D.W.O. 7 การ์ดราชันย์ครองพิภพ

    ความฝันหลังบานกระจก

             

             

            ตอนที่ 2.5

            ความฝันหลังบานกระจก

             

             

             

             

             

            ฉันชอบมองฝูงปลาว่ายไปมา...

             

            ฉันชอบมองพวกมันที่ขยับตัวไปในที่ต่างๆที่มีน้ำไปถึง และเวลาที่มันว่ายไปแถวกระจกซึ่งเป็นขอบเขตสุดท้ายที่มันจะเคลื่อนตัวไปได้ฉันเกิดความสงสัย…

            ปลาพวกนี้มันคิดอะไรบ้างไหมนะ...

            มันจะมองเห็นพวกเราที่ยืนอยู่หน้าตู้กระจกแล้วคิดว่าเราเป็นตัวอะไรกันนะ

            ฉันอยากรู้จริงๆว่าพวกมันคิดยังไง

            ถ้าเป็นสมัยก่อนเรื่องที่ฉันคิดน่าจะเป็นเรื่องเพ้อฝันสมัยนั้นเราไม่สามารถรู้ได้ว่าผู้คนคิดอะไรกันบ้างแต่ด้วยวิทยาการที่ก้าวกระโดดในตอนนี้ทำเรื่องที่ว่าเป็นจริง...เราสามารถรู้ความคิดหรือความฝันของผู้อื่นได้หลากหลายวิธี

            อควอเรียมในเช้าวันธรรมดาแทบจะไม่มีผู้คนจะมีบ้างก็เป็นกลุ่มไปเลย พวกนักเรียนที่มาทัศนศึกษากันเป็นกลุ่ม...เด็กพวกนั้นดูมีความสุข

            พวกเด็กๆดูจะตื่นเต้นกับภาพของสารพัดสัตว์ใต้น้ำ ฉันมองดูแล้วนึกถึงสมัยก่อน สมัยเด็กพ่อกับแม่จะพาฉันกับพี่ชายมาที่นี่บ่อยๆพวกเราชอบที่นี่มาก จะต้องร้องอ้อนพ่อแม่ให้พามาเป็นประจำมุมโปรดของพวกเราก็น่าจะเหมือนกับคนอื่นๆ

            ตู้กระจกขนาดใหญ่ยักษ์ที่อยู่ด้านในสุดของอควอเรียมนี้...

            สองมือของฉันโอบประคองช่อดอกกุหลาบสีขาวอย่างทะนุทนอมกลิ่นหอมที่ลอยออกมาทำให้ฉันก้มลงสูดดมกลิ่นหอมที่เป็นสิ่งชื่นชอบของคนที่ฉันกำลังจะไปพบกลิ่นจางติดอยู่ที่ปลายจมูก มันทำให้ภาพเก่าๆมากมายหลั่งไหลเข้ามาในห้วงความคิดที่ฉันรู้สึกว่ากำลังล่องลอย

            ภาพของฉันที่สะท้อนอยู่ในกระจกยืนยันการคงอยู่ของตัวเองชุดวันพีชสีขาวที่สวมอยู่เริ่มสั้นไปเสียหน่อย...น่าจะเป็นเพราะปีนี้ฉันสูงขึ้นอีกหลายเซนติเมตร

            วันนี้ฉันมัดรวบผมยาวๆไว้ที่ด้านหลัง มันดูดีนะสำหรับฉัน...

            แสงไฟจากหลอดฟลูออเรสเซนท์ที่อยู่ด้านอกตู้กระจกใหญ่ยักษ์ต่างจากหลอดไฟที่ใช้เหนือผิวน้ำนั่นหลอดไฟที่ใช้สำหรับอวคอเรียมที่ต้องการให้พืชพันธุ์หรือสิ่งมีชีวิตสามารถรับแสงนั้นไปร่วมในการสังเคราะห์แสงได้นั้นจะต้องเป็นพวกที่เรียกว่าเมทัลแฮไลน์...แสงที่คล้ายกับแสงอาทิตย์

            ความเข้มของแสงอะไรเท่าไรนั้นฉันจำไม่ค่อยได้รู้แต่ว่าความเข้มแสงของดวงไฟที่จะให้ส่องผ่านน้ำทะเลจะเข้มกว่าดวงไฟที่ใช้สำหรับน้ำจืด...

