ตระกูลโรเซ็ตต้าแน่นอนว่าคามาริน่าย่อมต้องรู้จัก แม้เธอจะไม่เคยพบปะกับผู้นำตระกูลโดยตรงก็ตาม แต่อิทธิพลและอำนาจของตระกูลก็ไม่ใช่สิ่งที่เธอจะมองข้ามได้ คาทาริน่าสูดลมหายใจเข้าปอดเธอรู้สึกโชคดีที่ตัวเองรอบคอบ ไม่ได้ใช้วิธีทื่อด้านทั้งยังโหดเหี้ยมอำมหิตอย่างการฆ่าอีกฝ่าย ก่อนจะหาผู้ใช้เวทย์ถามวิญญาณถามความจริงออกมา ซึ่งเธอก็ไม่ชอบวิธีนี้อยู่แล้ว
แล้วถ้าพูดถึงตระกูลโรเซ็ตต้าจะไม่พูดถึงผู้หญิงคนหนึ่งไม่ได้เลย ผู้หญิงคนนั้นเป็นผู้ที่เพียบพร้อมทั้งความงามและพรสวรรค์ในเรื่องเวทย์มนต์ ความแข็งแกร่งของเธอคนนี้นั้นเรียกได้ว่าเป็นที่เลื่องลือด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ตัวเธอเป็นที่หมายปองทั้งเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ต่างๆ มากมาย ทว่าอยู่มาวันหนึ่งเธอคนนั้นก็หายตัวไปและไม่ปรากฏตัวออกมาอีกเลย ขณะที่ผู้คนต่างกำลังฉงนงงงวยกับการหายตัวไปของเธอ กลับมีข่าวลือประหลาดเกิดขึ้นว่าเธอคนนี้ได้แต่งงานกับพระราชาเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง ส่วนเมืองเมืองนั้นจะเป็นเมืองอะไรกลับไม่มีใครบอกได้ ทว่าในสายตาของผู้คนทั่วไปต่างพากันมองว่าเป็นก็เพียงแค่เรื่องชวนหัวที่ไม่มีมูลความจริงเท่านั้น ไม่ว่ายังไงเรื่องที่ทายาทตระกูลโรเซ็ตต้าจะลดตัวไปแต่งงานกับพระราชาของเมืองเล็กๆ ได้นั้น มันก็ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด
ทว่าวันนี้คาทาริน่าได้ค้นพบแล้วว่าเรื่องที่ไม่มีทางเป็นไปได้นั้นมันเป็นไปแล้ว ซึ่งหลักฐานก็ไม่ใช่อะไรที่ไหนแต่เป็นเด็กตัวแสบตรงนะเธอคนนี้ เธอค่อนข้างมั่นใจว่าใบหน้าที่งดงามจนเหมือนเด็กผู้หญิงนี้จะต้องได้มาจากแม่เขาอย่างแน่นอน แต่เธอไม่รู้ว่าไอ้นิสัยเจ้าเล่ห์และชั่วร้ายแบบนี้ได้มาจากแม่เขาด้วยหรือไม่ คาทาริน่านึกย้อนไปถึงพฤติกรรมต่างๆ ของเด็กคนนี้ แล้วก็คิดในใจว่า
‘หรือเจ้าเด็กนี่จะไม่รู้เรื่องอะไรเลยเกี่ยวกับตระกูลของแม่เขา’ ซึ่งเธอยิ่งคิดก็ยิ่งใช่ไม่อย่างนั้นเด็กคนนี้คงไม่คิดจะทำอะไรอ้อมโลกอย่างการจัดฉากฆ่าเธอแบบนี้แน่ ส่วนหากจะบอกว่าแม่ของเขาไม่เกี่ยวกับตระกูลโรเซ็ตต้าก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นจะไม่มีทางมีตรากุหลาบสีทองนั่นเด็ดขาด ถึงแม้เธอจะยังไม่เข้าใจว่าทำไมตระกูลโรเซ็ตต้าถึงยอมให้ลูกสาวที่มีอนาคตไกลมาแต่งงานกับพระราชาเมืองบ้านนอกแบบนี้ก็ตาม
เออร์วินที่ได้เห็นสีหน้าและปฏิกิริยาของคาทาริน่าก็รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องจึงถามว่า
“คนรู้จักท่านแม่ของผม?”
