“เยี่ยม!! เป็ผู้ว่าที่ฉลาดและตรงฉินดีจริงๆ” ต้วนซานหลี่ยกยิ้มชอบใจพร้อมกับเอ่ยต่อในทันทีอย่างไม่อ้อมค้อม “ข้ารู้มาว่าท่านยังมิมีฮูหยิน หากไม่รังเกียจ ข้าอยากจะให้ท่านลองพิจารณาชิงหลานของข้าดู”
“ท่านพ่อ อย่ากล่าวเช่นนี้สิเ้าคะ” ต้วนชิงหลานแสดงทีท่าเขินอาย แม้เื่นี้ตัวนางและบิดาได้วางแผนกันแล้วว่าจะแค่เข้ามาพูดคุยทำความรู้จัก แต่นางไม่รู้ว่าเหตุใดบิดาจึงได้เผยความนัยออกมาโดยไร้การยั้งคิดเช่นนี้! หากจะกล่าวว่านางอยากถอยกลับไปตั้งหลักก่อนหรือไม่ ก็ไม่คิดจะกลับอยู่ดีในเมื่อบิดาเสนอเื่สมรสออกไป “ท่านผู้ว่าจางอาจมิได้ชมชอบข้า จะให้ท่านพิจารณาได้อย่างไรเล่า” ในความเป็สตรีในห้องหอ การพูดจาแบบมียางอายคือสิ่งที่นางควรกระทำต่อหน้าบุรุษทั้งๆ ที่นางพึงใจต่อเขาั้แ่แรกพบ ใจสตรีมิอยากจะให้ท่านผู้ว่าปฏิเสธให้นางได้อับอาย อีกเื่คือบิดาของนางร่ำรวยมาก หากท่านผู้ว่าไม่โง่งม การรับนางไปเป็ฮูหยินย่อมเป็ทางเลือกที่ดี ในวันหน้าต่อจากนี้หากนางได้เป็ฮูหยินและกลับเข้าเมืองหลวงไปกับเขา นางจะทำตัวให้หมาะสมมิให้เขาได้อายผู้ใด นางจะเชิดหน้าชูตาสกุลต้วนของนางมิยอมให้ผู้ใดได้ดูถูกเลยว่านางมาจากชนบท ‘คอยดูเถิด’
“ถูกต้องแล้วคุณหนูต้วน ข้ามิได้ชมชอบเ้าแม้เพียงนิด พิจารณาไปย่อมไร้ประโยชน์ อีกเื่คือข้ายังไม่คิดจะมีฮูหยิน” จางหย่งซื่อลอบมองสองพ่อลูกที่ใบหน้าเริ่มแปรสภาพจากขาวเป็แดงก่ำด้วยความโกรธ ซึ่งมันคือเื่ที่เขาไม่คิดจะใส่ใจในเมื่อเขาเข้ามาเป็ผู้ว่า มาพัฒนาหมู่บ้านในชนบทเป็หลัก มิได้้าสานสัมพันธ์กับสตรีใดเพื่อความก้าวหน้า ส่วนเื่ของความร่ำรวยและทรัพย์สิน…ยิ่งนอกประเด็น ในเมื่อตัวเขาร่ำรวยกว่า
“เ้า!” ต้วนซานหลี่พูดได้เพียงเท่านั้น ก่อนจะมองเห็นจางหย่งซื่อเดินออกจากห้องโถงไปอย่างไร้มารยาท คำกล่าวลาไม่เอื้อนเอ่ย คำขอโทษยิ่งไม่ได้ยิน!!! “มันจะมากเกินไปแล้วเ้าผู้ว่าคนใหม่” มืออวบอูมกำแน่นจนเจ็บไปหมด แต่ในความเจ็บทางกายมิมากมายเท่าทางใจ ‘และเขาต้องเอาคืนโดยการลากตัวจางหย่งซื่อมากราบแทบเท้าเป็ลูกเขย!!’ “กลับได้แล้วชิงหลาน”
“ท่านพ่อ” ความอับอายลามเลียบนใบหน้า ดีเท่าใดที่ในห้องโถงนี้มิมีผู้อื่นนั่งร่วมอยู่ด้วย สตรีร่างเล็กในชุดสีชมพูปักลายดอกเหมยเดินติดตามบิดาของตนเองออกไปด้วยความผิดหวัง ‘หากครั้งนี้บุรุษรูปงามนามจางหย่งซื่อปฏิเสธนางอย่างไม่ไว้หน้า แล้วครั้งต่อไปที่นางเข้ามาที่นี่เล่า นางไม่ยอมง่ายๆ แน่’ เื่นี้จะยังไม่จบ กับบุรุษที่นางพึงใจเป็คนแรกผู้นี้!!
หลังจากวันนั้นเป็ต้นมา สตรีนามว่าต้วนชิงหลานกลับวนเวียนเข้าออกจวนของท่านผู้ว่าจางในทุกๆ สองวันจนชาวบ้านทั่วไปต่างคิดกันไปเองว่าทั้งสองคนกำลังคบหาดูใจกันอยู่ ทั้งๆ ที่ความเป็จริงนั้น ต้วนชิงหลานมิเคยได้พบหน้าท่านผู้ว่าจางหย่งซื่อเกินหนึ่งจิบชาเลยสักครั้ง!!!
บ้านสกุลต้วน
“คราวหน้าจงนำสิ่งนี้ติดมือไปด้วย” ต้วนซานหลี่ส่งห่อยาสีขาวห่อเล็กไปให้บุตรสาวพร้อมกับอธิบายวิธีการใช้ “นี่คือยาปลุกกำหนัด ให้เ้านำมันไปผสมกับน้ำชาและมอบให้ผู้ว่าจางดื่มให้ได้”
ต้วนชิงหลานมองห่อยาในมือด้วยความหนักใจ มิใช่ว่านางมิอยากกระทำ แต่ทุกครั้งที่นางไปเยือนยังจวนของท่านผู้ว่า บิดาของนางจะรู้หรือไม่ว่า นางมิเคยได้สนทนากับท่านผู้ว่าจางหย่งซื่อเลย การนัดพบย่อมมิเคยมี จะมีก็แค่นางที่ต้องไปนั่งรออีกฝ่ายกลับมาจากการสำรวจหมู่บ้าน ไหนจะเื่การบังเอิญพบกันครั้งล่าสุดที่นางมีโอกาสได้พูดว่า ‘ยินดีที่ได้พบ’ นอกจากผู้ว่าจางจะไม่สนใจ อีกฝ่ายยังไล่เขากลับบ้าน!!
“เข้าใจที่พูดหรือไม่”
“เข้าใจเ้าค่ะ” หวังว่าครั้งนี้มันจะต่างออกไปเพราะนางมีตัวช่วย ดังนั้นอย่างน้อยๆ นางต้องวางแผนกับสาวใช้ให้ดีเสียก่อน หนทางการเป็ฮูหยินและเป็สตรีที่ท่านผู้ว่าเลือกมันไม่ง่ายเลยจริงๆ และที่นางต้องพยายามเช่นนี้เพราะ ‘สามีของนางต้องเป็บุรุษอย่างท่านผู้ว่าเท่านั้นที่เหมาะสมที่สุด’
&&&&
สองวันต่อมา ในยามอิ่ว (17.20)
หลังจากที่เอี้ยะหลิ่งเฟิงรับงานส่งผักให้กับจวนท่านผู้ว่าจาง มาจนถึงวันนี้ก็ผ่านไปแล้วร่วมเดือน ถามว่าพัฒนาการระหว่างนางกับทุกคนที่นี่เป็ไปในทิศทางใดก็คงต้องตอบไปว่าดีมากเพราะนอกจากนางจะรู้จักบ่าวเฝ้าประตูด้านนอกแล้ว ป้าแม่ครัวด้านในก็ยิ่งสนิทสนมกับนางราวกับเป็เครือญาติ “ข้าเอาหลัวปู่ (หัวไชเท้า) มาส่งเ้าค่ะ ท่านป้าจวน” สตรีร่างบางใบหน้าผุดผาดอมชมพูยกแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดใบหน้าชื้นเหงื่อของตน การเดินเข็นล้อลากมาร่วมสองลี้ (หนึ่งกิโลเมตร) จะเรียกว่าเป็การออกกำลังกายยามเย็นก็คงไม่ผิด อีกทั้งวันนี้เป็วันครบรอบการเสียชีวิตของท่านตา ท่านยายของนางจึงขอนั่งสวดมนต์ภาวนาถึงิญญาของสามีผู้ล่วงลับโดยท่านบอกกับนางเอาไว้ว่า หากกลับมาแล้วมิต้องเรียกหา ซึ่งในความหมายนั้นที่นางคิดก็คือพบกันอีกทีในวันรุ่งขึ้น “วันนี้ท่านทำอะไรเ้าคะ” ร่างบางนั่งลงตรงโต๊ะกลมสำหรับวางของที่นางชอบไปนั่งเป็ประจำ สองมือเท้าคางนั่งดมกลิ่นอาหาร ‘อ่า…หิวจัง’ เสียงท้องร้องน้อยๆ มิได้ทำให้ป้าแม่ครัวมากกว่าสามคนนั้นได้ยิน ในทางกลับกันการสั่งงานในครัวย่อมมีเสียงดังสลับกับการใช้ตะหลิวทำอาหาร สายตากลมโตมองไปทั่วห้องทำครัวแบบเปิดโล่งพลันเหลือบไปเห็นกาน้ำชา “ท่านป้า ข้าขอจิบชาสักถ้วยนะเ้าคะ” คำขอนี้มิใช่ครั้งแรก แต่นางขอจิบชาเกือบทุกครั้งที่ต้องเดินเข็นล้อลากมาส่งผัก การเข็นรถมันเหนื่อยมาก มิเหมือนตอนจ้างรถม้าและมีผู้ช่วยขนตะกร้า ‘เอ…เหตุใดวันนี้กาน้ำชาจึงมาอยู่แปลกที่??’ นางมองไปยังชั้นวางเครื่องปรุงรส สถานที่เดิมที่วางกาน้ำชาของแม่ครัวและนางก็เห็นมันตั้งอยู่ตรงนั้น ‘หรืออันนี้เอามาวางเพิ่ม’
ป้าแม่ครัวผู้มีนามว่าสุ่ยจวนเคาะตะหลิวไป ขานรับไป “ตามสบาย”