            ฉลามกำลังว่ายไปมาในตู้ขนาดใหญ่ที่ฉันทอดสายตามองมันเคลื่อนตัวด้วยการขยับส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่มากนัก ดวงตานิ่งๆของมันทำให้ฉันไม่รู้ว่ามันกำลังคิดอะไรอยู่แต่อย่างหนึ่งที่ฉันคิดว่ารู้ก็คือถ้ามันไม่ได้เกิดในตู้กระจกมันน่าจะกำลังคิดถึงท้องทะเลกว้างอยู่แน่ๆ

            ปลาหมอทะเลขนาดใหญ่ว่ายไปมาขนาดตัวของมันที่ฉันเห็นในตู้ในหนี้มีตั้งแต่สองเมตรจนกระทั่งสี่เมตร พวกมันค่อยๆว่ายวนไปมาในตู้ใบนี้ตู้ที่ด้านล่างมีโขดหินและทรายที่จัดเรียงไว้โดยมนุษย์อย่างเราๆ ฉันว่ามันน่าจะมีไว้หลอกปลาพวกนี้ว่ามันยังอยู่ในบ้านนะแล้วอีกทางก็หลอกพวกเราที่เป็นมนุษย์ว่าพวกปลาที่ถูกจับขังไว้นี่มันมีความสุขดีอยู่แล้ว

            อย่างที่ว่าไปแล้วฉันไม่รู้ความคิดของปลาก็เลยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วการที่ไม่ต้องหาอาหารเองเพียงแค่ว่ายไปมาในตู้ใบนี้แล้วรอเวลาเดี๋ยวก็มีคนนำอาหารมาให้เจ้าปลาพวกนี้มันพอใจไหมมันอาจจะพอใจ...หรืออาจจะไม่ก็ได้แต่ที่แน่นอนที่สุดน่าจะต้องบอกว่ามันมีชะตากรรมต่างกับพวกที่ร่วมสายพันธุ์กับมันมากเอาการมันน่าจะเป็นสัตว์น้ำจำนวนน้อยมากที่จะได้ประสบการณ์แบบนี้

            เจ้าพวกนี้น่าจะเป็นเหมือนพี่ชายของฉันที่ได้พบกับเรื่องราวต่างๆที่น้อยคนนักจะได้พบ...ไม่ว่าเรื่องดีหรือไม่ดี

             

            ฉันพลิกข้อมือขึ้นมาดูเวลานาฬิกาเรือนสีเงินกลมๆ บอกกับฉันว่าเป็นเวลาสิบเอ็ดโมงเช้า วันนี้ฉันไม่ไปเรียนหนึ่งวันเพราะมันเป็นวันสำคัญ...วันนี้เป็นวันเกิดของพี่ชายฝาแฝดที่ฉันรักมากที่สุด

            ฉันมองไปในตู้ปลาใบใหญ่ตรงหน้าอีกครั้งฉัน...ยิ้ม... หลังจากนั้นรอยยิ้มที่ว่าก็ค่อยๆ เลื่อนเลยแล้วจางหายไปในเวลาไม่ช้าสองขาพาฉันเดินออกมานอกพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ แสงแดดอ่อนๆวันนี้ทำให้บรรยากาศรอบตัวดูสบายๆ แต่ไม่รู้ว่าทำไม...ฉันจึงรู้สึกว่าเหงา

            หากเป็นหลายปีก่อนซากุระคงไม่บานในเดือนนี้แต่เมื่อโลกกลมๆ ใบนี้เกิดเปลี่ยนแปลงดอกไม้ก็เปลี่ยนไป ดอกซากุระค่อยๆบานไล่มาตั้งแต่จังหวัดทางใต้เรื่อยไปจนถึงจังหวัดทางเหนือเส้นทางที่ฉันใช้เดินผ่านไปยังจุดหมายจะต้องผ่านลำน้ำที่มีซากุระสีชมพูดบานสะพรั่งเสียงเพลง เสียงหัวเราะและหนุ่มสาวที่พากันมาชมความงามจากธรรมชาติพลิ้วแผ่วมาตามสายลมฉันหันมองพวกเขาแล้วอยากจะหัวเราะเสียงดังแบบพวกเขาบ้างหัวเราะให้ดังลั่นเหมือนทุกๆ ปีที่ครอบครัวเรามาชมซากุระแต่ปีนี้เสียงหัวเราะที่ว่าจางหายไปจากบ้านของเรา

