ศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ

    ศาลเทพสวรรค์ ตอนที่ 76 : บุกผาสำนึกตน

    ค่ำคืนนี้ฉินเทียนแลดูจะต้องเหนื่อยหน่ายเสียหน่อยแล้วเพราะต้องเล่นละครหลายต่อ


    เริ่มแรกก็ใช้ร่างย่ำฟ้าพูดกล่าวกับเหอซือห้าวและพี่น้องของมัน มีภารกิจให้ออกไปช่วยเหลือศิษย์วัยเยาว์ของมันผู้หนึ่งนามฉินเทียน โดยนัดแนะกันที่นอกมหานครฟ้าอนันตร์ทิศทางไปยังสำนักอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินนี้


    สองตัวมันเมื่อพูดกล่าวเสร็จก็รีบออกเดินทางจากที่พรักพร้อมปรับเปลี่ยนชุดเสื้อผ้าเสียใหม่ กับเป็นร่างสามัญของตัวมัน ไม่ช้าก็มาถึงจุดนัดหมาย โดยมีเหอซือห้าวยืนรออยู่


    ฉินเทียนยามนี้ล่องลอยลดระดับลงมาอย่างเชื่องช้า พร้อมกับชุดเสื้อผ้าที่ดูมีราคาที่ใช้แต้มบุญซื้อหามา นอกจากนั้นมันยังแสดงตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลืองเข้มห้าจุดแต้มของมันอย่างเด่นชัด


    ไม่ช้าเหอซือห้าวถึงกับต้องพูดกล่าวกับตัวเองในใจ ก่อนที่จะส่งเสียงจิตพูดกล่าวกับเหล่าพี่น้องของตัวมัน


    "พวกเจ้าดูคุณชายน้อยศิษย์แห่งนายท่านย่ำฟ้าของพวกเราผู้นี้สิ ช่างสง่างามและมีระดับการบำเพ็ญเหนือมนุษย์มะนานัก มวลกระดูกแลดูอย่างไรก็มิเกิน 18 19 ปี หากแต่ระดับการบำเพ็ญกับเหลืออีกครึ่งก้าวก็จะเข้าสู่ระดับกึ่งตำนานแล้ว ต่อให้เป็นคุณชายจากมหาทวีปใหญ่ บุตรแห่งมหาจักรพรรดิทั้งสี่ หรือศิษย์อัจฉริยะแห่งเหล่าปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหกในปัจจุบัน ข้าก็มิเคยพบเจอใครที่เยาว์วัยและมีระดับบำเพ็ญสูงล้ำได้ถึงเพียงนี้"


    ไม่ช้าหนึ่งในพี่น้องของเหอซือห้าวก็พูดกล่าวโดยการส่งเสียงจิต "พี่ใหญ่ พี่คิดว่าคุณชายท่านนี้มีชีพจรวิญญาณกี่เส้นรึ"


    เหอซือห้าวร้องหึหนึ่งคำก่อนส่งเสียงจิตพูดกล่าว "ผู้ที่จะเป็นศิษย์ของนายท่านได้จะมีผู้สามัญได้อย่างไร อย่างน้อยๆ คุณชายฉินเทียนต้องมีเส้นชีพจรวิญญาณยิ่งใหญ่ระดับ 8 ชีพจรวิญญาณเป็นอย่างน้อย มิเช่นนั้นจะมีระดับบำเพ็ญสูงล้ำถึงเพียงนี้ได้อย่างไร ต่อให้มียอดวิชาอันวิเศษอยู่กับตัวก็ตาม"


    ไม่ช้าพี่น้องทั้งหลายต่างพยักหน้าเห็นด้วย... แน่นอนพวกมันย่อมไม่รู้ว่าคุณชายฉินเทียนผู้นี้มีเพียงแค่ 4 เส้นชีพจรวิญญาณเท่านั้น หากแต่ 4 เส้นชีพจรวิญญาณนี้ก็ล้ำค่าและหายากเกินจะกล่าวจริงๆ


    และนอกจากนั้นเรื่องระดับการบำเพ็ญของคุณชายผู้นี้ แท้จริงคุณชายฉินผู้นี้ก็หาได้สนใจไม่ มันมีเส้นทางบำเพ็ญที่แตกต่างจากผู้คนทั่วแผ่นดิน มันต้องการแค่แต้มบุญเท่านั้น มิต้องสะสมปราณธรรมชาติ และพลังวิญญาณจากฟ้าดินเช่นผู้อื่น


    .


