บทที่ 29 คนเร่ร่อน
อันหยู่พูดแทรกตัดบทของทั้งคู่ขึ้นว่า “พอได้แล้ว แค่นี้ก็พอแล้ว เราควรมาเริ่มทำเรื่องจริงจังได้แล้ว”
แม่มดน้ำแข็งไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแค่เหลือบตามองไปที่ไป๋อิง จากนั้นก็เชิดหน้ามองไปทางอื่นด้วยท่าทีเย่อหยิ่ง ส่วนไป๋อิงกลับไม่ใส่ใจอะไร ยักไหล่ขึ้นอย่างไม่สนใจ
อันหยู่เห็นว่าทั้งสองคนเงียบลง จึงหันไปมองเหลียงซวี่แล้วพูดว่า “เหลียงซวี่ นายคิดดีแล้วใช่ไหม? อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ แถมนายยังก็เป็นถึงศาสตราจารย์ด้านนี้ น่าจะเข้าใจผลที่ตามมาดีกว่าฉันอีกนะ”
เหลียงซวี่หัวเราะออกมาเป็นเชิงประชดตัวเอง “อันหยู่ ถึงฉันจะเป็นศาสตราจารย์ด้านนี้ก็จริง แต่ทุกอย่างมันก็ยังอยู่บนพื้นฐานของสมมติฐานอยู่ดี ถ้าจะเรียกว่าศาสตราจารย์ นายต่างหากล่ะที่เหมาะกว่า ท้ายที่สุดนายก็ทำงานเกี่ยวกับด้านนี้โดยตรงอยู่แล้ว และตอนนี้ฉันก็พอจะยอมรับทุกอย่างได้แล้ว ต่อให้ฉันคิดจะทำอะไร ไป๋อิงที่คอยจับตาดูฉันตลอด ยังไงก็คงเข้ามาขวางไว้ตลอดแน่...” เมื่อนึกถึงสิ่งที่ไป๋อิงเคยพูด เหลียงซวี่ก็หันไปมองไป๋อิง “อีกอย่างฉันจำได้ว่าไป๋อิงเคยบอกกับฉันว่า ในอดีตมันมีคำตอบบางอย่างที่ฉันยังไม่เคยเห็นใช่ไหม? ฉันก็แค่อยากรู้ว่าฉันพลาดอะไรไปรึเปล่า ถ้าได้เห็น บางทีฉันอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้”
ไป๋อิงส่งสายตาให้กับอันหยู่ “แน่นอน ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีใครมองเห็นทุกอย่างหรอก ถ้ามองเห็นหมด มันก็จะกลายเป็นยึดติด แล้วก็วนกลับไปที่เดิมก็แค่นั้นเอง”
อันหยู่รับสายตาจากไป๋อิง แล้วหยิบเอานาฬิกาทรายสีเหลืองกับสีดำจากในลิ้นชักออกมา ก่อนจะโยนให้ไป๋อิง
ไป๋อิงโยนนาฬิกาทรายสีดำที่ใช้ไปครึ่งหนึ่งคืนให้อันหยู่ แล้วรับนาฬิกาทรายสองอันที่อันหยู่โยนมา ส่วนฉวนที่อยู่ข้างอันหยู่ก็รับนาฬิกาทรายที่ไป๋อิงโยนมา แล้ววางไว้บนโต๊ะ
ไป๋อิงเก็บนาฬิกาทรายสีดำไว้ แล้วพลิกนาฬิกาทรายสีเหลืองกลับด้าน ทรายสีเหลืองพุ่งทะลุนาฬิกาทรายออกมาห่อหุ้มแม่มดน้ำแข็ง ไป๋อิงและเหลียงซวี่ไว้ แล้วพาทั้งสามคนหายไปต่อหน้าทุกคน
อันหยู่มองทั้งสามคนที่จากไป แล้วก็หยิบนาฬิกาทรายสีดำที่มีทรายอยู่เพียงครึ่งเดียววางไว้ในลิ้นชักแล้วอย่างลงแบบไม่ใส่ใจ
“นายมาได้ยังไง?” อันหยู่เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าสือชวนมาถึง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยจะได้เห็น
สือชวนว่า “ฉันเหรอ ก็มากับไป๋อิง แล้วก็ถือโอกาสมาดูพี่เลี้ยงของนายด้วยล่ะมั้ง?”
