ฉันกับคิริวเราสบสายตากันนิ่ง ฉันกำมือแน่นด้วยความโกรธ คิริวยังคงยืนกักขังฉันไว้ในอ้อมแขนแข็งแรง โดยที่ฉันหันไปเผชิญหน้ากับเขา ระยะห่างระหว่างเราน้อยนิดชนิดรับรู้ถึงลมหายใจของคิริวที่กำลังโดนหน้าผากฉันผะแ่
”อย่ามาทำอวดดี” เสียงเข้มต่ำติดจะหงุดหงิดพูดขึ้น ฉันเงยหน้าไปมองเขาอย่างไม่เกรงกลัวเพราะตอนนี้ฉันก็โมโหเขาเหมือนกัน
“ฉันไม่ได้อวดดี นายนั่นแหละคิริว ทำไมถึงทำทุเรศๆกับฉันคอยหาเื่ฉันตลอด ฉันไปทำอะไรให้“
“...” คิริวไม่ตอบอะไรแต่กลับจ้องหน้าฉันส่งสายตาดุดันทำเหมือนว่าฉันไม่ได้ถามอะไรเขาออกไป
”ฉันถามว่า..อื้อ!” คิริวก้มหน้าลงมาประกลบริมฝีปากฉันทันที มือใหญ่จับท้ายทอยฉันแน่นส่วนแขนแข็งแรงก็โอบกอดรอบเอวฉันแล้วดึงเข้าไปใกล้เขามากกว่าเดิม
ลิ้นหนาดุนดันเข้ามาในโพรงปากของฉันแล้วดูดดึงหยอกเย้าลิ้นของฉันอย่าช่ำชอง คิริวเอียงหน้าเล้กน้อยเพื่อจูบฉันได้ถนัดขึ้น ลิ้นของเราพัวพันดูดดึงกันไปมาจนฉันหายใจแทบไม่ทัน มือใหญ่ข้างที่โอบกอดฉันอยู่เปลี่ยนมาสอดเข้าไปในเสื้อกล้ามสีขาวข้างในเสื้อคลุมของฉันขึ้นมาจนถึงหน้าอกแล้วกอบกุมบีบเค้น นิ้วยาวก็สะกิดยอดอกที่แข็งเป็ไตจนฉันต้องครางออกมาเบาๆ มือของฉันที่พยายามจะทุบไหล่กว้างกลับต้องจับยึดไหล่ทั้งสองข้างของเขาไว้แน่นแทน ทำไมคิริวถึงทำแบบนี้กับฉันด้วย ถึงฉันอยากจะผลักเขาออกไปให้พ้นแค่ไหนก็ทำไม่ได้อยู่ดี
”กลิ่นต้มยำกุ้งเว้ยพวกมึง!” เสียงะโเสียงดังของเลย์ที่ใกล้เข้ามาเรื่อยทำให้เรียกสติฉันกลับมาอีกครั้ง
“อื้อ อื้อ!” ฉันทุบไหล่กว้างของคิริวหลายครั้ง เขาขมวดคิ้วมุ่นอย่างขัดใจแล้วยอมหยุดทุกการกระทำถอนริมฝีปากออก ฉันรีบหันหลังกลับไปคนต้มยำในหม้อต่ออย่างรวดเร็ว ใจเต้นตึกตักรัวเร็วไม่เป็จังหวะ คิริวขยับตัวห่างออกไปเล็กน้อยแล้วทำเป็ยืนถือแก้วเหล้าพิงตู้เย็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ต้มยำเสร็จยัง ทำไมมันนานจังวะ” เลย์ที่เดินเข้ามาในครัวยืนมองหม้อต้มยำข้างๆฉัน ฉันเลยหันไปบอกเขาพยายามทำตัวให้ปกติที่สุดทั้งๆที่ในใจนี่เต้นไม่เป็ส่ำ
