The Organian

    บทที่7 ตอนที่46 : รักษาคำมั่น! อลัน ปะทะ ไทรซ์

    “ผมอนุมัติ.. ทั้งคู่เริ่มการประลองได้” การยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการของไทรซ์ในครั้งนี้ เอ็ดเวิร์ดแทบจะตอบรับภายในทันที และดูเหมือนเขาคิดว่าบัดนี้ ถึงเวลาแล้วที่ทั้งคู่จะต้องวัดฝีมือกัน          ในที่สุดเวลาที่ทั้งคู่รอคอยก็มาถึง.. ทั้งสองดูท่าจะพร้อมเสียเหลือเกินในการทำตามคำมั่นสัญญาที่ต่างฝ่ายต่างเคยท้าทายกันไว้  พวกเขาพร้อมจะทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อที่จะวัดกันเต็มแก่แล้ว          “ทีนี้ก็เข้ามาได้เลย.. ฉันจะซัดแ...” “ฟึ่บ..” ไทรซ์กำลังพยายามพูดอะไรบางอย่างขึ้น แต่ขณะที่เขายังไม่ทันจะพูดจบประโยคดี ที่คางเขาก็มีปลายเท้าของอลันมาจ่อเอาไว้แล้ว.. เดอะเลกออฟมิราเคิลเคลื่อนที่มาด้วยความเงียบกริบราวกับเป็นการลอบสังหาร จนทำให้ทุกคนในที่นั้นได้แต่ช็อกจนอ้าปากค้างไปตาม ๆ กัน อันเนื่องมาจากพลังและความเร็วของเด็กหนุ่มผู้นี้ดูจะเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่าเลยทีเดียว          แต่ทางฝั่งของไทรซ์เองก็ไม่ยอมน้อยหน้า.. โดยในชั่วอึดใจเดียวกันนั้นเอง ภาพความคิดของเขาตอนสู้กับจิมมี่ก็ได้แวบเข้ามาในหัว ซึ่งความเร็วของไอ้ปอดเหล็กที่พุ่งเข้ามาในตอนนั้นก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าครั้งนี้สักเท่าไหร่ แต่ในตอนนั้นเขายังโชคดีที่มีออกาเน็มคอยช่วยเหลือ ซึ่งในครั้งนี้มันต่างกัน..           บอดี้การ์ดหนุ่มสำนึกได้ว่าเขาจะต้องใช้แขนอันเป็นสิ่งพิเศษที่สวรรค์ประทานให้ติดตัวมาตั้งแต่เกิด เพื่อปกป้องตัวเองในครั้งนี้ ไม่สามารถพึ่งพาสิ่งอื่น ๆ ได้อีกต่อไปแล้ว           ปั้ง!!           ไทรซ์ตั้งสติได้และยกท่อนแขนของเขาขึ้นมาป้องกันปลายคางเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด.. ถึงแม้ว่าจะรอดตายอย่างฉิวเฉียด แต่ด้วยความรุนแรงนั้นก็ทำเอาเท้าทั้งสองข้างของเขายืนไม่ติดพื้น ร่างใหญ่ลอยขึ้นเล็กน้อยก่อนจะหล่นลงมาตั้งหลักได้          ด้านอลันที่ขณะนี้ขาของเขาคลั่งไปด้วยอินฟินิตี้ฟอร์สก็รัวเตะอัดใส่ชายผู้ที่เขายกให้เป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งมาโดยตลอดอย่างไม่หยุดยั้ง!           “แก.. ทำได้ขนาดนี้เลยเหรอ? จากไอ้หนูท่อไร้น้ำยาในวันนั้นที่ฉันใช้แค่แขนซ้ายข้างเดียวด้วยกำลังไม่ถึงครึ่งก็ล้มได้สบาย ๆ เนี่ยนะ.. ก็พอจะรู้อยู่หรอกว่าแกพัฒนาขึ้นมามาก แต่ก็ไม่คิดว่าจะมาได้ถึงขนาดนี้ นี่แกฝึกหนักขนาดไหนกันเนี่ย!” เขาคิดในใจพลางป้องกันการโจมตีอันรวดเร็ว รุนแรง และต่อเนื่องของอลันเพื่อรอจังหวะสวนกลับ          “หึ.. แต่ถึงให้เก่งยังไง ถ้ายังบ้ารัวโจมตีฉันอยู่อย่างนี้ อีกแป๊บเดียวแกได้หอบเหมือนหมาแน่!” ชายร่างกำยำคิดต่อพลางแสยะยิ้ม          แต่ทางฝั่งของอลันก็ยังคงโหมกระหน่ำเข้าใส่อย่างไม่หยุดยั้ง โดยไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนล้าลงเลยแม้แต่น้อย ดวงตาอันขาวโพลนและเลื่อนลอยของเขา ได้มองจ้องไปยังไทรซ์อย่างไม่รู้สึกรู้สาในขณะที่ขาของเขากวัดแกว่ง          จนกระทั่งแขนของไทรซ์ที่คอยรับการโจมตีอย่างหนักหน่วงนั้นก็เริ่มมีอาการอ่อนระทวยให้เห็น “ขืนเป็นอย่างนี้ต่อไปต้องแย่แน่ อินฟินิตี้ฟอร์สของไอ้บ้านี่มันเยอะขนาดไหนกันเนี่ย โหมโจมตีด้วยความหนักระดับนี้แต่ดูไม่มีทีท่าว่าจะเหนื่อยเลย” เขายังคงครุ่นคิดในใจก่อนที่จะตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง          “แต่ฉันอยากให้แกรู้ว่า.. ไม่ใช่แกคนเดียวหรอกนะที่หมั่นฝึกฝนน่ะ” บอดี้การ์ดหนุ่มกำหมัดแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัดก่อนจะซัดมันสวนกลับไปบ้าง! “ฉันไม่ยอมให้แกนำหน้าไปได้หรอก!!” ไทรซ์ตะโกนลั่น           เปรี้ยง!! กำปั้นของชายชาวดัตช์พุ่งลอยทะลุการป้องกันของอลันจนเข้าไปกระทบหน้าของชายหัวเห็ดจนสั่นระริก แต่โชคยังดีที่ขาของเขายังพอจะสามารถลดทอนพลังการทำลายล้างของหมัดอันน่าสยดสยองนั้นได้ แต่มันก็ทำให้ร่างเล็กกระเด็นและหยุดชะงักไปในชั่วขณะ          ปากของอลันแตก.. แต่เขาก็ดูไม่ได้สนใจอะไรมันเลยแม้สักนิด ไม่แม้แต่จะพ่นเลือดที่ติดคาอยู่ที่ปากทิ้งเลยด้วยซ้ำ ผู้มีฉายาขาแห่งปาฏิหาริย์ยังคงบุกตะลุยเข้าเตะใส่ไทรซ์อย่างบ้าคลั่งเหมือนเดิม!          “อะไรของแกวะเนี่ย!!” ฟาน เดอร์ อาร์มผู้พี่เริ่มเกิดอาการหงุดหงิด หลังจากเห็นท่าทีของอลันที่ดูจะไม่สนใจอะไรเลยแม้แต่น้อย เหมือนกับว่าในตอนนี้สมองของเขาถูกเซ็ตโปรแกรมให้ลุยเข้าไปล้มไทรซ์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น          และด้วยความหัวเสีย ชายร่างใหญ่จึงเริ่มเปลี่ยนจากการเป็นฝ่ายป้องกันกลับมาเป็นฝ่ายรุกบ้าง โดยปกติแล้วท่ารับการโจมตีส่วนใหญ่มักจะรับด้วยท่อนแขน แต่ไทรซ์กลับเปลี่ยนสไตล์การป้องกันของเขาไปในลักษณะที่ผิดแปลกออกไป          ทุกครั้งที่ขาของอลันลอยเข้ามา ไทรซ์เลือกที่จะใช้กำปั้นของเขาต่อยสวนกลับไปด้วยความคาดหวังว่ามันจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามได้รับความเสียหายกลับไปบ้าง และแน่นอน.. ทางฝั่งที่ชกเองก็ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างมหาศาลด้วยเช่นกัน          ทั้งคู่ซัดแลกกันไปอยู่อย่างนั้นพักใหญ่ ๆ โดยไม่มีใครเพลี่ยงพล้ำให้กันเลย เพราะต่างคนต่างก็รู้ว่าหากพลาดท่าเพียงเล็กน้อยแค่ครั้งเดียว โทษของมันอาจจะถึงชีวิตเลยก็เป็นได้ และยิ่งกว่าการตายนั้น ความพ่ายแพ้คือสิ่งที่ทั้งคู่ดูจะรับไม่ได้มากกว่า           ตอนนี้กำปั้นของไทรซ์โชกไปด้วยเลือด ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกันกับหน้าแข้งของอลัน..               “ถ้าขนาดนี้ก็วัดกันไปเลยแล้วกันว่าใครจะอยู่ใครจะไป!” ในที่สุดไทรซ์ก็ตัดสินใจที่จะยุติการประลองนี้.. เขาลดแขนที่กำลังตั้งการ์ดลงและใช้มือข้างนั้นล็อคไปยังขาของอลันที่กำลังหวดเข้ามาบริเวณสีข้าง ซึ่งทำให้ในขณะนี้อาวุธหนักของทั้งคู่เจอช่องว่างที่สามารถจะจู่โจมได้โดยไม่มีอะไรมาป้องกัน          ซึ่งชั่ววินาทีนั้นเอง ขาขวาของอลันก็ได้หวดซัดเข้าไปที่บริเวณโหนกแก้มของไทรซ์อย่างจังจนหน้ายู่! ส่วนทางฝั่งหมัดขวาปิดบัญชีของไทรซ์เองก็ได้ต่อยสวนเข้าไปที่ปลายคางด้านซ้ายของอลันอย่างจังจนหัวสะบัด! ทั้งสองการโจมตีเกิดขึ้นในห้วงเวลาเดียวกันแบบพอดีเป๊ะ จนทำให้เกิดเสียงปะทะรวมกันเป็นเสียงเดียวแน่น ๆ เน้น ๆ  เปรี้ยง!!!!          และการปะทะกันอย่างรุนแรงในครั้งนี้ ก็ทำให้ทั้งคู่กระเด็นลอยออกจากกันไปไกลหลายเมตร..               ในขณะนี้ทั้งไทรซ์และอลันต่างก็ได้ฟุบไปกองลงกับพื้นอย่างสิ้นสภาพ          แต่ทว่า.. กลับเป็นทางด้านของไทรซ์ที่ฝืนตัวตะเกียกตะกายลุกยืนขึ้นได้อีกครั้ง ในขณะที่อลันยังคงนอนไม่ได้สติ          จึงทำให้การดวลเหมือนจะจบลงตรงที่ฝ่ายเดอะบอดี้การ์ดเป็นผู้ชนะ.. เอ็ดเวิร์ด สปีช เดินขยับเข้ามาใกล้เพื่อจะประกาศชัยให้กับไทรซ์ แต่เขาก็ต้องหยุดชะงักลงชั่วขณะ เมื่อหางตาเหลือบไปเห็นทางฝั่งของอลันที่สามารถประคองตัวเองให้ยืนขึ้นมาได้อย่างทุลักทุเลเช่นกัน          ซึ่งไทรซ์นั้นก็ได้หันไปมองคู่ประลองด้วยความเหนื่อยล้า ขาของเขายังคงยืนได้ไม่เต็มก้าว มันยังปัดไปปัดมาอยู่เพื่อประคองให้ตัวไม่ล้ม          และทางฝั่งชายหัวเห็ดเองก็ยังคงเดินโซเซตุปัดตุเป๋เข้ามาตามสัญชาตญาณดิบที่สั่งให้เขาต้องคว่ำไทรซ์ลงให้ได้          ไทรซ์และอลันได้กลับมายืนประชันหน้ากันอีกครั้ง.. แต่ในครั้งนี้อย่าพูดถึงเรื่องต่อสู้เลย แค่ทั้งสองพยายามจะประคองตัวให้ยืนนิ่ง ๆ ได้ก็ถือว่ายากแล้ว          บรรยากาศเงียบกริบ ไม่มีเสียงโห่ร้องให้กำลังใจหรือคำพูดใด ๆ จากผู้เป็นสักขีพยาน ทุกคนต่างนิ่งเงียบด้วยความเคารพในตัวของทั้งคู่ ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในการต่อสู้ครั้งนี้ก็ถือว่าเหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง นี่คือการต่อสู้ที่สมศักด์ศรีที่สุดแล้วที่คนสองคนจะทำได้..          บรรยากาศโดยรอบยังคงไว้ซึ่งความเงียบงันไม่มีแม้แต่เสียงลมที่พัดผ่าน.. ทั้งคู่เดินเข้าหากันอย่างเชื่องช้าด้วยความอิดโรยโดยหวังจะตัดสินกันให้จงได้          ผู้ประลองทั้งสองต่างมาหยุดอยู่ตรงหน้าซึ่งกันและกัน ซึ่งความห่างนั้นหากวัดระยะจากสายตาแล้ว ก็ไม่น่าจะเกินหนึ่งเมตร          พึ่บ!..           แต่ยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไร.. พวกเขาทั้งคู่ก็เข่าอ่อนล้มฟุบลงพร้อมกันอีกครั้งโดยที่ยังไม่ได้มีการสัมผัสโดนตัวกันเลยแม้แต่น้อย ดวงตาของไทรซ์เหลือกกลับเป็นสีขาวก่อนวูบลง สลับกับอลันที่จากดวงตาสีขาวโพลนก็ได้สลับกลับมาเป็นแววตาปกติก่อนจะฟุบลงเช่นกัน          ทั้งคู่แน่นิ่งไปพักใหญ่จนเอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ที่สาม เดินเข้ามาและประกาศตัดสินให้ทั้งคู่เสมอกันไปในที่สุด..          ผู้ชมที่เป็นสักขีพยาน นิ่งเงียบกันไปชั่วขณะด้วยความทึ่ง ก่อนที่จะมีเสียงปรบมือดังขึ้นจากทั้งไบซ์ผู้เป็นน้องสาวของไทรซ์ และโจเซฟที่เป็นพี่ชายของอลัน          หลังจากนั้นทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็พากันปรบมือชื่นชมผู้ประลองทั้งสองคนอย่างกึกก้อง          และเมื่อเสียงปรบมือนิ่งสงบลง.. เซนต์ปอนด์ก็รีบเข้าไปดูอาการเพื่อหวังจะใช้พลังโนซิเซปเตอร์ของเขาช่วยชีวิตทั้งคู่ทันที..          “ไม่ต้องกังวลไปหรอกคุณนักบวชปอนด์ เรื่องนี้มันอยู่ในการดูแลของผม ผมจะจัดการเอง” ชายผู้คุมกฎของเหล่าออแกเนียนเผยยิ้มออกก่อนจะร่ายวาจาสิทธิ์ของเขา “ด้วยพลังแห่ง เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช ในส่วนของเงื่อนไขการประลอง ขอบันดาลให้ผู้เข้าร่วมการประลองทุกคนกลับมาอยู่ในสภาพแข็งแรงสมบูรณ์ ยกเว้น ไอนนนิ อัคคาพูลู” และเช่นเคย.. เมื่อร่ายเสร็จคำกล่าวจบก็พลันปรากฏแสงสีน้ำเงินสว่างวาบขึ้นทั่วบริเวณก่อนที่ทุกอย่างจะเป็นไปตามคำกล่าวทุกประการ               “โอย.. เกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย ทำไมต้นไม้มันถึงพังพินาศขนาดนี้ ฉันจำอะไรไม่ได้เลย ที่จำได้ล่าสุดคือพวกเรากำลังถอยออกมาตั้งหลักเพื่อที่จะสู้กับเจ้าแมลงนั่น..” อลันที่เพิ่งฟื้นจากอาการสาหัสเกาหัวแกรก ๆ ก่อนที่เขาจะตะโกนโพล่งขึ้นมาหลังจากที่นึกอะไรได้ “เอ้อ!! ใช่แล้วฉันจำได้แล้วฉันใช้เจ้านั่น!! ผลลัพธ์เป็นยังไงบ้างจัดการมันได้ไหม?”          “จัดการบ้าอะไรล่ะ! ไอ้พลังบ้าคลั่งของแกน่ะเกือบทำเอาเสียเรื่องไปหมด หลังจากแกปล่อยให้ขาควบคุมร่างกาย แกก็พุ่งเข้าโจมตีใส่ไทรซ์ทันที ส่วนไอ้แมลงนั่นน่ะถูกโค่นโดยผู้หญิงที่ชื่อฮาปิสคนนั้น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับแกเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วพวกต้นไม้ที่แกเห็นพังพินาศอยู่เนี่ยก็ฝือมือแกทั้งนั้นแหละ ไอ้น้องโง่เอ๊ย!!” โจเซฟได้ทีจึงสวดน้องชายเจ้าปัญหาไปชุดใหญ่          และเมื่อได้ทราบถึงสิ่งวุ่นวายที่ตนได้ก่อขึ้น ชายหัวเห็ดก็ถึงกับหน้าจ๋อยลงไปในทันตา “ฉัน.. ขอโทษ..” เขาเอ่ยเสียงอ่อย ๆ           “แกไปขอโทษเขาเถอะ!” ผู้เป็นพี่ชี้นิ้วไปยังไทรซ์          ก่อนที่ซีเชโญ่ผู้น้องจะเดินคอตกไปยังบอดี้การ์ดหนุ่มในทันที “ไทรซ์.. ฉัน.. ขอโทษ..” เขาพูดมันออกมาด้วยความสำนึกผิดอย่างจริงใจ          “ดูเหมือนนายจะจำอะไรไม่ได้เลยสินะ” ชายชาวดัตช์มองไปที่อลันด้วยสายตาอันเย็นเฉียบ “ไปฝึกพลังประหลาด ๆ นั่นของนายมาให้มันดี ๆ ก่อนแล้วค่อยมาวัดกันอีกครั้ง” เดอะบอร์ดี้การ์ดเอ่ยเสียงเรียบก่อนจะหันหลังให้และเดินจากไป          ซึ่งหลังจากที่ได้ยินไทรซ์พูดดังนั้น ชายหัวเห็ดจึงรีบกลับไปถามพี่ชายของเขาทันที “ระหว่างฉันกับไทรซ์ เกิดอะไรขึ้นเหรอ? อาการของเจ้านั่นดูแปลกไปมาก ๆ เลย”          “ก็หลังจากที่แกเปิดฉากโจมตีใส่ไทรซ์ไม่นาน แฮปิสก็จัดการเจ้าแมลงนั่นได้ แล้วไทรซ์ก็ขอคุณเวิร์ดปะลองกับแกอย่างเป็นทางการเพื่อหยุดอาการคลั่งของแกน่ะสิ” โจเซฟเล่าด้วยน้ำเสียงที่ดูจะเคือง ๆ อยู่ไม่น้อย          “แล้วผลออกมาเป็นยังไง?” อลันก้มหน้าก้มตาลงก่อนจะถามต่อ          ซึ่งคำถามนี้กลับทำให้ท่าทีของโจเซฟดูจะเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด อารมณ์ของเขาเย็นลงมากทีเดียวหลังจากอลันได้เอ่ยคำถามนั้น “เสมอกัน.. เป็นการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยมมาก” ผู้เป็นพี่ตอบพลางเอื้อมมือไปสำผัสที่ไหล่ของน้องชายย่างหนักแน่น          แต่อลันเองกลับไม่แสดงอาการใด ๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย ซึ่งผิดไปจากวิสัยโดยปกติของเขาเป็นอย่างมาก เพราะถ้าเป็นปกติเมื่อได้รู้ว่าฝีมือของตนเองสามารถเทียบเคียงกับเป้าหมายอันดับหนึ่งได้ เขาต้องดีใจจนกระโดดเป็นลิงโลดไปแล้ว แต่คราวนี้มันกลับต่างออกไป.. “ไม่ดีใจเหรอ?” โจเซฟก้มหน้าลงไปเพื่อยลใบหน้าของน้องชายที่กำลังก้มอยู่          “มันจะมีประโยชน์อะไรล่ะ? ฉันจำอะไรไม่ได้เลยสักนิด ถึงชนะไปมันก็ไม่รู้สึกถึงชัยชนะอยู่ดี.. จริงอย่างที่ไทรซ์บอก ฉันต้องฝึกให้มากกว่านี้แล้วกลับไปวัดผลกันใหม่โดยที่สติสัมปชัญญะของฉันต้องอยู่ครบถ้วน!” อลันพูดออกมาด้วยสายตาที่มุ่งมั่นอันเป็นเอกลักษณ์ของเขา          ณ ขณะเดียวกันในอีกฝั่งหนึ่ง..          “ทำไมถึงละเว้นไอนนนิไว้ล่ะครับ? เขาแค่ถูกไอ้ดันทัวร์ควบคุมแค่นั้นเอง หมอนั่นดูไม่ใช่คนเลวอะไรเลยนะครับ” เกษมเอ่ยถามคุณเวิร์ด          “ผมจะทำให้เขากลับมาแน่ แต่ต้องหลังจากที่จัดการเรื่องทุกอย่างก่อนให้เรียบร้อยก่อน เพราะตอนนี้เขายังคงมีพันธะเขี้ยวของดันทัวร์ติดตัวอยู่” ชายมาดเนี้ยบในชุดทักสิโด้ให้เหตุผล          “แต่คุณเวิร์ดก็ยังคงช่วยมีสท์ให้ฟื้นกลับคืนมายังไม่ได้สินะครับ?..” เกษมพยายามพูดเป็นนัยเกี่ยวกับความหวังในการชุบชีวิตเพื่อนของเขา          “อืม.. คุณเข้าใจถูกแล้ว.. คุณม่านหมอกเธอได้เสียชีวิตก่อนการประลองจะเริ่มต้นขึ้น ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้เงื่อนไขเดียวกันในการช่วยเหลือได้ ส่วนผู้ที่เป็นคนลงมือฆ่าผมจะยกความผิดทั้งหมดให้กับดันทัวร์เช่นกัน เพราะเขาเป็นผู้บงการเรื่องชั่วร้ายนี้ทั้งหมด ทางฝั่งคุณโสตินทรีย์ผมจะพาเขากลับมาพร้อมกับคุณไอนนนิ อัคคาพูลู หลังจากจัดการเรื่องของดันทัวร์เสร็จเรียบร้อยแล้ว” เอ็ดเวิร์ดอธิบาย          “นี่ก็ดึกมากแล้ว ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนเถอะ ส่วนเรื่องการสอบผมจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง” ผู้อำนวยการมหาวิทยลัยแนะด้วยน้ำเสียงสุขุมที่แผ่เข้าไปในโสตประสาทของนักศึกษาทุกคน          และหลังจากนั้นเหล่าออแกเนียนรุ่นใหม่ที่เพิ่งกรำศึกหนักมาด้วยกัน ต่างก็พากันแยกย้ายไปพักผ่อนตามคำแนะนำ           เว้นแต่เพียงกลุ่มของเกษมที่เริ่มคบกันมาตั้งแต่แรก ๆ .. ทุกคนก้มหน้าก้มตาเดินไปยังที่ที่เดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย          และเป็นอีกครั้งที่บรรยากาศช่างเงียบสงัด.. มีเพียงเสียงสะอื้นอันสุดจะกลั้นของซีรินญ่าเท่านั้นที่พอจะมีให้ได้ยิน          พวกเขานั่งคุกเข่าลงข้าง ๆ ร่างอันไร้วิญญาณของมีสท์ ก่อนที่เกษมจะเริ่มใช้มือเปล่า ๆ ขุดดินอย่างช้า ๆ ด้วยใบหน้านิ่งเรียบแต่ทว่าขอบตาของเขากลับแดงก่ำ..          เมื่อเห็นดังนั้นทุกคนจึงเริ่มช่วยกันขุดจนได้หลุมขนาดพอเหมาะ.. และเหล่าเพื่อน ๆ ก็ได้ช่วยกันพยุงร่างที่เย็นชืดส่งลงไปไว้ในหลุมก่อนจะกลบอย่างประณีต          “ไม่ต้องร้องไห้อีกต่อไปแล้วนะ..” เกษมพูดพลางค่อย ๆ ถอดแว่นตาของเขาออกพลางนำมันไปวางไว้บนหลุมศพ          จากนั้นชายผู้มีดวงตาสองสีอันเป็นเอกลักษณ์ก็ได้นั่งใช้มือกุมเข่า และเซื่องซึมอยู่อย่างนั้นจวบจนฟ้าสางก่อนที่จะเผลอหลับไปพร้อมกับความเงียบงันพร้อมกับเพื่อน ๆ ..“เถลิงชัย แต่สูญไป ด้วยเพื่อนรักคนหนึ่งหัก คนหนึ่งสิ้น ถวิลสองชัยชนะ หามิได้ สมใจปองอันเพื่อนผอง สำคัญยิ่ง กว่าสิ่งใด”

    คล้ายกับเรื่องThe Organian ที่คุณอ่าน