อันหยู่ตอบ “ชื่อฉวน ไม่ใช่พี่เลี้ยงหรอก ก็แค่ตุ๊กตาจำลองตัวหนึ่งเท่านั้น แล้วความสัมพันธ์กับเถ้า...เถ้าแก่หงเป็นไงบ้างแล้ว?”
ยังไม่ทันที่จะพูดจบ สือชวนก็เอนตัวลงนอนอย่างเหนื่อยล้าบนโซฟา “ก็ยังเหมือนเดิมนั่นแหละ ไปทีไรก็ยังเห็นนั่งจีบนักเรียนอยู่เลย พอเห็นก็อยากจะห้าม แต่พอคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเราก็ได้แต่ปล่อยผ่าน ทำได้แค่ทำเป็นไม่เห็นก็เท่านั้น”
อันหยู่เองก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนเป็นแบบนี้มาตลอด สือชวนชอบเถ้าแก่หง และเถ้าแก่หงก็รู้อยู่เต็มอก แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด เถ้าแก่หงก็มักจะหลบเลี่ยงหรือเมินเฉยอยู่เสมอ ไม่ก็แกล้งไปจีบนักเรียนต่อหน้าต่อตา ความสัมพันธ์แบบนี้ ถึงจะเคยอ่านเจอในหนังสือก็จริง แต่สถานการณ์มันก็ไม่เหมือนกันซะทีเดียว มันรู้สึกแตกต่างอยู่ดี บางทีอาจเป็นเพราะในหนังสือก็ยังเป็นแค่ในหนังสือ ไม่เหมือนความเป็นจริงที่มันไม่ได้ง่ายอย่างนั้น
เถ้าแก่หงก็เคยบอกกับอันหยู่ว่า ห้ามบอกสือชวนเด็ดขาด ส่วนตัวเขาเองก็ไม่รู้จะบอกยังไงดี “อย่างนี้ไม่ได้นะ…เถ้าแก่หงก็เป็นแบบนี้แหละ ถ้ายังปล่อยไว้แบบนี้อีก ไม่ว่าพวกคุณอยู่ด้วยกันกี่ร้อยปี ก็คงไม่มีอะไรคืบหน้าแน่”
เถ้าแก่หงมิใช่คนธรรมดา ยังไงก็สัมผัสได้ถึงสิ่งแปลกปลอมที่ไม่ใช่ของโลกมนุษย์ได้ แล้วยังมีชีวิตที่ยืนยาวจนเหมือนกับเป็นเรื่องธรรมดา ส่วนสือชวนที่ติดหนี้ชีวิตกับอันหยู่ไปแล้ว แล้วกลายมาเป็นลูกจ้างคนหนึ่งไปโดยปริยาย เมื่อเวลาของเขาถูกขายให้กับอันหยู่ ก็หมายความว่า…ตราบใดที่อันหยู่ยังอยู่ เขาก็สามารถควบคุมเวลาให้กับสือชวนได้ตามใจชอบ พูดอีกอย่างคือ...ตราบใดที่อันหยู่ไม่เกิดเรื่องอะไร สือชวนก็แทบจะเป็นอมตะ อยู่กันไปอีกเป็นร้อยปีก็ไม่มีปัญหา แต่กับคนที่เป็นตัวต้นเรื่องกลับมักจะมองไม่ออก คนนอกต่างหากที่เห็นชัดกว่า ทุกอย่างนี้ทำเอาอันหยู่ที่เฝ้าดูอยู่ก็อดถอนหายใจไม่ได้
ส่วนไป๋อิง แน่นอนว่ายังไงก็เข้าใจดีอยู่แล้ว บางครั้งถึงกับดูไปขำไปด้วยซ้ำ
เหลียงซวี่ลืมตาขึ้น มองเห็นภาพที่ทั้งคุ้นตาและแปลกตารอบตัว พอหันกลับไปก็เห็นไป๋อิงยืนอยู่ด้านหลัง พร้อมด้วยแม่มดน้ำแข็งที่ตามมาเงียบๆ
เหลียงซวี่เอ่ยถาม “ที่นี่คือที่ไหน?”
