บทที่ 42 มีถงเซิงเก้าคน (รีไรต์)
เมื่อเห็นแม่เฒ่าฉินร้องไห้ไม่หยุด ฉินเยาเยาจึงรีบนำใบหน้าเล็ก ๆ ของตนเองไปถูกับใบหน้าของแม่เฒ่าฉิน
แม้นางจะยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการปลอบโยนท่านย่า
“แอ้ แอ้”
ในขณะที่แม่เฒ่าฉินกำลังคร่ำครวญ นางก็เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น
จู่ ๆ นางก็รู้สึกว่าตนเองโชคดีมาก
ที่แท้หลังจากที่แม่เฒ่าฉินกลับมาจากบ้านของหัวหน้าหมู่บ้าน เห็นฉินเยาเยาหลับสนิทจึงวางนางไว้บนเตียงแล้วไปปลดทุกข์ พอกลับเข้ามาก็ไม่เห็นนางแล้ว ทำให้แม่เฒ่าฉินตกใจจนทรุดลงกับพื้น
โชคดีที่ตอนนั้นฉินเหล่าซื่อและคนอื่น ๆ กลับมาจากทางเข้าหมู่บ้านพอดี จึงเห็นหยางเปียวกำลังอุ้มนางเดินออกไปนอกหมู่บ้านอย่างลับ ๆ ล่อ ๆ
ฉินเหล่าซื่อจึงเข้าไปแย่งตัวฉินเยาเยากลับมาได้ ทว่าหยางเปียวกลับหนีไปเสียก่อน
หลังจากฉินเหล่าซื่อแย่งลูกสาวกลับมาได้ก็ไม่ได้ไล่ตามหยางเปียวไป ภายหลังเขากลับเสียใจอย่างมากที่ไม่ได้ไล่ตามจับตัวหยางเปียวกลับมา
หลังจากเหตุการณ์นี้ ฉินเยาเยาก็ไม่เคยอยู่ตามลำพังอีกเลย
วันรุ่งขึ้นเป็นวันเปิดศาลบรรพชนเพื่อไหว้บรรพบุรุษ ทุกคนในตระกูลฉินเข้าร่วมพิธีไหว้บรรพบุรุษแล้ว ผู้อาวุโสสามได้ให้แม่เฒ่าฉินเป็นคนจุดธูปไหว้บรรพบุรุษ
ส่วนผู้อาวุโสสามก็พึมพำบอกกล่าวกับบรรพบุรุษไปว่า ตระกูลฉินมีถงเซิงถึงเก้าคน ถึงเวลาที่ตระกูลฉินจะรุ่งเรืองแล้ว ขอบรรพบุรุษคุ้มครองให้พวกเขาสอบผ่านเป็นซิ่วไฉได้ทุกคน เพื่อสร้างชื่อเสียงให้กับวงศ์ตระกูล
ตามธรรมเนียมแล้ว แม่เฒ่าฉินเป็นสตรี ไม่ควรเข้าไปจุดธูปในศาลบรรพชน แต่นางแต่งแบบรับสามีเข้าบ้าน และยังเลี้ยงดูสั่งสอนลูกหลานจนสอบผ่านขั้นต้นได้ถึงเก้าคน นางจึงมีคุณสมบัติพอที่จะจุดธูปได้
ชาวบ้านต่างก็ยินดีปรีดา ไม่ใช่เพราะหมู่บ้านของพวกเขามีถงเซิงถึงเก้าคนและกำลังจะมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่เป็นเพราะว่าหัวหน้าหมู่บ้านบอกว่า ค่าใช้จ่ายในการไหว้บรรพบุรุษครั้งนี้ แม่เฒ่าฉินออกให้ทั้งหมด ไม่ต้องช่วยกันออกแม้แต่น้อย
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากไหว้บรรพบุรุษเสร็จแล้ว ยังมีงานเลี้ยงฉลองที่มีทั้งสุราและอาหารอีกด้วย
