Pioneer Era

    ตอนที่ 117 มุ่งหน้าสู่เวทีสุดท้าย

    ***พ่อหนุ่มปากหวาน [ไพไรต์]

    “ชนะแล้ว...”

    แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง

    ไม่คิดเลยว่าโฮปจะเป็นคนที่บ้าบิ่นถึงเพียงนี้

    ยอมพุ่งเข้าไปในปากของศัตรู เพื่อทะลวงโจมตีจากภายในร่างกายของมัน

    สมกับเป็นบุรุษยยอดฝีมือที่ผมยอมรับ



    “มัวแต่เหม่อบ้าอะไร? มาเพื่อช่วยตัวประกันไม่ใช่เรอะ? งานยังไม่จบ ยังเหลือหน้าที่คุ้มกันพวกตัวประกันอยู่นะ”

    เสียดายที่มันออกจะเป็นคนปากเสียไปสักนิด

    “... กระแสลม? ”

    ในตอนนั้นเองที่ผมรูกสึกถึงกระแสลมที่ปั่นป่วนมาจากทางขวามือของตัวเอง

    ที่ตรงนั้น โนอาร์กำลังเตรียมปล่อยหมัดพายุอยู่

    เป้าหมายของเธอคือเจ้าโฮปที่กำลังร่อนลงพื้น

    “...โนอาร์ หยุดเลยนะ”

    “เนี๊ยว~”

    ไม่ต้องมาทำเป็นแมวน้อยไร้เดียงสาเลยนะ!

    เริ่มชักรู้สึกกลัว ๆ กับความหึงหวงจนเกินเหตุของโนอาร์ขึ้นมาแล้วแฮะ...

    ผมคงไม่ซ้ำรอยประวัติศาสตร์เหมือนรุ่นปู่หรือพ่อหรอกนะ

    “เนี๊ยวรอน ~❤”

    ทั้หน้าบ้องแบ้วขนาดนี้ คงเป็นไปไม่ได้หรอกมั้ง...



    “... ตั้งสติก่อนสิ! สิ่งที่ควรทำตอนนี้… หมอกเริ่มจางลงแล้ว ต้องรีบเร่งมือแล้วละ! ”

    พอตัวหัวหน้าถูกปราบ พวกตัวลูกน้องก็เริ่มตื่นตระหนกวิ่งหนีกันโดยสัญชาตญาณ

    ถ้าเป็นแบบนี้ อีกไม่นานทุกคนคงกลับมาได้สติกันอีกครั้ง

    ถึงจะไม่รู้จำนวนแน่นอน แต่พวกนักรบชุดขาวมันมีเป็นจำนวนมาก และอยู่กระจายไปทั่วทุกพื้นที่ตรงนี้

    มันมีจำนวนมากกว่าพวกเรา อาจจะมีมากกว่าถึงราว 20 เท่าตัว

    แถมเจ้านิลกับเบริลที่เป็นระดับหัวหน้ากลุ่มก็ยังไม่ตาย

    ผมยังเห็นพวกมันติดอยู่ในหมอก แล้ว *ตรู๊ด ๆ * กันอยู่ข้างในนั้น

    ไอพวกบ้า...

    “โนอาร์ลงไปอยู่กับพวกลิลลี่ก่อนนะ เดียวผมจะไปหาโทแพซเอง”

    เพราะโนอาร์เสียขาไปสองข้างจากการต่อสู้เมื่อกี้นี้ เลยคิดว่าให้ไปพักก่อนน่าจะดีกว่า

    “ไม่ได้ค่ะนายท่าน ถ้านายท่านอยู่ห่างจากฉันมากกว่าสิบเมตร นายท่านจะบินไม่ได้นะคะ”

    แต่ด้วยเหตุนี้ เลยต้องให้โนอาร์ตามติดตัวผมเสมือนกับเป็นเงาตามตัวต่อไป



    หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรมากมาย

    ผมกับโนอาร์บินไปพาโทแพซกลับมารวมกลุ่ม

    ระหว่างทางบินไปรับโทแพซ ก็ไปเจอเจ้าหมีจอมลามกวานาดิไนต์นอนอาบเลือดโดยบังเอิญ เลยพามันติดมือกลับมาด้วย