    .


    .


    ไม่ช้าเมื่อฉินเทียนก้าวย่างเหยียบพื้นดิน


    ไม่รู้ทำไมเหอสือห้าวและเหล่าพี่น้องทั้งหลายจึงคล้ายรู้สึกว่า แรงกดดันเช่นนี้ของนายน้อยฉิน ช่างดูคล้ายนายท่านผู้ยิ่งใหญ่ของมันเหลือเกิน และเพราะแบบนั้น พวกมันทั้ง 6 จึงยิ่งเกริ่นเกรงในตัวนายน้อยผู้นี้นัก


    ไม่ช้าฉินเทียนก็ปรายตามองไปทางเหอซือห้าว


    "พวกเจ้าเตรียมตัวมาพร้อมแล้วใช่หรือไม่" ฉินเทียนพูดกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง


    เหอซือห้าวรีบพยักหน้ารับ พร้อมกล่าวถาม


    "คุณชายน้อยฉินเทียนไม่ทราบว่าท่านมีประสงค์ให้พวกเราทำสิ่งใดหรือขอรับ"


    ไม่ช้าฉินเทียนก็พูดกล่าว น้ำเสียงเบาสบายยิ่งนัก มันพูดพลางพร้อมโบยบินอย่างไม่ไยดี ราวกับว่าสิ่งที่พูดกล่าวช่างเป็นเรื่องง่ายดายนัก


    "บุกสำนักอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน ช่วยหนึ่งสตรีวัยเยาว์ที่ผาสำนึกตน"


    .


    .


    .


    เหอซือห้าวและพี่น้องได้ยินดังนี้ก็กลืนน้ำลายอึกหนึ่ง พร้อมตกตะลึง


    เพราะด้วยจำนวนคนเพียงแค่นี้กับการบุกสำนักอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินสำนักฟ้าอนันตร์ มันใช่สิ่งที่ทำกันได้ง่ายๆ รึ


    เหตุใดคุณชายน้อยจึงกล่าวน้ำเสียงเรียบง่ายเช่นนี้


    แล้วนอกจากนั้นการเตรียมการใดๆ อีกละ


    เป็นที่รู้กันในเหล่าผู้บำเพ็ญ บุกเมือง ปล้นค่าย ทลายสำนัก จำต้องตระเตรียมซึ่งยอดคน


    หนึ่ง.กุนซือกลยุทธ์ สอง.จอมทลายค่าย สาม.ผู้ชำนาญสมบัติวิเศษอัศจรรย์เชิงสัประยุทธ์


    เพราะว่าเป็นที่รู้กันดีว่า ในแต่ละสำนักไม่ว่าจะใหญ่เล็ก ก็ต่างมีการตั้งค่ายกลซับซ้อน นอกจากนี้ยังมีสมบัติอัศจรรย์อันแปลกประหลาดด้วยกันทั้งนั้น หากผู้ใดลงมือบุ่มบ่าม ก็คล้ายกับเป็นการไปหาที่ตายทั้งนั้น


    ไม่ช้าเหอซือห้าวจึงจำต้องพูดกล่าว


    "คุณชายน้อยขอรับ เหตุใดพวกเราไม่ตระเตรียมตัวให้ดีกว่านี้เสียหน่อย อย่างน้อยๆ ก็ควรจะหากุนซือกลยุทธ์ หรือจอมทลายค่ายมาร่วมก่อการด้วยเป็นอย่างน้อย สำนักฟ้าอนันตร์แม้จะไม่นับว่ายอดเยี่ยมที่สุดในใต้หล้า หากแต่ก็นับว่าเป็นสำนักอันดับหนึ่งในทวีปเล็กแห่งนี้ อย่างน้อยที่สุดค่ายกลรอบสำนัก ต่างก็ล้วนเป็นค่ายกลสังหารระดับ 4 พิฆาตผู้โบยบินและเพราะแบบนี้..."