คาทาริน่าจ้องหน้าเขาก่อนจะตอบว่า
“แค่เคยได้ยินชื่อน่ะ”
“เคยได้ยินชื่อ? ได้ยินแบบไหนหรอครับ”
คาทาริน่าจ้องมองเขาอยู่อย่างนั้ก่อนจะตอบว่า
“ได้ยินผ่านๆ ว่าเป็นคุณหนูในตระกูลโรเซ็ตต้า”
เออร์วินที่ได้ยินก็ยิ่งสงสัยแม้เขาจะรู้ว่าตระกูลของแม่เขานั้นอยู่ที่อาณาจักรลูมิเนียที่เป็นหนึ่งในเจ็ดอาณาจักรใหญ่ แต่เขาก็ไม่คิดว่ามันจะสำคัญมากพอที่ทำให้อัศวินศักดิ์สิทธิ์อย่างคาทาริน่ารู้จัก ก่อนที่เขาจะนึกถึงเรเวนเพราะเธอคนนี้ก็เคยแสดงออกว่ารู้จักตระกูลโรเซ็ตต้าด้วยเช่นกัน ‘หรือว่าตระกูลของท่านแม่จะไม่ใช่ตระกูลเล็กๆ กันนะ’ เออร์วินคิดในใจ ที่ผ่านมาเขาเองก็เคยสงสัยเกี่ยวกับตระกูลของแม่เหมือนกัน ถึงจะแม่ของเขานั้นไม่เคยพูดอะไรเกี่ยวกับตระกูลของแม่ให้ฟังเลย นอกจากแค่ว่ายายและน้าสาวของเขาอยู่ที่อาณาจักรลูมิเนียแค่นั้น และการที่แม่ของเขามาแต่งงานกับพ่อที่เป็นพระราชาของเมืองเล็กๆ ที่อยู่สุดขอบทวีปแบบนี้เออร์วินก็เคยสงสัยอยู่เช่นกัน เพราะในโลกใบนี้ยิ่งมีฐานะสูงการแต่งงานทางการเมืองจึงยิ่งเป็นเรื่องปกติ เขาไม่คิดว่าทางตระกูลของแม่จะยอมให้แม่ของเขาที่อาจจะเป็นเครื่องมือในการผูกมิตรกับชนชั้นสูงมาแต่งงานกับพ่อได้ รวมทั้งเรื่องที่อยู่ๆ เกรซก็โผล่มาแล้วมาเป็นสาวใช้ส่วนตัวให้พี่สาว ซึ่งเออร์วินก็รู้แค่ว่าเธอคนนี้ถูกส่งมาจากตระกูลในอาณาจักรลูมิเนียให้มาเป็นสาวใช้ส่วนตัวของพี่สาวเขาโดยตรงแค่นั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้เขาเองก็เคยถามแม่เช่นกันและคำตอบที่ได้มาก็แค่ว่า พี่สาวของเขานั้นเป็นอัจฉริยะและยายกับน้าสาวก็ให้ความสำคัญแค่นั้น แม้จะได้คำตอบมาแค่นั้นแต่เออร์วินก็ไม่ได้คิดสงสัยอะไรมากมาย เพียงแค่จับตามองเกรซอยู่ระยะเวลาหนึ่งจนมั่นใจว่าไว้ใจได้ว่าไม่ใช่คนที่จะเป็นอันตรายต่อพี่สาวเขาเขาก็เลิกสนใจเรื่องนี้ และคิดว่านี้อาจเป็นเรื่องปกติของทางตระกูลแม่เขาแค่นั้น
เมื่อคิดถึงเรื่องเหล่านี้เขากลับรู้สึกแปลกขึ้นมาทันที เออร์วินมองคาทาริน่าแล้วถามเธอว่า
“คุณรู้อะไรเกี่ยวกับตระกูลของแม่ผมบ้าง”
คาทาริน่าจ้องมองเขาก่อนจะตอบว่า
“ถ้าอยากรู้ขนาดนั้นก็เอาของชิ้นนั้นมาแลกสิแล้วก็แก้มาฉันด้วย”
“ของชิ้นนั้น?” เออร์วินทวนคำก่อนจะนึกออกว่าเป้าหมายของอีกฝ่ายก็คือของที่เขาเรียกครอบครองอยู่จึงตอบว่า “ถ้าของที่คุณหมายถึงของที่ผมได้จากพวกโจรนั้นละก็ผมตอบได้เลยว่าผมเองก็ไม่รู้ว่าเป็นของชิ้นไหน”
“ไม่รู้?”
