บทที่33
รู้ตัว
“ดี! ดีจริง ๆ!!”
รองหัวหน้าฝูคำรามเสียงต่ำใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดีและกระหาย รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมแย้มขึ้นบนใบหน้าแกร่งขณะที่ดวงตาทอแสงคลั่งราวกับอสูรร้ายที่กำลังล่ากระต่ายตัวเล็ก
“วันนี้...ข้าได้ตัวหัวหน้าหมิง ได้ศพพยัคฆ์เกราะทมิฬระดับสาม แล้วยังได้จัดการกับเจ้าอีก!”
เสียงหัวเราะของเขาดังขึ้นอย่างสะใจคล้ายผู้ชนะที่กำลังประกาศชัยชนะต่อหน้าศัตรู ทว่าเพียงชั่วอึดใจสีหน้าของเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาและเหี้ยมโหดยิ่งกว่าเดิมดวงตาของเขาจับจ้องหยุนโม่แน่นิ่งราวกับจะฉีกกระชากร่างของชายหนุ่มเบื้องหน้าเป็นชิ้น ๆ ให้สมอยาก
ทว่า...หยุนโม่กลับไม่แสดงความหวั่นเกรงแม้แต่น้อย
เขาเพียงยกยิ้มบางริมฝีปากหยักขึ้นคล้ายคนละเล่นกับสถานการณ์ตรงหน้า
“โอ้... จัดการข้า?”
น้ำเสียงเขาเรียบเฉยปะปนหยอกเย้าอย่างเห็นได้ชัด “ไอ้พวกเดนตายก่อนหน้านี้ก็พูดเช่นนี้...”
เขาหยุดเว้นจังหวะ ดวงตาทอแสงเหี้ยมคมดั่งกระบี่ก่อนจะกล่าวต่ออย่างช้าๆ
“แล้วก็ไม่มีผู้ใด...ได้กลับไปสักคน”
คำพูดของหยุนโม่ดั่งเข็มเย็นเสียบเข้าสู่หัวใจของพวกมันกลุ่มผู้ฝึกตนที่ยืนอยู่เบื้องหลังรองหัวหน้าฝูใบหน้าพลันบิดเบี้ยวด้วยความเดือดดาลราวกับคำพูดของหยุนโม่ตบหน้าพวกมันฉาดใหญ่ต่อหน้าฟ้าดิน
“มนุษย์ธรรมดาอย่างเจ้ากล้าดียังไงถึงเหิมเกริมเช่นนี้!”เสียงตะคอกดังกึกก้องพร้อมแรงปราณที่แผ่ซ่านออกมา แต่ถึงกระนั้นสีหน้าของหยุนโม่กลับยังสงบนิ่งราวกับมองพวกมันเป็นเพียงหมาป่าที่เห่าหอนอยู่เบื้องล่างเท่านั้น
“สารเลว!เป็นเพียงแค่มดตะนอย กล้าดียังไง! ตายซะ!!”
ทันทีที่เสียงตะโกนดังขึ้นชายหนุ่มร่างกำยำผู้หนึ่งในกลุ่มของรองหัวหน้าฝูก็พุ่งตัวออกมาดั่งอสรพิษตะปบเหยื่อดาบแหลมคมในมือสะท้อนแสงเย็นเยียบปลาบวาบ ปราณวิญญาณแผ่พุ่งดั่งพายุกรรโชก
อีกฝ่ายเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตปรับแต่งพลังขั้นหกการเคลื่อนไหวว่องไวเกินกว่าตาเปล่าจะมองตามได้ทัน เพียงพริบตาเดียวร่างของเขาก็พุ่งเข้าประชิดหยุนโม่สำเร็จปลายดาบจ่อทะลวงราวกับจะฟันทำลายร่างของชายหนุ่มตรงหน้าให้ขาดสะบั้นในกระบวนท่าเดียว!
ทว่าในขณะที่ชายผู้นั้นพุ่งเข้ามาประชิด ดาบในมือกำลังจะง้างฟาดฟันลงมานั้นเองสายตาของเขาพลันเบิกกว้างขึ้นในฉับพลัน
ตรงหน้าของเขาปรากฏวัตถุชิ้นหนึ่งขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยปืนพกสีดำสนิทที่หยุนโม่ยกขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดไม่มีใครล่วงรู้ปากกระบอกปืนจ่อเข้าหาโดยตรง ราวกับรอคอยเวลานี้มานานแล้ว
ก่อนที่ชายผู้นั้นจะทันเคลื่อนไหวต่อหยุนโม่ก็กระตุกนิ้วลั่นไกอย่างไร้ความลังเล
ปัง!
