ตอนที่ ๓
เ้าสาวผู้ไม่เต็มใจ
หลังจากฟู่เหนียนชิงออกไปจากเรือน จางหรูอี้ก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ตัวที่นางมักจะนั่งอยู่เป็ประจำ เพื่อเดินไปหยิบชุดแต่งงานจากถาดในมือของหญิงรับใช้ผู้นั้นขึ้นมา แล้วค่อยพินิจดูมันด้วยความคิดสมเพชเวทนาตัวเอง
ปลายนิ้วมือเรียวยาวไล่ลูบไปตามเนื้อผ้าเรียบลื่น ชุดสีแดงสลับสีเขียวที่ปักลายด้วยดิ้นสีทองในความรู้สึกของนางเพลานี้มีแต่ความน่าชังเสียจนยากที่จะหาคำพูดใดออกมาบรรยาย
ทว่านางยังต้องเก็บซ่อนมันเอาไว้ ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมต่อการเปิดเผยมันออกมา
“เ้าออกไปรอข้างนอกเถอะ ข้าจะให้มู่ตานช่วยแต่งตัวให้เอง” นางกล่าวเสียงเรียบ ดวงตาเมล็ดชิ่งสีโศกยังคงไม่ละไปจากผืนผ้าในมือ
หญิงรับใช้แสดงสีหน้าวิตกกังวลออกมา นางไม่ไว้ใจคุณหนูใหญ่ผู้นี้เลยสักนิด เพราะตลอดเวลาที่นางอยู่รับใช้จวนสกุลจางมาอย่างยาวนาน จึงรู้ว่าจางหรูอี้หาใช่ผู้ที่หัวอ่อนควบคุมได้ง่าย แม้จะบังคับขู่เข็นเช่นไร คุณหนูใหญ่ก็มักจะมีแผนการในใจเตรียมเอาไว้รับมืออยู่เสมอ
หากเพลานี้จางหรูอี้เอ่ยปากรับคำโดยง่าย ยิ่งเป็เื่ที่น่าสงสัยยิ่งนัก
เมื่อเห็นว่าหญิงรับใช้ผู้นี้ไม่ยอมตอบรับ จางหรูอี้จึงเอ่ยเสริมความด้วยรู้ความคิดของอีกฝ่าย
“ด้านนอกมีคนเฝ้าทางเข้าออกอยู่รอบด้าน เ้าคิดว่าข้าจะหายตัวหนีออกไปอย่างนั้นรึ”
“บ่าวต้องทำตามคำสั่งของนายหญิง คุณหนูโปรดอย่าทำให้บ่าวต้องลำบากใจเลยเ้าค่ะ” นางโค้งศีรษะลง กล่าวยืนยันเจตจำนงอย่างหนักแน่น
จางหรูอี้จึงถอนหายใจยาวเหยียด แล้ววางชุดแต่งงานลงไว้ในถาดตามเดิม
“ก็ได้ เช่นนั้นมู่ตาน เ้าออกมาหน่อย”
ที่ด้านหลังของฉากกั้นที่ทำจากไม้ขัดมัน บนฉากไม้มีภาพวาดสีน้ำที่ถูกวาดขึ้นด้วยการปาดพู่กันอันเป็ลวดลายของดอกปทุมมาร่วมห้าดอก ทั้งดอกตูมและดอกบานสลับกันลอยอยู่เหนือผิวน้ำ ซึ่งมองจากภาพนั้นด้วยตาเปล่าจะสามารถมองทะลุผ่านไปยังอีกฝั่งของฉากได้ลาง ๆ
เงาของสตรีที่ด้านหลังฉากค่อยลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินออกมา ใบหน้านางสวมผ้าปิดบังเอาไว้อย่างมิดชิด เหลือพื้นที่ให้เห็นเพียงแค่ดวงตา ซ้ำยังส่งเสียงไออีกสองสามครั้งในขณะที่เดินเข้ามาใกล้