            ฉันใช้ชีวิตอยู่ในคอนโดมิเนียมในชั้นสามสิบสองเกียวโตในตอนนี้เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยผู้คนไม่ต่างจากโตเกียวศิลปะอันงดงามยังคงอยู่เช่นในอดีตที่ครูสอนเด็กนักเรียนแต่ฉันไม่รู้ว่าจิตใจของคนนั้นเปลี่ยนไปจากยุคที่ว่านั้นแค่ไหนไม่รู้ว่าในตอนนี้ความงดงามจะเยียวยาดวงใจของผู้คนที่ต้องดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตรอดได้มากน้อยเพียงใด

            เสียงส้นรองเท้าสีขาวของฉันกระทบพื้นเบาๆเมื่อเดินบนทางเท้าทางด้านขวามือของฉันเป็นคลองน้ำที่ใสสะอาดด้วยการร่วมใจพัฒนาประเทศอย่างจริงจังเมื่อสองสามปีก่อนนำใสไหลเอื่อยๆ มองเห็นตัวปลาได้ในบางครั้ง เสียงเมื่อสายน้ำไหลทำให้ใจฉันสงบลงทุกครั้งมันเป็นเหมือนการเตรียมตัวสำหรับฉันเตรียมตัวที่จะต้องเห็นภาพที่จะทรมานใจฉันไปตราบนานเท่านาน...ตราบเท่าที่ดวงตาของฉันยังจ้องมองไปยังดวงตาที่ปิดสนิท

            ฉันเดินตามทางเท้าที่วางตัวอยู่ริมถนนใหญ่พื้นซีเมนต์ทอดยาวพาฉันมาจนกระทั่งถึงสี่แยก สัญญาณไฟให้คนข้ามยังคงเป็นสีแดงคนที่ไม่รู้จักกันกำลังยืนรวมกลุ่มกันเพื่อรอสัญญาณสัญญาณที่จะบอกว่าพวกเขาจะข้ามถนนเส้นนี้ไปอย่างปลอดภัย...พวกเขากำลังรอไฟจราจรสีเขียวเช่นเดียวกันฉัน

            ช่วงเวลาที่เรารอคอยอะไรบางอย่างมักจะเฉื่อยช้าบางครั้งการรอคอยของฉันในหลายๆ อย่างก็เป็นเหมือนกับว่ามันจะเป็นเวลาที่เข้าใกล้กับคำว่านิรันดร์ลมหายใจที่เกิดจากปอดของเราแปลงออกซิเจนให้กลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ยังคงจังหวะของมันเช่นเดิมหัวใจของฉันก็สูบฉีดเลือดด้วยห้องทั้งสี่เหมือนเคย...ฉันยังสามารถก้าวเดินต่อไป

            สัญญาณไฟเปลี่ยนเป็นสีเขียวตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ฉันรู้สึกตัวก็เพราะผู้ชายคนหนึ่งเดินชนฉันที่ยืนนิ่งอยู่กับที่ถึงสัญญาณไฟจะเป็นสีเขียวฉันก็ไม่เคยอยากจะก้าวข้ามถนนตรงนี้เลยสักครั้งฉันเห็นภาพเก่าๆ ซ้ำซ้อนไปมาเหมือนกับเครื่องฉายภาพยนตร์เล่นภาพเดิมซ้ำไปมา

            ฉันมองเห็นภาพของพี่ทากะเดินล้วงกระเป๋าทำหน้ายิ้มแย้มอย่างเคยที่ถนนฝั่งตรงข้ามวันนั้นเป็นวันศุกร์สุดสัปดาห์พวกเราสองคนกำลังจะไปงานแต่งงานของญาติสนิทที่โรงแรมใกล้ๆ ฉันมาพร้อมกับพ่อและแม่ส่วนพี่ทากะนั้นไปหามาซามิก่อนในตอนเช้าและนัดพบกับฉันในช่วงเย็น

