ดาราจักรนิรันดร์กาล

    ตอนที่38 ราคาพุ่งทะยาน

    "ของประมูลชิ้นแรกวันนี้ ข้าเชื่อว่าทุกท่านตั้งตารอคอยมันตั้งแต่แรกที่ได้พบเห็น พวกเราต้องเปลี่ยนแปลงรายการประมูลก็เพราะมัน สินค้าประมูลที่มีความต้องการสูงในตลาด โอสถรวมปราณชาดม่วง"

     

    สิ้นเสียงของจ้าวหมิงอิ๋งรถเข็นยี่สิบคันที่ด้านบนบรรทุกขวดหยกชั้นสูงเอาไว้ก็เรียงตัวกันขึ้นมา มีพนักงานหญิงในโรงประมูลหลายคนช่วยกันเข็นรถเข็นขึ้นมาบนเวที บนรถเข็นแต่ละคันมีขวดหยกชั้นสูงอยู่ทั้งหมดสิบขวด รถเข็นคันที่หนึ่งถูกเข็นออกมาด้านหน้า แสงไฟสาดส่องลงไปยังรถเข็นคันนั้น

     

    ดวงตาของผู้คนด้านล่างเวทีมองตามแสงไฟไปจับจ้องอยู่ที่รถเข็นคันนั้น จ้าวหมิงอิ๋งเดินเข้ามาใกล้ๆกับรถเข็น นางยื่นมือที่ขาวงามประหนึ่งหยกชั้นสูงของนางออกไปคว้าจับขวดหยกล้ำค่าขึ้นมาหนึ่งขวด นางเปิดฝาขวดหยกออก ทำให้กลิ่นหอมหวนชวนให้คนหลงใหลและอยากอาหารพวยพุ่งออกมาจากขวดหยกล้ำค่า กลิ่นหอมกระจายไปทั่วทั้งโรงประมูล ทำให้ผู้ที่มาร่วมงานประมูลเหมือนกลับถูกกระชากวิญญาณ สัญชาตญาณแห่งความหิวกระหายของพวกเขาฉายชัดออกมาทางแววตา

     

    มีบางคนที่เริ่มควบคุมตนเองไม่ไหว พวกเขาพยายามจะพุ่งขึ้นไปบนเวทีทั้งที่น้ำลายยังไหลออกมาจากปาก แต่โชคดีที่โรงประมูลได้เตรียมแผนรับมือไว้ก่อนแล้ว พนักงานหลายคนเข้าล็อคตัวผู้ที่ควบคุมสติตนเองไม่ไหว ใช้เวลาไม่นานจ้าวหมิงอิ๋งก็ปิดฝาขวดหยกกลับลงตามเดิม นางกวาดตามองดูสถานการณ์โดยรวมของโรงประมูล เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์เริ่มสงบแล้วนางจึงเริ่มพูดอีกครั้ง

     

    "พวกท่านคงเข้าใจความล้ำค่าของมัน เพียงแค่กลิ่นหอมนี้ก็กระตุ้นความบ้าคลั่งของผู้คนได้แล้ว หอประมูลประกายดาวของเราได้รับโอสถชนิดนี้มาทั้งหมดสองร้อยขวด ทางหอประมูลของเราจะเปิดประมูลพร้อมกันทีละสิบขวด ซึ่งในแต่ละขวดมีทั้งหมดสิบเม็ด แน่นอนว่าคุณภาพทั้งหมดล้วนแล้วแต่เท่าเทียมกัน"

     

    "และทุกท่านอาจจะยังไม่ทราบ โอสถชุดนี้เป็นโอสถระดับสี่ขั้นสูงสุด"

     

    โรงประมูลเริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นทันที

     

