ตอนที่ 9 มิตรภาพ (2)
ในความเป็จริง เสี่ยวจือจือพบเจอกับผู้คนน้อยมาก ทันทีที่เธอมองเห็นใต้ตาดำคล้ำของคุณครูหลี่ คิดเพียงแค่ว่าเหมือนกับหมีแพนด้าที่เธอเคยเจอครั้งหนึ่งในป่าไผ่ เสียดายที่เธอและเอ้อร์หู่ไล่ตามอยู่นานก็ไม่สามารถตามทัน เ้าหมีตัวนั้นวิ่งเร็วเกินไปแล้ว
วันนี้เด็กๆ แทบทุกคนล้วนมาโรงเรียนด้วยจิตใจที่กระตือรือร้นอย่างมาก เพราะขนมที่แจกในวันแรก ั้แ่วินาทีแรกที่เสี่ยวจือจือถูกคุณครูอุ้มเข้ามา กระเป๋าของเธอก็ถูกจับจ้องอย่างใจจดใจจ่อในทันที
วันนี้เสี่ยวจือจือถูกคุณพ่อปลุกั้แ่เช้า เอะอะโวยวายไม่อยากมาโรงเรียนอยู่นาน ในเวลานี้จึงผล็อยหลับฟุบลงบนโต๊ะไปแล้ว
หนึ่งคาบเรียนผ่านไป หวังซานผิง เ้าหนูน้อยอ้วนจ้ำม่ำทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว เขาอ้วนที่สุด มีอำนาจมากที่สุด เด็กคนอื่นๆ ในห้องต่างเชื่อฟังเขา เขาอาศัย่เวลาที่เสี่ยวจือจือนอนหลับทำตัวไม่ดีลับหลัง ขโมยกระเป๋าเป๋ของเธอออกมา
เด็กกลุ่มหนึ่งตื่นเต้นดีใจเป็อย่างมาก เดินตามซานผิงไปยังอีกมุมของห้องเรียน
“ชู่ววว เงียบหน่อย พ่อฉันบอกว่าห้ามแกล้งยายนั่น” ซานผิงล้วงมือลงไปในกระเป๋าก่อนคนแรก ใบหน้าเด็กอ้วนยกยิ้มร่า
“ลูกอมเคี้ยวหนึบ วันนี้เป็ลูกอมเคี้ยวหนึบละ ฉันจับเจอแท่งใหญ่เลย”
หวังชุ่ยชุ่ยเอ่ยขออย่างตื่นเต้น “ลูกพี่ซานผิง ฉันขอล้วงดูบ้างสิ”
เด็กคนอื่นๆ ก็อดใจไม่ไหวที่อยากจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าบ้าง แน่นอนว่าสิ่งที่คลำเจอก็คือก้อนนุ่มๆ ก้อนหนึ่ง
“เยลลี่แท่งต่างหาก ไม่ใช่ลูกอมเคี้ยวหนึบสักหน่อย!” หวังชุ่ยชุ่ยเถียงอย่างหนักแน่น
“ลูกอมเคี้ยวหนึบ อร่อย ติดฟัน อร่อยมาก หวานมาก” หลี่เซี่ยงเฉียนรูปร่างผอมดำเบียดขึ้นมาในวงไม่ได้ เขาะโอยู่วงนอกด้วยความตื่นเต้นไปมา
หวังซานผิงกำกระเป๋าและถือสิทธิ์ในการเป็ผู้เริ่มไว้ตลอดเวลา เขารวบกระเป๋ามาอุ้มพร้อมลุกกายยืนขึ้น ใช้แรงเขย่าเทออกมา พร้อมพูดอย่างมีอำนาจ “ฉันแบ่งเอง”
เมื่อเห็นว่าเขาเทกระเป๋าอยู่สักพัก ก็มีงูสามเหลี่ยมตัวยาวผิวขรุขระร่วงลงมา งูตัวนั้นเมื่อหล่นลงมาแล้วก็ยกศีรษะสูงขึ้น มองคนตรงหน้าอย่างงงงัน...
“เหวอ แม่ครับ แม่อยู่ไหน!!”
ทันใดนั้นเด็กทุกคนก็ส่งเสียงหวีดร้องแหลม เด็กที่เมื่อกี้จับโดนลูกอมเคี้ยวหนึบเหวี่ยงสะบัดมืออย่างสติแตก...