    ไม่ทันเหอซือห้าวจะพูดกล่าวจบ ฉินเทียนก็แหงนหน้ามองฟ้า พร้อมพูดกล่าวแทรกด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย หากแต่กลับทำให้ทุกผู้คนตื่นตะลึง


    "ก็แค่เพียงค่ายกลล้าหลังต่อให้เป็นระดับ 5 สังหารโลหิต ข้าผู้นี้ก็หาเกรงกลัวไม่ ส่วนกุนซือกลยุทธ์และจอมทลายค่าย ณ ตอนนี้ก็อยู่ตรงหน้าพวกเจ้าแล้วไง"


    .


    .


    .


    ไม่ช้าแต่ละคนก็ตะลึงงัน


    ศิษย์แต่ละคนของนายท่านของพวกมันช่าง...


    เหนือล้ำผู้คน


    ประดุจบุตรแห่งเทพเทวา


    .


    .


    .


    เหอซือห้าวพลันนึกไปถึงคุณหนูตัวน้อยวัย 7 ขวบฉินผิง ยามที่มันพบเจอนางตอนนั้น มันก็คล้ายสั่นกลัว นอกจากนั้นคุณชายฉินจวิ้นเจี๋ยแม้จะไม่ยอดเยี่ยมเท่าคุณหนูตัวน้อย หากแต่ในใต้หล้านี้เหอซือห้าวก็คิดว่าคงมิมีใครจะเทียบได้อีก หากแต่ถึงอย่างนั้น เมื่อเทียบกับคุณชายน้อยฉินเทียนผู้นี้ ไม่รู้ทำไมเหอซือห้าวจึงรู้สึกว่าร้ายกาจกว่าหลายเท่านั้น ทั้งระดับการบำเพ็ญอันตระการ และความรู้อันยากเกินจะกล่าว


    ว่ากันว่ากุนซือกลยุทธ์ฝึกร้อยปีนับเป็นระดับหนึ่งชำนาญ 7 ศาสตร์ 1 วิถี


    จอมทลายค่ายฝึกร้อยปีชำนาญทลายค่าย 2 ระดับ ฝึกหนึ่งพันปีเข้าสู่ระดับ 3 หมื่นปีระดับ 4 ส่วนค่ายกลระดับ 5 ค่ายกลโลหิตนั้น เป็นที่รู้กันดีว่าต่อให้ใช้ทั้งชีวิตก็มิอาจทลาย เพราะเหนือล้ำเกินไป ยากเกินจะไขว่คว้า


    หากแต่คุณชายน้อยผู้นี้กลับ...


    หากที่คุณชายพูดกล่าวเป็นจริง เหอซือห้าวและเหล่าพี่น้องในวันนี้ก็นับว่าได้พบเจอตัวประหลาดปีศาจเหนือโลกเข้าแล้ว


    .


    .


    .


    ณ ผาสำนึกตนสำนักฟ้าอนันตร์


    ซุนเข่อซินย่างก้าวอย่างมั่นใจ เดินเชิดหน้าราวคางคกที่พองตัว ด้านข้างมีหนึ่งสหายแซ่เกาเพื่อนบำเพ็ญในรุ่นเดียวกัน เดินพลางพูดพลางอย่างไม่สนใจใคร แม้ด้านหลังจะมีเหล่าบริวารของทั้งสองเดินตามกันมาร่วมสิบคน


    "ผู้แซ่เกาวันนี้ข้าซุนเข่อซินนับว่าหมดเหรียญทองและดวงแก้วแห่งแรงศรัทธาไปไม่น้อย กว่าจะกรุยทางสะดวกได้เช่นนี้ นอกจากนั้นยังร่วมแบ่งบั่นสตรีงามร่วมกับเจ้า ความดีนี้นับว่าชดใช้เจ้ามากแล้ว สำหรับเรื่องในตอนนั้นที่เจ้าได้พูดกล่าวให้อาวุโสแซ่เกาท่านอาจารย์ผู้คุมกฎช่วยออกหน้าให้ข้าในวันนั้น"


