***พ่อหนุ่มปากหวาน [ไพไรต์]
“ชนะแล้ว...”
แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
ไม่คิดเลยว่าโฮปจะเป็นคนที่บ้าบิ่นถึงเพียงนี้
ยอมพุ่งเข้าไปในปากของศัตรู เพื่อทะลวงโจมตีจากภายในร่างกายของมัน
สมกับเป็นบุรุษยยอดฝีมือที่ผมยอมรับ
“มัวแต่เหม่อบ้าอะไร? มาเพื่อช่วยตัวประกันไม่ใช่เรอะ? งานยังไม่จบ ยังเหลือหน้าที่คุ้มกันพวกตัวประกันอยู่นะ”
เสียดายที่มันออกจะเป็นคนปากเสียไปสักนิด
“... กระแสลม? ”
ในตอนนั้นเองที่ผมรูกสึกถึงกระแสลมที่ปั่นป่วนมาจากทางขวามือของตัวเอง
ที่ตรงนั้น โนอาร์กำลังเตรียมปล่อยหมัดพายุอยู่
เป้าหมายของเธอคือเจ้าโฮปที่กำลังร่อนลงพื้น
“...โนอาร์ หยุดเลยนะ”
“เนี๊ยว~”
ไม่ต้องมาทำเป็นแมวน้อยไร้เดียงสาเลยนะ!
เริ่มชักรู้สึกกลัว ๆ กับความหึงหวงจนเกินเหตุของโนอาร์ขึ้นมาแล้วแฮะ...
ผมคงไม่ซ้ำรอยประวัติศาสตร์เหมือนรุ่นปู่หรือพ่อหรอกนะ
“เนี๊ยวรอน ~❤”
ทั้หน้าบ้องแบ้วขนาดนี้ คงเป็นไปไม่ได้หรอกมั้ง...
“... ตั้งสติก่อนสิ! สิ่งที่ควรทำตอนนี้… หมอกเริ่มจางลงแล้ว ต้องรีบเร่งมือแล้วละ! ”
พอตัวหัวหน้าถูกปราบ พวกตัวลูกน้องก็เริ่มตื่นตระหนกวิ่งหนีกันโดยสัญชาตญาณ
ถ้าเป็นแบบนี้ อีกไม่นานทุกคนคงกลับมาได้สติกันอีกครั้ง
ถึงจะไม่รู้จำนวนแน่นอน แต่พวกนักรบชุดขาวมันมีเป็นจำนวนมาก และอยู่กระจายไปทั่วทุกพื้นที่ตรงนี้
มันมีจำนวนมากกว่าพวกเรา อาจจะมีมากกว่าถึงราว 20 เท่าตัว
แถมเจ้านิลกับเบริลที่เป็นระดับหัวหน้ากลุ่มก็ยังไม่ตาย
ผมยังเห็นพวกมันติดอยู่ในหมอก แล้ว *ตรู๊ด ๆ * กันอยู่ข้างในนั้น
ไอพวกบ้า...
