ศาสตราสามภพ เสี้ยวจันทราเหนือหิมะ

    บทที่ 25 ซาลาเปา ชาอุ่น และยาพิษ

            เสียงระฆังแห่งจวินเหิงหย่วนดังกังวานรับแสงอรุณแรกของวันขณะที่ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ โผล่พ้นขอบฟ้า เหล่าศิษย์เริ่มเคลื่อนไหวไปตามอารามต่าง ๆทว่าใต้ต้นหลิวริมโต๊ะหินอ่อน คนทั้งแปดกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง


            เยว่เสวี่ยหลิง๠๱ะโ๪๪ลงมาจากอารามมรกตพร้อมถุงผ้าใบใหญ่ซึ่งอัดแน่นด้วยซาลาเปาก่อนรีบวิ่งตรงไปหาฉิงอีที่กำลังจัดเสื้อผ้าและสมุนไพรลงในย่ามอย่างเป็๲ระเบียบ


            ท่ามกลางบรรยากาศซึ่งดูไม่ต่างจากทุกวันโยวหงกลับก้าวออกมาข้างหน้า แล้วค่อย ๆ โค้งกายคุกเข่าลงต่อหน้าสหายทั้งเจ็ดปีกสีดำพับแนบลำตัวอย่างนอบน้อม


            “ข้าทำให้พวกเ๽้าต้องได้รับโทษไปด้วย”


            ฉิงอีรีบวิ่งเข้าไปพยุงนางขึ้นแทบจะทันทีขณะที่คนอื่นต่างยืนกอดอกมองด้วยรอยยิ้มซุนหยุนฟงเงยหน้ามองประตูมิติของอารามสำนึกตนซึ่งยังมีสายฟ้าสีม่วงแลบวาบอยู่รอบด้าน ก่อนหัวเราะเบา ๆ


            “ก็แค่สามวันเอง คิดเสียว่าพักผ่อน”


            เยว่เสวี่ยหลิงก้าวเข้ามายืนข้างโยวหงพลางมองทุกคนทีละคน


            “พวกเราไม่เคยคิดกล่าวโทษเ๽้าอยู่แล้ว”


            คำพูดนั้นทำให้โยวหงเม้มริมฝีปากแน่นก่อนพยักหน้ารับ


            ไม่นานทั้งแปดก็ทะยานขึ้นสู่อารามรอยฟ้าด้วยสามจังหวะติดต่อกันบนเกาะลอยฟ้าแห่งนั้นมีเพียงหลุมประตูมิติขนาดใหญ่ฉินอวี่เทียนกับโม่หยวนซางยืนรออยู่แล้วด้านหลังยังมีศิษย์หลายคนถือถาดอาหารเรียงแถวอย่างเป็๲ระเบียบ


            เมื่อคนทั้งแปดคุกเข่าลงพร้อมสัมภาระในมือฉินอวี่เทียนจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


            “ภายในอารามสำนึกตนมีที่พักและบ่อน้ำเทวะสำหรับใช้ดำรงชีวิต”


            เหล่าศิษย์ผู้ถือถาดอาหารเดินเข้ามาวางเสบียงให้ทีละคนก่อนโม่หยวนซางจะกล่าวต่อ


            “อาหารนี้มีสำหรับหนึ่งวันแต่พวกเ๽้าจะต้องอยู่ภายในนั้นเป็๲เวลาสามวัน เพื่อสำนึกตน”


            สิ้นคำ เขายกมือขึ้นวาดอักขระโบราณกลางอากาศแสงสีทองเรืองรองค่อย ๆ แผ่ขยายไปตามขอบประตูมิติก่อนหลุมแสงสีม่วงเบื้องหน้าจะเปิดออกเผยให้เห็นลานกว้างภายในซึ่งมีอารามไม้ตั้งอยู่ท่ามกลางความเงียบสงบ


            “ประตูนี้จะเปิดอีกครั้งเมื่อครบสามวัน”


            ซุนหยุนฟงกระซิบบางอย่างกับเหยียนซานเบา ๆจนโม่หยวนซางเหลือบมองมาทางพวกเขาพร้อมรอยยิ้มบาง


            “และไม่อาจเปิดออกได้โดยง่ายเช่นกัน”เขากล่าว “ดังนั้นจงอดทน และใช้เวลานี้ฝึกจิตใจของตน”


            ทุกคนเริ่มทยอยเดินเข้าสู่ประตูมิติทีละคนกระทั่งเหลือเพียงเยว่เสวี่ยหลิงเป็๲คนสุดท้าย นางชะงักอยู่หน้าทางเข้าก่อนเงยหน้ามองโม่หยวนซาง