ไป๋อิงมองฝูงชนที่เดินผ่านไปมา รอบกายมีผู้คนมากหน้าหลายตา “ที่นี่คือภาพของอดีต — แต่อดีตที่ว่า ไม่ใช่ของนาย แต่เป็นของลู่อิง เป็นอดีตจริงๆ ของเธอ…อดีตที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย”
“หมายความว่ายังไง?” เหลียงซวี่ยังไม่เข้าใจ
ไป๋อิงมองเขาด้วยแววตาขบขัน “ยังจำทฤษฎีที่ฉันเคยพูดกับนายได้ไหม? เรื่องที่ว่า โลกที่เรากำลังอยู่ อาจเป็นผลลัพธ์จากคนในอนาคตที่ย้อนกลับไปเปลี่ยนอดีต ฉันเคยพูดเรื่องนี้กับนายแล้ว”
เหลียงซวี่ฟังแล้วก็พยายามนึกถึงความทรงจำในอดีต ตอนนั้นมีนักเรียนคนหนึ่งมาถามคำถามแปลกๆ กับเขา เขาก็แค่สมมุติคำตอบไปตามความเข้าใจในตอนนั้น ซึ่งตัวเขาเองยังไม่มั่นใจนัก แต่พอฟังไป๋อิงพูดขึ้นตอนนี้ แล้วลองนึกเชื่อมโยงกัน เหลียงซวี่ก็เริ่มได้ข้อสรุปที่เขาเองก็ไม่กล้าจะเชื่อ
“ถ้าอย่างงั้นก็หมายความว่า…โลกที่เราอยู่ตอนนี้ เป็นผลลัพธ์จากลู่อิงในอนาคต ที่ย้อนกลับไปเปลี่ยนอดีตงั้นเหรอ?” ถ้าเป็นแบบนั้นจริง…เธอทำไปเพื่ออะไร?
ไป๋อิงไม่ได้ตอบ แต่หันไปมองผู้คนที่เดินทะลุผ่านร่างกายตัวเองไป เหมือนกับเป็นร่างที่มีการฉายภาพแบบสามมิติ
“สิ่งที่นายเห็นตอนนี้ มันก็แค่ภาพในอดีต เหมือนดูหนังสามมิติที่นายไม่มีทางสัมผัสได้ แล้วนายล่ะ คิดว่าไง? ที่นี่คือจุดเริ่มต้นของโลกใบแรก จุดเชื่อมเวลาที่ไม่เคยมีใครเปลี่ยนมันได้ ดูเอาไว้ให้ดีล่ะ เหลียงซวี่”
แม่มดน้ำแข็งที่ยืนอยู่ด้านหลังไป๋อิงก็ถอนหายใจเบา ๆ “เฮ้อ…ยังไงก็ขึ้นเรือมาด้วยแล้ว จะหนีก็ไม่ได้แล้วสินะ คงต้องตามเขาไปให้สุดทางแล้วล่ะ”
แม่มดน้ำแข็งหันไปพูดกับไป๋อิง “พวกนายกำลังพูดเรื่องอะไร? ทำไมฉันถึงฟังไม่เห็นเข้าใจเลย?”
