มุกจันทร์นั่งอยู่ในร้านกาแฟสไตล์บูติคร้านหนึ่งเพราะว่ามณีจันทร์แม่ของเธอไม่อยู่เธอจึงหอบแล็ปท็อปเครื่องเก่งมานั่งเล่นร้านกาแฟนอกบ้านถือว่าเป็การเปลี่ยนบรรยากาศ ่นี้นนท์บอกว่าเขาไม่ว่างต้องเข้าเวรกลางคืนและต้องไปสัมมนาที่ต่างจังหวัดแต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงส่งข้อความมาคุยกับมุกจันทร์ตลอดความสัมพันธ์ของทั้งสองคนจึงเริ่มจะมีการพัฒนาขึ้นบ้างแล้ว
ร้านนี้มีบริการให้เสียบปลั๊กแล็ปท็อปฟรีมุกจันทร์จึงหอบแล็ปท็อปมาด้วย หวังจะนั่งเล่นและทำงานไปด้วยเลยเธอสั่งกาแฟและเค้กมานั่งกินไปชิลล์ๆ วันนี้เป็วันทำงานของคนทั่วไปร้านเลยไม่ค่อยมีคนมานั่งมากนัก มีเพียงคนมาสั่งซื้อกาแฟ พอได้กาแฟแล้วก็หิ้วออกจากร้านไป
“สวัสดีค่ะ”
อยู่ๆก็มีคนมานั่งที่เก้าอี้ตรงข้ามเธอ และยังเอ่ยทักเธอด้วยมุกจันทร์เงยหน้าขึ้นมองต้นเสียง ผู้หญิงตรงหน้าใส่แว่นตาดำทำให้มุกจันทร์มองไม่ชัดว่าเคยรู้จักหรือเปล่าเพียงแค่รู้สึกว่าคุ้นหน้าอยู่บ้างเท่านั้น
เมื่อเห็นมุกจันทร์มองแล้วทำหน้าเหมือนจำไม่ได้ภีรณีจึงกรีดกรายนิ้วงามขึ้นถอดแว่นออก เพื่อให้มุกจันทร์ได้เห็นหน้าชัดๆ
พอมุกจันทร์เห็นหน้าของผู้มาเยือนก็แปลกใจเมื่อพบว่าผู้หญิงคนนี้ก็คือผู้หญิงที่เธอเพิ่งเจอเมื่อวันก่อนผู้หญิงของปรเมศ
“สวัสดีค่ะคุณ เอ่อ...” มุกจันทร์เอ่ยตอบไปแต่แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าเธอลืมชื่อของผู้หญิงคนนี้ไปแล้วเธอไม่ได้จำเพราะคิดว่าคงไม่ได้พบกันอีกเธอไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกับปรเมศแล้วจะไปพบเจอคนในชีวิตของเขาได้ที่ไหนกัน
“แพทค่ะแนะนำตัวใหม่แล้วกันนะคะ ฉันเป็แฟนของปาล์ม” ภีรณีพูดจีบปากจีบคอเธอใช้นำเสียงแบบที่เธอคิดว่าดูเหนือกว่ามุกจันทร์
“อ๋อค่ะ“ มุกจันทร์พยักหน้าน้อยๆ และพูดต่อ “แล้วคุณปาล์มไม่มาด้วยกันเหรอคะ”มุกจันทร์คิดว่านี่คือการทักทายธรรมดา ในเมื่อผู้หญิงคนนี้เป็แฟนปรเมศเธอถามว่าปรเมศไม่ได้มาด้วยเหรอก็ถือเป็การรับทราบความสัมพันธ์ของทั้งคู่แล้ว
ภีรณีได้ยินมุกจันทร์ถามถึงปรเมศก็แววตาแข็งขึ้นมาเธอมองว่ามุกจันทร์พยายามเยาะเย้ยเธอว่าปรเมศไม่มากับเธอเพราะปรเมศไม่ใช่ของเธอพอคิดแบบนี้เธอเลยรู้สึกโมโห คิดว่ามุกจันทร์กำลังท้าทายเธอ
“ปาล์มทำงานค่ะเป็แฟนกันก็ไม่จำเป็ต้องตัวติดกันตลอดนี่ จริงไหมคะ”เธอจิกใส่มุกจันทร์ทั้งน้ำเสียงและแววตา
มุกจันทร์เห็นท่าทางแบบนั้นของอีกฝ่ายก็ไม่เข้าใจว่าตัวเองพูดอะไรผิด“เปล่าค่ะ แค่ถามดูเฉยๆ”
“ถ้าเป็ไปได้ไม่ต้องถามถึงแฟนคนอื่นจะดีกว่านะคะรู้ว่าเขามีแฟนแล้วก็ไม่ควรจะมายุ่ง”
คราวนี้มุกจันทร์ถึงบางอ้อว่าทำไมอีกฝ่ายถึงมีท่าทางไม่พอใจเพราะความหึงหวงนั่นเองสินะ เธอทำใจเย็นและเอ่ยตอบ“ท่าทางคุณน่าจะเข้าใจอะไรผิดแล้วนะคะ ฉันกับแฟนคุณไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลย”
“ไม่เกี่ยวข้อง?”ภีรณีทวนคำ “ดูตัวกัน ไปดูหนัง ไปกินข้าว แล้วยังติดต่อกันเรื่อยๆเรียกว่าไม่เกี่ยวข้องเหรอ”
พูดจบภีรณีก็ยิ้มเยาะใส่มุกจันทร์เป็รอยยิ้มที่ทำให้ใบหน้าสวยๆ นั้นดูอัปลักษณ์ลงไปไม่น้อย นึกว่าเธอไม่รู้หรือไงว่าพวกเขาแอบไปทำอะไรกันลับหลังเธอยังจะมาตีหน้าซื่อทำตัวเป็นางเอกผู้แสนดีต่อหน้าเธออีก มารยา!!
“เื่นั้นมัน...” ถึงตอนนี้ มุกจันทร์ไม่รู้จะปฏิเสธยังไง เพราะสิ่งที่ภีรณีพูดมาก็คือเื่จริงเธอเคยไปดูตัว ดูหนังกินข้าวกับปรเมศจริงๆ
“ไงคะเถียงไม่ออก กินอยู่กับปากอยากอยู่กับท้อง คิดว่าคนอื่นเขารู้ไม่ทันเหรอหน้าตาก็สวยดีอยู่หรอก ไม่น่าใฝ่ต่ำคิดมาแย่งแฟนคนอื่น”
“คุณเข้าใจผิดแล้วจริงๆค่ะ ความจริงไม่ใช่แบบนั้น” มุกจันทร์พยายามอธิบาย อยู่ๆจะมากล่าวหาเธอในสิ่งที่เธอไม่ได้ทำได้ยังไงกัน ต้องให้อีกฝ่ายเข้าใจให้ถูก
“คุณมุก”
เสียงทุ้มที่คุ้นหูดังขึ้นข้างๆมุกจันทร์ เธอเงยหน้ามอง “คุณดิน?”
ไตรภพมายืนอยู่ข้างๆเธอั้แ่เมื่อไรไม่รู้ เธอหวังว่าเขาจะไม่ได้ยินบทสนทนาที่น่าอับอายเมื่อครู่
มุกจันทร์รู้สึกงงไปหมดแล้วเธอคิดจะมานั่งแช่ในร้านกาแฟสบายๆ กลับมาเจอผู้หญิงคนหนึ่งต่อว่าแถมยังมาเจอกับไตรภพอีก นี่มันวันอะไรกัน แล้วเขามาทำอะไรที่กรุงเทพ
“มาทำอะไรที่กรุงเทพคะ”
“พอดีมาทำธุระครับเสร็จแล้วเลยแวะหากาแฟกิน ไม่คิดว่าจะเจอคุณที่นี่”
ภีรณีกระแอมขึ้นมาเพื่อขัดจังหวะการสนทนาของทั้งสองคน“ที่บอกไปเมื่อกี้ เก็บเอาไปคิดด้วยนะคะ ขอตัว”เธอพูดกับมุกจันทร์แต่ปรายตามองไตรภพ พอพูดจบก็หยิบแว่นตาขึ้นใส่เหมือนกันและลุกเดินจากไป
“มีอะไรกันหรือเปล่าครับ”ไตรภพเอ่ยถาม เมื่อกี้เขายืนฟังอยู่พักหนึ่งแล้วพอเห็นว่าผู้หญิงคนนั้นเริ่มมีท่าทางไม่พอใจเขาจึงรีบเข้ามาทักทายมุกจันทร์ก่อนที่จะมีเื่มีราวกัน
“เปล่าค่ะไม่มีอะไร” มุกจันทร์คิดว่าไม่ใช่เื่อะไรที่เขาจะต้องรู้ ถ้าเขาไม่ได้ยินก็ดีแล้วไม่มีความจำเป็ที่เธอต้องเล่าอะไรให้เขาฟัง จะให้เธอเอาปรเมศมานั่งนินทาให้เขาฟังก็คงไม่ดีนักผู้หญิงคนเมื่อกี้ก็แค่เข้าใจผิดเท่านั้นเอง ไม่ใช่เื่ใหญ่โตอะไร