“โนอาร์ลงไปอยู่กับพวกลิลลี่ก่อนนะ เดียวผมจะไปหาโทแพซเอง”
เพราะโนอาร์เสียขาไปสองข้างจากการต่อสู้เมื่อกี้นี้ เลยคิดว่าให้ไปพักก่อนน่าจะดีกว่า
“ไม่ได้ค่ะนายท่าน ถ้านายท่านอยู่ห่างจากฉันมากกว่าสิบเมตร นายท่านจะบินไม่ได้นะคะ”
แต่ด้วยเหตุนี้ เลยต้องให้โนอาร์ตามติดตัวผมเสมือนกับเป็นเงาตามตัวต่อไป
หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรมากมาย
ผมกับโนอาร์บินไปพาโทแพซกลับมารวมกลุ่ม
ระหว่างทางบินไปรับโทแพซ ก็ไปเจอเจ้าหมีจอมลามกวานาดิไนต์นอนอาบเลือดโดยบังเอิญ เลยพามันติดมือกลับมาด้วย
ส่วนซุนไกต์กับแฟตนั้น ผมเห็นพวกเขาถูกพวกลิลลี่ช่วยออกมาอย่างปลอดภัยไปแล้ว
พอกลับมารวมกลุ่ม พวกเราก็เริ่มแลกเปลี่ยนสถานการณ์กับกลุ่มของลิลลี่
ถึงแผนชะลอการเคลื่อนทัพจะพังไม่เป็นท่า แต่อย่างน้อยก็มีคนเห็นต่างอย่างผู้กล้าซันสโตนแอบแฝงอยู่ในกองทัพของชนเผ่ามนุษย์สัตว์ที่กำลังบ้าคลั่ง
ถ้าเป็นแบบนี้ ผมคิดว่าผู้กล้าซันสโตนคงกำลังหาทางทำอะไรสักอย่างเพื่อหาทางหยุดสงคราม หรือหาทางพาคนหนีออกมาจากกองทัพอยู่อย่างแน่นอน
ถือว่าเป็นข่าวดีในข่าวร้ายละนะ
ส่วนพวกตัวประกัน โดยสรุปแล้วมีความสูญเสียไปถึงสองร้อยกว่าคน จากที่มีทั้งหมดประมาณหนึ่งพันคน
ถึงจะมีคนบาดเจ็บ มีความสูญเสียของชีวิต แต่อย่างน้อยพวกเราก็สามารถบรรลุเป้าหมายในการช่วยแฟตได้สำเร็จ
ผมยังไม่ได้บอกแผนการที่คิดจะปั้นแฟตเป็นผู้นำของฝ่ายอสูรกาย เพราะยังไม่มีเวลาเข้าไปคุย
แต่คิดว่าอีกไม่ช้าก็เร็ว ผมจะต้องหาโอกาสบอกเธอให้รู้ถึงแผนการของผมที่อยากจะให้เธอทำ
ทั้งหมดนี้ก็เพื่อยุติความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นจากสงครามในอนาคตอันใกล้นี้
ส่วนเรื่องอาการบาดเจ็บของโนอาร์กับโทแพซนั้น…
“โนอาร์! โทแพซ! ร่างกายของพวกเธอ!?! ”
“ไม่เป็นไรค่ะลี่ เดียวเอาไว้ค่อยหาขาคู่ใหม่มาซ่อมก็ได้ค่ะ”
“ส่วนฉัน…หลังจบเรื่องนี้ คงต้องขอรบกวนพึ่งการแพทย์พวกคุณช่วยต่อแขนแขาให้ใหม่ทีนะคะ”
“ได้เลยดอง! ฉันจะตามหานายแพทย์กับนายช่างที่เก่งที่สุดให้พวกเธอเองดอง! ”
มีเพื่อนดีก็แบบนี้แหละ
มาคิดดู มันดีแล้วละที่ผมเลือกผูกมิตรกับพวกลิลลี่ แทนที่จะจมอยู่กับความแค้น
ไม่อย่างงั้น คงไม่มีเส้นสายไปใช้การแพทย์ที่มีพลังในการรักษาราวกับเป็นปาฏิหาริย์ของเผ่าอสูรกายได้หรอก
“กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด! ”
เกิดอะไรขึ้น!?!
ผมรีบหันไปทางต้นเสียงที่ดังขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว
มีบางสิ่งกำลังลอยเป็นวิถีโค้งขึ้นท้องฟ้า แล้วตกลงมาหยุดที่หน้าผมพอดี
“ไพรด์!?! ”
สิ่งนั้นคือส่วนศรีษะของไพรด์
ผมสีเงินบนใบหน้าเขร่งขรึมนี้ คงไม่ใช่ใครคนอื่นอีกแล้วนอกจากเขา
เพราะเคยเห็นโนอาร์เหลือแต่หัว แต่กลับมาเดินเหินได้ตามปกติ เลยไม่รู้สึกตกใจเท่าไหร ที่มาเห็นไพรด์ในสภาพนี้
ว่าแต่ไม่เห็นหน้าแค่พักเดียว ทำไมถึงเหลือแต่หัวแบบนี้กันละเนี่ย?
“บังอาจ! มาฉวยโอกาส [จูบ] กับ [ขย้ำนม] ตอนที่คนกำลังหมดพลังแบบนี้หรือ!? ไอเจ้าหุ่นยนต์โบราณเก่าคร่ำครึบ้ากาม! ”
ส่วนคนที่กำลังตะโกนอย่างบ้าคลั่งออกมาจากเงาของหมอกสีชมพู คือจาวิส หุ่นยนต์ของเผ่าอสูรกายที่รับใช้ลิลลี่
ชุดเมดสีขาวของเธอยังอยู่ในสภาพดี แต่ตรงหน้าอกมีร่องรอยของการถูกขย้ำให้เห็นอยู่เล็กน้อย...
“แต่อย่างน้อยท่านก็ได้รับพลังงานกลับด้วยพลังงานครึ่งหนึ่งของกระผมนะครับ! อีกอย่าง ด้วยวิถีแห่งสุภาพบุรุษ กับศักดิ์ศรีในฐานะลูกผู้ชายสุภาพบุรุษของกระผม ผมจะไม่มีวันฉวยโอกาสกับสตรีที่ไร้ทางสู้ได้หรอกครับ”
แล้วรอยขย้ำตรงหน้าอกของจาวิสมันหมายความว่ายังไงฟะ?
“ตาย! ฉันจะแยกส่วนแกให้เป็นชิ้น ๆ เลย! ”
“ชิบหาย… รบกวนนายท่านช่วยพากระผมหนีทีสิครับ”
จาวิสคือหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างบอบบาง ดวงตาสีฟ้าแลดูอ่อนโยน และมีผมสีฟ้าเหยียดตรงสวยงาม
ถึงจะมีรูปร่างเป็นเผ่าอสูรกาย แต่ความแตกต่างของเผ่าพวกเรากับเผ่าของพวกเขาก็ถือว่าไม่ต่างกันมากนัก
ไม่แปลกที่ไพรด์จะรู้สึกตกหลุมรักกับสตรีรูปร่างงดงามเช่นนี้ได้
แต่เอ็งเป็นคนพุ่งเข้าไปลวนลามตอนที่เธอหมดสภาพ ฉะนั้นอย่าคิดว่าผมจะยื่นมือเข้าไปช่วย
ผมยังไม่อยากตายตอนนี้...
“เชิญครับ”
“ขอบคุณมากค่ะ”
ดังนั้น เพื่อไม่ให้ตัวเองโดนลูกหลง ผมจึงโยนส่วนหัวของเขาไปให้จาวิสด้วยรอยยิ้ม
“ดะ… เดียวก่อนนายท่านครับ! ”
“จงรับผิดชอบสิ่งที่ตัวเองก่อเอาไว้ซะ นี่คือคำสั่ง”
“!! ”
ใบหน้าที่เขร่งขรึมของไพรด์เริ่มซีดเซียวเป็นไข่ต้ม
“ถ้างั้น… ดิฉันขอยืมส่วนหัวของเขาไปสักครู่หนึ่งนะคะ~”
ผิดกับจาวิสที่กำลังปรากฏร้อยยิ้มสดใสขึ้นมาบนใบหน้าของเธอ
ลาก่อนนะไพรด์...
“ลูก… มาช่วยพ่ออย่างงั้นหรือ? ”
“ค่ะ! ”
“ขอบคุณนะ ลูก… ลูกโตขึ้นมากแล้วจริง ๆ ”
ในอีกมุมหนึ่ง ที่ตรงนั้น กำลังเกิดภาพที่น่าประทับใจขึ้นมาอยู่
ภาพของพรุนที่กำลังกอดกับคุณพ่อของเธอ
ผมไม่รู้ว่าเธอไปเจออะไรมา แต่ดูจากผ้าพันแผลที่มีทั่วทั้งตัวนั้น แสดงว่าต้องไปเจอศึกหนักมาอย่างแน่นอน
แต่ไม่คิดถึงเลยนะ ว่าพ่อของพรุนคือบุรุษเผ่าอสูรยักษ์สุดโหดที่เคยล้มผู้กล้าของเผ่าพวกผมไปในสงครามเมื่อครั้งนั้น
“... แล้วสภาพร่างกายพ่อโอเคไหมคะ? เห็นสูดพิษเข้าไปเยอะเลยไม่ใช่หรือคะ? ”
“ใช่! ถึงจะสูดพิษเข้าไปมาก แต่ก็แข็งแรงแบบที่เห็นนี่ละ! ”
พ่อของพรุนเบ่งกล้ามแสดงให้ลูกสาวของเธอดูเป็นการโอ้อวด
“งั้น… ถึงจะโดนคุณแม่ลงโทษ ก็คงไม่ถึงกับ [ตาย] แล้วใช่ไหมละคะ? ”
“เออ... เมื่อกี้นี้ว่ายังไงนะ? ”
“ลองหันขึ้นไปมองดูข้างบนทีค่ะ”
“ข้างบน? ”
เหนือขึ้นไป มีเงาของบางสิ่งกำลังบินร่อนลงมาที่นี่
สิ่งนั้นคือเผ่าอสูรกายปีกกับเผ่าอสูรกายยักษ์
ผมไม่รู้จักเผ่าอสูรกายยักษ์คนนั้น แต่เธอมีผมสีม่วงยาวและมีใบหน้าที่คล้ายกับพรุน
ดูจากปฏิกิริยาแล้ว คิดว่าคงเป็นคนใกล้ชิดของเธอ
ส่วนอีกคนนั้น ผมจำเธอได้
คนที่มีปีกสีแดงสลับขาว หน้าตาน่ารักบ้องแบ้วแบบนั้น คงเป็นเปอร์ไซต์ คนที่รับหน้าที่เป็นโฆษกในงานแข่งประลองยุทธ์ไม่ผิดแน่นอน
“นายท่านค่ะ ฉันขอหลบอยู่ข้างหลังนายท่านสักพักนะคะ”
“หืม? เอาสิ? ”
ไม่รู้ทำไม แต่อยู่ ๆ โนอาร์ก็ตัวสั่นอย่างหวาดกลัว แล้วเข้ามาหลบอยู่ที่แผ่นหลังของผม
เลยทำให้สภาพของผมตอนนี้คือสองมืออุ้มโทแพซ และมีแมวน้อยอีกคนเกาะอยู่ที่แผ่นหลัง
กลิ่นตัวของทั้งสองคนหอมดีจัง...
“ที่รักค่ะ~ ฉันกับเปอร์ไซต์รีบพุ่งออกมาช่วย อุตส่าห์บินร่อนไปทั่วทวีปทั้งคืน พอดีเห็นว่าเกิดระเบิดขึ้นแถว ๆ นี้เลยบินมาดู… แล้วสภาพแบบนี้มันหมายความว่ายังไงมิทราบคะ? ”
ที่รัก? คนนี้เป็นแม่ของพรุนเองหรอกหรือ!
ที่เธอคนนั้นพูด คงหมายถึงพวกผู้กล้าของเผ่าพวกเราที่กำลังเมาพิษแห่งกามรมอยู่ข้าง ๆ บานา
ถึงจะดูมีสภาพดีขึ้น แต่ก็ยังประคองสติกันไม่ค่อยได้ดีเท่าไหรนัก
ผู้กล้าแห่งชนเผ่าหมี [รูบี้]
ผู้กล้าแห่งชนเผ่ากอลิล่า [สโมกกี้ควอร์ต]
ผู้กล้าแห่งชนเผ่าแรคคูณ [ออโทเครส]
ทั้งสามคนต่างอยู่ในสภาพกึ่งเปลือย แล้วเข้ากอดรัดพันตูพ่อของพรุนโดยที่ไม่ยอมปล่อยมือ
ผู้กล้ารูบี้กับออโทเครสยังพอว่า เพราะทั้งสองคนเป็นผู้หญิง เลยได้เห็นของดี ๆ เป็นขวัญตาหน่อย
แต่ผู้กล้าสโมกกี้ควอร์ตนี่สิ…
เขาเป็นผู้ชาย แถมยังมีกล้ามเป็นมัด ๆ จนน่าสยดสยองเลยละ
ถึงแขนขวาจะด้วนไปตั้งแต่จากสงครามครั้งนั้น แต่เขาก็ยังฝึกฝนร่างกายทุกวันไม่ขาด เลยทำให้กล้ามเนื้อของเขาโตยิ่งกว่าจากสงครามครั้งนั้นเสียอีก
แล้วภาพของชายบ้ากล้ามที่กำลังกอดรัดกับผู้ชายบ้ากล้ามอีกคน มันก็ช่าง…
“ทะ… ทะ…. ที่รัก… นะ… นี่มัน… อธิบาย… ได้อยู่…”
“บานาพูดเหมือนผู้ชายเวลาที่ถูกภรรยาจับได้ว่ามีชู้เลยค่ะ”
“อย่าสาดน้ำมันเข้ากองไฟสิเปอร์ไซด์! ”
ดูท่าเปอร์ไซด์กับยอดนักรบบานาจะรู้จักกัน
ผมไม่รู้ว่าทำไมภรรยาของเขากับโฆษกเปอร์ไซด์ถึงมาปรากฏตัวที่นี้
แต่ที่ผมรู้อย่างหนึ่ง---
“เอาเป็นว่า หลังจากจบเรื่องราวแล้ว พวกเราคงต้องคุยกันยาวหน่อยนะคะคุณสามี ❤”
“จะ...จะ… ได้เลยจะที่รัก…”
---คือยอดนักรบเผ่าอสูรกายบานา อาจจะมีสภาพศพไม่สวยในหลังจากนี้แน่นอน
นี่สินะที่เขาว่า [เหนือนักรบ ยังมีมนุษย์เมีย]
“เลิกทำเรื่องไร้สาระกันได้แล้วมั้งตรงนั้นนะ? ”
โฮปตะโกนเสียงดังมาจากบนอานขนาดใหญ่ที่อยู่บนหลังของ เกล-อาบอก
“เออ กำลังจะตามไป”
ลากเลื่อนที่ถูกสร้างโดยการตัดไม้แล้ววางต่อกันอย่างหยาบ กำลังถูกผูกติดอยู่กับเจ้าอสรพิษขนาดยักษ์ตรงหน้า
ตัวประกันจำนวนนับร้อย ถูกพาขึ้นไปนั่งบนท่อนไม้เหล่านั้น แล้วมัดติดเอาไว้ด้วยเถาวัลย์
การวิ่งผ่านทะลุป่าด้วยสภาพนี้ น่าจะเป็นอันตรายถึงชีวิต
แต่พวกเราไม่มีเวลามากพอจะมาสร้างลากเลือนที่ปลอดภัย เลยต้องรีบทำอย่างหยาบตามที่เห็น
ตอนแรกคิดว่าจะใช้ทางลัดด้วยประตูมิติที่กลับมาทำงานของหอคอย แต่เพราะมันถูกถล่มราบไปหมดแล้ว เลยทำให้ใช้งานไม่ได้
ถ้าตามการคาดเดา คิดว่าอีกวันครึ่ง กองทัพระลอกแรกของชนเผ่ามนุษย์สัตว์ น่าจะบุกไปประชิดเมืองของพวกเผ่าอสูรกายแล้ว
แต่ถ้าพวกมันยอมทิ้งพลเท้า แล้วใช้พลทหารอสรพิษกับกองพลเคลื่อนที่เร็ว ก็อาจจะไปถึงเร็วกว่าที่คำนวณเอาไว้
แถมไม่รู้ว่าพอพวกนักรบขาวได้สติกลับมา มันจะวางแผนทำอะไรบ้า ๆ อีก
ดังนั้น เพื่อให้แผนการของผมสำเร็จ จึงไม่มีเวลามามัวชักช้าอยู่ตรงนี้
ต่อให้อันตราย ก็ต้องยอมรับสภาพมันให้ได้
อีกอย่าง ชักรู้สึกเป็นห่วงเจ้าควอตซ์ที่ทิ้งเอาไว้อยู่ในหอพักนักเรียนด้วย
ผมขึ้นมานั่งบนลาก แล้วเอาเถาวัลย์มามัดลำตัวพร้อมกับโทแพซกับโนอาร์จนแน่น ชนิดแทบขยับตัวไปไหนไม่ได้
หน้าอกหน้าใจของโทแพซนั้นใหญ่กว่าของโนอาร์ และมีขนาดร่างกายที่เป็นผู้ใหญ่กว่า เลยให้ความรู้สึกที่อบอุ่นและทรงเสน่ห์แบบผู้ใหญ่
กลิ่นกายของเธอให้ความรู้สึกที่ลึกลับ เต็มไปด้วยความลุ่มหลงที่นุ่มลึกดั่งหมาสมุทรอันกว้างใหญ่
ส่วนโนอาร์ เธอนั้นตัวเล็กมาก แถมร่างกายยังอ่อนนุ่ม เลยให้ความรู้สึกที่น่ารักน่าทะนุถนอมชวนอยากกอดเอาไว้ทั้งวัน
กลิ่นกายของเธอนั้น เป็นกลิ่นที่สดชื่นชวนรื่นเริง ดั่งดวงตะวันที่สดใส
กำไรชีวิตแท้~
“ทุกคนขึ้นมากันครบแล้วนะเจ้าค่ะ งั้นจะเริ่มออกวิ่งละนะเจ้าค่ะ”
เพกมาไทต์ตะโกนเสียงดังมาจากที่นั่งแถวหน้าสุด
เธอเอามือลูบหัวของ เกล-อาบอก อย่างอ่อนโยน แล้วสั่งให้มันเริ่มวิ่งออกไป
ทิวทัศรอบตัวเริ่มเลื่อนพร่าจางหาย กลายเป็นภาพของป่าที่เคลื่อนผ่านด้านข้างไปอย่างรวดเร็ว
แผ่นดินถูกขนาดตัวอันใหญ่โตของ เกล-อาบอก แหวกแยกออกสองฝั่ง พร้อมกับเลื้อยตัดผืนป่าคดเคี้ยวไปมารวดเร็วจนชวนเวียนหัว
สำหรับคนที่ไม่คุ้นชิน พวกเขานั้นเริ่มคายของเก่าภายในร่างกายออกมาตามรายทาง จนส่งกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วหล้า
มีบางคนทำท่าจะถูกเหวี่ยงกระเด็น แต่เพราะถูกรัดด้วยเถาวัลย์หนาหลายสิบเส้น เลยทำให้ชีวิตยังอยู่รอดปลอดภัยดี
ถ้าเป็นแบบนี้ อีกไม่นานคงจะถึงที่หมายได้อย่างปลอดภัย
“จะว่าไปแล้ว…”
เหมือนจะได้ยินเสียงของเจ้าโฮปดังขึ้นมา
“มีใครเห็นเยลโล่บ้างไหมเนี่ย? ”
จะว่าไป… ลัซที่อยู่กับเยลโล่เองก็หายตัวไปด้วยนี่นะ
“...”
เริ่มรู้สึกถึงเค้าลางแห่งความวุ่นวายที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้เลยแฮะ