”เสร็จแล้ว พวกนายตักไปกินได้เลย” ฉันปิดเตาแก๊สแล้วหันหลังเดินไปทางห้องโถงใหญ่ไม่ได้สนใจสีหน้างงๆของเลย์เท่าไรแต่ก็สวนกับเติ้ลและไทม์ที่กำลังเดินไปทางครัวพอดี
“เธอจะไม่กินด้วยกันเหรอ” เติ้ลหันมาถาม ฉันเลยส่ายหน้าแทนคำตอบ
”แล้วนั่นจะไปไหนน่ะ”ไทม์ทักขึ้นเมื่อเห็นว่าฉันเปลี่ยนใจเดินไปทางหน้าบ้านแทน
”อยากหาที่เงียบๆอยู่สักพัก”
“เป็อะไรหรือเปล่า“ ไทม์ถามขึ้นด้วยสีหน้าสงสัยไม่ต่างจากเติ้ลที่มองหน้าฉันเช่นกัน
”เปล่า ไม่ได้เป็อะไร”
“มีสวนเล็กๆหลังบ้านน่ะ เธอไปนั่งเล่นได้นะ” ไทม์พูดขึ้นแล้วเดินไปในห้องครัวพร้อมกับเติ้ลทันที ไปหาที่นั่งสงบจิตสงบใจเงียบๆหน่อยก็ดีเหมือนกัน
“เฮ้อ” ฉันเดินมาทางหลังบ้านตามที่ไทม์เ้าของบ้านบอกก็เจอกับศาลาใหญ่สีขาวทรงวินเทจน่ารักๆ ไฟตามทางเดินทำให้ที่สวนดูไม่มืดมากเหมาะกับก่อนพักผ่อนจริงๆนั่นแหล่ะ
ฉันเข้าไปนั่งเก้าอี้ภายในศาลาวินเทจสีขาวแล้วเงยหน้ามองดาวบนท้องฟ้าถึงจะเห็นไม่เยอะแต่ก็มีอยู่บ้าง มันก็สวยดีน่ะนะถึงจะน้อยก็เถอะ
สักพักฉันก็ได้กลิ่นบุหรี่เลยหันไปมองตามทางด้านหลัง เห็นคิริวยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างล่างศาลา เขากำลังมองฉันอยู่ก่อนแล้วเราเลยสบสายตากันแต่ฉันก็รีบหันหน้าหนีเขากลับไปมองดาวบนท้องฟ้าตามเดิม
“มานั่งทำไมตรงนี้” เสียงเข้มต่ำที่ยืนอยู่ข้างล่างศาลาวินเทจถามขึ้น
”เื่ของฉัน” ฉันตอบโดยที่ยังมองดาวบนท้องฟ้าอยู่อย่างนั้น ไม่อยากเห็นหน้าคิริวเลยให้ตายเหอะ!
“หึ ปากดี” ฉันหันไปมองคิริวสายตาขุ่นเคือง
”ถ้านายจะตามมาเพื่อว่าฉันก็กลับไปซะ..”
“ไปกินข้าว” คิริวไม่สนใจที่ฉันพูดแล้วพูดแทรกขึ้นมาทันที เขาเงยหน้าขึ้นไปมองดาวบนท้องฟ้าแล้วพ่นควันบุหรี่ขึ้นไปจนควันสีขาวลอยฟุ้ง้า แล้วเขาก็หันกลับมามองที่ฉันใหม่ ฉันถอนหายใจออกมาเบาๆแล้วหันหน้าหนีคิริวไปมองอีกทาง
“เดี๋ยวไป”
“มา”เสียงเข้มกดต่ำจนดูเหมือนกำลังบังคับ ฉันมองคิริวอย่างหงุดหงิดแต่พอสายตาของเราสบกันพอดีถึงรับรู้ว่าคิริวกำลังเริ่มโมโห ฉันไม่อยากมีปัญหามากเื่มากราวจึงลุกขึ้นแล้วเดินไปที่ห้องครัวโดยที่คิริวเดินตามมาไม่ห่าง