมีรากฐานเข้มแข็งหลายสิบปีได้ ครั้งนี้พวกเ้าทำลายกฎเกณฑ์เพาะสร้างความแค้นส่วนรวม ต้องไม่พบจุดจบที่ดีแน่!”
นาคามูระ โยชิอิเอ่ยขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงยังราบเรียบ สีหน้ายังเฉยชา
“พวกท่านให้ฉายาข้าพเ้าว่าอย่างไร”
ถังกวงิได้ยินวาจาเ็าถามมัน ถึงกับต้องสูดลมหายใจลึกยาว กล่าวตอบว่า
“ท่านลงมือทุกครั้งไร้ปราณี ไร้ไมตรี ไม่เคยยั้งมือมาก่อน หากตั้งใจสังหารไม่มีผู้ใดสามารถรอดคมดาบท่านได้ พฤติกรรมของท่านแม้เปิดเผยยิ่งแต่ความอำมหิตของเพลงดาบ เกรงว่าแม้แต่มือสังหารอันโชกโชน กลับมิอาจเทียบติด ชาวยุทธ์ให้ฉายา‘มือสังหารไร้รัก’ นับว่าเหมาะสมกับท่านอย่างยิ่ง”
นาคามูระ โยชิอิเพียงพยักหน้าช้า ๆ ประกายตาเจิดจ้า จับจ้องสองศิษย์พี่น้องกล่าวว่า
“จะอย่างไร ข้าพเ้าไม่เคยลอบทำร้ายผู้ใดมาก่อน...”
ถังกวงิได้ฟังประโยค จี้ใจดำเช่นนั้น ถึงกับโกรธจนหน้าแดงก่ำ
มันเข้าใจว่านาคามูระ โยชิอิ ต้องไม่สามารถรอดพ้นฝ่ามือซึ่งมันลอบจู่โจมได้ ถึงเวลานั้นมันสองศิษย์พี่น้องย่อมได้ชื่อเป็ผู้กำจัดเภทภัยยุทธจักร ยังจะมีผู้ใดสนใจว่าที่พวกมันใช้เป็การลอบทำร้ายผู้อื่นหรือไม่ มาถึงตอนนี้ มันไม่คำนึงให้มากความแล้วไม่ว่าใช้วิธีใดต้องกำจัดคนผู้นี้ให้จงได้
หม่าเทียนลุ่นแค่นเสียง กล่าวอย่างโกรธเกรี้ยว
“กำจัดเภทภัยยุทธจักรอย่างเ้า ไม่ว่าใช้วิธีใดล้วนสมควร!”
หม่าเทียนลุ่นลอบส่งสายตาให้ศิษย์ผู้น้องคนทั้งสองพลันเคลื่อนไหววูบพร้อมกัน กลายเป็หนึ่งหน้าหนึ่งหลังล้อมนาคามูระโยชิอิไว้ตรงกลาง พวกมันมีเพียงสอง ทว่ายามเคลื่อนไหวบังเกิดเงาร่างวูบวาบพร่างพราย คล้ายปรากฏผู้คนนับสิบ ยืนโอบล้อมรอบนาคามูระโยชิอิ!
ดาบยาวในมือนาคามูระ โยชิอิ ไม่ทราบถูกเก็บเข้าฝักั้แ่เมื่อไร
มันยังยืนนิ่ง สองมือปล่อยตามสบายข้างลำตัว คล้ายมิได้สนใจว่าสองศิษย์พี่น้องจะแสดงฝีมือใดออกมา ดวงตาเจิดจ้ายังแน่วนิ่งจับจ้องมองตรงไปเบื้องหน้าเท่านั้น
หม่าเทียนลุ่นกับถังกวงิ ยิ่งเคลื่อนไหวยิ่งรวดเร็วฝีเท้าพวกมันไม่เพียงรวดเร็วปราดเปรียว ทั้งยังสลับซับซ้อนยิ่ง ผู้ชมดูอยู่รอบข้างเห็นมันทั้งคู่กลายเป็เงาร่างนับสิบสาย พุ่งวูบวาบวนเวียนดุจดั่งภูตพราย
เหล่าผู้ชมต่างพากันส่งเสียงฮือฮา ทุกผู้ล้วนเห็นตรงกันว่านาคามูระ โยชิอิตกอยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่อย่างยิ่ง สภาพเช่นนี้แม้ดาบยาวรวดเร็วเพียงใดแต่ไหนเลยจับการเคลื่อนไหวฝ่ายตรงข้ามได้ อย่างนั้นจะใช้ดาบยาวได้อย่างไรมิต้องกลายเป็เป้านิ่ง รอให้ถูกเชือดเฉือนหรือ
ทุกคนหารู้ไม่ว่า กลับเป็สองศิษย์พี่น้อง แซ่หม่ากับแซ่ถังยิ่งเนิ่นนานความตื่นตระหนกของพวกมัน ยิ่งเพิ่มทวีคูณตามกาลเวลา ยามนี้หยาดเหงื่อผุดขึ้นชุ่มโชกใบหน้าพวกมันแล้ว!
