“โอ้ย” เอมอรนิ่วหน้ามองดูฝ่าเท้าตัวเอง เธอรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาแล้วมันก็มีเืไหลออกมาด้วย มัวแต่มองดูอย่างอื่นจนลืมมองทางเดิน กันชะงักเท้าแล้วเดินกลับมาดูก็พบว่าเธอเหยียบเข้ากับซากเปลือกหอยเขาเรียกมันว่าหอยปัง ลักษณะคล้ายหอยโข่งและหอยเชอร์รี่แต่ตูดมันแหลมกว่า
“ย่างไหวบ่อ” (เดินไหวมั้ย) กันเห็นาแค่อนข้างลึก
“ไหวดิ คุณเดินนำไปก่อนเลย เดี๋ยวฉันเดินตามไป”
ไม่ไหวบอกไหวไว้ก่อน ทั้งที่ตอนนี้เธอรู้สึกว่ามันปวดมาก และเืก็ไหลไม่ยอมหยุด เอมอรกำลังจะก้าวขาเดินต่อแต่ก็เซจนเกือบล้มเพราะความเจ็บถ้าไม่ได้มือใหญ่ของเขาคว้าไว้ก็คงล้มลงไปแล้ว กันรั้งร่างบางเข้ามาชิดกับอกกว้างแล้วมองดูคนร่างเล็กเชิงตำหนิ
“คือดื้อแท้ บอกบ่อไหวั้แ่เทือแรกกะจบแล้ว” (ทำไมดื้อจัง บอกไม่ไหวั้แ่ทีแรกก็จบละ) สายตาคมกริบจ้องมองเข้าไปในดวงตาดำขลับของหญิงสาวจนเธอต้องหลบสายตา แล้วเขาก็นั่งยองๆ ลงกับพื้น
“ขี่หลัง เดี๋ยวสิเอาใบมุ้งฝรั่งคัดเืให้” (ขี่หลัง เดี๋ยวจะเอาใบสาบเสือคัดเืให้)
‘มันคือใบอะไร??’
ทั้งเจ็บทั้งอยากถาม ฟังไม่ค่อยชัดเท่าไหร่
“ไม่ได้เดี๋ยวแม่จะว่าเอา” เอมอรยังเป็ห่วงว่าจะโดนแม่เอ็ดเพราะพ่อสั่งไว้ว่าห้ามใกล้ชิดกับผู้ชายจนเกินงาม
“กะเจ็บตีนย่างบ่อได้ สิมาว่าเฮ็ดหยัง ขั่นเ้าย่านกะย่างเอา” (ก็เจ็บเท้าเดินไม่ได้ จะมาว่าทำไม ถ้าคุณกลัวก็เดินเอา) กันกำลังจะลุกขึ้นแล้วเดินหนี
“ก็ได้ๆ ขี่หลังก็ได้” เอมอรยอมทำตามเขาแต่โดยดี เพราะหนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกลและไม่ใช่ทางลาดยางซะด้วย ให้เธอเดินต่อไปอีกคงไม่ไหว เืก็ยังไม่หยุดไหล เกิดมาพึ่งเคยขี่หลังผู้ชายถ้าเป็คนรักกันก็คงจะโรแมนติกน่าดู
‘คิดไปก็อยากจะถ่ายรูปอัพลงไอจี ทวิตเตอร์ เฟชบุค ติ๊กตอก ลงมันให้หมดเอาแบบที่ไม่ต้องเห็นหน้าก็ได้จะได้เอาไว้อวดเพื่อนๆ ว่าชีวิตนี้ก็มีผู้ชายให้ขี่หลังเหมือนกัน คิดแล้วก็คิดถึงทุกคนไม่รู้ป่านนี้จะวุ่นวายกันมากแค่ไหน’
เขาเดินไปหยุดอยู่ที่ต้นสาบเสือแล้วเด็ดใบมันมาสองสามใบส่งเข้าปากแล้วก็เคี้ยวๆ ก่อนจะคายออกมาปิดปากแผลให้เธอแล้วใช้รองเท้าดันให้ติดกับปากแผลเอาไว้
‘พึ่งรู้ว่าใบมุ้งฝรั่งที่เขาเรียกมันคือใบสาบเสือนี่เอง’
เอมอรรู้สึกถึงความอบอุ่นในตัวเขาที่ส่งผ่านมาถึงเธอ มันทำให้เธอรู้สึกว่าเธอไม่ได้อยู่ในโลกใบนี้เพียงลำพัง เวลานี้มันทำให้ใจเธอเริ่มหวั่นไหวเอมอรซบใบหน้าลงบนบ่าเขาเบาๆ กันเดินต่อไปโดยไม่พูดอะไรแต่ใช้ศีรษะดุนหัวทุยของเธอเบาๆ
‘อย่ามาทำแบบเน้ คนไม่เคยมีแฟนมันใจบางหมดแว้ว!’