เสียงปืนแหวกอากาศดังสะท้านกระสุนที่หลอมสร้างขึ้นเป็นพิเศษแตกระเบิดเป็นแสงวาบเจิดจ้าพุ่งตรงเข้าสู่หน้าผากของชายผู้นั้นในชั่วพริบตาราวกับสายฟ้าฟาดที่ไม่มีทางหลบหลีกได้ทัน
ทันทีที่กระสุนฝังเข้าไปในหัวปราณวิญญาณที่หลอมรวมในกระสุนก็ปะทุระเบิดออกจากภายใน
ปัง!
เสียงระเบิดดังขึ้นซ้ำอีกครั้งในโพรงกะโหลกเลือดและเศษเนื้อกระจายว่อนศีรษะของชายผู้นั้นแตกกระจายเป็นเศษเนื้อไร้รูปร่างในทันทีเหลือไว้เพียงร่างกายที่ไร้หัวทรุดลงกระแทกพื้นอย่างแรงหยุดนิ่งสนิทเพียงไม่ก้าวเดียวก่อนจะถึงตัวหยุนโม่
ร่างของหยุนโม่ยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติงดวงตาเรียบนิ่งราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่มีค่าให้จดจำ
ทุกคนรอบด้านหยุดนิ่งราวถูกตรึงด้วยพันธนาการไร้รูปเสียงทุกสิ่งทุกอย่างพลันเงียบงันลงในชั่วพริบตาสายตาทุกคู่จ้องมองภาพตรงหน้าอย่างตะลึงงันและหวาดกลัวเหงื่อเย็นไหลซึมทั่วแผ่นหลังของพวกมันโดยไม่รู้ตัว
สายตาของเหล่าผู้ฝึกตนจับจ้องไปยังอาวุธทรงแปลกประหลาดในมือของมนุษย์ผู้นั้น—หยุนโม่
อาวุธที่ปลิดชีพสหายของพวกมันในพริบตาเดียว...โดยที่อีกฝ่ายไม่อาจแม้แต่จะขัดขืน
ท่ามกลางความเงียบงันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นทำลายบรรยากาศอึดอัด
“อาวุธนั่น...หรือว่าจะเป็นอาวุธวิญญาณ?”
เสียงเอ่ยแผ่วเบาทว่าชัดเจนยิ่งในความเงียบ สะท้อนความสั่นไหวในใจของคนพูด
แต่ยังไม่ทันสิ้นเสียงนั้น เสียงค้านก็ดังแทรกขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมอารมณ์รุนแรงเต็มเปี่ยม
“เป็นไปไม่ได้!!”
ชายอีกคนตะโกนออกมาอย่างเดือดดาลใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความไม่เชื่อ “อีกฝ่ายมันก็เป็นแค่ปุถุชนธรรมดาไม่มีแม้แต่ปราณวิญญาณในร่าง...มันจะใช้อาวุธวิญญาณได้อย่างไร!”
หยุนโม่ทอดสายตามองกลุ่มคนตรงหน้าด้วยสายตาเรียบนิ่งสีหน้าไร้อารมณ์ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ควรค่าแก่การใส่ใจทว่าความเงียบงันในตอนนี้กลับยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ผู้คนโดยรอบจนอากาศหนาหนักราวกับหล่อหลอมด้วยเหล็กกล้า
เขามองเห็นชัดเจน...พวกมันกำลังสับสนและงุนงงต่อสิ่งที่เกิดขึ้น หลายคนไม่สามารถสงบนิ่งได้อีกแล้วความหวาดกลัวและไม่เข้าใจสั่นคลอนจิตใจของพวกมันอย่างชัดเจนดวงตาของผู้ฝึกตนเหล่านั้นสั่นไหว อารมณ์วูบไหวอย่างไม่อาจควบคุมได้
และหยุนโม่เข้าใจดีว่าเหตุใดพวกมันจึงเป็นเช่นนั้น
อาวุธวิญญาณที่พวกมันเอ่ยถึง...นั่นคืออาวุธของผู้ฝึกตนโดยแท้เป็นวัตถุวิเศษที่ถูกหลอมรวมกับพลังปราณและวิญญาณของผู้ใช้สามารถส่งเสริมและขยายพลังให้แข็งแกร่งกว่าขีดจำกัดของตนได้หลายเท่าตัว
เงื่อนไขในการใช้อาวุธวิญญาณก็เรียบง่ายแต่แน่นหนา—ผู้ครอบครองต้องเป็นผู้ฝึกตนต้องมีพลังวิญญาณหล่อเลี้ยงอาวุธมิฉะนั้นก็ไม่อาจแสดงศักยภาพของมันออกมาได้แม้แต่น้อย
แต่เขา...หยุนโม่
หาใช่ผู้ฝึกตนไม่ เขาคือมนุษย์ธรรมดาไม่ได้มีพลังวิญญาณแม้แต่น้อยในร่างกาย!
กระนั้น อาวุธในมือของเขาปืนพกสีดำกระบอกนั้น กลับสามารถสังหารผู้ฝึกตนขอบเขตปรับแต่งพลังได้อย่างง่ายดายประดุจเพียงสังหารสัตว์เล็กตัวหนึ่ง ไม่มีแม้แต่การต่อต้าน
นี่เองที่ทำให้พวกมันหวาดกลัวและสับสนอย่างถึงที่สุด
สิ่งที่พวกมันไม่เข้าใจคือกฎเกณฑ์ที่มันยึดถือมาตลอดในโลกของผู้ฝึกตน...กำลังพังทลายลงต่อหน้า
เพราะมนุษย์ตรงหน้า
“แต่ว่าการโจมตีนั้น...มีปราณวิญญาณอยู่...”
เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางวงล้อมแห่งความสับสนแม้จะเบา แต่กลับทำให้ทุกคนรอบข้างยิ่งว้าวุ่นหนักขึ้นอีกขั้น
ผู้ฝึกตนหลายคนต่างหันไปมองอาวุธประหลาดในมือของหยุนโม่อีกครั้งดวงตาเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจและหวาดระแวง
“ใช่!หากไม่มีปราณวิญญาณ มันจะปลดปล่อยพลังเช่นนั้นได้อย่างไร!”
“นั่นต้องเป็นอาวุธวิญญาณแน่นอน...”
“แต่เขาไม่มีพลังวิญญาณ...มันเป็นไปไม่ได้!”
เสียงถกเถียงดังไม่หยุดไม่ว่าเหตุผลใดจะถูกหยิบยกขึ้นมา ล้วนแต่ไม่อาจลบล้างความจริงตรงหน้าได้พวกมันกำลังเผชิญหน้ากับสิ่งที่ไม่อาจอธิบาย
รองหัวหน้าฝูขมวดคิ้วแน่นก่อนจะยกฝ่ามือหนาใหญ่ขึ้นสูง
“พอแล้ว!”
เสียงของเขาทรงอำนาจกดทับจนความวุ่นวายทั้งหมดเงียบลงในบัดดลดวงตาของเขาจ้องมองอาวุธสีดำในมือหยุนโม่อย่างไม่วางตาแววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความระแวดระวังและเจตนารมณ์สังหารที่กดดันอย่างถึงขีดสุด
หลังจากประเมินอยู่นานเขาก็เอ่ยคำสั่งเสียงหนักแน่น
“อืม...อาวุธนั่นแม้จะทรงพลัง แต่ข้าคิดว่ามันไม่อาจโจมตีพวกเราทั้งหมดได้พร้อมกัน!”
เขาเหลือบมองไปยังลูกน้องทั้งหลายที่ยืนรายล้อมก่อนเอ่ยต่อ
“พวกเราต้องโจมตีพร้อมกัน!อย่ามัวลังเล!”
ถ้อยคำของเขาเหมือนเป็นสัญญาณเปิดศึกในทันที
ผู้ฝึกตนทั้งหลายต่างพยักหน้ารับเห็นพ้องกันโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
พวกมันขยับกายเข้าตำแหน่งท่าร่างมั่นคง แต่ละคนเรียกพลังปราณวิญญาณในร่างออกมาพร้อมกันกระแสพลังหลั่งไหลฟุ้งกระจายเต็มพื้นที่ บรรยากาศรอบกายกดทับจนหนักหน่วงความเย็นเยียบจากพลังปราณผสานกับเจตนารมณ์สังหารทำให้พื้นที่หลายสิบจั้งโดยรอบเกิดความเปลี่ยนแปลงฉับพลัน
แต่ท่ามกลางแรงกดดันมหาศาลนั้น...
หยุนโม่กลับยังคงยืนนิ่งสีหน้าของเขาสงบเย็น ไม่มีแม้แต่รอยสะทกสะท้าน ปลายนิ้วที่กุมกระบอกปืนยังคงมั่นคงไม่ไหวติงดวงตาเรียบนิ่ง