ฉินฟู่หลินรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง ปีก่อน ๆ แม้แต่การไหว้บรรพบุรุษ ทุกคนในหมู่บ้านก็ต้องช่วยกันออกค่าใช้จ่าย เขาในฐานะหัวหน้าหมู่บ้านต้องเดินเก็บเงินบ้านทุกหลัง
นอกจากจะเหนื่อยแล้ว ยังมักจะโดนชาวบ้านบ่นอยู่เสมอ
สถานที่จัดงานเลี้ยงอยู่ที่ลานหน้าศาลบรรพชน แม่เฒ่าฉินให้เงินมาสิบตำลึง นอกจากซื้อธูปเทียนและเครื่องเซ่นไหว้ไปสองตำลึงแล้ว ยังเหลืออีกแปดตำลึง
งานเลี้ยงครั้งนี้นอกจากคนแซ่ฉินแล้ว คนแซ่อื่นในหมู่บ้านก็มาร่วมด้วย
แม้กระทั่งหัวหน้าหมู่บ้านไฮว่ซู่ที่อยู่ทางต้นน้ำ และหัวหน้าหมู่บ้านต้าหลิวที่อยู่ทางปลายน้ำก็ยังนำของขวัญมาร่วมแสดงความยินดี
ส่วนญาติพี่น้องที่ไปอยู่ที่อื่น พอได้ข่าวก็รีบกลับมาร่วมงาน
แม่เฒ่าฉินจึงหยิบเงินห้าตำลึงออกมา มอบให้หัวหน้าหมู่บ้านต่อหน้าชาวบ้าน
หัวหน้าหมู่บ้านจึงแจ้งให้ชาวบ้านทราบว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการไหว้บรรพบุรุษและจัดงานเลี้ยงครั้งนี้ออกโดยครอบครัวของแม่เฒ่าฉินทั้งหมด
จากนั้นก็ให้คนไปซื้อเนื้อหมู ไก่ เป็ด ปลา และเนื้อสัตว์อื่น ๆ มาทำอาหาร
ทันใดนั้น ภายในศาลบรรพชนก็เต็มไปด้วยเสียงชื่นชมแม่เฒ่าฉิน
ชาวบ้านคนอื่น ๆ เห็นครอบครัวของแม่เฒ่าฉินใจกว้างเช่นนั้น ก็พากันนำผักสดนานาชนิดจากบ้านของตนมาร่วมด้วย
หัวหน้าหมู่บ้านไฮว่ซู่และหัวหน้าหมู่บ้านต้าหลิวก็นำผักที่ชาวบ้านในหมู่บ้านของตนปลูกไว้มาให้ รวมทั้งไข่ไก่และสุราด้วย
แม่เฒ่าฉินเห็นไหสุราแล้วจึงนึกขึ้นได้ นางจึงหยิบเงินออกมาให้ฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินไปซื้อสุรามาเพิ่ม
เมื่อนำเนื้อสัตว์และวัตถุดิบต่าง ๆ ลงไปในหม้อ กลิ่นหอมยั่วน้ำลายก็ลอยอบอวลไปทั่วศาลบรรพชน เมื่อลมพัดมา กลิ่นหอมก็ลอยออกไป ทำให้ชาวบ้านที่อยู่หมู่บ้านอื่นน้ำลายสอ
ผู้หญิงในหมู่บ้านต่างก็พากันมาช่วยงาน
ไม่นานอาหารสำหรับงานเลี้ยงก็เตรียมเสร็จเรียบร้อย
สุราของฉินเหล่าซื่อและเฉินฮั่นหลินก็ถูกยกกลับมาแล้ว
เนื่องจากเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกัน ทุกคนจึงไม่ได้ถือตัวอะไรมาก ต่างก็นั่งล้อมวงกินข้าวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา ส่วนเด็ก ๆ ซุกซนแยกไปนั่งอีกโต๊ะหนึ่ง
ผู้อาวุโสสามเชิญแม่เฒ่าฉินให้ไปนั่งที่โต๊ะหลัก ร่วมกับหัวหน้าหมู่หมู่บ้านไฮว่ซู่และหัวหน้าหมู่บ้านต้าหลิว