เนื่องเพราะฝีเท้าดุจภูตพรายทุกย่างก้าว ต้องใช้ลมปราณแท้เข้าขับเคลื่อนลมปราณพวกมันถูกใช้ออกต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง หากทอดเวลาเนิ่นนานออกไปพละกำลังยิ่งต้องเสื่อมโทรมลงเรื่อย ๆ
มันสองทราบดีว่า สามารถประคองตัว รักษาสภาวะเช่นนี้ ได้อีกไม่นานแล้ว
จะอย่างไรพวกมันกลับไม่กล้า ฟาดฝ่ามือจู่โจมออกไป
เนื่องเพราะร่างทุกสัดส่วนของนาคามูระ โยชิอิคล้ายซ่อนอยู่เื้ักำแพงหนา ไม่มีช่องว่างให้จู่โจมแม้น้อยนิดด้วยระดับพลังฝีมือพวกมัน ย่อมคาดคำนวณทราบว่าในสภาพเช่นนี้ไม่ว่าฟาดฝ่ามือใส่ตำแหน่งใด ล้วนต้องถูกโต้กลับอย่างสาหัสดังนั้นได้แต่รอคอยโอกาส ไม่อาจลงมือผลีผลาม
หม่าเทียนลุ่นกับถังกวงิ สบตากันวูบ ถึงตอนนี้พวกมันตระหนักว่าปล่อยไว้เช่นนี้ไม่ได้แล้ว หยาดเหงื่อยิ่งนานยิ่งไหลโทรมกายสภาวะตั้งรับของนาคามูระ โยชิอิ คล้ายปราการเหล็ก อันไม่มีวันโยกคลอนในเมื่อไม่มีช่องว่าง พวกมันจำต้องเสี่ยงเปิดช่องว่างเองไม่เช่นนั้นปล่อยเนิ่นนานต่อไป มันสองจะไม่หลงเหลือลมปราณแท้สำหรับใช้ไอเย็นไร้ลักษณ์
สองศิษย์พี่น้อง ลอบพยักพเยิดให้กัน ตัดสินใจใช้กระบวนท่าจู่โจมพร้อมกันฝ่ามือข้างหนึ่งของแต่ละคน ฟาดออกด้วยไอเย็นไร้ลักษณ์ พลังเย็นเยียบรุนแรง ประหนึ่งหิมะถล่มจากภูผาพุ่งเป็สายจู่โจมใส่ร่างนาคามูระ โยชิอิ!
แทบเป็จังหวะเดียวกันนั้น ฝ่ามืออีกข้างของพวกมันซึ่งอยู่ในสภาวะเตรียมพร้อม พลันฟาดออกตามติดพร้อมกัน กอปรเป็อานุภาพน่าตระหนกยิ่งกว่าสองฝ่ามือแรกอักโข!
พริบตานั้น กลางถนนใหญ่ถูกครอบคลุม ด้วยพลังฝ่ามือกล้าแข็งสี่ข้างโดยพลันลมปราณเย็นเยียบมหาศาล พุ่งแผ่กระแสไอเย็นเยือก ทะลักทลายสี่ทิศแปดทางสกัดทุกความเคลื่อนไหว ของนาคามูระ โยชิอิ ไว้จนสิ้น!
นี่จึงเป็กระบวนท่า ซึ่งพวกมันร่วมกันคิดขึ้นจัดการมือสังหารไร้รักโดยเฉพาะ!
พวกมันศิษย์พี่น้องมั่นใจ นาคามูระโยชิอิแม้มีฝีมือล้ำเลิศ แต่การต้านปะทะ ลมปราณกล้าแข็งสองสายซึ่งจู่โจมใส่ร่างโดยตรง จากสองทิศทางไม่น่าเป็ไปได้
ในจังหวะนั้น นาคามูระ โยชิอิย่อมต้องเคลื่อนร่าง หลบไปด้านใดด้านหนึ่งทว่ายามนี้ ไม่ว่าหลบเลี่ยงไปทิศทางใด ล้วนถูกลมปราณอีกสองสายจากฝ่ามืออีกสองข้างของพวกมัน ครอบคลุมสกัดไว้จนสิ้น
ลมปราณเย็นเยียบรุนแรงสี่สาย แผ่พุ่งครอบคลุมรอบบริเวณดุจตาข่ายฟ้าไม่เหลือช่องว่าง ให้เล็ดลอดหลบหลีกได้ พลังฝีมือพวกมันศิษย์พี่น้องคู่ควรกับการภาคภูมิใจจริง ๆ ลำพังพลังฝ่ามือของแต่ละคน ก็ยากยิ่งจะหาผู้ใดต้านปะทะอย่างหักโหมได้ ครั้งนี้พวกมันถึงกับลงมือประสานกัน
หม่าเทียนลุ่นกับถังกวงิ เปี่ยมความมั่นใจ ฝ่ามือพวกมันคนหนึ่งต้องคร่าชีวิตนาคามูระ โยชิอิได้!
นาคามูระ โยชิอิไม่อาจต้านปะทะ ลมปราณกล้าแข็งสองสายพร้อมกันจริง ๆทว่าชั่วพริบตา ก่อนกระแสไอเย็นจะปะทะชายเสื้อ สองเท้ามันพลันเคลื่อนไหวทั้งร่างหมุนวน กระบวนท่าผสานเป็หนึ่งเดียวกับฝีเท้า เบี่ยงร่างไปในทิศทางซึ่งฝ่ามือที่สองของหม่าเทียนลุ่นรออยู่
พลันดาบยาวหลุดจากฝักมาอยู่ในมือ!
ครั้งนี้ มันไม่ได้ใช้รังสีดาบ กระแทกเบี่ยงเบนไอเย็น เฉกเช่นครั้งก่อน...
คราวนี้ มันใช้สภาวะดาบ...
ทั้งร่างทั้งดาบหมุนอีกครั้ง ผสานเป็หนึ่งเดียว เท้าพอก้าว ร่างพลันหมุนมือสะบัดวูบ
ความเร็วของกระบวนท่า ผสานความคมของดาบยาว บังเกิดเป็ท่าสังหารทรงอานุภาพ!
ประกายดาบวูบเพียงครั้ง สามารถตัดฝ่าลมปราณเย็นเยือกเข้าถึงร่างหม่าเทียนลุ่นได้!
วูบนั้นเอง คมดาบสีเงินพุ่งผ่านร่างเทพพู่กันคู่ะเื!
พริบตานั้น คมดาบแวววับวาดต่อเนื่อง เท้าทั้งคู่ยังก้าวไม่หยุดยั้ง
วูบเดียวร่างในชุดเขียวเข้ม วนเข้าประชิดร่างถังกวงิอีกคน!
ถังกวงิใจหายวาบ ตระหนกจนหน้าซีดเผือด มันไหนเลยเคยเห็นท่าร่างเคลื่อนไหวอันเหลือเชื่อเช่นนี้
มันมีพลังฝีมือเหนือศิษย์พี่ขั้นหนึ่งเมื่อครู่เพียงเห็นประกายสีเงินวูบขึ้น ก็ทราบว่าผิดท่าเสียแล้ว
ทว่าจังหวะนั้น มันเพิ่งฟาดฝ่ามือทั้งสองออกไป ย่อมไม่สามารถโคจรลมปราณมายังฝ่ามืออีกครั้งได้ทันท่วงที จะอย่างไรมันไม่เสียที เป็ยอดฝีมือชั้นแนวหน้ารีบฉวยจังหวะสะบัดข้อมือวูบ พู่กันเหล็กในแขนเสื้อ พลันปรากฏในมือตีโต้ต่อต้านประกายสีเงินอย่างแข็งขืน
เสียงดังกึกก้อง เมื่อโลหะสองชนิดกระทบกัน...ครู่หนึ่ง...
ถังกวงิเก็บพู่กันทั้งคู่ ไว้ในแขนเสื้อรวดเร็ว ดั่งไม่เคยนำมันออกมาใช้
สีหน้าแดงก่ำ กลายเป็ซีดขาว ปราศจากสีเืแววตาเปล่งประกายแปลกประหลาด...
นั่นเป็แววตา ซึ่งเกิดขึ้นได้เพียงครั้งเดียว ในชีวิตคนผู้หนึ่ง...
“สิบปี...ข้าพเ้าเก็บตัว อยู่นอกด่านถึงสิบปีคิดว่าพลังฝีมือรุดหน้าขึ้นอีกมาก...แต่...”
มันเบือนหน้า มองไปทางหม่าเทียนลุ่น ร่างศิษย์ผู้พี่มันคล้ายกลืนหายไปกับพื้นหิมะแต่แรกแล้ว
ใบหน้ามัน ไม่ปรากฏแววความเ็ป แต่เทวราชหัตถ์ะเืถังกวงิล้มลงแล้ว พู่กันเหล็กสีดำสนิท ร่วงหล่นจากแขนเสื้อ แตกออกเป็เสี่ยงั้แ่หว่างคิ้วจนถึงปลายคาง ปรากฏเส้นบาง ๆ สีแดงเส้นหนึ่ง
กลางหิมะขาว...ร่างในชุดขาวของสองศิษย์พี่น้องกลายเป็ส่วนหนึ่งของมันไปตลอดกาล...
นาคามูระ โยชิอิก้มหน้าลงต่ำ นิ่งเนิ่นนาน ไม่มีผู้ใดดูออกดาบยาวถูกเก็บเข้าฝักั้แ่เมื่อไร
สีหน้าเคร่งขรึมยังเฉยชา ไร้ความรู้สึกอันใดมิได้ยินดีลิงโลดกับชัยชนะของตน ทั้งมิได้เศร้าโศกเสียใจเมื่อมือทั้งคู่ต้องแปดเปื้อนโลหิตอีกครา
มันเพียงรู้สึก เป็อีกครั้งที่มันปฏิบัติ ตามคำมั่นสัญญาซึ่งให้ไว้กับ‘นาง’
คำมั่นสัญญา อันกลายเป็รากฐานค้ำจุน หล่อเลี้ยงให้ชีวิตของมันสามารถยืนหยัดอยู่ต่อมาได้ถึงแปดปี...
นาคามูระ โยชิอิ เดินมายังโต๊ะของโยชิโอกะ ริวจิ รับสุราอุ่นจอกหนึ่งจากมันดื่มลงคอจนหมด หากยังไม่แตะต้องอาหารแม้สักจานเดียว โฉมสะคราญทั้งสองยิ่งไม่แม้แต่ชำเลืองตามอง
โยชิโอกะ ริวจิรินสุราให้นาคามูระ โยชิอิอีกหนึ่งจอก
แววตาซึ่งมันมองบุรุษชุดเขียว บ่งบอกความเคารพนับถืออย่างยิ่ง
มันรอจนท่านโยชิอิดื่มหมดจอกที่สอง ค่อยโอบเยว่จื่อซ้ายอวี้หยวนขวาลุกขึ้นเดินออกจากสถานที่แห่งนั้น เดินไปยังรถม้าสองคันซึ่งจอดรออยู่
โยชิโอกะ ริวจิรอจนนาคามูระ โยชิอิขึ้นนั่งบนรถม้าคันแรกเรียบร้อย มันค่อยพาเยว่จื่อกับอวี้หยวนขึ้นไปนั่งบนรถม้าอีกคัน รถม้าขนาดย่อมทั้งสองคัน ควบขับออกจากสถานที่นั้นรวดเร็วเพียงพริบตาพลันลับสายตาทุกผู้...
หิมะเริ่มโปรยปรายลงมาอีกแล้ว...