“ทำไมคุณมาร้านกาแฟแถวนี้ล่ะคะมาทำธุระแถวนี้เหรอ”
“ครับมาเยี่ยมเพื่อนที่โรงพยาบาลใกล้ๆ นี่เอง” เขาเห็นว่าเธอไม่ยอมบอกเื่ที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้ติดใจจะถามต่อได้แต่ตอบตามน้ำรักษามารยาทไป
“อ๋อจะกลับเชียงใหม่วันไหนเหรอคะ”
“น่าจะอีกสักพักครับแม่คุณบอกให้ผมมาดูคุณด้วย”
“อ้อ... มุกสบายดีค่ะ คุณทำธุระไปเถอะ อย่าไปฟังแม่เลย”
มุกจันทร์พูดได้แค่นั้นแต่ในใจกลับคิดว่าแม่เธอคงตั้งใจเปิดโอกาสให้ไตรภพมาเกลี้ยกล่อมเธอสินะ เธอเลือกจะไม่ถามอะไรเพราะไม่อยากพูดถึงเื่แต่งงานกับเขาอีก
“มุกว่าจะกลับแล้วค่ะคุณดินเชิญตามสบายนะคะ” เธอตัดจบบทสนทนา เก็บของแล้วก็ลุกเดินออกจากร้านไปอีกคน
ตอนเย็นของวันนั้นมุกจันทร์กลับถึงบ้านและนั่งอยู่ที่ห้องนั่งเล่น ใกล้จะได้เวลามื้อเย็นแล้วเธอกำลังคิดว่าจะกินอะไรดี
“เพล้ง!!”
มีเสียงเหมือนของแตกในบ้านมุกจันทร์รู้สึกแปลกใจ ที่บ้านตอนนี้มีแค่เธออยู่คนเดียว อยู่ดีๆ จะมีของตกแตกได้ยังไงกันเธอเดินสำรวจรอบบ้านว่าที่มาของเสียงอยู่ที่ไหน
เธอเดินมาเรื่อยๆจนถึงห้องครัว พบว่าหน้าต่างห้องครัวที่ทำจากกระจกแตก เธอเดินเข้าไปดูใกล้ๆก็พบว่ามีก้อนหินก้อนหนึ่งตกอยู่
แวบแรกเธอคิดว่ามีคนเอาหินมาขว้างใส่กระจกบ้านเธอแต่อยู่ๆ จะมีคนมาขว้างหินใส่บ้านของเธอทำไมกัน ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย
ระหว่างที่มุกจันทร์กำลังคิดจนใจลอยอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงคนมากดกริ่งหน้าบ้านเธอเดินออกไปดูแต่กลับไม่เห็นใครเลยสักคน
“คงจะมากดผิดบ้านมั้ง”
เธอเดินกลับเข้าบ้านและคิดว่าจะทำยังไงกับกระจกที่แตกดีก่อนอื่นเธอต้องโทรแจ้งตำรวจใช่ไหม หรือว่าไม่ควรแจ้งดีถ้าตำรวจมาแล้วเื่จะบานปลายหรือเปล่านี่อาจจะเป็แค่คนมาขว้างผิดบ้านหรือเป็พวกวัยรุ่นคึกคะนอง เธอเคยเห็นตามข่าวบ่อยๆวัยรุ่นพวกนี้เป็เด็กมีปัญหาที่ชอบทำอะไรแย่ๆ เพื่อเรียกร้องความสนใจ
ถ้าเธอแจ้งตำรวจแม่ของเธออาจจะต้องรู้เื่นี้ด้วย แต่ถ้าเธอไม่แจ้งตำรวจเด็กวัยรุ่นพวกนี้คงจะได้ใจแล้วไปขว้างกระจกบ้านอื่นๆ แตกอีก
ในที่สุดมุกจันทร์ตัดสินใจว่าจะโทรแจ้งตำรวจก่อนที่เธอจะได้หยิบมือถือขึ้นมาโทรตามที่คิดไว้ เสียงกริ่งหน้าบ้านก็ส่งเสียงกังวานขึ้นมาอีกครั้ง