“เ้าเห็นสภาพของนางหรือไม่ นางอยู่ในห้องกับข้ามาสามวัน จนถึงวันนี้ถึงได้พบว่าป่วยเป็อีสุกอีใส มีตุ่มพองขึ้นตามร่างกายอยู่หลายจุด บ้างก็แตกออกแล้วด้วย ข้าเองก็คลุกคลีอยู่กับนางตลอดเวลา ไม่รู้เหมือนกันว่าจะติดโรคจากนางไปแล้วหรือไม่”
จางหรูอี้แสร้งยกแขนขึ้นทำท่าจะเลิกชายแขนเสื้อพร้อมกับกล่าวไปด้วยว่า “หากเ้าไม่กลัวก็เข้ามาช่วยข้าเปลี่ยนชุดเถิด”
หญิงรับใช้มีท่าทีกระสับกระส่ายอย่างเห็นได้ชัด นางคล้ายจะรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวขึ้นมาในทันที อีกทั้งสายตาที่นางมองจางหรูอี้ก็ดูรังเกียจ
เป็ทีของจางหรูอี้ที่จะเติมเชื้อไฟให้โหมกระหน่ำ แขนข้างซ้ายที่นางถกชายเสื้อขึ้นเปิดออกมาครึ่งแขนยื่นออกไปติดกับใบหน้าของหญิงรับใช้ผู้นั้น ทั้งยังแสดงอาการคันให้ผู้ที่ยืนกรานจะเฝ้านางได้เห็น
“ข้ารู้สึกเหมือนจะมีไข้แล้วด้วย เ้าช่วยดูให้หน่อยสิว่า มีตุ้มขึ้นที่แขนข้าบ้างหรือไม่”
ผู้ที่ยืนถือถาดไม้ตื่นตระหนกยื่นถาดขึ้นมาขวาง ปลายเท้านางก้าวถอนหลังอย่างสะเปะสะปะ ใบหน้าเอียงหลบพัลวัล
“ชะ...เช่นนั้น ก็ให้มู่ตานแต่งตัวให้ท่านเถิดเ้าค่ะ บ่าวจะยืนรออยู่ตรงนี้ก็แล้วกัน”
จางหรูอี้ได้ยินเช่นนั้นก็วาดรอยยิ้มขึ้นมา พลางหยุดท่าทีคุกคาม แล้วหันกลับไปพยักหน้าให้กับผู้ที่สวมผ้าปิดบังใบหน้า รอให้นางเดินมารับถาดในมือของหญิงรับใช้ผู้นั้นก่อน แล้วจึงค่อยเดินเข้าไปยังด้านหลังฉากกั้น ซึ่งเป็ห้องนอนของนาง
มู่ตานเหลือบมองหญิงรับใช้ เมื่อหญิงผู้นั้นยื่นถาดชุดแต่งงานส่งให้แล้วก็เร่งขยับร่างกายหนีห่างออกไปจนชิดติดบานประตูหน้าเรือนด้วยอาการหวาดกลัว
เมื่อเห็นว่าหญิงผู้นั้นอยู่ไกลจากรัศมีของฉากกั้นมากพอสมควร มู่ตานจึงได้เดินตามนายหญิงของตนเข้าไปในห้อง
จางหรูอี้ที่นั่งลงบนเก้าอี้โต๊ะเครื่องแป้งได้ยื่นกระดาษแผ่นเล็กที่เขียนด้วยลายมือตนเองพร้อมกับพู่หยกหนึ่งชิ้นให้กับสาวใช้คนสนิท เมื่อนางรับมันไว้แล้วก็นำมันไปซ่อนไว้ที่กระเป๋าด้านในแขนเสื้อ
จากนั้นจึงได้เริ่มจัดการเปลี่ยนอาภรณ์เป็ชุดแต่งงาน แล้วจึงค่อยจัดการแต่งทรงผมเป็ลำดับต่อมา
มู่ตานสวมมงกุฎมุกเ้าสาวลงบนศีรษะเล็กทุยของผู้เป็นาย จัดการจัดแต่งมุกที่ร้อยเป็เส้นลงมาปรกหน้าให้เรียงเส้นสวยงามเป็อันดับสุดท้าย
แล้วจึงค่อยหยิบพัดทรงกลมสีแดงยื่นให้จางหรูอี้ใช้ในการปิดบังใบหน้าตามธรรมเนียม