ไป๋อิงหรี่ตาแล้วตอบแม่มดน้ำแข็ง “เธอไม่ต้องสนใจอะไรมากมายหรอก รู้แค่ว่าทำตามที่ฉันบอกก็พอแล้ว ในส่วนเรื่องอื่นก็ไม่ต้องไปสนใจหรอก ถ้าเกิดไปก่อเรื่องอะไรขึ้นมา ฉันจะปล่อยเธอล่องลอยอยู่ในรอยแยกกาลเวลา เธอรู้ใช่ไหมว่าคือที่ไหน”
แม่มดน้ำแข็งพอได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ตามไป๋อิงอย่างว่าง่าย
รอยแยกแห่งกาลเวลาคือสถานที่อันตรายอย่างถึงที่สุด แทบไม่มีใครไม่รู้จัก ใครก็ตามที่พลัดหลงเข้าไปเท่ากับเดินตรงเข้าสู่ขุมนรก ไม่มีวันแก่ ไม่มีวันตาย ไม่มีวันเจ็บ ไม่มีวันเกิด ไม่มีวันดับ และทุกสิ่งทุกอย่างจะหยุดนิ่งราวกับถูกแช่แข็ง จนทำอะไรไม่ได้…นอกจาก “รอความตาย” แต่เพราะ “ตายไม่ได้” …สิ่งเดียวที่ค่อย ๆ สลายไปมีแค่ “สติ” อยู่ในนั้นไปนาน ๆ มีแต่จะค่อย ๆ สูญเสียความเป็นตัวเอง ถึงจะไม่ตายทางกาย แต่ก็คือ “นรกของจิตใจ” ดี ๆ นี่เอง
ไป๋อิงเห็นแม่มดน้ำแข็งที่ยืนสงบนิ่งเงียบกริบเป็นเด็กดี เลยหันมาพูดกับเหลียงซวี่ว่า “ไปกันเถอะ ไปดูโลกของลู่อิงกัน”
พูดจบก็เดินนำหน้าไป แม่มดน้ำแข็งก็รีบเดินตามติดแทบไม่ให้ห่าง
เหลียงซวี่ตามไป๋อิง เดินเข้าไปในฝูงชน ลูกกวาดสีดำกลิ้งตกอยู่ที่ปลายเท้าไม่หยุด ผู้คนรอบข้างเริ่มมีความผิดปกติ หัวของคนที่เคยดูปกติ เริ่มงอกหญ้าเขียวขึ้นมา แทบจะเหมือนกันทั้งหมด มีแค่จุดเล็กน้อยที่ดูเหมือนแตกต่าง
เหลียงซวี่ที่เห็นทุกอย่าง ทั้งรูปร่างที่เปลี่ยนไป ตอนนี้มีเพียงเขา ไป๋อิง และแม่มดน้ำแข็งเท่านั้นที่ยังปกติ
ไป๋อิงหันกลับไปมองเหลียงซวี่ “เห็นไหม? นี่คือโลกของลู่อิง และเป็นตัวประหลาดที่เหมือนนาย ยังไงก็เหมือนกับเจอกับคนที่เข้าใจตัวเอง แต่ไม่รู้เลยว่า แค่เป็นตัวประหลาดที่ถูกคนอื่นขับไล่”
หญ้าเขียวที่งอกขึ้น เหมือนเถาวัลย์แผ่ขยาย ไม่รู้ว่าแผ่ไปทางไหน ได้แต่หันมองไปรอบ ๆ ขณะนั้น หญิงสาวคนหนึ่งเดินอยู่ในฝูงชน เธอดูโดดเด่น ในหมู่คนมากมาย มีแค่เธอที่ปกติ แต่ไม่รู้เลยว่า ในสายตาคนอื่น เธอเป็นตัวประหลาดที่กระโดดโลดเต้น
คำพูดเหมือนคมดาบพุ่งใส่หญิงสาว แต่หญิงสาวกลับหลบได้ทั้งหมด ควบคุมร่างกายได้อย่างคล่องแคล่ว เรื่องแบบนี้แทบจะกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับเธอ
หญิงสาวสวมหมวกหญ้าเขียว พรางตัวอยู่ในฝูงชน อยู่กับผู้ชายอีกคนที่มีหญ้าเขียวขึ้น
แสดงรอยยิ้มออกมาอย่างมีความสุข ก้าวเดินไปพร้อมกันกับชายหนุ่ม จนสุดท้ายผู้ชายคนนั้นก็เห็นผู้หญิงอีกคนที่โตและมีเสน่ห์กว่า เลยทิ้งหญิงสาวไป แล้วไปกับผู้หญิงคนนั้น
หญิงสาวมองทุกอย่าง จากนั้น แกนแอปเปิลที่ถูกกินหมดก็หล่นลงมา กระแทกหัวหญิงสาว หมวกหญ้าที่มีไว้เพื่อพรางตัวไว้ก็ร่วงลง เธอเตะแกนแอปเปิลที่อยู่บนพื้นออกไป ผ่านไปครู่หนึ่ง เธอเผยรอยยิ้ม หยิบถุงสีดำออกมา เทเข้าไปในปาก ลูกกวาดหลากสีร่วงเข้าปากหญิงสาวทีละเม็ด
พอข้างในถุงไม่มีลูกกวาดหล่นลงมาอีก หญิงสาวก็โยนถุงดำทิ้ง จากนั้นก็ไปหาลูกกวาด ในบางครั้งก็แกล้งผู้ชายคนนั้นที่ทิ้งเธอ
มีอยู่ครั้งหนึ่ง เธอเจอกับคนที่ไม่มีหมวกหญ้า แม้จะไม่เหมือนเธอ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ ว่าทำไมถึงไม่เหมือนคนพวกนั้น?