ฉินเหล่าเอ้อร์กับลูกชายคนโตฉินลิ่งอวี่ คอยเดินไปรินสุราให้กับแขกทุกโต๊ะ เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ
“พี่ชาย หมู่บ้านของท่านช่างโชคดีจริง ๆ!” หัวหน้าหมู่บ้านต้าหลิวกล่าว หลังจากดื่มสุราไปหนึ่งถ้วย แล้วเอามือโอบคอของฉินฟู่หลินพลางกล่าว
“มีถงเซิงถึงเก้าคนเชียวนะ นั่นเท่ากับจะมีซิ่วไฉเก้าคน มีขุนนางเก้าคนเลยทีเดียว”
หัวหน้าหมู่บ้านไฮว่ซู่ก็กล่าวต่อว่า “ใช่แล้ว หมู่บ้านฉินกำลังจะรุ่งเรืองแล้ว”
ฉินฟู่หลินรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง นั่นไม่ใช่แค่ถงเซิงเก้าคน พวกเขายังเป็นหลานชายของเขาด้วย
“พี่หญิงก็โชคดีเช่นกัน ต่อไปก็รอรับความสุขสบายได้เลย”
หัวหน้าหมู่บ้านไฮว่ซู่ยกถ้วยสุราขึ้นดื่มอวยพรให้แม่เฒ่าฉิน
แม่เฒ่าฉินตอบรับคำอวยพร “ขอบคุณสำหรับคำอวยพรของท่าน ลูกหลานก็มีชีวิตของตัวเอง ตราบใดที่พวกเขารักและสามัคคีกัน ชีวิตก็คงไม่ลำบากอันใดหรอก ข้าเองก็ได้แต่อาศัยบุญของลูกหลานเท่านั้น”
“แน่นอน จะมีถงเซิงถึงเก้าคนหรืออาจมีซิ่วไฉถึงเก้าคน ความสุขสบายรอพี่หญิงอยู่ภายภาคหน้าแล้ว”
ขณะที่ชาวบ้านกำลังดื่มกินอย่างสนุกสนาน ทันใดนั้นก็มีเสียงของชายผู้หนึ่งดังขึ้นจากทางเข้าหมู่บ้าน
“หัวหน้าหมู่บ้าน ทางการส่งคนมาเก็บภาษีข้าวแล้ว!”
ฉินฟู่หลินที่กำลังดื่มกินอย่างสนุกสนาน พอได้ยินดังนั้นก็ถึงกับนิ่งไปชั่วขณะ สมองยังประมวลผลไม่ทันว่าอีกฝ่ายกำลังพูดอะไร ก็ได้ยินเสียงรถม้าดังมาแต่ไกล
ตามมาด้วยเจ้าหน้าที่สองคนกระโดดลงมาจากรถม้า ทั้งคู่มีรูปร่างเตี้ยและอ้วนท้วม สวมชุดทางการที่ดูไม่ค่อยพอดีตัว เหมือนกับตุ๊กตานำโชคในภาพวาดปีใหม่ไม่มีผิด
“นายท่าน เหตุใดจึงมาเก็บภาษีข้าววันนี้เล่า ไม่ใช่ว่าเป็นพรุ่งนี้หรอกหรือ”
“ข้ายังไม่ได้เตรียมตัวเลย”
ฉินฟู่หลินรีบวางชามข้าวลง แล้วเดินไปต้อนรับ
ที่อำเภอชิงเหอ การเก็บภาษีข้าวจะเริ่มเก็บหลังจากที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ครึ่งเดือน และชาวบ้านจะต้องนำข้าวที่เตรียมไว้เพื่อจ่ายภาษีไปกองรวมกันที่ลานกว้าง เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและขนย้ายไป
ถ้าคำนวณวันแล้ว อย่างเร็วที่สุดก็ต้องเป็นพรุ่งนี้
“หัวหน้าหมู่ตระกูลบ้านฉิน ที่หมู่บ้านของท่านมีเรื่องน่ายินดีอันใดกันหรือ?”
เจ้าหน้าที่ทั้งสองไม่ได้ตอบคำถามของฉินฟู่หลิน เพียงแต่จ้องมองเนื้อหมูชิ้นโตบนโต๊ะอย่างไม่วางตา
“ไม่ได้มีเรื่องน่ายินดีอันใดหรอกขอรับ เพียงแต่ญาติของข้ากลับมาจากแดนไกล จึงเชิญญาติพี่น้องมากินข้าวร่วมกัน ร่วมรำลึกถึงความหลังกันเท่านั้นขอรับ”
ฉินเหล่าเอ้อร์รีบเดินเข้ามาคำนับ “พวกข้าไม่ทราบว่าท่านจะมาเก็บภาษีข้าวในวันนี้ จึงไม่ได้เตรียมตัวไว้ล่วงหน้า หากพวกท่านไม่รังเกียจ เชิญนั่งร่วมโต๊ะกับพวกข้าก่อนเถิด ส่วนเรื่องภาษีข้าว ค่อยพูดคุยกันหลังทานอาหารเสร็จก็ไม่สาย”
เจ้าหน้าที่ทั้งสองมองอาหารตาละห้อย เมื่อได้ยินคำเชิญของฉินเหล่าเอ้อร์จึงแสร้งปฏิเสธเล็กน้อย ก่อนจะเข้าไปนั่งลงร่วมโต๊ะ
เมื่อเจ้าหน้าที่ทั้งสองได้รู้ว่า ในหมู่บ้านฉินมีถงเซิงถึงเก้าคน ทั้งคู่ก็อดตกใจไม่ได้ สมองครุ่นคิดอย่างหนักว่าพวกเขาเคยทำให้หมู่บ้านตระกูลฉินโกรธเคืองหรือไม่
ถงเซิงเก้าคนเลย! นี่มันหมายความว่าอย่างไร
แม้แต่เจ้าหน้าที่ประจำที่ว่าการอำเภอ ก็มีพื้นเพมาจากถงเซิง
ในเก้าคนนี้ ต่อให้พวกเขาจะไม่ค่อยเก่งนัก แต่ก็ต้องมีสักคนที่สอบเป็นซิ่วไฉได้บ้างละ
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังได้ยินมาว่า ถงเซิงที่อายุน้อยที่สุดอายุเพียงเจ็ดขวบเท่านั้น!
เมื่อครุ่นคิดมาถึงตรงนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของเจ้าหน้าที่ทั้งสองก็ยิ่งดูจริงใจมากขึ้น
แม้กระทั่งน้ำเสียงที่ใช้พูดกับแม่เฒ่าฉิน ก็ยังแฝงไปด้วยความเคารพนับถือโดยไม่รู้ตัว
สำหรับฉินเหล่าเอ้อร์ ฉินลิ่งอวี่ และถงเซิงคนอื่น ๆ พวกเขายิ่งอยากจะก้มหัวให้ด้วยความเคารพนับถือ ยกย่องด้วยใจจริง
หลังจากที่ดื่มกินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ เจ้าหน้าที่ทั้งสองก็โอบไหล่ฉินฟู่หลิน และพูดด้วยท่าทีมึนเมาว่า “หัวหน้าหมู่บ้านฉิน หากก่อนหน้านี้พวกข้าทำสิ่งใดล่วงเกินไป ขอท่านโปรดให้อภัยด้วยเถิด”
ฉินฟู่หลินรีบกล่าวอย่างหวาดหวั่น “ท่านกล่าวอันใดเช่นนั้น ข้าน้อยไม่กล้าหรอกขอรับ”
เจ้าหน้าที่ทั้งสองพึมพำอะไรบางอย่าง จากนั้นก็พากันจากไป โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาพึมพำอะไรกันแน่