ไม่นานเื่ราวก็จบลงด้วยดี
ซูตงเฉินเขียนใบยืมหนี้เป็จำนวนเงินหนึ่งแสนห้าหมื่นตำลึง โดยที่ฮุ่ยหนิงป๋อฮูหยินและหูเซิ่งลงนามประทับตรา
เมื่อมีใบยืมหนี้ฉบับนี้ เท่ากับว่าซูตงเฉินบีบเส้นตายของฮุ่ยหนิงป๋อฮูหยินไว้อยู่ นางจะจ่ายคืนหรือไม่ก็อีกเื่หนึ่ง ทว่าอย่างน้อยพวกเขาคงไม่กล้ารังแกซูฮุ่ยหลานตามใจชอบอีกต่อไป
สินสอดทั้งหมดที่เคยอยู่ในคลังส่วนตัวของฮุ่ยหนิงป๋อฮูหยินถูกย้ายไปอยู่ในเรือนของซูฮุ่ยหลาน และมีการลงกลอนคลังเก็บของอีกครั้ง โดยกุญแจถูกส่งมอบให้กับซูฮุ่ยหลาน ลี่เฉวียนพาคนตรวจสอบจวนทั้งหมดและขนสินสอดจากหลายๆ ห้อง ซึ่งแต่เดิมเป็ของซูฮุ่ยหลาน เช่น พวกของเก่า ของตกแต่ง อัญมณี ภาพวาด เป็ต้น ไปไว้ในคลังเก็บของส่วนตัวของซูฮุ่ยหลานทั้งหมด
ซูตงเฉินกำชับให้มีแม่นมอยู่ช่วยสอนเื่ดูแลเรือนในจวนฮุ่ยหนิงป๋อ ตลอดจนการดูแลทรัพย์สินและสินสอดเป็ระยะเวลากว่าหนึ่งเดือน บ่าวรับใช้หลายคนที่แม่นมเหวยตั้งใจฝึกมาเป็พิเศษต่างเข้ามาโขกศีรษะถวายตัวเพื่อรับใช้ข้างกายซูฮุ่ยหลาน ลี่เฉวียนเลือกบ่าวรับใช้สองสามคนที่ติดตามมาหลังจากแต่งงานออกจากจวนอันกั๋วกงและพามาด้วยในครั้งนี้ เมื่อถึงเวลาก็ให้แม่นมเซี่ยวเป็คนจัดแจงงานให้แก่พวกนางเอง
คนที่เมื่อก่อนหูซื่อจัดเตรียมเป็สินสอด ถูกลากออกมากดกับพื้นทั้งหมดและโดนโบยกันคนละสามสิบไม้ จากนั้นก็ถูกคุมตัวไปที่หมู่บ้านชนบทภายใต้ชื่อของซูตงเฉิน และถูกคุมขังให้ทำงานอยู่ที่นั่นตลอดไป
คนจำนวนมากถูกทุบตี เสียงกรีดร้องวิงวอนขอความเมตตาดังระงม จนเกือบได้ยินไปทั่วทั้งจวนป๋อ ฮุ่ยหนิงป๋อฮูหยินทนรับไม่ไหวและเป็ลมไปในที่สุด ส่วนหูเซิ่งก็ใกลัวจนแทบหมดสติ ทว่าถูกคนของซูตงเฉินสาดด้วยน้ำเย็นจนตื่น ซูตงเฉินให้คนที่ดูแลข้างกายสองแม่ลูกคู่นี้ไปเรียกหมอมาวินิจฉัยและรักษา โดยที่ไม่ได้รู้สึกว่าตนเองทำเกินกว่าเหตุแม้แต่น้อย
รอจนกระทั่งคนที่ควรโดนจัดการถูกลากออกมาจนครบทุกคนแล้ว คนที่ถูกทิ้งไว้ก็ยังคงอยู่ที่เดิม ซูตงเฉินจึงเดินไปที่เรือนของซูฮุ่ยหลานด้วยท่าทีผ่อนคลาย เขาสังเกตทั้งด้านในและด้านนอก เมื่อมั่นใจว่าสิ่งที่ควรจัดการนั้นเรียบร้อยดีแล้ว จึงแย้มยิ้มออกมาและขอให้ซูฮุ่ยหลานเปิดคลังส่วนตัวเพื่อเข้าไปตรวจสินสอดของนาง
สิ่งของที่เหลืออยู่มีไม่มาก ทว่ายังคงมีมูลค่านับหมื่นตำลึง นอกจากนั้นยังสามารถตามสินสอดที่เป็ร้านค้าในหมู่บ้านใหญ่สามแห่ง รวมถึงร้านค้าห้าแห่งในเขตใจกลางเมืองกลับมาได้ ขอเพียงเปลี่ยนผู้ดูแลและผู้จัดการที่มีความสามารถมาดำเนินกิจการอย่างเหมาะสม คงจะมีกำไรต่อปีอย่างน้อยสองถึงสามหมื่นตำลึงเงิน ซึ่งเพียงพอให้พวกเขาอยู่ดีกินดีได้แล้ว
“ในเมื่อตอนนี้เ้าเป็ผู้ดูแลตระกูลแล้ว เ้าต้องดูแลจัดการปัจจัยสี่ของทุกคนในตระกูล เงินเดือนที่ควรให้ก็ไม่จำเป็ต้องตระหนี่ วันหยุดเทศกาลก็ให้รางวัลอย่างใจกว้างสักหน่อย เช่นนี้ถึงจะชนะใจผู้คนได้ ทว่าผู้ใดจะออกไปสำมะเลเทเมาหรืออยู่บ้านใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย เ้าก็อย่าได้แสร้งทำไม่รู้ไม่ชี้เป็อันขาด” ซูตงเฉินพูดกำชับซูฮุ่ยหลาน “เ้าเป็คนอ่อนโยนจนอ่อนปวกเปียก หากแต่งงานกับครอบครัวที่ดีคงไม่โต้เถียงกับใคร ทว่าตอนนี้เ้าตกลงมาอยู่ในบ่อโคลนนี้แล้ว จะต้องพยายามระบายน้ำเสีย เพาะปลูกพืชพรรณเพื่อทำให้มันเป็สถานที่ที่น่าอยู่ กล่าวโดยสรุปแล้ว เ้าต้องจำไว้ว่า ในเมื่อจวนแห่งนี้ไม่มีผู้ใดพึ่งพิงได้ เ้าต้องปกป้องสินสอดของตนเองเอาไว้ให้ดี ทั้งยังต้องบริหารจัดการให้ดี ถึงจะมีทรัพย์สมบัติเหลือไว้ให้บุตรตนเอง ข้าได้ส่งคนไปตรวจหูเซิ่งแล้ว แม้เขาจะเละเทะ แต่ยังนับว่าสุขภาพแข็งแรง หากเ้าควบคุมและดูแลเขาให้ดีๆ ก็คงมีบุตรสองสามคนได้ หากสามีพึ่งพาไม่ได้ การมีบุตรชายบุตรสาวไว้คอยช่วยเ้าในอนาคตก็ถือเป็เื่ที่ดี”
ซูฮุ่ยหลานรู้สึกซาบซึ้งใจจนน้ำตาเอ่อคลอ นางพยักหน้า “เ้าค่ะ ข้าจะเชื่อฟังพี่ใหญ่”
พวกเขาเดินเข้าไปในคลังเก็บของ ขณะที่กำลังสนทนากัน ซูตงเฉินหันมองซ้ายมองขวา จู่ๆ ภายในใจก็ััอะไรได้บางอย่าง เขาจึงเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า เพื่อหาว่าสิ่งของที่ตนเอง้าอยู่ที่ใด
หน่วยรบพิเศษมิติเวลาทุกคนมีััพิเศษ ซึ่งพลังแห่งการรับรู้นี้ลึกลับและคาดเดาได้ยาก จนนักวิทยาศาสตร์และนักพยากรณ์ศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้ เหล่าหน่วยรบพิเศษออกปฏิบัติภารกิจที่มิติเวลาอื่นเพื่อแก้ไขกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ให้ถูกต้อง ดังนั้นพวกเขาจึงจำเป็ต้องหาจุดเชื่อมต่อสำคัญที่เกี่ยวข้องกับภารกิจ โดยทั่วไปแล้วเมื่อหน่วยรบพิเศษมาถึงอีกโลกหนึ่ง พวกเขาสามารถััตำแหน่งจุดเชื่อมต่อภารกิจนี้ได้คร่าวๆ หลังผ่านไปสิบกว่าวัน เมื่อหาเจอแล้วก็จะพบช่องทางการทำลายอุปสรรค มิฉะนั้นไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดถึงจะมีเบาะแส
ระหว่างเดินทางกลับเมืองหลวง ซูตงเฉินเสียเวลากว่าครึ่งเดือน และรู้สึกได้เพียงว่า จุดเชื่อมต่อภารกิจไม่เกี่ยวข้องกับเื่ทางการทหาร ทว่าเกี่ยวข้องกับการ่ชิงในวังและความขัดแย้งในครอบครัว หลังกลับมาถึงเมืองหลวงและเข้าจวนอันกั๋วกง ปฏิกิริยาตอบสนองของเขาชัดเจนมากขึ้นเล็กน้อย เขาพบว่าจุดเชื่อมต่อนั้นเกี่ยวข้องกับจวนอันกั๋วกง จนกระทั่งได้เห็นซูฮุ่ยหลานและหูเซิ่ง ปฏิกิริยาตอบสนองก็ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า จุดเชื่อมต่อภารกิจเกี่ยวข้องกับสองคนนี้ จากการอนุมานในขั้นต้น เขาจึงคิดว่าจุดเชื่อมต่อนั้นต้องเป็สิ่งของที่อยู่ในสินสอด ดังนั้นเขาจึงรีบไปที่จวนฮุ่ยหนิงป๋อเพื่อสนับสนุนซูฮุ่ยหลาน อย่างไรก็ตาม เขาใช้เหตุผลนี้เป็ข้ออ้างในการยึดอำนาจหูซื่อ และควบคุมจวนอันกั๋วกงทั้งหมด
หูซื่อมีแผนการในใจ ทั้งยังทุ่มสุดตัว เช่นในปีนั้นพวกเขายอมเสี่ยงที่จะเสียชื่อเสียงเพื่อหลอกล่ออันกั๋วกง สุดท้ายนางก็กลายเป็ฮูหยินอันกั๋วกงได้สำเร็จ ทว่านางเติบโตจากจวนฮุ่ยหนิงป๋อที่เสื่อมโทรม ท้ายที่สุดก็ไม่ได้คำนึงถึงผลระยะยาว สิ่งที่เห็นชัดก็คือ นางได้ผลกำไรเพียงเล็กน้อย ความสำเร็จไม่มากพอ ความล้มเหลวมีหลงเหลือบ้าง ดังนั้นซูตงเฉินจำเป็ต้องขังนางไว้ในจวน และไม่อาจปล่อยให้นางดูแลครอบครัวนี้อีกต่อไป
จวนอันกั๋วกงไม่อาจถูกทำลายภายใต้เงื้อมมือของนางได้
ซูตงเฉินครุ่นคิดในใจพลางเดินไปตามปฏิกิริยาตอบสนอง จนในที่สุดก็เห็นกล่องไม้จันทน์กล่องหนึ่ง เขาหยิบมันขึ้นมาอย่างเบามือและเปิดดู เมื่อแน่ใจว่าเป็ของสิ่งนี้ จึงยื่นให้ลี่เฉวียนที่เดินตามหลังมา “รับไปก่อน ค่อยจัดการทีหลัง”
เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้อื่นสงสัยและเป็ที่สะดุดตา เขาจึงหยิบหินล้ำค่าและเครื่องหยกที่เต็มไปด้วยพลังิญญา เครื่องสัมฤทธิ์ที่ประกอบด้วยพลังลึกลับ และเครื่องไม้ที่เต็มไปด้วยพลังชีวิต ซึ่งจำเป็ที่สุดในมิติส่วนตัวตอนนี้ ส่วนใหญ่ของเหล่านี้เป็สมบัติล้ำค่า ทว่าบางอย่างกลับธรรมดา ต่อให้มีคนตรวจสอบและรู้ว่าเขาหยิบของเหล่านี้ไป ก็คงไม่รู้เจตนาของเขาอยู่ดี
สิ่งของที่้ารวมทั้งหมดกว่าร้อยรายการ ซูตงเฉินมอบสิ่งของกลับให้ซูฮุ่ยหลาน ได้แก่ อัญมณีประดับศีรษะอันสมบูรณ์แบบไร้ที่ติสิบชุด ผ้าไหมผ้าแพรเนื้อดีหลายสิบพับ ไข่มุกเม็ดกลมโตหนึ่งกล่อง ซึ่งทั้งหมดนำมาจากทางตอนใต้ ทั้งยังเป็สิ่งที่นางสมควรมีไว้อย่างเร่งด่วน นอกจากนี้ยังมีเรือนรับรองในเมืองหลวง หากในภายหลังนาง้าออกไปผ่อนคลายสูดอากาศนอกจวนจะได้มีที่ให้ไป นอกจากนี้เขายังใส่ตั๋วเงินจำนวนหนึ่งหมื่นตำลึงไว้ที่ใต้กล่องให้นางอีกด้วย ซึ่งมันเป็เหมือนสิ่งช่วยเหลือในยามคับขัน เพื่อแก้ปัญหาเื่เร่งด่วนให้นาง
พวกเขาเขียนหนังสือแลกเปลี่ยนผู้ดูแลสินสอดตามกฎหมาย จากนั้นก็ลงนามพร้อมประทับตรา ทั้งยังต้องส่งให้ศาลาว่าการเมืองเก็บเป็หลักฐาน โดยทุกอย่างทำด้วยความรอบคอบไม่มีช่องโหว่
บ่าวรับใช้ซึ่งเป็สินสอดจากจวนอันกั๋วกงที่ซูตงเฉินจัดเตรียมไว้ ครึ่งหนึ่งเป็ทหารผ่านศึกที่ปลดประจำการและครอบครัวของพวกเขา ทุกคนมีความซื่อสัตย์อดทน เต็มใจทำงาน แม้พวกเขาจะเกษียณไปหลายปีแล้ว ทว่าทักษะฝีมือดีกว่าบ่าวทั่วไปมาก ส่วนอีกครึ่งหนึ่งว่างงานอยู่ที่จวนอันกั๋วกงเป็เวลานาน ซึ่งทำให้หูซื่อไม่ชอบใจบุตรของคนเ่าั้ จวนอันกั๋วกงสืบทอดกันมากว่าสามร้อยปี บ่าวรับใช้ในจวนมีลูกหลานมากขึ้นเรื่อยๆ จึงสามารถแบ่งเบาและลดภาระบางส่วนได้ ซึ่งคนเ่าั้ก็มีความหวังที่จะเงยหน้าอ้าปากบ้าง
แม่นมสองคนที่แม่นมเซี่ยวพามา ผู้ดูแลเรือนด้านนอกที่ฉลาดและมีความสามารถจำนวนสองคนซึ่งลี่เฉวียนคัดเลือกมา รวมถึงผู้ดูแลเรือนภายนอกและภายในที่จัดเตรียมโดยฮุ่ยหนิงป๋อฮูหยิน คนเหล่านี้ซื้อตัวได้ง่ายเช่นกัน โดยปกติจะไม่ค่อยสร้างปัญหาในภายหลัง บ่าวรับใช้สี่คนที่คอยติดตามอยู่ข้างกายซูฮุ่ยหลานมีสองคนที่เป็ทหารหญิง ดังนั้นบุรุษร่างกำยำทั่วไปสามถึงห้าคนไม่อาจเข้าใกล้นางได้ ส่วนอีกสองคนรู้วิชาแพทย์ ทำบัญชีได้ เย็บปักถักร้อยได้ และทำอาหารได้ ถือว่าช่วยเหลือซูฮุ่ยหลานได้มากทีเดียว
คนเหล่านี้รู้ดีว่า คุณหนูสามมีค่าต่อซื่อจื่อของจวนอันกั๋วกงมาก หากวันหนึ่งคุณหนูสามให้กำเนิดบุตรชาย เด็กคนนั้นจะต้องเป็ทายาทผู้สืบทอดของจวนฮุ่ยหนิงป๋อในอนาคตอย่างแน่นอน อย่ามองเพียงว่าจวนฮุ่ยหนิงป๋อในตอนนี้ขัดสนและทายาทรุ่นหลังไม่เอาการเอางาน ตราบใดที่ในอนาคตมีการสนับสนุนจากอันกั๋วกง ความเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่งก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม เมื่อถึงเวลานั้น พวกเขาที่จงรักภักดีต่อคุณหนูสามในยามยากลำบากย่อมมีอนาคตที่สดใสอย่างแน่นอน
ซูตงเฉินมองคนที่เขาพามาต่างทำหน้าที่ของตนเองอย่างเป็ระเบียบ ก่อนจะพูดกับหูเซิ่งที่กลัวจนหัวหดว่า “เ้าเลือกเอาว่าอยากเป็โคลนที่เกาะผนังไม่ได้ หรือจะเป็ชายชาตรี วันนี้ข้าเพียง้ามาบอกว่า หากน้องสาวของข้าให้กำเนิดบุตรชายเมื่อไร เ้าก็จะได้เป็ทายาทผู้สืบทอดจวนฮุ่ยหนิงป๋อเมื่อนั้น”
“จริงหรือ? ” หูเซิ่งตาลุกวาวขึ้นมาทันทีและพูดซ้ำๆ ว่า “พี่ใหญ่วางใจ ข้าจะแก้ไขข้อผิดพลาดในอดีตและสร้างวันเวลาที่ดีกับฮุ่ยหลาน ดูแลร่างกายของนางให้ดีและให้กำเนิดบุตรชายของพวกเรา”
การสืบทอดตำแหน่งเดิมของทายาทลำดับที่หนึ่งในตระกูลที่ชื่อเสียงไม่ได้ราบรื่นนัก ก่อนอื่นต้องเป็บุตรที่เกิดโดยภรรยาเอก จากนั้นต้องเข้าร่วมการทดสอบ เมื่อผ่านการทดสอบจะได้รับตำแหน่งซื่อจื่อ ภายหลังเมื่อได้เป็ซื่อจื่อแล้วก็ยังต้องทดสอบอีกครั้ง หลังจากผ่านถึงจะได้รับตำแหน่งศักดินาที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ หากไม่ผ่านสามครั้งก็จะถูกลดตำแหน่งหรือถูกปลดออกจากตำแหน่ง ฮุ่ยหนิงป๋อเคยพยายามหลายครั้งเพื่อให้หูเซิ่งได้ตำแหน่งซื่อจื่อ ทว่าเวลาในการเข้าร่วมทดสอบของเขานั้นห่างเกินไปจึงถูกฝ่าาตำหนิอยู่หลายครั้ง ฮุ่ยหนิงป๋อจึงไม่กล้าเขียนฎีกา เพราะเกรงว่าฮ่องเต้จะทรงไม่พอพระทัยและปลดศักดินาพวกเขา
ตอนนี้มีซูตงเฉินรับประกัน หูเซิ่งจึงคลายความกังวลและรู้สึกอารมณ์ดีขึ้นมาก ด้วยประสบการณ์หลายปีในการเป็คุณชายเ้าสำอาง ซูตงเฉินนับเป็ขาใหญ่ทองคำ [1] ที่หนาและแข็งแรงมาก เขาจึงกอดมันไว้อย่างไม่ลังเลแม้แต่น้อย ั้แ่นั้นเป็ต้นมา เขาก็ประจบประแจงเอาอกเอาใจภรรยาอย่างเต็มที่ กระทั่งการที่มารดาตามใจเขายังเทียบไม่ติด แม้จะยังหลีกเลี่ยงการลักเล็กขโมยน้อยไม่ได้ แต่เขาก็ไม่กล้าทำตามอำเภอใจเหมือนเมื่อก่อน
ส่วนอนุ นางบำเรอ บ่าวรับใช้ที่ถือดีก็ถูกพาตัวออกไปจากจวนฮุ่ยหนิงป๋อ และถูกจัดสรรให้ทหารชราที่เกษียณจากกองทัพของซูตงเฉิน รวมถึงพ่อหม้ายที่สูญเสียภรรยา เนื่องจากทหารเหล่านี้มีสภาพยากจนเกินไป จึงไม่ง่ายที่จะได้สตรีดีๆ มาเป็ภรรยา แม้เหล่าสตรีที่มาจากจวนฮุ่ยหนิงป๋อจะเป็หญิงตกอับและเป็บ่าวรับใช้ ทว่าท้ายที่สุดแล้วพวกนางก็ยังคงสาวสะพรั่ง ซึ่งทั้งสองฝ่ายก็เหมาะสมกันดี จึงให้พวกนางเป็อนุไปก่อน หากประพฤติดีและเต็มใจอยู่กินกับสามี ค่อยคัดชื่อออกจากการเป็บ่าวและตบแต่งเป็ภรรยาอย่างเป็ทางการ