    "โอสถระดับสี่ขั้นสูงสุดเหรอเป็นไปไม่ได้หรอก มีอานุภาพกระตุ้นสัญชาตญาณของผู้คนได้ถึงเพียงนั้น ของแบบนี้ไม่มีทางเป็นแค่โอสถระดับสี่แน่นอน ของชิ้นนี้อย่างน้อยต้องเป็นโอสถระดับห้าขั้นกลาง" ชายหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งอยู่กลางโรงประมูลกล่าวขึ้นอย่างโต้แย้ง

     

    "เรื่องนี้ข้าเห็นด้วยกับน้องชาย โอสถที่วิเศษเช่นนี้จะเป็นเพียงแค่ของระดับสี่ได้อย่างไร" ชายร่างอ้วนที่นั่งอยู่ด้านข้างกล่าวเสริมขึ้นมา

     

    ภายในโรงประมูลเริ่มถกเถียงกันอย่างดุเดือด ความเห็นของพวกเขาเริ่มแตกออกเป็นหลายทาง ตอนนี้บรรยากาศในโรงประมูลเริ่มคล้ายกับตลาดสดเข้าไปทุกที

     

    "ทุกท่าน" เสียงของจ้าวหมิงอิ๋งดังก้องขึ้นในโรงประมูล ทำให้เสียงที่วิพากษ์วิจารณ์และถกเถียงกันอยู่เริ่มเงียบลง

     

    "จริงอยู่ว่าโอสถเหล่านี้เป็นแค่โอสถระดับสี่ขั้นสูงสุด แต่สรรพคุณของมันก็เป็นอย่างที่พวกท่านได้เห็น โอสถรวมปราณชาดม่วงนี้มีอักขระสวรรค์ปรากฏขึ้นจางๆในเม็ดโอสถด้วย เพราะฉะนั้นทุกท่านไม่ต้องแปลกใจที่โอสถเหล่านี้จะมีคุณภาพสูงกว่าระดับที่มันควรจะเป็น จากการประเมินของปรมาจารย์โอสถระดับห้า โอสถชุดนี้สามารถช่วยจอมยุทธ์ขั้นเซียนเสริมสร้างรากฐานของตนเองให้มั่นคงมากยิ่งขึ้นได้ แล้วถ้าหากผู้ที่มีพลังต่ำกว่าขั้นเซียนได้กินมันเข้าไป รากฐานของพวกเขาจะถูกปรับปรุงขนานใหญ่ พลิกชีวิตจากเป็ดกลายเป็นหงส์เรื่องนี้ไม่ถือว่าเกินจริงเลย"

     

    ทันทีที่แม่นางจ้าวหมิงอิ๋งกล่าวจบ อารมณ์ของคนในโรงประมูลก็ปะทุขึ้นจนอยู่ในจุดสูงสุด ไม่เสียทีที่เฝ้ารอคอยงานประมูลในครั้งนี้จริงๆ เสียงโห่ร้องโหวกเหวกโวยวายดังอึงคะนึงไปทั่วโรงประมูล

     

    ภายในห้องประมูลส่วนตัวผู้คนในห้องประมูลดวงตาลุกวาวขึ้นอย่างเป็นประกาย ตั้งแต่ห้องประมูลส่วนตัวหมายเลขหนึ่ง จนไปถึงห้องประมูลส่วนตัวหมายเลขสิบสาม ไม่มีผู้ใดไม่ตื่นเต้นกับสรรพคุณของโอสถรวมปราณชาดม่วง

     

    ภายในห้องประมูลส่วนตัวหมายเลขสิบสามพวกไป๋ชิงอวิ๋นนั่งอยู่ด้านใน ตอนนี้มีพนักงานหญิงแต่งกายในชุดกี่เพ้าสีชมพูมาคอยให้บริการพวกไป๋ชิงอวิ๋น

     

    กู่หวง หยางเฉินและมู่ปิงเฟิงจ้องมองไปที่ไป๋ชิงอวิ๋นเป็นตาเดียว โอสถที่กำลังจะประมูลอยู่เบื้องหน้านี้มันเหมือนกับโอสถที่ไป๋ชิงอวิ๋นให้พวกเขากินเมื่อวานนี้เลย กู่หวงมีท่าทีอยากจะเอ่ยถามอะไรออกไป แต่ก็ถูกไป๋ชิงอวิ๋นส่งสายตาเป็นเชิงห้ามปราม ไป๋ชิงอวิ๋นยื่นมือออกไปตบไหล่ของกู่หวง จากนั้นก็กล่าวขึ้นว่า

