ลู่ชิงอุ้มเด็กชายทั้งสองวิ่งตะบึงฝ่าพงหนามและแมกไม้อย่างไม่คิดชีวิต เสียงลมพัดผ่านหูจนอื้ออึงไปหมด ปอดของเขาแทบจะฉีกขาดออกมาข้างนอก พลังงานเฮือกสุดท้ายถูกใช้ไปกับการตะกายขึ้นเนินเขา จนกระทั่งสายตาพลันไปเห็นกลุ่มคนนับร้อยนั่งล้อมวงกันอยู่ไกล ๆ มีแสงไฟจากกองไฟพวยพุ่งและเสียงพูดคุยดังจ้อกแจ้กประดุจงานวัด
‘รอดแล้ว! บรรพบุรุษยังเมตตาข้าอยู่!’ ลู่ชิงน้ำตาไหลพรากด้วยความซาบซึ้ง เขาปักใจเชื่อไปแล้วว่านี่คือ
"ชาวบ้านอาสาสมัคร" ที่หัวหน้ามือปราบเฉินอี้บอกไว้ ลู่ชิงใช้แรงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดพุ่งตัวเข้าไปกลางวงล้อมนั้นทันทีด้วยความเร็วแสง พอเท้าแตะพื้นกลางวงปุ๊บ เขาก็รีบวางเด็กชายสองคนลงอย่างทุลักทุเล ก่อนจะถลันเข้าไปที่ถังน้ำใบโตที่ตั้งอยู่ข้างกองไฟใหญ่ เขาคว้ากระบวยไม้ตักน้ำขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ประดุจคนหลงทางในทะเลทรายมาแรมปี โดยไม่ทันสังเกตเลยว่าบรรยากาศรอบข้างที่เคยเสียงดังบัดนี้กลับ เงียบกริบ ยิ่งกว่าป่าช้ายามวิกาล
ชายฉกรรจ์ร่างั์นับร้อยในชุดเกราะหนังดิบ หน้าตาแต่ละคนเหมือนเพิ่งหลุดออกมาจากแดนปะา มีรอยสักน่าเกลียดน่ากลัวพาดผ่านใบหน้าและลำคอ ต่างพากันหยุดชะงักการลับดาบและการกรอกเหล้าเข้าปาก ทุกสายตาจับจ้องไปที่บัณฑิตหน้าขาวซูบที่จู่ ๆ ก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาใน "ฐานทัพลับ" ของพวกเขาอย่างอาจหาญ (ในสายตาพวกมัน) แล้วยังกล้าแย่งน้ำหัวหน้าใหญ่กินต่อหน้าต่อตา!
“อ่า... สดชื่นเหลือเกิน น้ำใจชาวบ้านนี่มันช่างดีจริง ๆ” ลู่ชิงปาดคราบน้ำที่มุมปากพลางถอนหายใจยาวอย่างเป็สุข เด็กสองคนเริ่มตั้งสติได้ก่อน พวกเขาสะกิดชายเสื้ออาจารย์ยิก ๆ ใบหน้าซีดเผือดเป็ไก่ต้ม
“อะ... อาจารย์ลู่ครับ...” เด็กน้อยกระซิบเสียงสั่นจนฟันกระทบกัน กึก ๆ
“อย่าเพิ่งกวนอาจารย์เลยศิษย์รัก อาจารย์เหนื่อยจนเห็นภาพลวงตาเป็ั์วัดแจ้งปักหมึกเต็มตัวไปหมดแล้ว...” ลู่ชิงโบกมือหยอย ๆ จนกระทั่งความเงียบที่หนาวเหน็บเริ่มทิ่มแทงหลังเขา บัณฑิตหนุ่มค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองสำรวจรอบกายอย่างช้า ๆ... แล้วรอยยิ้มบัณฑิตผู้เมตตาก็พลันแข็งค้างประดุจถูกสาปเป็หินชายฉกรรจ์นับสิบที่ยืนล้อมเขาอยู่จ้องมองมาด้วยสายตาอำมหิต มือของพวกมันกุมด้ามดาบเล่มเขื่อง ลู่ชิงพยายามฝืนฉีกยิ้มแห้ง ๆ ที่สั่นระริกพลางเอ่ยถามด้วยเสียงที่หลงไปสามคีย์
“เอ่อ... สวัสดียามเช้าทุกท่าน... พวกท่านคงจะเป็... อาสาสมัครกู้ชีพผู้กล้าหาญที่ทางการเกณฑ์มาช่วยท่านมือปราบจับโจรป่าใช่หรือไม่ขอรับ? โอ้โห... ดูท่าทางแต่ละท่านจะผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก รอยแผลเป็บนหน้าดูสมจริงมากเลยขอรับ!”