“ก็ผมมักเอาของที่ได้มาจากคนที่ผมล่าฆ่าหัวใส่ถุงแล้วก็รวมๆ กันไว้น่ะสิครับ ตอนที่ผมไม่รู้เรื่องนี้ผมก็ยังปวดหัวอยู่เลยว่าของที่ศาสนจักรถึงขนาดต้องส่งอัศวินศักดิ์สิทธิ์อย่างคุณมาเอาด้วยตัวเองมันเป็นของแบบไหนกันแน่ และมีความสำคัญขนาดไหน”
คาทาริน่าทำหน้าเหลือเชื่อเธอคิดถึงตอนที่ยื่นข้อเสนอให้เขาส่งของชิ้นนั้นมาให้เธอ แต่สิ่งที่ได้กลับมากลับเป็นลูกกระสุนปืนของเขา แล้วแต่ตอนที่เธอได้สู้กับเขาครั้งล่าสุด เขากับตอบหน้าตาเฉยว่าไม่รู้ว่าของที่เขาครอบครองนั้นมีความสำคัญขนาดไหน ตอนแรกเธอคิดว่าอีกฝ่ายตั้งใจกวนประสาทยั่วโมโหเธอ แต่หากสิ่งที่เด็กคนนี้พูดเป็นความจริงก็หมายความว่าเขาก็ไม่รู้จริงๆ ว่าของที่จะตามหาคืออะไร ถึงเธอมองว่ามันบ้ามากความจริงทั้งแผนการของเขาและจุดประสงค์ของเขา สามารถปิดเป็นความลับจากเธอได้แท้ๆ แต่ทุกอย่างกลับต้องมาโป๊ะแตกเพราะของที่เขาไม่รู้ว่าคืออะไรเนี่ยนะ
“นี่เธอจะบอกว่าเธอไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับของชิ้นนั้นเหรอ”
เออร์วินพยักหน้าก่อนจะตอบอีกว่า
“อย่าว่าแต่ของชิ้นนั้นคืออะไรครับรูปร่างหน้าตามันเป็นยังไงลักษณะแบบไหนผมยังไม่รู้เลย”
คาทาริน่าอึ้งไปทันทีนึกในใจว่า
‘นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันตกลงเจ้าเด็กนี้มันฉลาดหรือโง่กันแน่’ คาทาริน่าเริ่มรู้สึกสับสน เธอจ้องหน้าเขาก่อนจะถามว่า
“สรุปก็คือที่เธอทำทุกอย่างแม้จะรู้ว่ามันเสี่ยงที่จะเป็นศัตรูกับศาสนาจักร ก็เพราะเธอไม่รู้จริงๆใช่ไหมว่าไอ้ของที่ฉันต้องการคืออะไร”
เออร์วินพยักหน้าสองที คาทาริน่าก็ถอนลมหายใจออกก่อนจะพูดว่า
“ในตอนที่เธอจัดการพวกกลุ่มโจรเพลิงอสูรในบรรดาของหลายชิ้นที่เธอได้มาจากพวกนี้ มีของชิ้นไหนบ้างไหมที่มีลักษณะเรียบง่ายไม่มีอะไรเด่น”
เออร์วินทำท่านึกก่อนจะพูดว่า
“กลุ่มโจรพลังอสูรเหรอครับ เป็นกลุ่มโจรที่ชื่อเห่ยจังเลยนะครับ ส่วนรายละเอียดของที่คุณบอกนั้นมันกว้างเกินไปครับมีอะไรที่มันเจาะจงมากกว่านี้ไหม”
คาทาริน่าขมวดคิ้วก่อนจะพูดเสริมว่า
“มันเป็นเหมือนไม้แกะสลักเป็นรูปสัตว์น่ะ”
เออร์วินนึกอยู่พักหนึ่งก็ปรากฏภาพของชิ้นหนึ่งขึ้นมา ไม้ที่ถูกแกะสลักเป็นรูปนกยืนอยู่บนแท่นไม้อีกทีหนึ่ง การแกะสลักนั้นเรียบง่ายและขาดความปราณีต เขายังจำสัมผัสได้ว่ามันไม่มีร่องรอยการไหลเวียนของมานาหรืออักขระเวทย์มนต์สลักไว้เลยแม้แต่น้อย มันเป็นเพียงแค่ไม้แกะสลักโง่ๆ อันนึงเท่านั้น เออร์วินจำได้ดีเพราะมันเป็นของธรรมดาเพียงแค่ไม่กี่ชิ้นที่พวกโจรมี ซึ่งมันขัดแย้งกับสมบัติชิ้นอื่นหรือพวกเงินอย่างพวกเหรียญทอง
คาทาริน่าสังเกตสีหน้าของเขาก็พอเดาได้ว่าตอนนี้เหมือนจะนึกอะไรออกแล้ว ทว่าเขากลับสบตากับเธอแล้วถามว่า
“พวกคุณอยากได้ที่ทำกระดาษเหรอครับ”
“ที่ทับกระดาษ?”