     

    "ก็แค่โอสถธรรมดา มีอะไรให้พวกเจ้าตื่นเต้นกัน"

     

    สหายทั้งสามไม่พูดไม่จาแต่พวกเขาส่ายศีรษะด้วยแววตาเปื้อนยิ้ม ที่แท้โอสถที่ไป๋ชิงอวิ๋นให้พวกเขากินมันก็มีความล้ำค่ามากถึงเพียงนี้ สามารถช่วยเสริมสร้างรากฐานของจอมยุทธ์ขั้นเซียนได้ เรื่องนี้สามารถเขย่าทั่วทั้งเมืองจินหยางได้เลย เพราะรากฐานของเมืองจินหยางก็คือจอมยุทธ์ขั้นเซียน ส่วนจอมยุทธ์ระดับจักรพรรดินั้นเหมือนเทพเจ้ามังกรเห็นหัวแต่ไม่เห็นหาง ทั่วทั้งเมืองนี้มีอยู่น้อยนิด

     

    พนักงานหญิงที่มารับรองและให้การต้อนรับ ตอนนี้นางมีสีหน้าตื่นตะลึง ไม่รู้ว่าจอมยุทธ์ลึกลับท่านนี้เป็นใครมาจากไหนกันแน่ แม้แต่โอสถรวมปราณชาดม่วงที่ล้ำค่าถึงเพียงนี้เขายังไม่เห็นมันอยู่ในสายตา

     

    ด้านบนเวทีโรงประมูล จ้าวหมิงอิ๋งเริ่มประกาศราคาประมูลแล้ว

     

    "ข้ารู้ว่ามีหลายท่านเริ่มอดใจรอไม่ไหวแล้ว เช่นนั้นโอสถชุดแรกนี้ราคาประมูลเริ่มต้นที่ ห้าพันหินเซียนระดับสูง"

     

    เสียงจอแจภายในโรงประมูลเงียบลงในทันที ห้าพันหินเซียนระดับสูงจำนวนมหาศาลถึงเพียงนี้เชียวหรือ โอสถสิบขวดก็ต้องใช้เงินในจำนวนที่มหาศาลขนาดนี้แล้ว นอกจากตระกูลใหญ่ที่มีความมั่งคั่งใครจะประมูลราคาเช่นนี้ไหวกัน

     

    "ห้าพันหินเซียนระดับสูง"

     

    "แขกผู้มีเกียรติหมายเลขหนึ่งสี่หนึ่งสอง เปิดประมูลราคาที่ห้าพันหินเซียนระดับสูง มีแขกผู้มีเกียรติท่านใดให้มากกว่านี้หรือไม่" น้ำเสียงของจ้าวหมิงอิ๋งเต็มไปด้วยความอ่อนหวานและความเย้ายวน

     

    "ห้าพันหนึ่งร้อยหินเซียนระดับสูง"

     

    "แขกผู้มีเกียรติหมายเลขหนึ่งหนึ่งสองสาม เพิ่มจำนวนขึ้นไปที่ห้าพันหนึ่งร้อยหินเซียนระดับสูง มีแขกผู้มีเกียรติท่านใดให้มากกว่านี้หรือไม่"

     

    "ห้าพันสองร้อยหินเซียนระดับสูง"

     

    "ห้าพันสามร้อยหินเซียนระดับสูง"

     

    "ห้าพันห้าร้อยหินเซียนระดับสูง"

     

    "ห้าพันเก้าร้อยหินเซียนระดับสูง"

     

    "หกพันหินเซียนระดับสูง"

     

    "หกพันห้าร้อยหินเซียนระดับสูง"

     

    "เจ็ดพันหินเซียนระดับสูง"

     

    งานประมูลเริ่มทวีราคามากยิ่งขึ้น แขกทั้งหลายที่มาร่วมงานประมูลในครั้งนี้โดยส่วนใหญ่แล้วมาจากตระกูลผู้มั่งคั่งทั้งนั้น อาจจะมีเพียงส่วนน้อยที่มาร่วมงานประมูลในครั้งนี้ในฐานะคนชั้นกลาง สำหรับตระกูลที่ร่ำรวยและมั่งคั่ง เงินแน่นอนก็ต้องสำคัญ แต่หากว่าในตระกูลมีจอมยุทธ์ขั้นเซียนปรากฏขึ้นมาแล้วล่ะก็ พวกเขาก็จะสามารถลืมตาอ้าปากในเมืองใหญ่แห่งนี้ได้เสียที ถึงอย่างไรเงินทองก็ไม่สำคัญเท่ากับพลังอำนาจ

     

    การต่อสู้ครั้งนี้เต็มไปด้วยความดุเดือดของพลังเงินตรา ความแข็งแกร่งวัดกันที่อำนาจของเงิน จ้าวหมิงอิ๋งกวาดตามองผู้ที่ขานราคาไปทีละคน เพียงแค่โอสถชุดแรกก็คึกคักถึงเพียงนี้ ไม่อยากจะคิดถึงโอสถชุดต่อไปเลยว่าจะได้กำไรงดงามมากขนาดไหน

     

    ภายในห้องส่วนตัวหมายเลขสิบสามไป๋ชิงอวิ๋นนั่งหนังตากระตุก เขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าราคามันจะพุ่งสูงไปแบบนี้ หากคนที่ประมูลรู้ว่าวัตถุดิบที่เขาใช้มีอะไรบ้าง พวกเขาคงไม่ยอมรับกับราคาที่พวกเขาต้องจ่ายในวันนี้อย่างแน่นอน ต้นทุนในการหลอมโอสถหนึ่งขวดไป๋ชิงอวิ๋นประเมินว่าน่าจะอยู่ที่ราวๆหินเซียนระดับกลางหนึ่งร้อยก้อน แต่ราคาที่ผู้คนทั้งหลายกำลังประมูลกันอย่างบ้าคลั่งนี้ กลับทำให้จิตใจของไป๋ชิงอวิ๋นเริ่มสั่นไหวขึ้นมาแล้วจริงๆ

     

    "นี่มันกำไรกี่เท่ากันล่ะเนี่ย" เขาเปิดปากพูดพึมพำกับตัวเอง

     

    ภายในโรงประมูลเสียงเสนอราคายังคงดังอย่างต่อเนื่อง พวกเขาแต่ละคนไม่ยอมกันเลยแม้แต่น้อย พวกเขาสู้ราคากันอย่างสุดชีวิตใช้หมัดแลกหมัดใช้เงินแลกเงิน นี่มันคือการต่อสู้แห่งความมั่งคั่งชัดๆ

     

    "หนึ่งหมื่นห้าพันหินเซียนระดับสูง"

     

    ภายในโรงประมูลที่เสนอกันราคากันอย่างดุเดือดตอนนี้กลับเงียบกริบลงแล้ว ดูเหมือนว่าในที่สุดขาใหญ่แห่งเมืองจินหยางจะเริ่มออกโรงแล้ว

     

    "แขกผู้มีเกียรติห้องส่วนตัวหมายเลขสาม ได้เสนอราคาสูงถึงหนึ่งหมื่นห้าพันหินเซียนระดับสูง ไม่ทราบว่ามีแขกผู้มีเกียรติท่านใดจะเสนอเพิ่มราคาอีกหรือไม่" จ้าวหมิงอิ๋งดวงตาเป็นประกาย น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความร่าเริงและความเย้ายวนอ่อนหวาน

     

    "หนึ่งหมื่นเจ็ดพันหินเซียนระดับสูง"

     

    "แขกผู้มีเกียรติห้องส่วนตัวหมายเลขห้า เสนอราคาเพิ่มอีกเป็นหนึ่งหมื่นเจ็ดพันหินเซียนระดับสูง ไม่ทราบมีแขกผู้มีเกียรติท่านใดจะเสนอเพิ่มราคาอีกหรือไม่"

     

    ภายในโรงประมูลเงียบกริบแทบจะไม่ได้ยินแม้แต่เสียงหายใจ จ้าวหมิงอิ๋งกวาดตามองไปรอบๆดูว่าจะมีใครจะเสนอราคาเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ เวลาผ่านไปไร้ซึ่งเสียงเสนอราคา ดูเหมือนว่าของประมูลชุดแรกจำเป็นจะต้องจบลงด้วยราคานี้เสียแล้ว ในระหว่างที่นางกำลังจะนับถอยหลังเพื่อจบการประมูลในรอบนี้ แขกผู้มีเกียรติจากห้องส่วนตัวหมายเลขสามก็ได้เสนอราคาขึ้นมาอีกครั้ง

     

    "สองหมื่นหินเซียนระดับสูง"

     

    คราวนี้ทั่วทั้งโรงประมูลก็เงียบเป็นเป่าสากอีกครั้ง ทั้งหมดล้วนอยู่ในความนิ่งสงบไม่มีใครกล้าเสนอราคาต่อแล้วจริงๆ เพราะสินค้าอย่างโอสถรวมปราณชาดม่วงยังเหลืออีกสิบเก้าชุด ตอนนี้ยังไม่จำเป็นต้องรีบร้อนประมูลถึงเพียงนั้น

     

    จ้าวหมิงอิ๋งดวงตาเป็นประกายสูดหายใจเข้าลึกๆ

     

    "แขกผู้มีเกียรติห้องส่วนตัวหมายเลขสาม ได้เสนอราคาเพิ่มขึ้นอีกเป็นสองหมื่นหินเซียนระดับสูง ไม่ทราบว่ามีแขกผู้มีเกียรติท่านใดจะเสนอเพิ่มราคาอีกหรือไม่"

     

    จ้าวหมิงอิ๋งกวาดตามองไปรอบๆ ผู้คนทั้งหมดล้วนอยู่ในความสงบนิ่ง ดูเหมือนว่าราคานี้จะเป็นราคาสูงสุดไม่สามารถไปต่อได้แล้ว

     

    "นับถอยหลังครั้งที่หนึ่ง"

     

    "นับถอยหลังครั้งที่สอง"

     

    จ้าวหมิงอิ๋งยังคงกวาดตามองไปรอบๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครกล้าเสนอราคาอีก นางก็จำเป็นต้องเคาะในราคานี้เสียแล้ว

     

    "นับถอยหลังครั้งที่สาม"

     

    ปัง

     

    เสียงค้อนทุบราคาออกมาอย่างเอกฉันท์ เสียงของมันดังสะท้อนไปทั่วทั้งโรงประมูล

     

    "โอสถรวมปราณชาดม่วงชุดแรกทั้งหมดสิบขวดขวดละสิบเม็ด ตกเป็นของแขกผู้มีเกียรติห้องส่วนตัวหมายเลขสาม"

     

    เสียงปรบมือและโห่ร้องปรากฏขึ้นในโรงประมูล เพียงแค่ชุดแรกก็ประมูลออกในราคาที่สูงถึงเพียงนี้ ไม่อยากคิดถึงชุดต่อไปเลยว่าจะประมูลออกในราคาที่สูงมากขนาดไหน

     

    พนักงานสาวเข็นรถเข็นที่ถูกประมูลแล้วลงจากเวทีไป จากนั้นรถเข็นคันใหม่ก็ขึ้นมาแทนที่รถเข็นคันเก่า จากนั้นงานประมูลรอบต่อไปก็ถูกจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทันที