ระหว่างที่เดินไปหยิบถาดอาหารที่ร้านก๋วยเตี๋ยวอิตาลีผมบังเอิญเดินผ่านธรณี ขนาดพื้นที่นี้มีโรงอาหารตั้งห้าแห่งยังอุตส่าห์มาเจอกันเขาบอกว่าเพิ่งกินเสร็จกำลังจะไปดูเวทีหมายเลขหกต่อ
“ท่านเจอสหายกับอีฟแล้วรึยัง”
“อยู่นั่นไง” ผมสอดส่ายสายตาแล้วชี้ไปที่ชายหน้าหล่อซึ่งกำลังต่อคิวรับอาหารแสดงว่าคนก่อนหน้ามัวรีรอไม่ยอมลุกมารับอาหารทันทีที่สัญญาณไฟเขียวปรากฏ
“นายไปนั่งกินด้วยกันไหม”ผมชักชวนเพื่อน
“ไม่เป็นไรเดี๋ยวคุยธุระกับสหายเสร็จจะรีบไปแล้ว อยากฟังคุณเสรี บรรพกาฬเรากลัวไปไม่ทันถามคำถามเขา” ธรณีตอบด้วยท่าทางดูกระตือรือร้นอย่างมากไหนว่าไม่อยากมาแต่แรก
ผมไม่ได้ถามต่อว่าเขามีธุระอะไรกับสหายจึงกล่าวลาแล้วเดินออกมาที่โต๊ะ ตอนเย็นถ้าใครเสร็จก่อนค่อยโทรหาอีกฝ่ายผมกลับไปนั่งเก้าอี้ตัวเดิมอิสรามารออยู่ก่อนแล้วพร้อมกับอาหารที่ดูเหมือนข้าวราดแกงสองสามอย่างที่ชื่อเมนูว่าสี่เกลอ ซึ่งผมไม่รู้ว่ามีอะไรฟิวชั่นกันบ้าง ดูคร่าว ๆ มีเนื้อราดซอสเกรวี่มีผัดกะหล่ำปี ปนอยู่ในจานด้วย ส่วนอาหารของผมเป็นก๋วยเตี๋ยวต้มยำแต่ใส่เส้นสปาเกตตี
“สหายยังไม่มาเหรอ” ผมถามอิสราทั้งที่รู้คำตอบเห็น ๆ
“เห็นคุยกับธรอยู่”อิสราชี้ให้ดูโดยเหลียวไปทางขวา สหายยืนถือถาดอาหารคุยกับธรณีสีหน้าดูซีเรียสจริงจัง น่าจะเป็นเรื่องงานผมเลยมีเวลาอยู่สองต่อสองกับอิสราคู่หนึ่ง เธอใช้ช้อนตักอาหารใส่ปากอย่างรวดเร็วแต่ไม่ได้ดูมูมมาม คงฝึกฝนทักษะการกินให้ทันเวลามาบ่อยจนชำนาญ
“กินกล้วยทอดน้ำผึ้งหน่อยไหมเราซื้อมาเผื่อ” ผมหยิบถุงกระดาษที่สั่งมาจากร้านข้าง ๆวางไว้ตรงกลางระหว่างเราสองคน แล้วยิ้มเชื้อเชิญผมเคยเห็นเธอสั่งมากินหลายครั้งในโรงอาหารของบริษัทเลยมั่นใจว่าเธอไม่ปฏิเสธเพราะไม่ชอบแน่
“ขอบใจนะแต่ของเราที่สั่งมาก็เยอะแล้ว” ผมดูขนาดข้าวของเธอแล้วก็เห็นด้วยแปลกใจว่าทำไมเธอกินอาหารมากขนาดนี้ทุกมื้อแล้วยังรักษารูปร่างให้หุ่นดีได้อาจจะเป็นเพราะเธอออกกำลังกายเป็นประจำอิสราใช้ส้อมจิ้มไปกินชิ้นหนึ่งไม่ให้หักน้ำใจผม สังเกตมาหลายครั้งแล้ว เธอเป็นคนส่วนน้อยที่ใช้ช้อนส้อมแทนที่จะเป็นมือเปล่าอย่างน้อยผมก็ไม่โดดเดี่ยวในสังคมการกินที่วิวัฒนาการย้อนกลับเช่นนี้
“เอานี่ไป เราซื้อให้”อิสราเอามือดันแก้วเครื่องดื่มสีน้ำตาลเลื่อนมาทางผมเพิ่งสังเกตว่าเธอมีนมชมพูอีกแก้วหนึ่ง
“เออ...”ผมจ้องกาแฟเย็นที่อยู่ตรงหน้าอย่างประหลาดใจขณะที่ผมกำลังคิดหาวิธีปฏิเสธโดยไม่ให้เสียน้ำใจอิสราก็ชิงพูดตัดหน้าราวกับอ่านใจผมได้ โชคดีที่ไม่ได้ซื้อเครื่องดื่มอะไรมาก่อน
“ก็ที่เราติดค้างท่านตอนทำนมเย็นหกไง”อิสราช่วยกระตุ้นความจำผมให้ระลึกถึงเหตุการณ์ที่หมู่บ้านบงชัยไม่เคยคาดคิดว่าเธอจะจริงจังกับเรื่องเพียงนี้ “หวังว่าจะไม่โอเวอร์โดส[1]นะ”
“แค่นี้จิ๊บจ๊อยเรากินวันละห้าหกแก้วสบาย ๆ...ขอบใจนะ” ผมส่งรอยยิ้มกว้างให้หญิงสาวอีกฝ่ายตอบกลับด้วยการยิ้มมุมปากช่วงสั้น ๆผมไม่อยากทึกทักเข้าข้างตัวเองว่าเธอคิดถึงผมบางทีเธออาจแค่ทำตามสิ่งที่จดเพื่อเตือนความจำในสมุดเล่มสีม่วง...ก็เท่านั้น
พวกเรารับประทานอาหารเงียบ ๆมีเพียงเสียงช้อนส้อมกระทบกันท่ามกลางเสียงอึกทึกของผู้คนรอบตัว ผมบรรจงเคี้ยวอาหารอย่างประณีตไม่ใช่ว่าอยากซึมซับรสชาติ แต่มีบางอย่างในใจที่มีโอกาสพูดแต่ตอนนี้เท่านั้นผมหันไปดูให้แน่ใจอีกครั้งว่าธรณีกับสหายยังอยู่ที่เดิม
“อีฟ...เราขอถามอะไรตรง ๆ ได้ไหม”ผมเกริ่นขึ้นต้นประโยค อิสราวางช้อนแล้วพยักหน้า พลางใช้ทิชชูเปียกเช็ดปาก
“ทำไมท่านถึงมากับสหายสองต่อสองไหนบอกว่าท่านไม่ชอบนิสัยเขาไม่ใช่เหรอ”
“เรามาทำงานนะ ชาไม่ได้คิดอะไรมากกว่านี้” อิสราบอก แสดงว่าเธอจับความรู้สึกความหึงหวงของผมได้เธออธิบายว่าเหตุที่เธอต้องพึ่งพาผู้ช่วยแทนที่จะทำงานคนเดียวใช้โดรนถ่ายตนเองตอนสัมภาษณ์ ก็เพราะมีข้อกำหนดว่าห้ามใช้โดรนในรัศมีสิบเมตรจากขอบเวทีทีแรกผมคิดว่าพื้นที่เอฟอีเอนี้จะเสรีจนไม่มีกฎกติกาใด ๆ ควบคุม แต่ปรากฏว่ามีกฎเกณฑ์มากกว่าที่คิดจะเรียกชื่อนั้นก็ไม่ถูกเพราะมันเป็นแค่ข้อตกลง จารีต หรือมารยาทในการใช้พื้นที่ร่วมกันมากกว่าการรักษากฎหมายในพื้นที่นี้ยังเป็นอำนาจของประชาชนทุกคน ไม่ใช่อำนาจของตำรวจ ผมเพิ่งระรึกได้ว่าหุ่นยนต์ตำรวจที่อยู่ในพื้นที่นี้ทุกตัวก็ติดกล่องสี่เหลี่ยมที่เขียนว่าเอ็มซีเอสบี(MCSB) ไว้กลางตัวเช่นเดียวกับโดรนของอิสรา คงออกแบบมาให้กระแสไฟฟ้าแรงกว่าแบบที่ใช้กับมนุษย์เพื่อให้วงจรอิเล็กทรอนิกส์หยุดชะงักได้ทันที
{ ผมมารู้ภายหลังว่าพื้นที่เอฟอีเอแห่งแรกก็ไม่มีข้อบังคับใดๆ ขอแค่ไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่นและเนื้อหาที่เรียกร้องต้องเป็นสาธารณะไม่ใช่เรื่องส่วนตัวย่อมทำได้ไม่จำกัดกฎเหล่านี้ค่อย ๆ พอกพูนขึ้นมาทีละข้อ หลังจากที่พบปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ในแต่ละยุคสมัยการส่งเสียงรบกวนผู้อื่นแบบที่ชายเสื้อเขียวโดนก็มีระบุไว้เช่นกันตัวอย่างที่ทำให้ผมอึ้งมากที่สุดคือ กฎการอนาจารในพื้นที่เอฟอีเอต้องแจ้งล่วงหน้าและมีกระบวนการคัดกรองอายุเมื่อ 30 ปีก่อน เคยมีลัทธิ ธรรมชาตินิยม ซึ่งมาเรียกร้องการเปลือยกายในพื้นที่สาธารณะแน่นอนว่าพวกเขาต้องแสดงออกด้วยการนุ่งลมห่มฟ้าตั้งแต่ตอนที่มาเรียกร้องในพื้นที่นี้ทั้งชายและหญิงผมยิ่งอ้าปากค้างเมื่อรู้ว่ากิจกรรมของพวกเขาในพื้นที่คือการมีเซ็กซ์หมู่โดยอ้างว่าเป็นเสรีภาพ เกิดจากความสมยอม ไม่ได้ข่มขืน ไม่ได้ทำร้ายใครจึงไม่ผิดกฎหมาย แค่คิดเรื่องอัปลักษณ์นี้ก็สะอิดสะเอียนแล้วผลสุดท้ายเกิดข้อตกลงใหม่นั่นก็คือ การแจ้งล่วงหน้าว่าจะมีการเข้าพื้นที่ในเวลาไหนเพื่อที่จะห้ามเด็กและเยาวชนเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าวในเวลานั้นรวมทั้งสำนักข่าวที่ไม่จำกัดเรตติ้ง ก็ต้องมีการเซ็นเซอร์หรือใช้วิธียืนยันอายุเพื่อปลดเซ็นเซอร์ผมโล่งใจที่รู้ว่าหลังจากข้อเสนอลัทธินั้นตกไปก็ไม่มีใครบ้าพอที่จะนำกลับมาเรียกร้องอีกตลอดหลายสิบปี }
“แล้วทำไมท่านไปชวนสหายมาที่นี่ตั้งแต่แรก”ผมยังไม่หยุดเค้นอิสรา ตรงเข้าประเด็นทันทีภาพตอนที่อิสราปฏิเสธผมต่อหน้าไมตรียังอยู่ในความทรงจำ ผมอยากได้ยินคำตอบตรง ๆจากปากเธอ
เธอถอนหายใจแล้วย้อนเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นคงคิดว่าไม่มีวิธีอื่นที่ทำให้ผมเข้าใจได้
“วันจันทร์สหายเข้ามาขอโทษเราต่อเนื่องมาถึงวันอังคารเขาบอกว่าเลิกกับแจน เรารู้ว่าไม่ได้โกหกเพราะแจนเองก็พูดตรงกันเราก็เลยคุยกับสหายตามปกติเหมือนเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง ไม่ได้คิดอะไรมากกว่านี้ยังไงเอ็มเอ็มแบบเราก็เข้ากับพีเอ็มแบบสหายไม่ได้หรอกขนาดเขายังเข้ากับพีพีแบบแจนไม่ได้เลยวันพฤหัสสหายบังเอิญรู้ว่าไมตรีให้เรามาทำข่าวในเอฟอีเอวันนี้เขาก็แค่เสนอตัวเพราะว่างอยู่”
ผมยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ไม่มีทางที่อิสราจะคิดแต่เรื่องงานได้คนเราไม่ได้แบ่งภาคกันง่ายขนาดนั้น บางทีหญิงสาวผู้นี้อาจกำลังศึกษาดูใจผมกับสหายไปพร้อมกันก็ได้เหมือนกับปล่อยให้พวกเราแข่งขันกันเองไม่มีทางที่สหายจะอาสามาช่วยอิสราเพราะเป็นคนมีน้ำใจ ไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ
“ที่ท่านมาที่นี่ก็เพราะเรารึเปล่า”อิสราถามผมตรง ๆ กลับบ้าง ทำเอาเกือบจุก ทีแรกผมกะจะปฏิเสธ แต่สายตาเธอจ้องผมเขม็ง
“ใช่ เราไม่อยากให้เธออยู่กับสหายสองต่อสอง”ผมยืดอกยอมรับ
“เหรอ” อิสราไม่พูดอะไรต่อ ได้แต่ยิ้ม
“ท่านไม่รังเกียจเราเหรอที่ไม่โตเป็นผู้ใหญ่แบบว่าไม่รู้จักแยกแยะ”
“ไม่หรอก ท่านดูเป็นมนุษย์ปกติมากกว่า”อิสราบอกปิดท้าย
สหายถือถาดอาหารเข้ามานั่งเก้าอี้ของตนเองผมเหลียวซ้ายแลขวาไม่เห็นแม้แต่เงาของชายผอมสูง ธรณีคงออกจากโรงอาหารไปแล้ว
“อีฟ กินนี่ไหม”สหายหยิบจานปลาแซลมอนย่างอันหนึ่งลงวางตรงหน้าอิสราเนื้อถูกหั่นเป็นชิ้นวางเรียงสวยงามให้จิ้มกินได้ทันที อิสราถามว่ามันคืออะไร
“ปลาแซลมอนดาวอังคาร”ชายหน้าหล่อบอกชื่อเมนู แล้วเริ่มต้นเล่า “เมนูขึ้นชื่อของร้านที่นี่เลยนะเป็นเนื้อปลาแซลมอนเพาะเลี้ยงที่ดัดแปลงพันธุกรรมเพิ่มรสชาติให้กลมกล่อมไร้สารปนเปื้อน นำไปย่างด้วยเลเซอร์ความร้อนต่ำ ห่อด้วยผักสดออร์แกนิกแล้วคลุกเคล้ากับเครื่องเทศสูตรพิเศษ ที่อุดมด้วยคุณค่าทางอาหารและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”
ผมเกือบหลุดขำกับชื่อเมนูที่ฟังดูหลุดโลกชายผู้นี้บรรยายสรรพคุณเวอร์วังอลังการราวกับว่าเชฟมือหนึ่งมาเอง ผมดูแล้วก็ไม่เห็นมีอะไรต่างจากแซลมอนย่างสมุนไพรธรรมดา
“เฮ้ย! อร่อยว่ะ”อิสราอุทานเมื่อจิ้มเนื้อปลาห่อผักชิ้นหนึ่งใส่ปาก “ไม่คิดเลยว่าการย่างด้วยเลเซอร์จะทำให้เนื้อปลานุ่มได้ขนาดนี้”สีหน้าเธอดูปลื้มปิติมีความสุข ตรงข้ามกับตอนกินกล้วยทอดของผมลิบลับ
ใช่สิ!ขนมขบเคี้ยวของกู จะไปสู้ปลาพรีเมียมราคาแพงของมึงได้ยังไง
ผมตัดพ้อรู้สึกท้อตั้งแต่ตอนเลือกอาหารแล้ว ปลาบ้าอะไรจานละ 15,000 บาทผมรู้แต่ว่าสหายมาจากครอบครัวที่มีเงิน แต่ไม่เคยถามร่ำรวยขนาดไหนตอนนี้ได้คำตอบแล้วผมรู้สึกเหมือนกำลังเผชิญหน้ากับความอยุติธรรมที่เคยต่อสู้มาครึ่งค่อนชีวิตไม่ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไปแค่ไหนเงินตราก็ยังมีอำนาจเสมอซื้อได้แม้กระทั่งความประทับใจคนจนอย่างผมก็ยังเป็นผู้แพ้ให้กับคนรวยอย่างมันอยู่วันยังค่ำ
สหายเหลือบมองถาดอาหารผมแวบหนึ่งแล้วยิ้มมุมปากขณะหันมาถามผม“ชิมหน่อยมั้ย...เราว่าท่านคงไม่เคยลองแน่”
ผมขบกรามแน่นชายผู้นี้ไม่ใช่แค่ถามตามมารยาท แต่ตั้งใจข่มผมเต็มที่มันไม่ยอมเลื่อนจานออกจากพื้นที่ตรงหน้าอิสราด้วยซ้ำ
“ไม่เอาหรอก”ผมพูดเสียงแข็งพลางสั่นศีรษะ ถึงอยากชิมแค่ไหนก็ไม่ยอมเสียเกียรติหรอกว่าแล้วก็คีบเส้นสปาเกตตีต้มยำของผมสูดเข้าปาก หางตาของเธอเหลือบมองผมแวบหนึ่งก่อนจะกลับไปสนใจอาหารในจานต่อ ไม่อาจบอกได้เลยว่าแววตาเพียงชั่วเสี้ยววินาทีนั้นหมายถึงอะไรกันแน่เธอคาดหวังให้ผมปรนเปรอเหมือนชายผู้นี้ หรืออยากขอโทษที่เอ่ยชมสหายอย่างออกนอกหน้าหรือบางทีหญิงสาวอาจกำลังสนุกกับการดูชายหนุ่มสองคนชิงดีชิงเด่นกัน
ผมตัดสินใจแน่วแน่แม้จะรู้ดีว่าตนเองอาจเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งบนเกมกระดานของอิสราแต่ผมก็ไม่อาจยอมศิโรราบให้ชายหน้าหล่อคนนี้ได้จะไม่ยอมปล่อยให้สหายเดินแต้มนำอยู่ฝ่ายเดียวแน่ ตราบใดที่เกมยังไม่จบเราทั้งคู่ต่างก็ยังมีโอกาส
ผมต้องเอาชนะมันให้ได้
[1]Overdose การใช้ยา สารเคมีหรือสารเสพติดเกินขนาด ใช้ในปริมาณที่มากเกินกว่าที่ร่างกายจะรับได้จนเป็นอันตราย