เมื่อก่อนตอนที่อยู่ทางใต้ เขาทำเื่แบบนี้มาหลายครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่ทุกคนมีความสุขดี สตรีสมัยก่อนมีฐานะต่ำต้อย ความสามารถในการหาเลี้ยงชีพก็ค่อนข้างลำบาก ดังนั้นสตรีหลายคนเมื่อใช้ชีวิตอยู่กับบุรุษ แม้พวกนางจะไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่ส่วนใหญ่ก็ทนได้ หากให้กำเนิดบุตรชายมากกว่าบุตรสาวก็สบายใจได้ นอกจากนั้น ทหารผ่านศึกที่เกษียณออกมาจากสนามรบทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่นั้น ส่วนใหญ่มีชีวิตที่มั่นคงและเอาใจใส่ภรรยามาก เมื่อเวลาล่วงเลยไป สามีภรรยาทั้งสองก็กลายเป็หนึ่งใจเดียวกัน
แน่นอนว่าภรรยาที่หลบหนีก็มีเช่นกัน ทว่าซูตงเฉินจะแจ้งให้ทางการตามล่า หากจับกลับมาได้ก็จะถูกเฆี่ยนตี จากนั้นก็มอบหนังสือหย่าและส่งไปทำงานหนักที่ชนบทแทน แม้ไม่ได้โเี้เหมือนครอบครัวมั่งคั่งอื่นๆ ที่ขายทาสหลบหนีให้หอชิงโหลว ขายไปใช้แรงงานในเหมือง หรือขายไปเป็โสเภณีของทหาร ทว่าการถูกคุมขังให้ทำงานจนตายในชนบทห่างไกลก็ไม่ใช่สถานที่ที่น่าอภิรมย์เท่าไรนัก
ซูตงเฉินไม่กลัวว่าสตรีเหล่านี้จะอยู่ไม่ได้และคิดจะหลบหนี หรือทำผิดต่อลูกน้องทหารของเขา หากยังดูแลสตรีอ่อนแอไม่ได้ เช่นนั้นก็คงไม่ได้ชื่อว่าคนในกองทัพตระกูลซูแล้วกระมัง
ทุกอย่างเป็ไปตามระเบียบ และหลังจากเห็นว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี ซูตงเฉินจึงอธิบายให้ซูฮุ่ยหลานฟังอีกครั้ง และกำชับว่าหากนางมีปัญหาใด จะต้องส่งจดหมายกลับไปที่บ้านมารดา มีคนคอยอยู่สนับสนุนนางอย่างแน่นอน
ซูฮุ่ยหลานตื้นตันใจจนน้ำตาไหลริน นางยืนกรานที่จะเดินไปส่งซูตงเฉินออกจากจวน และมองเขาขึ้นรถม้าจากไปอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกร
หูเซิ่งพยุงนางกลับจวนอย่างกระตือรือร้น เขาพูดตลอดว่า ‘ฮูหยินจ๊ะ ฮูหยินจ๋า’ อีกทั้งท่าทีที่มีต่อนางก็เปลี่ยนไปมาก
ในเวลาเพียงวันเดียว ชีวิตของนางพลิกผันราวฟ้ากับดิน ราวกับออกจากนรกขึ้นสู่์ นางซาบซึ้งใจต่อพี่ใหญ่ผู้นี้อย่างท่วมท้น หากในอนาคตมีเื่ใดให้นางช่วย แม้ต้องบุกน้ำลุยไฟ ตายหมื่นครั้ง นางก็ไม่ปฏิเสธ
……
เชิงอรรถ
[1] ขาใหญ่ทองคำ เป็คำพูดติดปากของคนจีน หมายถึง จำพวกคนขาใหญ่ คนที่มีอิทธิพล คนมีอำนาจมาก เป็ต้น