“เป็หยังคือได้ขี่หลังอ้ายมาจั่งสั้นล่ะ” (เป็อะไรถึงได้ขี่หลังพี่มาแบบนั้นล่ะ) แม่อวนถามขึ้นมาเมื่อเห็นลูกสาวอยู่บนหลังชายหนุ่ม
“เหยียบเปียกบักหอยซั่นแล้วแม่” (เหยียบเปลือกหอยน่ะสิแม่) กันเอ่ยขึ้นบอกว่าที่แม่ยายเมื่อเดินมาถึงตรงที่เขากำลังหาปลา พร้อมกับวางเอมอรให้นั่งลงใต้ร่มเงาพุ่มไม้ ตอนนี้เืของเธอหยุดไหลแล้ว เหลือแต่ความปวดหนึบที่ตรงปากแผล ทุกคนต่างมองเห็นความเปลี่ยนแปลงของหนุ่มสาวคู่นี้ขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง แต่ก็ไม่มีใครปริปากพูดอะไร
“เป็หยังหลายบ่อล่ะ” (เป็อะไรมากมั้ยล่ะ) แม่ของเธอถามขึ้นมามือยังระวิงอยู่กับการเก็บปลากับป้าแจ้งใส่ข้องไม่หยุด
“กะเข้าเลิ้กอยู่ล่ะแม่” (ก็เข้าลึกอยู่ล่ะแม่)
“อย่าให้แผลถืกน้ำเด้อ” (อย่าให้แผลโดนน้ำนะ) แม่อวนพูดย้ำอีกครั้ง กันเดินเข้ามาใกล้แล้วนั่งลงข้างๆ เธอ ส่วนพ่ออาคมนั้นมองั้แ่เธอขี่หลังเขามาจนเธอนั่งลงก็ยังไม่เอ่ยอะไรออกมาสักคำ
“เจ็บบ่อ” เขาถามด้วยความเป็ห่วง
“อือ มันปวด”
“อดเอา ใหญ่แล้ว” (ทนเอา โตแล้ว)
‘แค่เนี้ย! คิดว่าจะมียาอะไรมาให้กินให้ทาอีก ไม่มี้ ทนปวดไปจ้ะเอมอร’
“ข่อยไปหาปลานำขเ้าก่อน เ้านั่งถ่าอยู่นี่ล่ะ ถ้าปวดหลายกะเอาตีนไปขางไฟ” (ผมไปหาปลากับพวกเขาก่อน คุณนั่งรออยู่นี่แหละ)
เขาบอกเธอพร้อมชี้ไปยังกองไฟที่ก่อขึ้นมาเพื่อย่างปลาและให้สำหรับคนที่จะขึ้นมาจากน้ำมานั่งผิง เพราะถึงแม้แดดจะแรงแต่หน้าหนาวแบบนี้แถมลงไปแช่น้ำนานพอขึ้นมาก็ปากสั่นกันหมด
‘มากินข้าวป่าวันนี้ท่าทางจะไม่อร่อยซะแล้ว’
กันพูดแค่นั้นก็เดินไปถอดเสื้อและกางเกงขายาวออกเหลือเพียงชั้นในตัวเดียว ทำเอาเอมอรหลบสาตาแทบไม่ทัน
‘โอ้! นึกจะถอดก็ถอดไม่เกรงใจคนมองบ้างเล้ย’
เอมอรพึ่งรู้ว่าการหาปลาเขาต้องถอดเสื้อผ้าแบบนี้กันหมดทุกคน เกิดมายังไม่เคยเห็นผู้ชายแก้ผ้าต่อหน้าต่อตา
‘อีตาบ้ากันนี่ก็ไม่อายด้วยนะ แล้วแม่อวนกับป้าแจ้งก็นั่งชิวเฉยเลย เขาคงชินกันหมดแล้วล่ะมั้ง แต่ทำไมใจฉันมันเต้นแรงแบบนี้ล่ะ บอกตัวเองว่านี่มันคือชุดหาปลานะสาว’
“คือบ่อพากันจี่ปลากิน” (ทำไมไม่จี่ปลากิน) พันน้องชายคนรองจากกันถามแม่อวนหลังขึ้นจากน้ำแล้วนำผ้าขาวม้ามาพันรอบเอวไว้
‘ค่อยยังชั่วอย่างมากก็เปลือยแค่ท่อนบน’
วันนี้มีชายโสดให้เธอมองถึงสามคน หล่อๆ ทั้งนั้นแต่หล่อสู้พ่อหนุ่มกันของเธอไม่ได้สักคน
“ทันได้ว่างเนาะ” (ยังไม่ว่างนี่นา) แม่อวนบอกพันแล้วเดินเข้ามาใกล้เอมอรพร้อมพลิกฝ่าเท้าขึ้นดู
“มันเข้าเลิ้กอยู่ตั้วนิ่ ถ้าบ่อเซามื้อแลงจั่งกินยาแก้ปวด” (มันเข้าลึกอยู่นะเนี่ย ถ้าไม่หายตอนเย็นค่อยกินยาแก้ปวด)
“กูไปเก็บผักขมมาแกงใส่ปลาก่อนเด้อทิดพัน กับสิเลยไปเก็บบักกอกมาตำใส่บักหุ่งนำ” (กูไปเก็บผักสะเดาดินมาแกงใส่ปลาก่อนนะทิดพัน แล้วก็จะเลยไปเก็บมะกอกป่ามาใส่ส้มตำด้วย) แม่อวนบอกกับพัน
“เอ้อไปโลด ข่อยกะสิไปหาไม้มาย่างปลาก่อน” (ครับไปเถอะ ผมก็จะไปหาไม้มาย่างปลาก่อน)
พันเดินหายเข้าไปในป่าประมาณห้านาทีแล้วกลับมาพร้อมกับไม้ไผ่ลำไม่ใหญ่มากแล้วเหลาปลายให้แหลม จากนั้นเขานำปลาตะเพียนตัวใหญ่มาสามตัวแล้วทาด้วยเกลือเม็ดใหญ่จนขาวโพลนไปหมด แล้วเสียบปลาเข้ากับไม้ไผ่จากนั้นนำไปย่างไฟ
“ควร…ไปเอาควายกินน้ำก่อนไป มันหิวน้ำยืนเส่าแฮบๆ แล้วนั่น” (ควร…ไปเอาควายกินน้ำก่อนไป มันหิวน้ำยืนหายใจหอบพะงาบๆ แล้วน่ะ)
แม่อวนะโบอกลูกชายให้ไปปล่อยควายให้กินน้ำ
“เอ้อๆ ไปเดี๋ยวนี่ล่ะ” สมควรบอกแม่อวนแล้วรีบเดินขึ้นมาจากน้ำทันที
ยี่สิบนาทีผ่านไปสิ่งที่แม่อวนได้กลับมาก็คือใบตองหนึ่งก้าน สะเดาดินหรือที่เธอเรียกว่าผักขม มะกอกป่าและมะเขือเทศสีดาลูกเล็กสีแดงส้ม เอาไว้สำหรับใส่ส้มตำ
“ได้บักเขียเคียมาพร้อมติ เอามีดมาให้แหน่ กูสิฝานบักหุ่งให้” (ได้มะเขือเทศมาด้วยเหรอ เอามีดมาให้หน่อยจะสับมะละกอให้) ป้าแจ้งบอกน้องสาวแต่แกใจร้อนกว่าเลยเดินมาที่ตะกร้าที่สานด้วยไม้ไผ่ในนั้นมีเครื่องครัวอยู่เกือบครบแล้วป้าแจ้งก็หยิบมีดออกมาเพื่อไปปอกเปลือกมะละกอ
“อีหล้าปวดหลายบ่อ” (นังหนูปวดมากมั้ย) ป้าแจ้งเอ่ยถามหลานสาวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล
“เริ่มดีขึ้นแล้วค่ะป้า”
“ดีแล้ว กินข้าวแล้วจั่งไปนอน” (ดีแล้ว กินข้าวแล้วค่อยไปนอน)
“ค่ะ”
เอมอรนั่งมองคนนั้นทีคนนี้ที เพราะตอนนี้เธอเดินมากไม่ได้จึงไม่ค่อยได้ช่วยงานใคร ถ้าหายดีอย่าหวังว่าแม่อวนจะให้นั่งอยู่เฉยๆ