            มาซามิอ่อนกว่าฉันและพี่ทากะสองปีเธอเป็นผู้หญิงสวย เรียบร้อย เรียนเก่ง และรักพี่ชายของฉันมากและทุกวันนี้เธอก็ยังมาหาพี่ทากะทุกวันถึงแม้เขาจะไม่เคยพูดกับเธออีกก็ตาม

            ตอนนั้นพี่ทากะรอสัญญาณไฟเพื่อจะข้ามมาที่ฉันยืนรออยู่ข้างเขามีเด็กหญิงตัวเล็กสะพายกระเป๋านักเรียนใบใหญ่ยืนอยู่ข้างๆ ฉันเห็นว่าพี่ทากะหันไปยิ้มกับเด็กคนนั้นเขาเป็นผู้ชายที่รักเด็กมาก รักจริงๆ ไม่เสแสร้งอะไรแม้แต่น้อย

            สัญญาณไฟสำหรับคนข้ามเปลี่ยนเป็นสีเขียวเด็กหญิงผมเปียคนนั้นเดินออกมาก่อนพี่ทากะเสียอีก แต่บางอย่างก็เริ่มขึ้นฉันไม่คิดว่าเรื่องที่เคยดูในหนังหรือละครมันจะเกิดขึ้นกับคนปกติจริงๆรถยนต์คันหนึ่งแล่นฝ่าไฟแดงพุ่งตรงเข้ามาพี่ทากะมองเห็นรถคันนั้นอย่างชัดเจนเมื่อเสียงล้อยางเบรกกับถนนดังขึ้น

            คนขับรถคันนั้นเบรกเพราะเด็กหญิงตัวน้อยนั่นขวางอยู่ข้างหน้า...

            เวลาช่วงนั้นไม่น่าจะเกินสองหรือสามวินาทีแต่ไม่รู้เพราะอะไรสำหรับฉันมันยาวนานราวกับว่าเวลาจะหยุดนิ่งพี่ทากะพุ่งตัวออกมาเพื่อจะดึงเด็กคนนั้นกลับไปฉันคิดว่าเขาไม่ได้ตั้งใจจะเป็นแบบในภาพยนตร์ไม่ได้คิดจะเป็นพระเอกที่ยอมสละตัวเองเพื่อช่วยเด็กฉันคิดว่าพี่ทากะคิดว่าสามารถช่วยเด็กคนนั้นได้โดยตัวเขาไม่เป็นอะไร

            แต่เขาถูกเพียงครึ่งเดียว...

            รถที่เบรกไม่อยู่นั้นเบี่ยงมาทางที่พี่ชายของฉันยืนอยู่เด็กผู้หญิงคนนั้นถูกแรงเหวี่ยงของแขนอันแข็งแรงดึงอย่างแรงจนลอยไปอยู่บนทางเท้าแล้วในตอนนั้นมีเพียงเขาที่อยู่บนถนนด้วยความเร็วและแรงเฉื่อยของรถสีดำที่พุ่งเข้าใส่ทำให้ร่างของพี่ทากะลอยไปไกลหลายเมตรและเมื่อร่างของเขาตกลงสู้พื้นส่วนหัวก็กระแทกเข้ากับพื้นถนนที่ทั้งแข็งและมีมวลหนาแน่น

            ยังนับว่าเป็นโชคดีที่มีอยู่บ้างในความโชคร้ายรถคันนั้นหลุดลงได้ก่อนที่จะพุ่งเข้าไปทับร่างของพี่ทากะที่นอนนิ่งอยู่เสียงหวีดร้องดังระงม ทุกสายตามมองไปยังร่างแน่นิ่งของพี่ชายฉันตัวฉันเองทำอะไรไม่ถูก ฉันยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่รู้ว่านานเท่าไรแต่เมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่พยายามวิ่งเข้าไปหาร่างพี่ชายของตัวเองที่นอนแน่นิ่งแต่ถูกแขนของตำรวจกั้นเอาไว้

            ในตอนนั้นฉันตะโกนเรียกชื่อของเขาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งไม่รู้ว้าฉันตะโกนเรียกดังสักแค่ไหน แต่ไม่ว่าจะนานแค่ไหนไม่ว่าจะดังสักเท่าไร...พี่ทากะก็ไม่ตอบรับเสียงเรียกของฉันแม้แต่น้อย

            ไม่นานนักฉันและพี่ทากกะก็ถูกพามาที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดการผ่าตัดกินเวลาเป็นชั่วโมง แต่สุดท้ายเมื่อหมออกมาจากห้องผ่าตัดคำพูดที่ครอบครัวเราได้รับเหมือนกับทำร้ายจิตใจพร้อมกับให้ความหวัง

             

            “สมองของคนไข้กระทบกระเทือนอย่างแรงส่วนอวัยวะภายในที่ฉีกขาดหมอจัดการรักษาให้เรียบร้อยแล้วต้องคอยดูว่าคนไข้จะฟื้นขึ้นมาเมื่อไร”

             

            คำอธิบายสั้นๆทำให้เราพ่อแม่ลูกเฝ้าพี่ทากะที่อยู่ในห้องไอซียูอยู่ข้างนอกโดยไม่หลับไม่นอนฉันหวัง...และคิดว่าพ่อกับแม่ก็หวังเหมือนๆกันว่าพอรุ่งเช้าจะเหมือนกับในภาพยนตร์ที่พวกเราเคยดูกันมา...พี่ทากะจะลืมตาตื่นแล้วถามพวกเราว่าเกิดอะไรขึ้น

            รุ่งเช้า...รุ่งเช้า...และรุ่งเช้าผ่านไปไม่รู้กี่รุ่งเช้าดวงตาของเขาก็ไม่ลืมตาตื่น ฉันและมาซามิมาหาพี่ทากะที่นอนนิ่งออยู่ที่ชั้นสิบของโรงพยาบาลนี้แทบทุกวันพวกเราทำทุกอย่างที่หมอแนะนำ...แต่พี่ชายของฉันก็ยังไม่ลืมตาตื่น

             

            สติของฉันกลับมาที่ตัวอีกครั้งเมื่อคิดถึงตรงนั้นไฟสัญญาณที่แดงเมื่อสักครู่กลับมาเป็นสีเขียวอีกครั้ง ฉันเดินผ่านแยกที่พี่ทากะเคยล้มลงเพื่อจะไปหาเขาที่นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงสีขาววันนี้มาซามิน่าจะอยู่กับเขาด้วยวันนี้พี่ทากะคงจะรู้สึกดีเพราะฉันเอาดอกกุหลาบสีขาวมาปักแจกันแทนดอกสีชมพูที่เขาเคยบอกว่ามันดูหวานเกินไปสำหรับผู้ชายอย่างเขา

             

            ไม่นานนักสองขาก็พาฉันมาถึงโรงพยาบาลนางพยาบาลทักทายฉันราวกันคนรู้จัก แต่จริงๆแล้วเขาพบหน้าฉันเกือบทุกวันมันก็น่าจะเหมือนคนรู้จักอย่างที่ว่านั่นล่ะฉันแตะยิ้มตอบกลับเสียงทักทาย มีบ้างที่ต้องตอบออกไปเป็นคำพูด ลิฟต์พาฉันขึ้นมาถึงห้องหมายเลย1034 ที่อยู่ทางตะวันออก และเมื่อออกแรงผลักประตูบานสีขาวครีมเข้าไปด้านในก็ต้องอมยิ้มเพราะมาซามิกำลังนั่งอ่านหนังสือออกเสียงอยู่ข้างเตียงของพี่ชายของฉัน

            ฉันยิ้มให้เธอและเธอก็ยิ้มให้ฉันในใจของฉันนั้นถึงพี่ทากะและมาซามิจะไม่ได้แต่งงานกันแต่ฉันก็รักมาซามิเหมือนน้องสาวจริงๆของฉันเลยทีเดียว มีบางครั้งที่ฉันกำลังจะหมดหวังเรื่องพี่ทากะ แต่ทุกคราวก็มีรอยยิ้มของเธอพาฉันกลับมาสู่เส้นทางแห่งความหวังทุกครั้งไป

            ฉันเดินตรงไปเปลี่ยนดอกไม้ในแจกันถ้านับถึงวันนี้พี่ทากะหลับไปหนึ่งปีเจ็ดเดือนกับอีกสิบแปดวันหมอแนะนำให้เราอ่านหนังสือหรือพูดคุยกันให้เขาได้ยิน ให้เราจับตัวเขาขยับหรือทำอะไรก็แล้วแต่ที่จะกระตุ้นให้เขาตื่นขึ้นมาได้

            ในตอนนี้ร่างกายของพี่ทากะกลับมาเป็นปกติทุกอย่างที่เหลือก็แค่เขาจะลืมตาตื่นเมื่อไร ฉันไม่อยากคิดว่าเขาจะไม่ตื่นตลอดไปฉันคิดเหมือนมาซามิ พี่ทากะจะต้องกลับมาพร้อมรอยยิ้มอีกครั้ง แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าความหวังบางทีก็จางลง มันเลือนรางลงกว่าแต่ก่อน มันไม่แจ่มชัดเหมือนที่เคยเป็นตอนนั้นพวกเรากำลังจะหมดหวังแต่บางอย่างก็มาฉุดรั้งความหวังที่ว่าให้กลับมาอีกครั้ง

            โทรทัศน์ประกาศข่าวใหญ่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่มีชาวอเมริกา ยุโรป จีน ไทย ญี่ปุ่นและแอฟริกาได้รุ่มมือกันผลิตเครื่องมือเชื่อมต่อระบบประสาทให้คนสามารถเข้าไปในโลกของจินตนาการได้สำเร็จและพวกเขาซึ่งเป็นกลุ่มเพื่อนที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษด้วยกันก็สร้างเกมเกมหนึ่งขึ้นมาเพื่อให้มนุษย์ได้โลดแล่นในโลกเสมือนจริงผ่านระบบอันลี้ลับของคลื่นสมอง

            ด้วยการค้นพบนี้ก็ทำให้วงการแพทย์ยกระดับเรื่องคลื่นสมองทันทีจากการประชุมใหญ่มีผลออกมาว่ามีโอกาสเป็นไปได้ที่หากเชื่อมต่อเจ้าอุปกรณ์เล่นเกมตัวนี้ซึ่งปกติจะสวมใส่ในเวลาหลับเข้ากับสมองของทากะที่อยู่ในสภาพคล้ายกันก็มีโอกาสที่เขาจะเข้าไปสู่โลกของเกมและพวกเราก็มีโอกาสที่จะไปพบเขาที่นั่นได้...แต่มันก็ยังเป็นแค่คำว่า

            …มีโอกาส

            พวกเราศึกษาข้อมูลของเกมที่ว่าจนไปพบว่ามีอาชีพหนึ่งที่ทำให้ผู้เล่นสองคนเชื่อมต่อกันได้พวกเราทุกคนดีใจมาก และในที่สุดวันที่หมอให้เราเริ่มทดสอบก็มาถึง...

            มาซามิทดสอบเป็นคนแรกแต่เธอก็ไม่พบกับพี่ทากะทั้งๆ ที่ทั้งสองคนสวมอุปกรณ์เชื่อมต่อประสาทเข้าด้วยกันความดีใจของฉันมันกลับมาทำร้ายฉันเป็นสองเท่าเหมือนกับการให้ความหวังแล้วมาดับความหวังนั้นไปแต่ถึงมันจะเจ็บปวดหรือจะอะไรฉันก็ยินดีจะทำ ฉันเข้าทดสอบเป็นคนต่อไปอุปกรณ์เชื่อมต่อระบบประสาทถูกสวมใส่ ฉันนอนราบบนเตียงอีกเตียงที่ตั้งอยู่ใกล้ๆเตียงของพี่ทากะ หลังจากนั้นฉันก็หลับตาลงแล้วแสงสว่างวาบก็พาฉันไปยังโลกอีกใบหนึ่ง...

            ฉันจำได้ว่าไปอยู่ที่ห้องเริ่มเกมแต่เมื่อฉันไปถึงมีแผ่นหลังที่คุ้นเคยรอฉันอยู่ก่อนแล้วน้ำตาของฉันไหลอาบแก้มพร้อมกับรอยยิ้มที่ห่างหายไปนานเหลือเกินพี่ทากะอยู่ที่นั่นกับฉันด้วย...แต่เขาไม่มีคำพูด

            ฉันไม่รู้ว่าเพราะอะไร...

            แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไรฉันก็ดีใจมากที่พี่ทากะยังอยู่ฉันรีบเลือกอาชีพที่เราศึกษาไว้ตั้งแต่อยู่นอกเกม ซึ่งพี่ทากะเองก็ยิ้มให้กับฉันถึงฉันจะรู้ว่าที่นี่คือโลกเสมือนจริงและรอยยิ้มที่ได้รับก็เกิดจากกระบวนการทางวิทยาศาสตร์แต่ฉันก็ดีใจที่สุดที่ได้เห็นมันอีก

            พวกเราสองคนน่าจะเชื่อมต่อกันได้เพราะเป็นฝาแฝดเรามีอะไรหลายๆ อย่างที่เหมือนกัน...

            พวกเราเลือกอาชีพโซลลิงเกอร์หลังจากนั้นน้ำตาของฉันก็ไหลออกมาอีกครั้งเมื่อเสียงของพี่ทากะดังอยู่ในสมองของฉันคำแรกที่ฉันได้ยินก็คือ

             

            “อายะน้องผอมไปนะ อย่าทำให้พี่เป็นห่วงสิ...”

             

            ฉันไม่มีคำพูดใดจะกล่าวออกมาไม่มีคำพูดอะไรจะเอ่ย ฉันตรงเข้ากอดพี่ชายที่ฉันรักด้วยอ้อมแขนที่ไม่ใหญ่โตอะไรนักถึงที่นี่จะเป็นแค่เกม ถึงฉันจะไม่รู้ว่าพี่ทากะจะลืมตาตื่นขึ้นในโลกภายนอกนั่นหรือไม่ตอนนี้ฉันไม่สนใจทั้งนั้น ฉันขอแค่ว่า ให้ฉันได้พบเขาอย่างนี้ต่อไป สักวันฉันจะต้องพาเขากลับไปให้ได้...ต้องเป็นไปได้แน่ๆ

            พ่อแม่และคนอื่นๆลองทดสอบเจ้าเครื่องนี่ พวกเขาเข้าไปในเกมแต่ก็ไม่มีใครพบพี่ทากะแม้จะแค่พูดคุยก็ไม่สามารถส่งถึงกันได้ ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นเพราะอะไรหมอสันนิษฐานว่ามันอาจจะเกิดจากการปฏิเสธจากจิตใต้สำนึกของตัวคนไข้เองหรืออาจจะเป็นเรื่องของการเชื่อมต่อ หรือเกิดจากเหตุผลอื่นๆ ก็เป็นได้แต่จะว่าไป...จริงๆ แล้ววิทยาการของการเชื่อมต่อที่ว่านี่ก็ไม่ได้สร้างมาเพื่อรองรับเหตุการณ์อย่างที่พี่ทากะเป็นแต่การที่ฉันได้พบกับเขาได้ถ่ายทอดคำพูดของเขาออกมาให้ทุกคนได้รับรู้น่าจะเป็นปาฏิหาริย์แล้วสำหรับพวกเรา

            พ่อ แม่และมาซามิอยากพบกับพี่ทากะเหมือนกันแต่ไม่รู้ด้วยเหตุอะไรทำให้เมื่อพวกเขาเข้าไปในเกมที่ว่าพวกเขาจะมองไม่เห็นพี่ทากะทั้งๆ ที่เขาก็ยังอยู่ตรงนั้นไม่ได้จากไปไหน พ่อ แม่ มาซามิมองไม่เห็นเขา ทั้งๆที่คนอื่นก็มองเห็นพี่ทากะเป็นปกติเรื่องที่ว่านี้พวกเราลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านนี้คำตอบที่ได้รับก็คือ...มันน่าจะเกิดจากการปฏิเสธจากเจ้าของสมองนั้น

            ซึ่งก็คือตัวพี่ทากะเอง...เขาอาจจะมีอะไรบางอย่างอยู่ในใจ

            ฉันไม่รู้ว่าทำไมสมองหรือว่าจิตสำนึกของพี่ทากะจะต้องปฏิเสธที่จะพบคนอื่นๆในครอบครัวรวมทั้งมาซามิหรือว่าเขาอาจจะมีอะไรอยู่ในใจอย่างที่ผู้เชี่ยวชาญคนนั้นว่าอะไรบางอย่างที่ฉันเองไม่รู้...