    "ฮะฮาฮา ผู้แซ่ซุนนิเจ้ากำลังพูดอะไร สองเราล้วนเป็นสหายกัน นอกจากนั้นสตรีเพียงนางเดี๋ยวจะเพียงพอรึ คำพูดกล่าวของข้าในวันนั้น อย่างน้อยๆ ก็ต้องได้ 3 นางบำเพ็ญ"


    ซุนเข่อซินส่ายหน้า สหายผู้นี้ของมันช่างโลภมากนัก


    "สหายแซ่เกานิมันมิมากไปหน่อยรึ 3 นางบำเพ็ญใช้ไม้ป่าในพงหญ้าที่จะขึ้นที่ไหนก็ได้"


    "เช่นนั้นหากเจ้าให้ข้าอ้าขาและโถมทับนางก่อน ข้าก็จะมิพูดกล่าวสิ่งใด หากแต่ต้องใช้ของมีราคี อย่างน้อยๆ ก็ต้องมีสิ่งทดแทน"


    ซุนเข่อซินได้เช่นนี้ก็หัวเราะบางเบา มันโกรธแค้นนางสตรีผู้นี้เพราะจับจ่ายไปมากเพราะนาง หามันมิได้โถมทับนางคนแรก มันจะจับจ่ายไปเพื่ออะไร ไม่ช้าซุนเข่อซินก็ถอนหายใจ


    "เรื่องนี้ข้าแซ่ซุนคงให้... สหายแซ่เกาสมหวังมิได้ เอาเป็นอย่างนี้เช่นไร ข้าชำเรานางก่อน หากแต่ข้าจะเหลือสภาพของนางไว้ดีเสียหน่อยไม่โหดร้ายกับนางจนเกินไป ตอนเจ้าเสพสมโถมทับนางจะได้ไม่ช้ำเสียของ นอกจากนั้นข้าจะให้เจ้า 20,000 เหรียญทอง อย่างน้อยๆ ก็ไปเที่ยวนารีสตรีงามที่ในเมืองได้เป็นเดือน แม้รสชาติจะไม่เลิศรสเท่าสตรีบำเพ็ญ หากแต่เจ้าก็กินได้อย่างอิ่มหน่ำ"


    ผู้แซ่เกาหัวเราะสองสามทีก่อนจะตอบรับ หากแต่มันขอข้อแลกเปลี่ยนเพิ่มเติม


    ซุนเข่อซินเหลียวตามอง สหายแซ่เกาของมันผู้นี้ช่างมีรสนิยมแห่งรสกามาที่แปลกประหลาดนัก มันถอนหายใจก่อนจะพูดกล่าว


    "แค่ข้าเป็นบุรุษคนแรกที่ได้โถมทับนาง เรื่องอื่นใดข้าไม่สนใจ"


    ไม่ช้าผู้แซ่เกาสหายของซุนเข่อซินก็หัวเราะ ก่อนมองไปที่เหล่าบริวารด้านหลัง


    "พวกเจ้าได้ยินกันแล้วใช่ไหมว่าสหายซุนเข่อซินของข้าพูดว่าอะไร ในวันนี้ใครยากร่วมเสพสมนางบำเพ็ญกับร่วมกับข้าก็ตามมา พร้อมจับไม้สั้นไม้ยาวกันให้ดี ข้าผู้แซ่เกานิยมชมชอบดูนางบำเพ็ญโดนบุรุษนับร้อยพันโถมทับพร้อมกันจริงๆ จำไว้ยามร่วมชำเรานาง พวกเจ้าสุขสมกันให้เต็มที่ขืนใจนางอย่างพร้อมเพรียง ยิ่งนางกรีดร้อง ข้าผู้แซ่เกายิ่งสุขสันต์ในจิตนัก แล้วก็สำนึกกันไว้ด้วยละว่าเพราะผู้ใดทำให้พวกเจ้าได้เสพสมหว่างขาของนางสตรีบำเพ็ญ พวกเจ้านับว่าติดค้างข้าผู้แซ่เกาแล้ว ฮะฮาฮา"