เสี่ยวจือจือถูกปลุกด้วยเสียงร้องไห้เอะอะโวยวาย จึงลุกยืนขึ้นอย่างสะลึมสะลือด้วยความหงุดหงิด มองไปยังเสี่ยวฮวาที่เลื้อยขึ้นบนเท้าของเธอ จึงหยิบมันขึ้นมา ใส่กลับเข้าไปในกระเป๋าและะโขึ้น “หนวกหูชะมัด อย่าร้อง”
ทั่วทั้งห้องเรียนราวกับถูกกดปุ่มหยุดเอาไว้ ทุกเสียงที่เคยดังสนั่นเงียบลงในทันที
หลี่โหย่วเหมยที่ได้ยินเสียงจึงเดินเข้ามา ถามขึ้นด้วยความสงสัย “เกิดอะไรขึ้นเหรอจ๊ะ”
เมื่อสายตาไปสบเข้ากับกระเป๋านักเรียนใบใหม่ที่วางอยู่ หลี่โหย่วเหมยก็โกรธจัดทันที “เมื่อกี้ครูบอกแล้วใช่ไหมว่าห้ามแกล้งเพื่อนใหม่ ขืนพวกเธอไม่ยอมเชื่อฟังกันแบบนี้ เดี๋ยวได้ไปยืนสำนึกผิดที่กำแพงเลยนะ”
ทันทีที่พูดจบ ก็เห็นเหล่าเด็กดื้อกลุ่มนั้นรีบวิ่งออกจากห้องเรียนไปยืนตัวตรงนิ่งที่กำแพงอย่างรวดเร็ว
หลี่โหย่วเหมย “...”
เธอไม่เห็นงู เห็นเพียงเสี่ยวจือจือที่ยืนตาแดงอยู่คนเดียวในห้องเรียนก็ปวดใจอย่างมาก (อันที่จริงเสี่ยวจือจือก็แค่เพิ่งถูกกวนจนตื่น แถมยังสับสนงุนงง...)
หลี่โหย่วเหมยจูงมือเสี่ยวจือจือออกมายังสนาม ก่อนจะพูดขึ้นกับเด็กๆ ที่เรียงแถวกันข้างกำแพง “ทุกคนต่างก็เป็เพื่อนกัน ต้องเป็มิตรต่อกัน มาค่ะ พวกเรามาจับมือกับจือจือทีละคน หลังจากนี้จะได้เป็เพื่อนที่ดีต่อกัน ดีไหมคะ”
ทันทีที่หลี่โหย่วเหมยพูดจบ เด็กน้อยทั้งหมดก็หดตัวเข้าหากำแพง ขาของหวังซานผิงสั่นเทา ใต้เท้าของเขาค่อยๆ เปียกเป็วงออกมา
เมื่อเห็นภาพของเพื่อนร่วมห้องร่วมสถาบันที่เรียงแถวกัน จู่ๆ เสี่ยวจือจือก็รู้สึกว่าการมาโรงเรียนก็น่าสนใจไม่น้อยทีเดียว เพื่อนๆ พวกนี้น่ารักเหมือนกับแมงป่องที่เธอเคยจับเรียงแถวเลย เสียดายก็แค่ต่อมาแมงป่องพวกนั้นก็ถูกเธอเล่นจนเละเทะไปหมด!
“คุณครูขา หนูจะเป็เพื่อนที่ดีกับพวกเขาแน่นอนค่ะ” เสี่ยวจือจือเงยหน้าขึ้นพูดกับคุณครูอย่างจริงจัง
หลี่โหย่วเหมยรู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นอีกครั้ง ช่างเป็เด็กที่ฉลาดซะจริงๆ แม้ว่าจะถูกรังแกก็ไม่เ้าคิดเ้าแค้นอะไร
เสี่ยวจือจือเดินขึ้นหน้าไปด้วยตัวเอง ยื่นมือออกไป จับกับเพื่อนๆ ที่ดวงตายังคลอไปด้วยน้ำตาและสูดน้ำมูกที่ไหลเยิ้ม แต่ก็ไม่มีใครปฏิเสธเธอ ต่างยื่นมือออกไปจับแต่โดยดี
มือเล็กๆ ที่ประสานกัน...มิตรภาพอันบริสุทธิ์ระหว่างเหล่าเด็กน้อย ช่างงดงามเสียจริง! หลี่โหย่วเหมยหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากกระเป๋าเสื้อและซับไปที่หางตา พร้อมสั่งน้ำมูกอย่างแรง