“ก็ผมนึกๆ ดูแล้วของที่คุณพูดถึงมันเหมือนที่ทับกระดาษเลยนะครับ”
“ไม่ใช่ย่ะ”
“ไม่ใช่?”
“นี่เธอคิดจริงๆ หรอว่าศาสนาจักรจะส่งฉันมาเพื่อที่ทับกระดาษน่ะหา”
“อ้าวไม่ใช่หรอครับ”
“ก็ไม่ใช่น่ะสินี่เธอจะกวนประสาทฉันใช่ไหม”
“ถ้าไม่ได้เอาไว้ทับกระดาษแล้วมันมีไว้ทำไมล่ะครับ”
“ก็มันมีไว้เพื่อ…” คาทาริน่าหยุดพูดกะทันหันก่อนจะมองไปที่เด็กชายซึ่งตอนนี้กำลังมองเธอด้วยใบหน้าใสซื่อ เธอสบตากับนัยน์ตาสีแดงเพลิงของเขา
“มันมีไว้เพื่ออะไรหรอครับ” เออร์วินถามเพราะเห็นอยู่ๆ เธอก็หยุดไป คาทาริน่ามองหน้าเขาแล้วตอบว่า
“ร้ายนักนะเธอนี่คิดจะหลอกให้ฉันพูดออกมาสินะเกือบหลงกลเธออยู่แล้วเชียว”
“หลงกล? หลงกลอะไรผมหรอครับ นี่คุณคาทาริน่าไม่ไว้ใจผมขนาดนั้นเลยหรอครับ” เออร์วินยังคงถามด้วยใบหน้าที่ ‘ใส่ซื่อ’
“ก็เธอมันทำตัวน่าไว้ใจไหมล่ะ”
เออร์วินทำหน้าเหมือนจะร้องไห้พูดออกไปว่า
“ใจร้ายทำไมพูดแบบนั้นล่ะครับทั้งที่ผมออกจะเป็นเด็กใส่ซื่อแท้ๆ”
คาทาริน่ารู้สึกเสียใจที่เธอถูกจับมัดอยู่ไม่อย่างนั้นคงได้เขกกบาลเจ้าเด็กนี่ไปแล้ว เธอจึงทำได้แค่พูดกลับไปว่า
“ถ้าอย่างเธอเรียกใสซื่อในโลกนี้ก็ไม่มีเด็กเจ้าเล่ห์แล้วล่ะ”
เออร์วินก็เปลี่ยนเป็นยิ้มประจบ
“พูดอะไรออกมาล่ะครับคุณคาทาริน่าผมไม่ใช่เด็กเจ้าเล่ห์ขนาดนั้นซะหน่อย อย่าลืมสิครับว่าผมยังทำอาหารอร่อยๆ ให้คุณกินเสมอเลยนะ แต่ตอนนี้เราก็เริ่มสนิทสนมกันมากขึ้นแล้วด้วย แค่บอกเรื่องนั้นให้ผมรู้หน่อยเดียวมันไม่น่าจะเสียหายเลยไม่ใช่เหรอครับ”
คาทาริน่าเริ่มเปลี่ยนเป็นอยากเขกกบาลเจ้าเด็กนี่ เป็นถอดรองเท้าตบหัวแทนขึ้นมาเด็กบ้าอะไรมันจะกลับกรอกได้ขนาดนี้ เธอตอบเขาไปว่า
“แก้มัดฉันสิแล้วฉันจะบอก”
ทว่าเออร์วินกลับยิ้มประจบแล้วพูดว่า
“พูดอะไรออกมานะครับคุณคาทาริน่าผมชอบคุณคาทาริน่าที่เป็นแบบนี้มากที่สุดเลยนะครับ เพราะมันหมายความว่าคุณจะเป็นของผมเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น”
แม้แม้เธอจะรู้ว่าอีกฝ่ายเพียงแค่แถเพื่อไม่ต้องการปล่อยตัวเธอ แต่เธอที่ได้ยินในสิ่งที่เขาพูดก็อดหน้าแดงไม่ได้ เธอเบือนสายตาไปทางอื่นพูดว่า
“พูดอะไรออกมาเจ้าเด็กแก่แดดเรื่องแบบนี้จะพูดพล่อยๆ ไม่ได้นะ”
เออร์วินที่เห็นปฏิกิริยาของเธอก็ลอบยิ้มในใจพูดว่า
“ผมไม่ได้พูดพลอยๆ นะครับ ที่ผมพูดไปนั้นล้วนเป็นความจริงทุกประการ และที่ผมชมคุณว่าสวยเหมือนนางฟ้าลงมาจากสวรรค์ในตอนแรกที่เจอกันนั้นก็เป็นความจริงครับ ในเวลาผู้หญิงคนที่ผมเคยเจอมาเพิ่งมีคนเป็นคนแรกที่ผมชมแบบนี้”
แม้เออร์วินจะไม่เข้าใจความหมายถึงปฏิกิริยาของอีกฝ่ายว่าทำไมเธอถึงมีท่าทีแบบนี้ แต่เขาก็พอมองออกแค่ว่าคาทาริน่าผู้นี้กำลังเขินอายอยู่ เขาจึงหวังจะหยอดคำหวานให้เธอเคลิ้มและคล้อยตามยอมบอกความจริงเรื่องของชิ้นนั้น ทว่าทันทีที่เขาพูดออกไปคาทาริน่าเริ่มเปลี่ยนจากความเขินอายมาเป็นความเย็นชาพร้อมกับจ้องหน้าเขาแล้วถามว่า
“หยอดเก่งจังเลยนะเธอนี่ไม่แปลกใจเลยที่อาบิเกลหลงเธอแบบหน้ามืดตามัวขนาดนั้น”
“ฮะ?” เออร์วินปรับตัวไม่ทันที่อยู่ๆ คาทาริน่าก็เปลี่ยนท่าที และไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงพูดถึงอาบิเกลอีกแล้ว
คาทาริน่ายังคงพูดต่อไปว่า
“จะว่าไปแล้วรอบๆ ตัวเธอ ก็มีแต่ผู้หญิงสวยๆ นี่นะ ทั้งสาวใช้ส่วนตัวจากตระกูลแบล็ควิงอะไรนั้นอีก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสาวน้อยเผ่ามารหูสัตว์ที่เป็นสาวใช้ส่วนตัวของเธออีก เธอนี่มันน่าอิจฉาจังเลยนะตั้งแต่เด็กแล้วก็มีสาวๆ รายล้อม”
เออร์วินพูดอะไรไม่ออกเพราะตามอารมณ์ของคาทาริน่าไม่ทัน ซึ่งเขารู้สึกคุ้นเคยกับบรรยากาศนี้อย่างบอกไม่ถูก มันเหมือนกับตอนที่เขาถูกพี่สาวกับน้องสาวกดดันเรื่องอะไรบางอย่างที่เขาเองก็ยังไม่เข้าใจ เช่นเรื่องที่เขาแอบหนีเที่ยวแล้วมีกลิ่นน้ำหอมติดมา หรือเรื่องที่เขาเคยชมเธอคนนี้ว่าสวยเหมือนนางฟ้าลงมาจากสวรรค์
‘บรรยากาศนี้มันอะไรกันหว่า’
คาทาริน่ายังไม่หยุดเธอยังใส่ต่อว่า
“จะว่าไปแล้วฉันจำได้ว่าที่ป้อมปราการแอสทราวินตอนนั้นที่หน้าโรงตีเหล็กของแกรี่เหมือนฉันจะเห็นผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามากอดเธอนี่นะ เธอนี่มันเสน่ห์เหลือร้ายเลยเนอะทั้งที่ตัวแค่นี้”
“เอ๊ะ?” เออร์วินเริ่มยิ่งไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ๆ ผู้หญิงคนนี้ถึงขุดเอาเรื่องเก่าๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องขึ้นมาพูด แล้วไม่รู้ทำไมอยู่ๆ เขาก็รู้สึกเหมือนตัวเองทำอะไรผิดมาเช่นเดียวกับตอนพี่สาวและน้องสาวของเขา แต่เรื่องที่เธอพูดนั้นก็อดทำให้เขานึกถึงซิลวี่กลับนอร่าขึ้นมาไม่ได้