คำตอบที่ได้คือความเงียบที่หนักอึ้ง มีเพียงเสียงกองไฟที่ประทุ “เปรี้ย!” และเสียงแมลงที่เงียบเสียงลง ลู่ชิงเริ่มเหงื่อตกกีบสมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว... ชุดเกราะลายเสือ, ดาบหัวตัดอาบเื, กลิ่นเหล้าและคาวสาปป่า... ‘์! นี่ข้าหนีเสือมาปะจระเข้ั์ หรือข้ามาส่งเดลิเวอรี่ตัวเองถึงในห้องครัวกลุ่มโจรกันแน่!’
เขารีบยกมือขึ้นประสาน พยายามขุดบทกวีบทหนึ่งขึ้นมาเกลี่ยกล่อมเพื่อเอาตัวรอด
“เอ่อ... โลกกว้างใหญ่ไพศาล มิตรภาพเหนือสิ่งอื่นใด ดาบเหล็กกล้านั้นคมกริบแต่ใจคนควรนุ่มนวล... หากพวกท่านวางดาบลงแล้วลองอ่านตำราจริยธรรมสักนิด...”
ทุกคนนั่งหน้านิ่งประดุจเสาหิน บทกวีของเขาเหมือนการเป่าขลุ่ยให้กระบือฟังก็มิปาน
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ!”
จู่ ๆ เสียงหัวเราะที่เปี่ยมด้วยพลังปราณอันหนักหน่วงจนพื้นดินสั่นะเืก็ดังมาจากกระโจมหลังใหญ่ใจกลางค่าย ม่านถูกแหวกออกเผยให้เห็นชายวัยกลางคนรูปร่างองอาจ ผิวเข้มจัดดุจเหล็กไหล สะพายดาบั์ที่ดูหนักพอจะทับคนตายได้ไว้ที่หลัง เขาเดินออกมาด้วยฝีเท้าที่นิ่งสงบแต่ทุกย่างก้าวกลับทำให้ใบไม้รอบข้างปลิวว่อน
“ช่างน่าสนใจนัก! บัณฑิตหน้าขาวพาเด็กสองคน บุกทะลวงฝ่าด่านตรวจยามเฝ้าเขาของข้าเข้ามาถึงใจกลางฐานทัพใหญ่ได้โดยไม่มีใครรู้ตัว...” ชายผู้นั้นหรี่ตาลง
“ถ้าเ้า ‘หน้าบาก’ ที่กำลังสู้กับมือปราบอยู่ข้างนอกรู้เข้า มันคงอับอายจนต้องเอาหัวมุดรูดิน ข้าคงต้องตำหนิลูกน้องข้าเสียหน่อยที่ปล่อยให้ ‘ยอดคน’ เช่นเ้าเดินเข้ามานั่งซดน้ำในที่พักของข้าได้หน้าตาเฉย”
ลู่ชิงหน้าซีดเผือดจนแทบจะโปร่งแสง เขาพยายามประคองสติแล้วก้าวถอยหลังทีละนิด
“คื... คือข้าคงจะดูแผนที่ผิดไปนิดหน่อย หรือไม่ทิศตะวันออกกับตะวันตกของป่านี้มันอาจจะประท้วงเ้าหน้าที่ทางการจนสลับด้านกัน... ข้าไม่รบกวนเวลาดื่มเหล้าของพวกท่านแล้ว ขอตัวไปสอนหนังสือต่อก่อนนะขอรับ!”
“หยุดอยู่ตรงนั้นแหละ!” หัวหน้าใหญ่ตวาดเสียงต่ำประดุจเสียงฟ้าคำราม
“เ้าคิดจริงๆ หรือว่ารังของโจรป่าเมฆาดำจะเป็โรงเตี๊ยมที่เ้าจะเดินเข้าเดินออกได้ง่ายๆ? รู้ความลับที่ตั้งฐานเราแล้ว... มีเพียงทางเดียวคือต้องทิ้งชีวิตไว้เป็ปุ๋ยเฝ้าป่า!”
ลู่ชิงเริ่มร้องขอความเห็นใจแบบหน้าตาย
“ท่านหัวหน้าผู้เกรียงไกร! ดูสารรูปข้าสิ ผอมแห้งแรงน้อย เนื้อก็น้อยเคี้ยวไปก็ติดฟันเปล่า ๆ ตำราที่ข้าแบกมาก็มีแต่คำสอนเื่คุณธรรมซึ่งพวกท่านฟังไปคงหูแฉะ ส่วนเด็กสองคนนี้ข้าเพิ่งพาไปวิ่งคลุกดินมา ตัวเหม็นเขียวมากนะขอรับ! ปล่อยพวกเราไปเถอะ ข้าสัญญาว่าจะกลับไปเขียนบทกวีสรรเสริญความน่าเกรงขามของท่านติดไว้ที่เสาไฟหน้าหมู่บ้านเลย!”