            แรกๆ ทุกคนเสียใจมากกับเรื่องนี้แต่เวลามักจะเป็นการเยียวยาที่ดีที่สุด อย่างน้อยๆพ่อกับแม่ก็รู้ว่าพี่ทากะยังอยู่ แต่หมอก็ยังไม่กล้าที่จะทำอะไรลงไปจนกว่าจะได้ข้อสรุปที่แน่นอนสำหรับเทคโนโลยีนี้เสียก่อนพวกเขาส่งคำขอร้องไปยังบริษัทแม่ผู้ผลิตและรอการตอบกลับ...รอไปพร้อมๆ กับพวกเราทุกคน

             

             “พี่อายะช่วยบอกพี่ทากะทีว่ามีคนมาจีบมาซามิอีกแล้วนะคะถ้าไม่รีบตื่นจะแย่เอานา” มาซามิบอกกับฉันฉันรู้ดีว่าเธอไม่มีวันจากพี่ทากะไปแน่นอนยิ่งตอนนี้เธอได้รู้ว่าที่เธอพูดกับเขานั้นเขาได้ยินเพราะพี่ทากะบอกกับฉันในเกมนั้นเธอยิ่งไม่มีวันจากไปใหญ่ มาซามิก็เหมือนพวกเรา...เธอรอวันที่ผู้ชายที่เธอรักจะกลับมาลืมตาตื่น

            ฉันสวมอุปกรณ์เชื่อมต่อสมองเพื่อจะเดินทางไปพบกับพี่ชายของตัวเองในอีกโลกหนึ่งฉันเอนตัวนอนลงบนเตียงสีขาว ตอนนี้เมื่อมองไปนอกหน้าตาที่เป็นกระจกฉันนึกถึงปลาที่ว่ายอยู่ในตู้กระจก ฉันคิดว่าพี่ทากะก็น่าจะถูกขังไว้ในตู้กระจกอยู่ในตอนนี้แต่ฉันนี่ละที่จะพาเขาออกจากตู้กระจกที่เรียกว่า...นิทรา

            พาเขาไปผจญภัยให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้…

            ตอนแรกฉันเองไม่คิดว่าเราจะได้พบเรื่องราวมากมายและได้เดินทางไปไกลแต่เพราะผู้ชายคนนั้นที่พวกเราพบที่ปราสาทลอยฟ้าพาเราไปพบกับคนดีๆที่ถูกเชื่อมต่อจากอีกมุมโลก ผู้คนที่แม้ฉันจะไม่เคยได้พบหน้าจริงแต่ฉันก็เรียกพวกเขาได้เต็มปากว่า...เพื่อน

            ฉันหันมองไปนอกหน้าต่างอีกครั้งก่อนจะหันมองหน้าพี่ทากะต่อจากนั้นฉันก็มองไปที่มาซามิก่อนจะพูดออกมา “พี่ทากะบอกกับฉันว่าถ้าเขาตื่นขึ้นมาเขาจะขอเธอแต่งงาน เขาอาจจะไม่ใช่ผู้ชายที่ดีอะไรแต่เขาฝากบอกเธอว่า...เขาไม่เคยมั่นใจเรื่องไหนมากกว่าเรื่องที่เขารักเธอมากกว่าใครๆ”

            หลังพูดจบฉันเห็นน้ำตาของมาซามิพร้อมกับรอยยิ้มฉันยิ้มให้เธอก่อนจะนอนลงแล้วหลับตา หลังจากนั้นก็เอ่ยปากพูดเบาๆ

            “สุขสันต์วันเกิดพี่ทากะเราไปผจญภัยกันเถอะพี่...ไปหาเพื่อนๆ ของเรา”

             

     

     

     

    คล้ายกับเรื่องD.W.O. 7 การ์ดราชันย์ครองพิภพ ที่คุณอ่าน