จากนั้นหญิงสาวก็ได้อยู่กับชายหนุ่มคนนั้น แล้วก็มีความสุขอยู่ด้วยกัน แต่งงาน ใช้ชีวิต
ในที่สุดก็ตั้งท้องได้สามเดือน แล้วผู้ชายก็ตกอยู่ในสถานการณ์หนึ่ง ทั้งวันจมอยู่กับงานของตัวเอง ผู้หญิงเดินเข้ามาดู แต่กลับเป็นสิ่งที่เธอดูไม่เข้าใจ รวมถึงตัวอักษรประหลาดด้วย
แต่แล้ววันหนึ่งพอกลับมาถึงบ้าน ก็เห็นบ้านถูกรื้อกระจัดกระจาย หญิงสาวก็รู้ว่าคนรักเจอกับปัญหาเข้าแล้ว ปีศาจสีดำตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้นเหมือนเงา พันรัดผู้ชายคนนั้นไว้ สุดท้ายมันอ้าปากกัด กัดจนผู้ชายแหลกละเอียด เลือดสีแดงสดไหลออกมา หยดลงบนพื้น แสงสีแดงกับสีน้ำเงินตัดปะปนกัน พร้อมกับเสียงพึมพำของผู้คน เสียงเด็กร้องไห้ เสียงถ่ายรูปของผู้คน
ผู้คนมองไปยังกล้องถ่าย แล้วส่องที่ตรงหน้า ตรงจุดที่ชายคนนั้นตาย เหมือนกับกำลังบันทึกขั้นตอนการตายของเขา อีกทั้งพวกเขายังไม่กลัวว่าปีศาจตัวนั้นจะกัด เพราะไม่ใช่ตัวเอง
หญิงสาวมองทุกอย่างอย่างไร้เรี่ยวแรง มองดูปีศาจตนนั้น ปีศาจก็มองมาที่เธอเหมือนกัน สุดท้ายปีศาจก็กลืนหญิงสาวเข้าไป จากนั้นหญิงสาวก็ปรากฏตัวอยู่หน้าร้านขายของเก่า พอเปิดร้านของเก่า ก็ได้พูดคุยกับอันหยู่
เหลียงซวี่พอเห็นทุกอย่าง เลยหันไปถามไป๋อิง “นี่มันเกิดอะไรขึ้นน่ะ ไป๋อิง”
ไป๋อิงก็สงสัย ตัวเองไม่เคยเห็นสถานการณ์แบบนี้มาก่อน แต่จากที่เห็นเมื่อครู่ ตอนที่ปีศาจเกือบกัดถึงตัวหญิงสาว หญิงสาวก็หายไปแล้ว ก็เพราะช่วงเสี้ยวนาทีนั้นเอง ไป๋อิงถึงได้เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ไป๋อิงเลยตอบไปว่า “ฉันคิดว่าเพราะลู่อิงเป็นนักเดินทางข้ามเวลา”
“อะไรนะ?”
“นักเดินทางข้ามเวลา ความหมายก็ตามตัวเลยคือคนที่เดินทางตามกาลเวลาได้ ข้ามผ่านจุดใดจุดหนึ่งของเวลาได้อย่างอิสระ แต่ไม่รู้ว่าจะข้ามไปที่ไหน เป็นสิ่งที่ไม่อาจรู้ได้ และไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะไปโผล่ที่ไหน เมื่อไหร่ คนอย่างลู่อิงพอเกิดมาก็มักจะระหกระเหิน แต่คำว่านักเดินทางแห่งเวลา ถ้าพูดให้ดูดีก็คงจะเป็นแบบข้างต้น แต่ถ้าให้พูดตรง ๆ ก็คือเป็นคนที่ถูกทิ้งไว้ในกาลเวลา เพราะทุกครั้งที่พวกเขาปรากฏในจุดใดจุดหนึ่ง ก็จะไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ไหน แม้แต่ตัวพวกเขาเองก็ไม่มีทางรู้ พวกเขา…คือคนที่ถูกกาลเวลาทอดทิ้ง”