    ซุนเข่อซินที่ได้ยินแต่ละคำของสหายผู้นี้มันพลันตกตะลึง ตัวมันก็มิได้คิดว่าตัวมันเป็นคนดีอะไร หากแต่ถ้าเทียบกับสหายเกาผู้นี้ ซุนเข่อซินนับว่าตัวมันยังต่ำชั้นนัก ในเรื่องความเลวทราม


    ไม่ช้าเหล่าบริวารของผู้แซ่เการาวกับรับรู้นิสัยของผู้เป็นนายดีนัก ต่างโห่ร้องพร้อมรีบจับไม้สั้นไม่ยาวกันเป็นแถว พร้อมกล่าวถามบริวารของสหายซุนว่าสนใจร่วมสุขสันต์ไปด้วยกันไหม ตอนแรกบริวารแห่งผู้แซ่ซุนก็ดูกล้าๆ กลัวๆ หากแต่เมื่อนึกถึงใบหน้าสดใสของหลงหลิน และเมื่อคิดว่าตัวมันจะได้โถมทับในไม่ช้า ก็มีหลายผู้คนร่วมตัดสินใจจับไม้สั้นไม่ยาวด้วยเช่นกัน เพื่อหมายได้เสพสมกับนางสตรีบำเพ็ญล้ำค่า


    ไม่ช้าซุนเข่อซินและผู้แซ่เกาพร้อมบริวารทั้งหลายก็มาถึงโถงกลางของผาสำนึกตน ที่มีขุนเขาสูงใหญ่รายล้อม รอบด้านที่ทางเข้ามีถ้ำอยู่หลายแห่ง พร้อมมีอักขระวิญญาณมากมายลงตราไว้ แสดงให้เห็นว่าผาแห่งนี้เข้าง่ายแต่ออกไปยากแค่ไหน


    เมื่อซุนเข่อซินเดินเข้าไปก็เห็นผู้บำเพ็ญระดับตราสัญลักษณ์วิญญาณสีเหลือง 5 จุดแต้มผู้หนึ่งยืนคุมอยู่ด้านหน้า


    ไม่ช้ามันก็โค้งกาย ก่อนจะเงยหน้าและขมวดคิ้ว


    "คุณชาย... นิ... ท่านจะพาเข้าไปหมดนี่เลยรึ"


    ซุนเข่อซินยิ้มบางเบาก่อนพยักหน้ารับ


    "สตรีแค่นางเดียว หากแต่พวกท่านกับ..."


    สหายแซ่เการาวกับรู้ว่ามันจะพูดกล่าวอะไร ไม่ช้ามันก็โยนถุงเงิน ที่ในนั้นมีดวงแก้วแห่งแรงศรัทธาอยู่ 10 ลูกให้ไป


    ไม่ช้านายด่านประตูก็หัวเราะ ก่อนจะขยิบตาไม่พูดกล่าวสิ่งใดอีก พร้อมโยนก้อนศิลาลงอักขระก้อนหนึ่งให้พร้อมพูดกล่าว "คุณชายซุนเข่อซิน พวกท่านมีเวลา 2 ชั่วยาม ณ ขอรับ หลังจากนั้นจะมีสหายผู้อื่นมาเปลี่ยนเวรกับข้า โปรดรักษาเวลาด้วย มิเช่นนั้นข้าก็จะเอาตัวรอดด้วยวิธีของข้าเอง"


    ซุนเข่อซินหัวเราะบางเบาก่อนพยักหน้ารับ เวลา 2 ชั่วยามสำหรับโถมทับหนึ่งสตรีนับว่าเกินพอ


    ไม่ช้าบุรุษนับสิบก็เดินก้าวเข้าไปถ้ำมืดใต้ขุนเขาแห่งหนึ่ง เสียงหยดน้ำค้างหยดดัง ติง ติง ติง เป็นระยะ ระยะ