หัวหน้าใหญ่หัวเราะชอบใจในความกะล่อนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่สายตาจะกลับมาเหี้ยมเกรียมประดุจเพชฌฆาต
“น่าเสียดาย... บทกวีข้าไปฟังในฝันก็ได้... พวกเ้า! จับพวกมันมา!”
“หายนะของแท้!” ลู่ชิงกรีดร้องในใจ คราวนี้ไม่มีเฉินอี้มาเป็โล่มนุษย์ให้ นี่มันมหาพิบัติภัยชัด ๆ!
โจรร่างั์สองคนเดินส่ายอาวุธเข้ามาหาอย่างช้า ๆ สีหน้าอำมหิต
“มานี่เถอะไอ้หนอนหนังสือ ข้าจะช่วยบริหารกระดูกเ้าให้แหลกเป็ผงเอง!” มันดูถูกพลางยื่นมือหนาหยาบกร้านจะมาคว้าคอเสื้อลู่ชิง
ด้วยความกลัวจนขีดสุด ลู่ชิงหลับตาปี๋สติหลุดลอย แล้วใช้ท่า “ฝ่ามือสยบคลื่น” ผลักออกไปสุดแรงเกิดเพราะไม่อยากให้มือเปื้อนเืนั่นมาััตัว!
“ตูมมมมมม!”
มวลอากาศรอบบริเวณนั้นเหมือนถูกบีบอัดจนะเิออก ร่างของโจรั์ทั้งสองปลิวละลิ่วข้ามหัวกองไฟไปไกลกว่าสิบวา กระแทกเข้ากับชั้นวางอาวุธเหล็กจนหักพังพินาศแล้วนิ่งสนิทไป ทุกอย่างกลับมาเงียบกริบยิ่งกว่าเดิม แม้แต่เด็กน้อยสองคนยังอ้าปากค้างจนแมลงวันบินเข้าไปสำรวจได้สามรอบ
หัวหน้าใหญ่ที่เห็นเหตุการณ์ดวงตาเบิกกว้าง พลังที่ไร้สีปราณแต่รุนแรงมหาศาลเช่นนี้เขามิเคยพบเจอมาก่อนในชีวิต! เขารีบชักดาบั์ออกมาแล้วะโสั่งสมุนนับร้อยด้วยเสียงอันกึกก้อง
“มันไม่ใช่บัณฑิตธรรมดา! มันคือจอมยุทธเร้นกายระดับสัตว์ประหลาด! ทุกคนรุมมัน ฆ่ามันซะ!”
สิ้นเสียงคำสั่ง โจรนับร้อยพุ่งเข้าหาลู่ชิงจากทุกทิศทางประดุจผึ้งแตกรัง คมดาบวาววับนับร้อยเล่มจ่อเข้ามาใกล้ ลู่ชิงที่เห็นคมอาวุธรอบตัวก็ได้แต่สะบัดมือปัดป้องไปมาด้วยความตื่นตระหนก
“อย่าเข้ามานะ! บอกว่าสู้ไม่เป็ไงเล่า! คนพวกนี้พูดไม่รู้เื่หรือยังไง!”
เขาสะบัดมือซ้าย คนฝั่งซ้ายก็ปลิวละลิ่วไปราวกับถูกพายุทอร์นาโดซัด สะบัดมือขวา คนฝั่งขวาก็ลอยละลิ่วกระเด็นไปตกบนยอดไม้ ลู่ชิงทำหน้าเหวอไปพลาง สะบัดมือบริหารไหล่ไปพลาง ‘ทำไม... ทำไมพอข้าสะบัดมือแก้ปวดเมื่อย คนพวกนี้ถึงได้ขยันบินไปติดต้นไม้กันจังเลยนะ?!’
ในจังหวะที่เขากำลังสะบัดมือวุ่นวายอยู่นั้น ความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัวของลู่ชิง ‘หรือว่า... เื่พิลึกพวกนี้จะเกี่ยวข้องกับหนังสือ ‘เซียนา’ เล่มนั้น? ท่ากายบริหารบ้า ๆ ที่ข้าฝึกตามชายชราขอทานนั่น... มันไม่ใช่แค่ท่าบริหารแก้ปวดหลังหรอกหรือ?!’