“พวกเจ้า….พวกเจ้า…พวกเจ้าไม่รู้ว่ากำลังเล่นอยู่กับอะไร!!”
หยางเจี้ยนหันไปมองคนรอบๆตัวด้วยแววตาที่แดงก่ำ ตะโกนกล่าวออกมา ก่อนที่จะเดินออกไปข้างนอกด้วยความหงุดหงิด
"อะไร? มันเป็นอะไรของมันน่ะ บ้าไปแล้วกระมัง…"
เล้งโห่วนั่งมองหยางเจี้ยนตะโกนโวยวายเดินจากไป ด้วยความสงสัย
"….ปล่อยเค้าไปเถอะ พวกเรามาคุยเรื่องแผนการกันต่อดีกว่า.."
อี๋หลัวเซียนนั่งนิ่งท้าวคางมองหยางเจี้ยนเดินออกไปด้วยรอยยิ้ม ไม่ได้กล่าวสิ่งใดเช่นเดียวกับเตียงหาง ที่เห็นการกระทำเช่นนั้น ก็หน้านิ่วคิ้วขมวดไม่รู้ตัว นั่งขบคิดเงียบๆอยู่สักพัก กล่าวออกมาในที่สุด
พรึบ!
หยางเจี้ยนเดินเปิดม่านเข้ามาในกระโจม นั่งลงกับเก้าอี้ พยายามควบคุมอารมณ์ของตนเองให้สงบลง
“หืม! เจ้าเป็นอะไรของเจ้ากัน มีคนกลั่นแกล้งเจ้างั้นรึ?”
เสี่ยวหลินที่กำลังนั่งอ่านตำราอยู่ หันไปมองหน้าคนข้างๆกล่าว
"….เตียงหาง..เสนอแผนการให้สมาคมลอบสังหาร…เป็นนกต่อ…"
หยางเจี้ยนพยายามควบคุมสติอารมณ์ของตนเองให้เย็นลง กล่าวออกมา
"สมาคมลอบสังหาร?..เจ้าหมายถึงเซียวเย่งั้นหรือ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เจ้าช่วยอธิบายให้ข้าได้เข้าใจหน่อย.."
เสี่ยวหลินเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็เผลออ้าปากค้าง อุทานออกมาด้วยความแปลกใจ เดินเข้าไปเขย่าร่างหยางเจี้ยนคล้ายว่าต้องการฟังคำอธิบาย…
"….ตอนนั้น…."
หยางเจี้ยนกล่าวอธิบายเรื่องราวเนื้อหาประชุมในตอนที่ตนเองยังอยู่ให้ฟังอย่างละเอียด เสี่ยวหลินกระทำเพียงแค่นั่งฟังเงียบๆ ไม่ได้กล่าวขัดอะไร ตรงกันข้ามกับฝ่ามือที่กำแน่น
“ไม่ดีแน่ ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป มีหวัง…. ข้าจะลองไปเกลี้ยกล่อมพวกนั้นดู…”
หลังจากคำฟังอธิบายของหยางเจี้ยนตั้งแต่ต้นจนจบ เสี่ยวหลินก็รีบคำนวณถึงสถานการณ์ในวันข้างหน้าคร่าวๆ กล่าวออกมาด้วยใบหน้าคร่ำเครียด พร้อมกับพยายามที่จะลุกขึ้นเดินออกไป
“ไม่ได้! เจ้าไปพูดให้พวกนั้นฟังแล้วจะช่วยอะไรได้ มีแต่จะทำให้พวกนั้นคิดสงสัยในตัวพวกเราว่ารู้จักกับเซียวเย่เปล่าๆ”
หยางเจี้ยนเมื่อเห็นเช่นนั้น ก็ไม่รอช้ารีบเข้าไปจับมือห้ามเสียวหลินเอาไว้ กล่าวออกมาด้วยความกังวล
“นี่เจ้าบ้าไปแล้วหรือ? รู้จักกันแล้วทำไม มันจะทำให้เจ้าตายรึไงกัน เจ้าเคยคิดถึงผลเสียที่จะตามมาบ้างรึไม่ ถ้าเกิ-….”
เสียวหลินกล่าวออกมา พร้อมกับสะบัดมือของหยางเจี้ยนออก
"ถ้าเกิดอะไร! มันจะทำอะไรได้ ต่อให้เกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมาจริงๆ มันก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี เจ้าคิดว่ามันจะกล้าหาเรื่องกับกองกำลังชั้นนำของแผ่นดินจริงๆน่ะรึ…ข้ายังแอบหวังให้มันเป็นแบบนั้นจริงๆด้วยซ้ำ ถ้าต้องให้คนอื่นรู้ว่าพวกเรารู้จักกับคนพวกนั้น เจ้าเคยคิดบ้างหรือไม่ว่าชื่อเสียงของสำนักจะเสื่อมเสียลงเยี่ยงไร ข้าขอเลือกแบบนี้เสียดีกว่า.."
หยางเจี้ยนกล่าวอธิบายเหตุผลของตนเองออกมา
"เจ้า!…เจ้าเป็นบ้าไปแล้วรึ…ข้าคิดว่าเจ้าจะรู้ดีกว่าผู้ใดเสียอีก…เจ้าคิดว่าคนคนนั้น..เซียวเย่น่ะ…เค้าจะสนใจเรื่องพวกนี้จริงๆงั้นหรือ กับคนที่คิดจะเป็นศัตรูกับคนทั้งแผ่นดินน่ะ เจ้าคิดจริงๆงั้นหรือ…ว่าเค้าไม่กล้าที่จะทำอะไร…นี่เจ้าโง่หรือว่ากำลังแกล้งโง่อยู่กันแน่!!!"
เสียวหลินกล่าวออกมา พร้อมกับใบหน้าที่กำลังแสดงถึงความโมโห
"ข้า…ข้าในตอนนี้ไม่เหมือนกับแต่ก่อนอีกแล้ว! ข้าแข็งแกร่งขึ้น ต่อให้เจอมันอีกครั้งในวันข้างหน้า…ไม่สิ…ต่อให้ข้าบังเอิญเจอมันตอนนี้ มายืนอยู่เบื้องหน้าข้า! ข้าก็ไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวมันอีกต่อไปแล้ว!"
หยางเจี้ยนเมื่อได้ฟังก็เผลอกำหมัดแน่นไม่รู้ตัว ก้มหน้ากล่าวออกไปอย่างไม่จำยอม
"ตั้งแต่วันนั้น เจ้าดูเปลี่ยนไปไม่น้อยเลย จริงอยู่ที่ว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาเจ้าอาจจะแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างรวดเร็ว แต่ดูเหมือนเจ้าจะลืมไปแล้ว ว่าวันที่เซียวเย่ชนะเจ้าได้น่ะ เค้าอยู่เพียงแค่เขตเขตอะไร แล้วเจ้าล่ะขอบเขตอะไร เจ้าอย่าได้อวดดีไปหน่อยเลย กล่าวอ้างความยุติธรรมบ้างละ ชื่อเสียงของสำนักบ้างล่ะ สุดท้ายเจ้าก็แค่หวาดกลัว กลัวว่าวันหนึ่งเจ้าจะทำได้เพียงแค่แหงนหน้ามองเด็กคนนั้น…เจ้าก็เลยพยายามที่จะหาคนอื่นๆมาเป็นโล่คุ้มหัวป้องกันตนเอง หาหนทางจะทำให้เซียวเย่ตกลงสู่กับดักสินะ"
เสี่ยวหลินเมื่อได้ยินก็ยิ่งมีน้ำโหมากกว่าเก่า ตะคอกสวนกลับไปพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มจะไหล
"ไม่…ไม่ใช่!! ข้าเพียงแค่อยากให้เจ้าเด็กนั่นได้เรียนรู้ก็เท่านั้น ถ้าเป็นแบบนั้นสมาคมบ้านั่นก็จะไม่มีอีกต่อไป ถ้าเป็นแบบนั้น….ข้าก็จะสามารถยืนยันได้ว่าสิ่งที่ข้าคิดมันถูกต้อง…ใช่แล้ว…ข้าก็จะสามารถยืนยันได้ว่าความคิดของเจ้าเด็กนั่นต่างหากที่ผิด!! ไม่ใช่ข้า!!"
หยางเจี้ยนส่ายหน้ากล่าวออกมาอย่างไม่ยินยอม
เพี๊อะ!
เสี่ยวหลินง้างแขนขึ้นกางนิ้วมือทั้งห้า ตบลงไปที่แก้มของหยางเจี้ยนอย่างเต็มแรง กล่าวออกมาด้วยใบหน้าที่คล้ายว่ากำลังสมเพชคนตรงหน้าอยู่
"…ข้าคิดไว้ไม่มีผิด..เจ้าเปลี่ยนไปตั้งแต่พ่ายแพ่เซียวเย่ในครั้งนั้น….เพียงเพราะเจ้าต้องการพิสูจน์…เจ้าคิดบ้างหรือไม่ว่าอาจจะต้องมีหลายคนที่ต้องตายลง….ถ้าเกิดเป็นแบบนั้น เจ้าจะแตกต่างจากพวกเซียวเย่ตรงไหน….เจ้าจะแตกต่างตรงไหน!!!!"
"!!!!!!!…ก-ก็ข้าคัดค้านพวกนั้นไปแล้ว แต่พวกนั้นก็ไม่เห็นด้วยมิใช่หรือ เจ้าพูดเหมือนทั้งหมดนี่มันเป็นความผิดของข้าอย่างนั้นแหละ ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย ทั้งหมดมันเป็นเพราะฟ้าลิขิตมาให้เป็นแบบนั้นต่างหาก….เสี่ยวหลิน…เจ้าน่ะคิดมากเกินไปกระมัง มันไม่มีทางที่จะไปอย่างที่เจ้าคิด"
หยางเจี้ยนเมื่อได้ฟังเช่นนั้น ความรู้สึกเจ็บปวดก็ทิ่มแทงเข้ามาในจิตใจ สูดหายใจเข้าลึก พยายามคิดหาเหตุผลต่างๆมากล่าวอ้าง
เสี่ยวหลินที่ในตอนนี้เต็มไปด้วยน้ำตาที่อาบแก้ม ส่ายหน้าไปมาช้าๆ ก่อนที่จะตัดสินใจหันหลังเดินออกไป แต่ตอนที่นางกำลังจะเปิดม่านขึ้น นางก็หยุดเดินกลางคัน เอียงหน้าไปด้านข้างเล็กน้อย กล่าวออกมาเสียงเบา….
“นี่คือ….คุณธรรมที่เจ้าตามหาจริงๆนะรึ”
พรึบ!
เสี่ยวหลินเดินออกไปจากกระโจมทิ้งให้หยางเจี้ยนยืนนิ่งอยู่คนเดียวในนั้น…
………
พรึบ!
"ซากศพ…และกลิ่นคาวของเลือด…เป็นที่นี่เองสินะ.."
ชายคนหนึ่งแต่งตัวสวมผ้าคลุมดำมิดชิดใส่หมวกฟางใบใหญ่พอดีตัว ปรากฎตัวขึ้นที่อดีตค่ายกองกำลังแห่งหนึ่ง ซึ่งสภาพในตอนนี้ไม่เหลือเค้าโครงเดิมอีกต่อไปแล้ว เซียวเย่เดินผ่านสังเกตมองตามทางเดินไปเรื่อยๆ มองเห็นซากศพมนุษย์และอสูรที่นอนตายส่งกลิ่นคาวเหม็นเน่าบวกกับแมลงวันที่บินตอมคลุ้ง
ตึก ตึก ตึก
เซียวเย่รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างจากอีกทิศทางหนึ่ง ไม่รอช้ารีบใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาเคลื่อนที่ หายวับไปจากตำแหน่งเดิมอย่างเร็วไว
เฟี๊ยว!
“..เด็กงั้นหรือ…มาทำอะไรในที่แห่งนี้ด้วยตัวคนเดียวกัน..”
เซียวเย่หายตัวมาปรากฎอยู่บนตำแหน่งตึกสูงที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากนัก เขามองเห็นเด็กชายอายุประมาณสิบห้าปีสะพายกระบองเหล็กไว้ที่ด้านหลัง เดินฝ่าอากาศฝุ่นออกมาจากทิศทางนั้น ในมือถือดอกไม้ช่อหนึ่ง ใบหน้าปกคลุมไปด้วยน้ำตาและความเศร้าสร้อย เซียวเย่เกิดมีความรู้สึกคล้ายสงสัยขึ้นมา ตัดสินใจแอบสะกดรอยเดินตามไปเงียบๆ
สะกดรอยตามไปได้สักพัก เด็กคนนั้นก็หยุดเดิน มองไปที่หลุมศพเบื้องหน้า เด็กคนนั้นนั่งลงกับพื้นพร้อมกับวางช่อดอกไม้ลงที่เบื้องหน้าหลุมศพ กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่โศกเคร้า
"ท่านพ่อ…ตัวลูกนั้นยากจนนัก…คงมีปัญญาจัดการหลุมศพให้ท่านได้เพียงเท่านี้ ท่านพ่อพักผ่อนให้สงบเถิด ตัวลูกจะล้างแค้นให้ท่านพ่อเอง พวกมันทั้งหมดสมควรตาย…ไอ้พวกสัตว์อสูรทั้งหมด.."
เคี๊ยก เคี๊ยก เคี๊ยก …
เสียงหัวเราะน่ารังเกียจดังออกมา กระจายดังออกไปทั่วทุกพื้นที่ เด็กชายคนนั้นรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว คว้ากระบอกเหล็กที่ด้านหลัง จับเอาไว้แน่น หันไปมองสังเกตโดยรอบ กล่าวตะโกนออกมา
"ผู้ใดกัน!! ปรากฎออกมาให้พบเสีย!!"
เคี๊ยก เคี๊ยก เคี๊ยก
"เห็นไหมล่ะ ข้าบอกเจ้าแล้ว ถ้าเราวนกลับมา อย่างไรเสียเราก็ต้องพบเจอมนุษย์อีกเป็นแน่…"
สัตว์อสูรเดินออกมาจากตรอกซอยข้างๆ มันมีลักษณะสี่ข้าเหมือนสุนัขทั่วไป แต่ที่คอของมันกับมีแผงขนเหมือนกับสิงโตที่โตเต็มวัย พวกมันค่อยๆเดินกันออกมาจากตรอกซอยมากขึ้นเรื่อยๆ พริบตาเดียวก็มีมากถึงสิบตัว
"สัตว์อสูรสุโต? ไอ่พวกสัตว์อสูรบัดซบ!!"
เด็กคนนั้นมองออกไปเบื้องหน้าด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัว ตะโกนกล่าวออกมาด้วยความหึกเหิม
“โอ่ว มนุษย์ รู้จักพวกเราด้วยอย่างนั้นรึ สงสัยชื่อเสียงเผ่าอสูรของเราจะแพร่กระจายไปทั่ว ถึงแม้แต่เด็กน้อยอย่างเจ้าก็ยังรู้จัก”
"เคี๊ยก…เคี๊ยก…อย่างนี้พวกข้าจะกล้ากินเจ้าแบบรุนแรงได้ยังไง…พวกข้าจะแยกส่วนเจ้าออกเป็นชิ้นๆอย่างเรียบร้อย แล้วค่อยกินพร้อมๆกันก็แล้วกัน…ฆ่ามัน!!!"
สัตว์อสูรสุโตทั้งหมด เคลื่อนที่วิ่งไปมาอย่างว่องไว ล้อมรอบเด็กชายคนนั้นเอาไว้ แยกเขี้ยวที่แหลมคมคล้ายข่มขู่ สลับกันพุ่งเข้าใส่โจมตีเด็กชายตรงหน้าไปมาทีละตัว คล้ายกับเด็กน้อยตรงหน้าเป็นเพียงของเล่นชิ้นหนึ่งเท่านั้น
โฮ๊ก!
ผั๊ว! ปัง!
แต่ถึงอย่างนั้นเด็กน้อยตรงนั้นก็ยังไม่มีท่าทีจะยอมแพ้ สายตาเต็มไปด้วยความแน่วแน่ไร้ซึ่งความหวาดกลัว กระโดดหลบไปมาอย่างคล่องแคล่วคล้ายกับวานร ก่อนที่จะหวดใส่สัตว์อสูรด้วยกระบองเหล็กกระเด็นลอยออกไปเป็นแถบๆ
‘สัตว์อสูรขั้นสองระดับสูงสองตัว ระดับกลางและระดับต่ำอีกแปดตัว เต๋าสะสมขั้นสี่ จะไหวหรือนั่น..เอาชีวิตตนเองไปทิ้งแท้ๆ …ทำไมถึงไม่ยอมหนีไปกันนะ…’
เซียวเย่ยืนมองอยู่จากที่สูง มองดูสัตว์อสูรมากมายที่รายล้อมโจมตีเด็กชายคนนั้น