การแต่งงานในยุคสมัยของพระเ้าหนิงหลงฮ่องเต้จะไม่มีการใช้ผ้าคลุมสีแดง แต่จะใช้การถือพัดไว้ระดับอกให้มีความสูงมากพอที่จะปิดบังใบหน้าแทนสัญลักษณ์ของผู้ที่เป็เ้าสาว
จางหรูอี้ที่อยู่ในชุดสีแดงคลิบเขียวลวดลายมวลหมู่บุปผชาติปักเส้นด้ายสีทอง ประดับตกแต่งที่ชายกระโปรงและสาปเสื้อ นางเดินออกมาจากหลังฉากด้วยท่วงท่าสง่างาม โดยมีมู่ตานที่ยังคงสวมผ้าปิดบังใบหน้าคอยประคองแขน
เมื่อเดินมาหยุดอยู่ที่ด้านหน้าประตูซึ่งมีหญิงรับใช้คอยเฝ้า นางก็กล่าวขึ้นว่า
“ไปเถอะ ข้าพร้อมแล้ว”
หลังจากเดินไปถึงหน้าประตูจวนสกุลจาง นางก็ก้าวขาออกนอกประตูบานใหญ่เพื่อตรงไปยังรถม้าที่จอดเทียบรออยู่ ในขณะที่เดินผ่านบิดาหรือผู้อื่นในจวนซึ่งยืนรอส่ง นางไม่ได้เอ่ยปากกล่าวลาหรือพูดจาอันใดแม้เพียงครึ่งคำ ทำเพียงการเดินผ่านราวกับว่าคนเ่าั้ไม่มีตัวตน
รถม้าที่ใช้เป็พาหนะในการส่งตัวเ้าสาวนั้นประดับชายคาด้วยพู่ลายมงคลและโคมไฟระย้าสีแดง
ในขณะที่จางหรูอี้ก้าวขาข้างหนึ่งขึ้นไปเหยียบบนบันไดที่สารถีชายนำมาวางไว้ให้นางใช้เพื่อให้สะดวกยามที่ต้องก้าวขึ้นไปบนรถม้า แต่แค่นางเหยียบไปเพียงหนึ่งขั้นเท่านั้น มู่ตานก็เกิดเป็ลมแล้วล้มพับลงไปนอนกองอยู่บนพื้น
“มู่ตาน มู่ตาน” จางหรูอี้ลดมือที่ถือพัดลง จากนั้นก็ก้มลงไปหาคว้าร่างหญิงสาวที่นอนแน่นิ่ง เขย่าร่างเล็กไปมาเพื่อเรียกสตินาง แต่ก็ไม่มีสัญญาณใดตอบรับ นางจึงะโไปยังบ่าวไพร่ที่เอาแต่ยืนนิ่งมองดู
“พวกเ้ามัวยืนทำอะไรกันอยู่ ไม่เห็นหรือว่านางสลบไปแล้ว รีบไปตามหมอมาเร็วเข้าสิ” สีหน้าตระหนกหันไปตำหนิเสียงแข็ง ชุดเ้าสาวราคาแพงราบไปกับพื้นดินจนเปื้อนฝุ่น
“เกิดอะไรขึ้น” ฟู่เหนียนชิงที่เดินตามเสียงเอะอะออกมากล่าวถามกับหญิงรับใช้ซึ่งเป็ผู้นำทางจางหรูอี้มาเมื่อครู่
“นางเป็อีสุกอีใสเ้าค่ะนายหญิง”
เมื่อฟู่เหนียนชิงได้ยินคำตอบจากนางก็รีบยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดจมูกของตนเอาไว้ จากนั้นก็กล่าวกับบ่าวที่กำลังจะเข้าไปช่วย
“หยุด ห้ามผู้ใดเข้าใกล้นาง ฮึย! เดี๋ยวก็พากันติดโรคกันทั้งหมดหรอก ปล่อยนางเอาไว้อย่างนั้นแหละ”
บ่าวรับใช้ทุกคนที่อยู่ในอาการสับสนก็หยุดปลายเท้าแล้วถอยหลังกลับมาที่เดิมตามคำสั่ง
“จับตัวจางหรูอี้ขึ้นรถม้าไปก็พอ” คำสั่งนายหญิงนั้นนับเป็คำขาด ไม่มีผู้ใดกล้าไม่เชื่อฟัง
ส่วนผู้ทำหน้าที่ดูแลเ้าสาวซึ่งตอนนี้นอนไม่ได้สติอยู่บนพื้นไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว ฟู่เหนียนชิงจึงหันไปออกคำสั่งกับหญิงรับใช้ที่ยืนอยู่ทางขวามือของตนแทน
“อยางจี เ้าไปทำหน้าที่ส่งตัวเ้าสาวแทนนาง”
“นายหญิง แต่คุณหนูใหญ่เองก็อาจจะติดโรคนะเ้าคะ” เดิมทีหญิงรับใช้ผู้นี้หวาดกลัวโรคมาั้แ่ครั้งทำหน้าที่ส่งชุดแต่งงานแล้ว เมื่อต้องทำหน้าที่ใกล้ชิดอีก นางจึงยิ่งแสดงท่าทีรังเกียจ
“แล้วอย่างไร เ้าจะขัดคำสั่งของข้างั้นรึ” ดวงตาของฟู่เหนียนชิงฉายแววเกรี้ยวกราด หยางจีจึงต้องรีบรับปากในทันที
“ทำเ้าค่ะ บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้” นางเร่งรุดเข้าไปพยุงจางหรูอี้และบังคับให้นางลุกขึ้น
สตรีในชุดแต่งงานบีบแขนผู้ที่นอนบนพื้นดินหนึ่งครั้งก่อนจะปล่อยมือ จากนั้นก็หันไปมองฟู่เหนียนชิงด้วยสายตาคับแค้น แล้วจึงเดินขึ้นไปนั่งบนรถม้า
ล้อเลื่อนเคลื่อนขบวนเ้าสาวออกเดินทางจากหน้าประตูจวนสกุลจางโดยเร็ว เ้าสาวผู้ไม่เต็มใจได้แต่มองผ่านม่านหน้าต่างที่กระพือตามจังหวะที่รถวิ่ง นางได้เห็นว่าทุกคนในบ้านไม่มีผู้ใดคิดจะให้การช่วยเหลือสตรีอ่อนแอเลยแม้แต่คนเดียว
ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก
ก็ไม่ผิดไปจากที่นางได้คาดการณ์เอาไว้ เพลานี้เหลือเพียงแต่ร่างกายที่นอนนิ่งเฉยของมู่ตานที่ถูกทิ้งเอาไว้ให้นอนเดียวดายอยู่กลางถนน
“มู่ตาน เ้าต้องระวังตัวให้ดี ข้าจะรอเ้ากลับมา”
...รถม้าเ้าสาวเดินทางเข้าสู่จวนสกุลเว่ย ใช้เวลาราวครึ่งชั่วยาม (๑ ชั่วโมง) จึงเดินทางมาถึง
ที่หน้าประตูจวนเพลาดูครึกครื้นจากผู้คนที่แห่แหนกันมายลโฉมหญิงสาวผู้โชคร้าย
การแต่งงานเป็ภรรยาของขันทีล้วนเป็ความทุกข์ใจของสตรีอย่างหนึ่ง แม้ว่าชีวิตจะอยู่ดีกินดีแต่ก็ไม่อาจจะมีทายาทไว้สืบสกุล หนำซ้ำยังต้องทนเหี่ยวเฉาอยู่ภายใจจวนจนกว่าจะตายจากกัน
จางหรูอี้ก้าวลงมาจากรถม้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย อย่างไม่รู้สึกยินดียินร้าย
“ใต้เท้าเว่ย” หญิงรับใช้ที่ตามติดเป็เงากล่าวทำความเคารพบุรุษในชุดเ้าบ่าว ก่อนจะหลีกทางให้เขาได้เดินเข้าไปหาว่าที่เ้าสาวของตน
“คนสวยจ๋า เ้ามาแล้ว” มืออวบอูมยื่นไปคว้าแขนของผู้เป็เ้าสาว
นางสะบัดข้อมือออกเต็มแรง จากนั้นก็โยนพัด
ในมือทิ้งลงบนพื้น ก่อนจะป่าวประกาศออกไปต่อหน้าผู้คนที่ร่วมมุงดูเหตุการณ์
“ข้าจางหรูอี้ไม่ยินดีแต่งงานกับท่าน”