    ไอเย็นจากภายในมากพอทำให้ผู้คนธรรมดาสั่นสะท้าน


    แม้แต่ซุนเข่อซินที่เป็นผู้บำเพ็ญก็ยังต้องร่ายฤทธิ์คุ้มกายเพิ่มความอบอุ่น


    แสงไฟตรงข้างผนังก็ช่างห่างไกลกันนัก


    ไม่ช้าในจุดที่ลึกที่สุดของถ้ำมืด


    ก็มีดวงไฟสว่างวาบเห็นได้แต่ไกล ณ ที่ตรงนั้นมีคุกที่ลงอักขระวิญญาณแน่นหนาอยู่ ซุนเข่อซินยิ้มเยาะ มันเห็นนางสตรีผู้หนึ่งกำลังนั่งบำเพ็ญ


    แสงไฟจากเตาหม้ออิทธฤทธิ์ที่ให้แสงสว่างจางๆ สะท้อนเข้าไปกับใบหน้าและเรือนกายของนาง... หลงหลิน


    นางอยู่ในชุดบำเพ็ญสีขาวกระจ่างราวนางสวรรค์


    .


    .


    .


    ซุนเข่อซินใช้ชิวหาโลมเลียริมฝีปากของมันอย่างเมามัน ก่อนที่ในไม่ช้ามันจะนำศิลาลงอักขระเคาะกรงเหล็กส่งเสียงดัง กริ๊ง กริ๊ง พร้อมกล่าวเรียกขานหนึ่งนางสตรี


    "หึหึ หลงหลินเจ้าคิดว่าอยู่ในผาสำนึกตนแห่งนี้จะทำให้เจ้ารอดเงื่อมือข้ารึ"


    เมื่อได้ยินเสียงเคาะกรงเหล็ก หลงหลินก็ลืมตาขึ้น และเมื่อนางเห็นผู้อยู่ตรงหน้านาง มิใช่ผู้คุ้มที่คุ้นเคยหากแต่เป็นหนึ่งเดรัจฉานผู้ต่ำช้า ร่างของนางก็พลันแนบชิดไปกับกำแพงผนังถ้ำอย่างไม่รู้ตัว


    "จา... เจ้า เข้ามาในนี้ทำไม จา.. เจ้ามิรู้รึบุกรุกเขตห้วงห้ามมีโทษเยี่ยงไร"


    "ข้าย่อมรู้ หากแต่... หลงหลิน ข้า... ซุนเข่อซิน คิดถึงเจ้านัก..."


    .


    .


    .


    เมื่อหนึ่งเดรัจฉานเริ่มขับหอน


    สัญชาตญาณของผู้เสื่อมทรามก็กรีดร้อง


    ส่งผลให้หมู่เดรัจฉานต่างร่วมขับขาน


    พร้อมโห่ร้องอย่างเสื่อมทรามก่อนกู่ก้องทั่วโถงถ้ำ


    .


    .


    .


    เมื่อใจคนลืมสิ้นซึ่งศีลธรรม


    สิ่งโสมมก็แลดูพลันน่าเสพสม


    ขืนใจสตรีกลายเป็นเรื่องสุขสันต์


    เสียงกรีดร้องสตรีกลายเป็นเสียงน่าฟัง


    เมื่อใจบรรลุซึ่งจิตมาร แม้ไม่มีร่างกายแห่งมาร ก็เป็นมาร


    .


    .


    .


    ไม่ช้าก็มีเสียงประตูเหล็กหนาเคลื่อนออก


    มันดัง...ครืออออ คลาาาาด ไปตามพนังถ้ำ


    หลงหลินร่างแนบชิดกำแพงหิน แม้พนังหินจะหนาวเหน็บ หากแต่ก็ไม่น่าหวาดกลัวเท่าฝูงเดรัจฉานที่เสื่อมทราม


    .


    .


    .


    นางกล่าวร้องเสียงแผ่วเบา... "ยะ..อย่าเข้า..มานะ...ได้โปรด อย่าเข้ามาาาาาาาาาาาาาาาาาาก"


    ก่อนที่ในไม่ช้าจะกลายเป็นเสียงกรีดร้อง


    "ยะ..อย่าเข้า..มานะ...ได้โปรด อย่าเข้ามาาาาาาาาาาาาาาาาาาก"


    !!!กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด


    คล้ายกับเรื่องศาลเทพสวรรค์ข้าต้องการแต้มบุญ ที่คุณอ่าน