‘คิดถึงทั้งสองคนจังเลยนะไม่ได้ว่าตอนนี้จะเป็นไงบ้างเพราะตั้งแต่เกิดเรื่องก็ไม่ได้ออกไปจากเมืองอีกเลยเพราะต้องพักจะกลายเป็นนักล่าค่าหัว หวังว่าถ้าสองคนคงยังสบายดีนะแล้วก็เรื่องที่เธอช่วยเราไว้คราวนั้นคงไม่ทำให้พวกเธอเดือดร้อนหรอกนะ’ ทั้งหมดนี้เป็นแค่การคิดในใจไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมาแต่มันกลับน่าประหลาดเพราะคาทาริน่ากับมองเขาด้วยสายตาเย็นชาก่อนจะพูดว่า
“เธอนี่มันก็ไม่ธรรมดาเลยนะขนาดคุยกันอยู่แบบนี้ยังมีกะจิตกะใจไปคิดถึงผู้หญิงคนอื่นได้อีกร้ายจริงๆ”
“ฮะ?” เออร์วินอุฏฐานออกมาอีกครั้ง เขาเกือบจะเผลอคิดว่าเธออ่านใจได้แล้ว แต่สามัญสำนึกของเขาเขาบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นเขาคงเสร็จตั้งแต่วันแรกที่พวกคาทาริน่ามาที่เมืองนี้แล้ว แต่ถ้าไม่ใช่ความสามารถในการอ่านใจผู้หญิงคนนี้จะรู้ได้ยังไงว่าเขากำลังคิดเรื่องซิลวี่กับนอร่าอยู่ในหัว
คาทาริน่าจ้องหน้าเขาก่อนจะพูดออกมาว่า
“คนเจ้าชู้”
เออร์วินพูดไม่ออกนอกจากพี่สาวของเขาและน้องสาวของเขาแล้วก็ยังมีคาทาริน่าคนนี้อีกคนที่กล่าวหาว่าเขาเป็นคนเจ้าชู้ ซึ่งเขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงถูกพวกเธอบอกว่าเป็นคนเจ้าชู้ได้”
“เอ่อ พอจะบอกได้ไหมครับว่าผมเป็นคนเจ้าชู้ตรงไหน” เออร์วินตัดสินใจทางออกไปเพราะนี่เป็นหนึ่งในปัญหาที่เราคิดแทบตายก็ยังคิดไม่ออก แต่คำตอบที่เขาได้กลับมาจากเธอนั้นคือคำว่า
“ก็เพราะเธอมันเด็กเจ้าชู้ไงเจอใครก็ชมไว้ก่อน แถมพูดเป็นน้ำไหลไฟดับคงชมผู้หญิงจนเป็นเคยชินเลยสินะร้ายกาจจริงเลย จะว่าไปแล้วผู้หญิงที่ชื่อว่าเนียนั่นก็ดูจะสนิทกับเธอมากเลยนี่ แหมแม้แต่เด็กสาวชาวบ้านก็ไม่เว้น”
เออร์วินตอนนี้พูดอะไรไม่ออกเขาไม่รู้ว่าทำไมแค่การถามเรื่องสิ่งของที่อีกฝ่ายกำลังต้องการมันถึงกลายเป็นเรื่องแบบนี้ได้ และเขารู้สึกว่าเหมือนยิ่งพูดเขาก็ยิ่งกลายเป็นคนเจ้าชู้มากขึ่นเรื่อยๆ ซึ่งเขาไม่รู้เลยว่าภายในใจของคาทาริน่าเองก็ไม่เหมือนกับปกติ หรือถ้าจะพูดให้ถูกก็คือความคิดของเธอมันเริ่มเปลี่ยนแปลงมาได้สักพักแล้วเพียงแต่เธอไม่รู้ตัว