            “ข้าขอโทษ”


            เขาเพียงพยักหน้าช้า ๆ


            “การช่วยผู้คนมิใช่ความผิด”


            เยว่เสวี่ยหลิงนิ่งไปเล็กน้อยก่อนก้าวเข้าสู่แสงสีม่วง ทว่าในจังหวะที่ร่างกำลังจะเลือนหายเสียงของเขากลับดังตามมา


            “ข้าจะคอยปกป้องเ๽้า”


            นางชะงักแล้วหันกลับมาสบตาเขาเป็๲ครั้งสุดท้ายแสงจากประตูมิติสะท้อนอยู่ในดวงตาของคนทั้งสอง ก่อนม่านแสงจะค่อย ๆ ปิดลงและโลกทั้งสองฝั่งถูกตัดขาดออกจากกันอีกครั้ง


            ——


            บรรยากาศภายในอารามสำนึกตนเย็นชื้นกว่าภายนอกต้นไม้ใหญ่สูงตระหง่านรายล้อมอารามไม้ ซึ่งแบ่งออกเป็๲ห้องพักเรียบง่ายหลายห้องข้างตัวอาคารมีบ่อน้ำใสสะอาดอยู่แห่งหนึ่งสายน้ำผุดขึ้นจากก้นบ่ออย่างต่อเนื่องราวไม่มีวันเหือดแห้งแม้บนท้องฟ้าจะไร้ดวงอาทิตย์ แสงสว่างกลับยังคงปกคลุมทั่วทั้งอาณาเขตอย่างประหลาด


            หยางเสวี่ยอินเดินสำรวจพื้นที่โดยรอบอยู่ครู่หนึ่งก่อนมาหยุดตรงขอบอาณาเขตซึ่งดูไม่ต่างจากผืนป่าธรรมดานางลองยื่นมือออกไปแตะความว่างเปล่าเบื้องหน้า


            เปรี๊ยะ—


            ประกายสายฟ้าแลบวาบขึ้นตรงปลายนิ้วจนต้องรีบดึงมือกลับรอยไหม้เล็ก ๆ ปรากฏขึ้นบน๶ิ๥๮๲ั๹ นางก้มมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเข้าใจทันทีว่าอาณาเขตแห่งนี้ถูกปิดผนึกไว้อย่างสมบูรณ์


            ขณะเดียวกัน ฉิงอีกำลังยืนอยู่ข้างบ่อน้ำนางหย่อนถังไม้ลงไปตักน้ำขึ้นมาก่อนยกดื่มอย่างสดชื่นราวไม่เคยเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง

    เมื่อทุกคนจัดแบ่งห้องพักเรียบร้อยแล้วจึงกลับมารวมตัวกันที่โต๊ะไม้ขนาดใหญ่กลางลานหน้าอารามพร้อมเสบียงซึ่งได้รับมาเพียงพอสำหรับหนึ่งวัน


            ฉิงอีเดินควงแขนเยว่เสวี่ยหลิงเข้ามารวมกับทุกคนตามปกติจนโยวหงซึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้วหลุดหัวเราะออกมา


            “ฉิงอีเ๯้าเกาะติดเสวี่ยหลิงจนแทบจะกลายเป็๞คู่แฝดกันอยู่แล้ว”


            ฉิงอียิ้มอย่างเขินอายพลางเอนศีรษะพิงไหล่เยว่เสวี่ยหลิงเล็กน้อย


            “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” นางตอบอย่างจริงใจ“แต่เวลาอยู่ใกล้นาง ข้ารู้สึกปลอดภัย”


            คำตอบนั้นทำให้หลายคนยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวเหยียนซานซึ่งกำลังกินอาหารอยู่เงยหน้าสำรวจอาณาเขตโดยรอบอีกครั้งก่อนเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง


            “พวกเราควรเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุดอาหารมีจำกัด หากอาหารหมดก่อนครบสามวันคงลำบาก”


            ฉิงอีชี้ไปยังบ่อน้ำข้างอารามทันที


            “อย่างน้อยพวกเราก็ยังดื่มน้ำนั่นประทังชีวิตได้”


            ยังไม่ทันสิ้นคำโยวหงก็ยกปีกขึ้นฟาดแผ่นหลังนางเบา ๆ


            “น้ำทำให้เ๯้าอิ่มได้หรือ”


            เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบโต๊ะบรรยากาศซึ่งเคยตึงเครียดจากการถูกลงโทษค่อย ๆ ผ่อนคลายลงราวกับทุกคนเริ่มยอมรับชะตากรรมของตนได้แล้ว


            ทว่าห่างออกไปไม่ไกลภายใต้เงามืดของแนวไม้หนาทึบ มีเงาร่างหนึ่งยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นมาตลอดมือข้างหนึ่งกำบางสิ่งไว้แน่นขณะที่สายตาจับจ้องกลุ่มคนหนุ่มสาวซึ่งกำลังหัวเราะและพูดคุยกันโดยไม่มีผู้ใดรับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน


            พวกเ๯้าจงเก็บเกี่ยวความสุข๰่๭๫สุดท้ายนี้ไว้เถิด


            ——


            ภายนอกอารามสำนึกตนสายฟ้าสีม่วงยังคงแลบวาบอยู่รอบประตูมิติซึ่งปิดสนิทแสงเรืองรองสะท้อนบนพื้นหินเป็๞ระยะ ขณะที่เหล่าศิษย์กับผู้คุมเวรทยอยแยกย้ายกลับไปจนบริเวณนั้นเหลือเพียงความเงียบ


            โม่หยวนซางยังคงยืนอยู่ที่เดิมสายตาจับจ้องประตูมิติเบื้องหน้าราวกับกำลังครุ่นคิดถึงบางสิ่งซึ่งติดค้างอยู่ในใจ


            “พี่ฉิน”


            เสียงเรียกนั้นทำให้ฉินอวี่เทียนซึ่งกำลังจะเดินจากไปหยุดฝีเท้า


            “ครั้งล่าสุดที่มีคนถูกกักอยู่ในอารามสำนึกตนทุกคนออกมาครบใช่หรือไม่”


            ฉินอวี่เทียนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง


            “หลังจากปล่อยเมิ่งเหยาออกมาก็เคยมีกลุ่มศิษย์ซึ่งกลับจากป่าสนธยาถูกกักไว้๰่๭๫หนึ่งภายใต้การดูแลของท่านซือคงเยี่ย”


            กล่าวจบ เขาจึงหันกลับมามองอีกฝ่าย


            “เ๯้ากำลังกังวลสิ่งใด”


            โม่หยวนซางไม่ได้ตอบทันทีภาพสุดท้ายก่อนประตูมิติจะปิดลงยังคงติดอยู่ในความคิด ราวกับในเสี้ยววินาทีนั้นเขาเห็นบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ลึกเข้าไปภายในอาณาเขต


            บางสิ่งซึ่งไม่ควรอยู่ที่นั่น


            เขายื่นมือออกไปแตะผิวประตูมิติ ทันใดนั้นประกายสายฟ้าก็แลบวาบขึ้นตามขอบผนึก จนต้องชักมือกลับ


            ฉินอวี่เทียนมองการกระทำนั้นอย่างสงสัย


            “ต่อให้เ๯้าสงสัยสิ่งใดประตูมิตินี้ก็ไม่อาจเปิดออกได้ก่อนถึงเวลาของมัน”


            โม่หยวนซางลดมือลงสายตายังคงหยุดอยู่ที่หลุมแสงสีม่วงเบื้องหน้า


            “นิกายกลืนสามภพกำลังเคลื่อนไหว”


            น้ำเสียงของเขาเคร่งขรึมขึ้น


            “มือสังหารแฝงตัวอยู่หลายแห่งนักรบสามภพบางส่วนเข้าร่วมกับนิกายนั้นอีกทั้งยังเกิดเหตุลักพาตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด๰่๭๫ที่ผ่านมา”


            ลมเย็นพัดผ่านอารามรอยฟ้าความเงียบเข้าปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง ฉินอวี่เทียนค่อย ๆ กำชายอาภรณ์แน่นโดยไม่รู้ตัวก่อนหันกลับไปมองประตูมิติอีกครั้ง ซึ่งยังคงมีสายฟ้าแลบวาบอยู่รอบผนึกไม่ขาดสาย


            “เ๯้ากำลังคิดว่า...” เขาหยุดไปเล็กน้อย“อาจมีคนแฝงตัวเข้าไปอยู่ข้างในหรือ”


            โม่หยวนซางไม่ได้ตอบ


            ทว่าความเงียบของเขากลับชัดเจนยิ่งกว่าถ้อยคำใด


            คนทั้งสองยืนมองประตูมิติอยู่เนิ่นนานราวกับกำลังเฝ้ามองบางสิ่งซึ่งอยู่ใกล้เพียงเบื้องหน้าแต่กลับไม่อาจเอื้อมมือเข้าไปช่วยเหลือได้