    ส่วนซุนไกต์กับแฟตนั้น ผมเห็นพวกเขาถูกพวกลิลลี่ช่วยออกมาอย่างปลอดภัยไปแล้ว

    พอกลับมารวมกลุ่ม พวกเราก็เริ่มแลกเปลี่ยนสถานการณ์กับกลุ่มของลิลลี่

    ถึงแผนชะลอการเคลื่อนทัพจะพังไม่เป็นท่า แต่อย่างน้อยก็มีคนเห็นต่างอย่างผู้กล้าซันสโตนแอบแฝงอยู่ในกองทัพของชนเผ่ามนุษย์สัตว์ที่กำลังบ้าคลั่ง

    ถ้าเป็นแบบนี้ ผมคิดว่าผู้กล้าซันสโตนคงกำลังหาทางทำอะไรสักอย่างเพื่อหาทางหยุดสงคราม หรือหาทางพาคนหนีออกมาจากกองทัพอยู่อย่างแน่นอน

    ถือว่าเป็นข่าวดีในข่าวร้ายละนะ

    ส่วนพวกตัวประกัน โดยสรุปแล้วมีความสูญเสียไปถึงสองร้อยกว่าคน จากที่มีทั้งหมดประมาณหนึ่งพันคน

    ถึงจะมีคนบาดเจ็บ มีความสูญเสียของชีวิต แต่อย่างน้อยพวกเราก็สามารถบรรลุเป้าหมายในการช่วยแฟตได้สำเร็จ

    ผมยังไม่ได้บอกแผนการที่คิดจะปั้นแฟตเป็นผู้นำของฝ่ายอสูรกาย เพราะยังไม่มีเวลาเข้าไปคุย

    แต่คิดว่าอีกไม่ช้าก็เร็ว ผมจะต้องหาโอกาสบอกเธอให้รู้ถึงแผนการของผมที่อยากจะให้เธอทำ

    ทั้งหมดนี้ก็เพื่อยุติความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นจากสงครามในอนาคตอันใกล้นี้



    ส่วนเรื่องอาการบาดเจ็บของโนอาร์กับโทแพซนั้น…

    “โนอาร์! โทแพซ! ร่างกายของพวกเธอ!?! ”

    “ไม่เป็นไรค่ะลี่ เดียวเอาไว้ค่อยหาขาคู่ใหม่มาซ่อมก็ได้ค่ะ”

    “ส่วนฉัน…หลังจบเรื่องนี้ คงต้องขอรบกวนพึ่งการแพทย์พวกคุณช่วยต่อแขนแขาให้ใหม่ทีนะคะ”

    “ได้เลยดอง! ฉันจะตามหานายแพทย์กับนายช่างที่เก่งที่สุดให้พวกเธอเองดอง! ”

    มีเพื่อนดีก็แบบนี้แหละ

    มาคิดดู มันดีแล้วละที่ผมเลือกผูกมิตรกับพวกลิลลี่ แทนที่จะจมอยู่กับความแค้น

    ไม่อย่างงั้น คงไม่มีเส้นสายไปใช้การแพทย์ที่มีพลังในการรักษาราวกับเป็นปาฏิหาริย์ของเผ่าอสูรกายได้หรอก



    “กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด! ”

    เกิดอะไรขึ้น!?!

    ผมรีบหันไปทางต้นเสียงที่ดังขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว

    มีบางสิ่งกำลังลอยเป็นวิถีโค้งขึ้นท้องฟ้า แล้วตกลงมาหยุดที่หน้าผมพอดี

    “ไพรด์!?! ”

    สิ่งนั้นคือส่วนศรีษะของไพรด์

    ผมสีเงินบนใบหน้าเขร่งขรึมนี้ คงไม่ใช่ใครคนอื่นอีกแล้วนอกจากเขา

    เพราะเคยเห็นโนอาร์เหลือแต่หัว แต่กลับมาเดินเหินได้ตามปกติ เลยไม่รู้สึกตกใจเท่าไหร ที่มาเห็นไพรด์ในสภาพนี้

    ว่าแต่ไม่เห็นหน้าแค่พักเดียว ทำไมถึงเหลือแต่หัวแบบนี้กันละเนี่ย?



    “บังอาจ! มาฉวยโอกาส [จูบ] กับ [ขย้ำนม] ตอนที่คนกำลังหมดพลังแบบนี้หรือ!? ไอเจ้าหุ่นยนต์โบราณเก่าคร่ำครึบ้ากาม! ”

    ส่วนคนที่กำลังตะโกนอย่างบ้าคลั่งออกมาจากเงาของหมอกสีชมพู คือจาวิส หุ่นยนต์ของเผ่าอสูรกายที่รับใช้ลิลลี่

    ชุดเมดสีขาวของเธอยังอยู่ในสภาพดี แต่ตรงหน้าอกมีร่องรอยของการถูกขย้ำให้เห็นอยู่เล็กน้อย...

    “แต่อย่างน้อยท่านก็ได้รับพลังงานกลับด้วยพลังงานครึ่งหนึ่งของกระผมนะครับ! อีกอย่าง ด้วยวิถีแห่งสุภาพบุรุษ กับศักดิ์ศรีในฐานะลูกผู้ชายสุภาพบุรุษของกระผม ผมจะไม่มีวันฉวยโอกาสกับสตรีที่ไร้ทางสู้ได้หรอกครับ”

    แล้วรอยขย้ำตรงหน้าอกของจาวิสมันหมายความว่ายังไงฟะ?

    “ตาย! ฉันจะแยกส่วนแกให้เป็นชิ้น ๆ เลย! ”

    “ชิบหาย… รบกวนนายท่านช่วยพากระผมหนีทีสิครับ”



    จาวิสคือหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างบอบบาง ดวงตาสีฟ้าแลดูอ่อนโยน และมีผมสีฟ้าเหยียดตรงสวยงาม

    ถึงจะมีรูปร่างเป็นเผ่าอสูรกาย แต่ความแตกต่างของเผ่าพวกเรากับเผ่าของพวกเขาก็ถือว่าไม่ต่างกันมากนัก

    ไม่แปลกที่ไพรด์จะรู้สึกตกหลุมรักกับสตรีรูปร่างงดงามเช่นนี้ได้

    แต่เอ็งเป็นคนพุ่งเข้าไปลวนลามตอนที่เธอหมดสภาพ ฉะนั้นอย่าคิดว่าผมจะยื่นมือเข้าไปช่วย

    ผมยังไม่อยากตายตอนนี้...

    “เชิญครับ”

    “ขอบคุณมากค่ะ”

    ดังนั้น เพื่อไม่ให้ตัวเองโดนลูกหลง ผมจึงโยนส่วนหัวของเขาไปให้จาวิสด้วยรอยยิ้ม

    “ดะ… เดียวก่อนนายท่านครับ! ”

    “จงรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองก่อเอาไว้ซะ นี่คือคำสั่ง”

    “!! ”

    ใบหน้าที่เขร่งขรึมของไพรด์เริ่มซีดเซียวเป็นไข่ต้ม

    “ถ้างั้น… ดิฉันขอยืมส่วนหัวของเขาไปสักครู่หนึ่งนะคะ~”

    ผิดกับจาวิสที่กำลังปรากฏร้อยยิ้มสดใสขึ้นมาบนใบหน้าของเธอ

    ลาก่อนนะไพรด์...



    “ลูก… มาช่วยพ่ออย่างงั้นหรือ? ”

    “ค่ะ! ”

    “ขอบคุณนะ ลูก… ลูกโตขึ้นมากแล้วจริง ๆ ”

    ในอีกมุมหนึ่ง ที่ตรงนั้น กำลังเกิดภาพที่น่าประทับใจขึ้นมาอยู่

    ภาพของพรุนที่กำลังกอดกับคุณพ่อของเธอ

    ผมไม่รู้ว่าเธอไปเจออะไรมา แต่ดูจากผ้าพันแผลที่มีทั่วทั้งตัวนั้น แสดงว่าต้องไปเจอศึกหนักมาอย่างแน่นอน

    แต่ไม่คิดถึงเลยนะ ว่าพ่อของพรุนคือบุรุษเผ่าอสูรยักษ์สุดโหดที่เคยล้มผู้กล้าของเผ่าพวกผมไปในสงครามเมื่อครั้งนั้น

    “... แล้วสภาพร่างกายพ่อโอเคไหมคะ? เห็นสูดพิษเข้าไปเยอะเลยไม่ใช่หรือคะ? ”

    “ใช่! ถึงจะสูดพิษเข้าไปมาก แต่ก็แข็งแรงแบบที่เห็นนี่ละ! ”

    พ่อของพรุนเบ่งกล้ามแสดงให้ลูกสาวของเธอดูเป็นการโอ้อวด

    “งั้น… ถึงจะโดนคุณแม่ลงโทษ ก็คงไม่ถึงกับ [ตาย] แล้วใช่ไหมละคะ? ”

    “เออ... เมื่อกี้นี้ว่ายังไงนะ? ”



    “ลองหันขึ้นไปมองดูข้างบนทีค่ะ”

    “ข้างบน? ”

    เหนือขึ้นไป มีเงาของบางสิ่งกำลังบินร่อนลงมาที่นี่

    สิ่งนั้นคือเผ่าอสูรกายปีกกับเผ่าอสูรกายยักษ์

    ผมไม่รู้จักเผ่าอสูรกายยักษ์คนนั้น แต่เธอมีผมสีม่วงยาวและมีใบหน้าที่คล้ายกับพรุน

    ดูจากปฏิกิริยาแล้ว คิดว่าคงเป็นคนใกล้ชิดของเธอ

    ส่วนอีกคนนั้น ผมจำเธอได้

    คนที่มีปีกสีแดงสลับขาว หน้าตาน่ารักบ้องแบ้วแบบนั้น คงเป็นเปอร์ไซต์ คนที่รับหน้าที่เป็นโฆษกในงานแข่งประลองยุทธ์ไม่ผิดแน่นอน

    “นายท่านค่ะ ฉันขอหลบอยู่ข้างหลังนายท่านสักพักนะคะ”

    “หืม? เอาสิ? ”

    ไม่รู้ทำไม แต่อยู่ ๆ โนอาร์ก็ตัวสั่นอย่างหวาดกลัว แล้วเข้ามาหลบอยู่ที่แผ่นหลังของผม

    เลยทำให้สภาพของผมตอนนี้คือสองมืออุ้มโทแพซ และมีแมวน้อยอีกคนเกาะอยู่ที่แผ่นหลัง

    กลิ่นตัวของทั้งสองคนหอมดีจัง...



    “ที่รักค่ะ~ ฉันกับเปอร์ไซต์รีบพุ่งออกมาช่วย อุตส่าห์บินร่อนไปทั่วทวีปทั้งคืน พอดีเห็นว่าเกิดระเบิดขึ้นแถว ๆ นี้เลยบินมาดู… แล้วสภาพแบบนี้มันหมายความว่ายังไงมิทราบคะ? ”

    ที่รัก? คนนี้เป็นแม่ของพรุนเองหรอกหรือ!

    ที่เธอคนนั้นพูด คงหมายถึงพวกผู้กล้าของเผ่าพวกเราที่กำลังเมาพิษแห่งกามรมอยู่ข้าง ๆ บานา

    ถึงจะดูมีสภาพดีขึ้น แต่ก็ยังประคองสติกันไม่ค่อยได้ดีเท่าไหรนัก

    ผู้กล้าแห่งชนเผ่าหมี [รูบี้]

    ผู้กล้าแห่งชนเผ่ากอลิล่า [สโมกกี้ควอร์ต]

    ผู้กล้าแห่งชนเผ่าแรคคูณ [ออโทเครส]

    ทั้งสามคนต่างอยู่ในสภาพกึ่งเปลือย แล้วเข้ากอดรัดพันตูพ่อของพรุนโดยที่ไม่ยอมปล่อยมือ

    ผู้กล้ารูบี้กับออโทเครสยังพอว่า เพราะทั้งสองคนเป็นผู้หญิง เลยได้เห็นของดี ๆ เป็นขวัญตาหน่อย

    แต่ผู้กล้าสโมกกี้ควอร์ตนี่สิ…

    เขาเป็นผู้ชาย แถมยังมีกล้ามเป็นมัด ๆ จนน่าสยดสยองเลยละ

    ถึงแขนขวาจะด้วนไปตั้งแต่จากสงครามครั้งนั้น แต่เขาก็ยังฝึกฝนร่างกายทุกวันไม่ขาด เลยทำให้กล้ามเนื้อของเขาโตยิ่งกว่าจากสงครามครั้งนั้นเสียอีก

    แล้วภาพของชายบ้ากล้ามที่กำลังกอดรัดกับผู้ชายบ้ากล้ามอีกคน มันก็ช่าง…



    “ทะ… ทะ…. ที่รัก… นะ… นี่มัน… อธิบาย… ได้อยู่…”

    “บานาพูดเหมือนผู้ชายเวลาที่ถูกภรรยาจับได้ว่ามีชู้เลยค่ะ”

    “อย่าสาดน้ำมันเข้ากองไฟสิเปอร์ไซด์! ”

    ดูท่าเปอร์ไซด์กับยอดนักรบบานาจะรู้จักกัน

    ผมไม่รู้ว่าทำไมภรรยาของเขากับโฆษกเปอร์ไซด์ถึงมาปรากฏตัวที่นี้

    แต่ที่ผมรู้อย่างหนึ่ง---

    “เอาเป็นว่า หลังจากจบเรื่องราวแล้ว พวกเราคงต้องคุยกันยาวหน่อยนะคะคุณสามี ❤”

    “จะ...จะ… ได้เลยจะที่รัก…”

    ---คือยอดนักรบเผ่าอสูรกายบานา อาจจะมีสภาพศพไม่สวยในหลังจากนี้แน่นอน

    นี่สินะที่เขาว่า [เหนือนักรบ ยังมีมนุษย์เมีย]



    “เลิกทำเรื่องไร้สาระกันได้แล้วมั้งตรงนั้นนะ? ”

    โฮปตะโกนเสียงดังมาจากบนอานขนาดใหญ่ที่อยู่บนหลังของ เกล-อาบอก

    “เออ กำลังจะตามไป”

    ลากเลื่อนที่ถูกสร้างโดยการตัดไม้แล้ววางต่อกันอย่างหยาบ กำลังถูกผูกติดอยู่กับเจ้าอสรพิษขนาดยักษ์ตรงหน้า

    ตัวประกันจำนวนนับร้อย ถูกพาขึ้นไปนั่งบนท่อนไม้เหล่านั้น แล้วมัดติดเอาไว้ด้วยเถาวัลย์

    การวิ่งผ่านทะลุป่าด้วยสภาพนี้ น่าจะเป็นอันตรายถึงชีวิต

    แต่พวกเราไม่มีเวลามากพอจะมาสร้างลากเลือนที่ปลอดภัย เลยต้องรีบทำอย่างหยาบตามที่เห็น

    ตอนแรกคิดว่าจะใช้ทางลัดด้วยประตูมิติที่กลับมาทำงานของหอคอย แต่เพราะมันถูกถล่มราบไปหมดแล้ว เลยทำให้ใช้งานไม่ได้

    ถ้าตามการคาดเดา คิดว่าอีกวันครึ่ง กองทัพระลอกแรกของชนเผ่ามนุษย์สัตว์ น่าจะบุกไปประชิดเมืองของพวกเผ่าอสูรกายแล้ว

    แต่ถ้าพวกมันยอมทิ้งพลเท้า แล้วใช้พลทหารอสรพิษกับกองพลเคลื่อนที่เร็ว ก็อาจจะไปถึงเร็วกว่าที่คำนวณเอาไว้

    แถมไม่รู้ว่าพอพวกนักรบขาวได้สติกลับมา มันจะวางแผนทำอะไรบ้า ๆ อีก

    ดังนั้น เพื่อให้แผนการของผมสำเร็จ จึงไม่มีเวลามามัวชักช้าอยู่ตรงนี้

    ต่อให้อันตราย ก็ต้องยอมรับสภาพมันให้ได้

    อีกอย่าง ชักรู้สึกเป็นห่วงเจ้าควอตซ์ที่ทิ้งเอาไว้อยู่ในหอพักนักเรียนด้วย

    ผมขึ้นมานั่งบนลาก แล้วเอาเถาวัลย์มามัดลำตัวพร้อมกับโทแพซกับโนอาร์จนแน่น ชนิดแทบขยับตัวไปไหนไม่ได้

    หน้าอกหน้าใจของโทแพซนั้นใหญ่กว่าของโนอาร์ และมีขนาดร่างกายที่เป็นผู้ใหญ่กว่า เลยให้ความรู้สึกที่อบอุ่นและทรงเสน่ห์แบบผู้ใหญ่

    กลิ่นกายของเธอให้ความรู้สึกที่ลึกลับ เต็มไปด้วยความลุ่มหลงที่นุ่มลึกดั่งหมาสมุทรอันกว้างใหญ่

    ส่วนโนอาร์ เธอนั้นตัวเล็กมาก แถมร่างกายยังอ่อนนุ่ม เลยให้ความรู้สึกที่น่ารักน่าทะนุถนอมชวนอยากกอดเอาไว้ทั้งวัน

    กลิ่นกายของเธอนั้น เป็นกลิ่นที่สดชื่นชวนรื่นเริง ดั่งดวงตะวันที่สดใส

    กำไรชีวิตแท้~



    “ทุกคนขึ้นมากันครบแล้วนะเจ้าค่ะ งั้นจะเริ่มออกวิ่งละนะเจ้าค่ะ”

    เพกมาไทต์ตะโกนเสียงดังมาจากที่นั่งแถวหน้าสุด

    เธอเอามือลูบหัวของ เกล-อาบอก อย่างอ่อนโยน แล้วสั่งให้มันเริ่มวิ่งออกไป

    ทิวทัศรอบตัวเริ่มเลื่อนพร่าจางหาย กลายเป็นภาพของป่าที่เคลื่อนผ่านด้านข้างไปอย่างรวดเร็ว

    แผ่นดินถูกขนาดตัวอันใหญ่โตของ เกล-อาบอก แหวกแยกออกสองฝั่ง พร้อมกับเลื้อยตัดผืนป่าคดเคี้ยวไปมารวดเร็วจนชวนเวียนหัว

    สำหรับคนที่ไม่คุ้นชิน พวกเขานั้นเริ่มคายของเก่าภายในร่างกายออกมาตามรายทาง จนส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วหล้า

    มีบางคนทำท่าจะถูกเหวี่ยงกระเด็น แต่เพราะถูกรัดด้วยเถาวัลย์หนาหลายสิบเส้น เลยทำให้ชีวิตยังอยู่รอดปลอดภัยดี

    ถ้าเป็นแบบนี้ อีกไม่นานคงจะถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย

    “จะว่าไปแล้ว…”

    เหมือนจะได้ยินเสียงของเจ้าโฮปดังขึ้นมา

    “มีใครเห็นเยลโล่บ้างไหมเนี่ย? ”

    จะว่าไป… ลัซที่อยู่กับเยลโล่เองก็หายตัวไปด้วยนี่นะ

    “...”

    เริ่มรู้สึกถึงเค้าลางแห่งความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้เลยแฮะ