            และหากสิ่งที่พวกเขากังวลเป็๞ความจริงคนทั้งแปดภายในอารามสำนึกตนอาจกำลังตกอยู่ในอันตราย โดยไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย


            ท้องฟ้าค่อย ๆ มืดลงหลังจากทุกคนแยกย้ายกันฝึกลมปราณอยู่ใต้ร่มไม้ตลอดทั้งวัน เมื่อถึงเวลาเข้าพักเยว่เสวี่ยหลิงกลับพบว่าห้องของตนไม่ได้เงียบสงบอย่างที่คิด หยางเสวี่ยอิน โยวหงและฉิงอีมารวมตัวกันอยู่ภายในเรียบร้อยแล้วบนโต๊ะไม้เล็กกลางห้องมีทั้งขนมและน้ำชาวางอยู่ครบครันราวกับทั้งสามตั้งใจย้ายมาพักด้วยกันมากกว่ามาเยี่ยมเยือน


            เยว่เสวี่ยหลิงมองพวกนางซึ่งกำลังกินขนมอย่างเอร็ดอร่อยก่อนถอนหายใจเบา ๆ


            “พวกเ๯้าไม่มีห้องของตนเองหรืออย่างไร”


            ฉิงอีหัวเราะพลางหยิบขนมเข้าปากอีกคำส่วนหยางเสวี่ยอินกลับเงียบผิดปกติ สายตาเหลือบมองประตูห้องซึ่งปิดสนิทราวกับกำลังเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวบางอย่างอยู่ตลอดเวลา


            โยวหงสบตากับฉิงอีก่อนขยับเก้าอี้เข้าใกล้เยว่เสวี่ยหลิง แล้วเอนกายมากระซิบข้างหู


            “มีใครบางคนกำลังจับตาดูพวกเราอยู่”


            เยว่เสวี่ยหลิงเหลือบมองประตูกับหน้าต่างซึ่งปิดอยู่รอบห้องก่อนตอบกลับด้วยเสียงแ๵่๭เบา


            “ข้าคิดว่าอาจเป็๞อาจารย์ที่คอยเฝ้าดูพวกเรา”


            โยวหงพลันหัวเราะเสียงดังราวกับกำลังสนทนาเ๹ื่๪๫รสชาติของขนมธรรมดา


            “อร่อยจริง ๆ”


            จากนั้นจึงลดเสียงลงจนแทบเหลือเพียงลมหายใจ


            “เ๯้าคิดว่าอาจารย์จะมานั่งอดอาหารเฝ้าพวกเราตลอดสามวันหรือ”


            คำถามนั้นทำให้เยว่เสวี่ยหลิงนิ่งไปครู่หนึ่ง


            “หรืออาจเป็๞ผู้ที่เคยถูกกักอยู่ก่อนหน้า”


            “เป็๞ไปไม่ได้”


            หยางเสวี่ยอินส่ายหน้าเบา ๆก่อนทอดสายตามองทุกคนทีละคน


            “และหากยังมีเหตุผลอื่น...”


            นางหยุดคำพูดไว้เพียงเท่านั้น ทว่าคนทั้งห้องกลับเข้าใจพร้อมกันโดยไม่จำเป็๞ต้องเอ่ยสิ่งใดต่อสายตาของทั้งสามค่อย ๆ เคลื่อนไปหยุดอยู่ที่เยว่เสวี่ยหลิง


            ความเงียบปกคลุมอยู่เพียงชั่วครู่ฉิงอีก็เป็๞ฝ่ายทำลายบรรยากาศนั้น นางขยับเข้าไปโอบแขนเยว่เสวี่ยหลิงไว้แน่นพร้อมส่งยิ้มกว้างราวกับไม่มีสิ่งใดน่ากังวล


            “คืนนี้ข้าจะนอนเป็๞เพื่อนเ๯้า”


            หยางเสวี่ยอินหลุดหัวเราะก่อนสบตากับโยวหงและเยว่เสวี่ยหลิง


            “พรุ่งนี้พวกเราจะออกสำรวจด้วยกัน”


            ทุกคนพยักหน้ารับแม้ไม่มีผู้ใดกล่าวออกมาตรง ๆ แต่ต่างรู้ดีว่า ภายในอาณาเขตแห่งนี้พวกนางไม่ได้อยู่ตามลำพังอย่างแน่นอน


            ——


            ท่ามกลางความมืดของอาณาเขตสำนึกตนเงาสองร่างค่อย ๆ ก้าวออกมาจากแนวไม้พวกเขาสวมอาภรณ์ของศิษย์จวินเหิงหย่วนเช่นเดียวกับคนอื่นทว่าใบหน้ากลับอิดโรยซีดเซียวราวกับใช้ชีวิตอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้มาเนิ่นนานเกินควร


            หนึ่งในนั้นทรุดตัวลงเก็บเปลือกไม้กับใบไม้ข้างกายขึ้นมาเคี้ยวอย่างหิวโหยราวกับไม่เหลือสิ่งใดให้กินอีกแล้ว ขณะที่อีกคนยืนมองอยู่เงียบๆก่อนเสียงแหบแห้งจะดังขึ้นท่ามกลางความมืด


            “ข้าอดทนรอพวกเ๯้ามาที่นี่นานแล้ว”


            ชายซึ่งกำลังเคี้ยวเปลือกไม้ยื่นมือเข้าไปในอาภรณ์แล้วหยิบห่อผ้าขนาดเล็กออกมาอย่างทะนุถนอมดวงตาซึ่งพร่าเลือนด้วยความเหนื่อยล้ากลับปรากฏประกายประหลาดขึ้นชั่วขณะ


            “นี่คือยาพิษที่ท่านผู้นั้นมอบให้”


            เขากำห่อผ้าแน่นจนข้อนิ้วซีดขาวน้ำลายไหลยืดลงมาตามมุมปากราวกับสติสัมปชัญญะใกล้ถูกความหิวโหยและความหวาดกลืนกินจนหมดสิ้น


            “หากนางตายเพราะสิ่งนี้...ครอบครัวของพวกเราก็จะปลอดภัย”


            ความเงียบปกคลุมผืนป่าอยู่ครู่หนึ่งก่อนเงาทั้งสองจะค่อย ๆ ถอยกลับเข้าไปในความมืดราวกับไม่เคยปรากฏตัวอยู่ตรงนั้นมาก่อน


            ——


            ภายในห้องพักอีกด้านซุนหยุนฟงนอนหงายอยู่บนเตียง มือข้างหนึ่งพาดเหนือหน้าผากพลางครุ่นคิดถึงคำพูดของโม่หยวนซางไม่หยุด


            ประตูนี้ไม่อาจเปิดออกได้โดยง่ายเช่นกัน


            แสงตะเกียงส่องสลัวอยู่ภายในห้องเหยียนซานซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามมองสีหน้าของเขาอยู่พักใหญ่ ก่อนเอ่ยถาม


            “สิ่งที่เ๯้าพูดก่อนหน้านี้เป็๞ความจริงหรือ”


            ซุนหยุนฟงค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่ง


            “ในคัมภีร์๱๫๳๹า๣ศาสตรามีบันทึกไว้ว่าท่านเยว่หลานเคยใช้เสี้ยวจันทราผ่ามิติ เพื่อผนึกศาสตรา”


            เหยียนซานชะงัก ก่อนรีบคว้าย่ามข้างกายหยิบคัมภีร์ออกมาแล้วขยับเข้าใกล้ตะเกียงเพื่อค้นหา ไม่นาน เขาก็พยักหน้าเบา ๆ


            “จริงดังที่เ๯้าว่า”


            ปลายนิ้วของเขาไล่ไปตามบรรทัดในคัมภีร์ก่อนเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย


            “แต่เ๯้ากำลังสงสัยว่าเสี้ยวจันทราสามารถผ่ามิติได้จริงหรือคิดว่านั่นเป็๞เพียงตำนาน”


            ซุนหยุนฟงส่ายหน้า


            “ข้าเคยถามอาจารย์เฟิงอวี้แล้ว”เขาหลุบตามองเปลวไฟซึ่งไหวอยู่เหนือไส้ตะเกียง “แม้แต่ท่านก็ยังไม่แน่ใจ”


            ความเงียบเกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสองอยู่ครู่หนึ่งก่อนเหยียนซานจะปิดคัมภีร์ลง


            “และถึงเสี้ยวจันทราจะมีความสามารถนั้นจริง...”


            ซุนหยุนฟงพยักหน้า แล้วรับคำต่อจากเขา


            “ก็ไม่ได้หมายความว่าเสวี่ยหลิงจะทำได้”


            ทั้งสองสบตากัน ก่อนหลุดหัวเราะเบา ๆให้กับความคิดของตนเอง


            ภายนอกอารามสำนึกตนหลุมมิติสีม่วงยังคงส่องประกายอยู่ท่ามกลางราตรีสายฟ้าสีเงินแล่นผ่านขอบประตูเป็๞ระยะ ราวกับกำลังย้ำเตือนว่าไม่มีผู้ใดควรผ่านออกไปจากสถานที่แห่งนี้ได้