เสียงระฆังแห่งจวินเหิงหย่วนดังกังวานรับแสงอรุณแรกของวันขณะที่ดวงอาทิตย์ค่อย ๆ โผล่พ้นขอบฟ้า เหล่าศิษย์เริ่มเคลื่อนไหวไปตามอารามต่าง ๆทว่าใต้ต้นหลิวริมโต๊ะหินอ่อน คนทั้งแปดกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
เยว่เสวี่ยหลิงะโลงมาจากอารามมรกตพร้อมถุงผ้าใบใหญ่ซึ่งอัดแน่นด้วยซาลาเปาก่อนรีบวิ่งตรงไปหาฉิงอีที่กำลังจัดเสื้อผ้าและสมุนไพรลงในย่ามอย่างเป็ระเบียบ
ท่ามกลางบรรยากาศซึ่งดูไม่ต่างจากทุกวันโยวหงกลับก้าวออกมาข้างหน้า แล้วค่อย ๆ โค้งกายคุกเข่าลงต่อหน้าสหายทั้งเจ็ดปีกสีดำพับแนบลำตัวอย่างนอบน้อม
“ข้าทำให้พวกเ้าต้องได้รับโทษไปด้วย”
ฉิงอีรีบวิ่งเข้าไปพยุงนางขึ้นแทบจะทันทีขณะที่คนอื่นต่างยืนกอดอกมองด้วยรอยยิ้มซุนหยุนฟงเงยหน้ามองประตูมิติของอารามสำนึกตนซึ่งยังมีสายฟ้าสีม่วงแลบวาบอยู่รอบด้าน ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“ก็แค่สามวันเอง คิดเสียว่าพักผ่อน”
เยว่เสวี่ยหลิงก้าวเข้ามายืนข้างโยวหงพลางมองทุกคนทีละคน
“พวกเราไม่เคยคิดกล่าวโทษเ้าอยู่แล้ว”
คำพูดนั้นทำให้โยวหงเม้มริมฝีปากแน่นก่อนพยักหน้ารับ
ไม่นานทั้งแปดก็ทะยานขึ้นสู่อารามรอยฟ้าด้วยสามจังหวะติดต่อกันบนเกาะลอยฟ้าแห่งนั้นมีเพียงหลุมประตูมิติขนาดใหญ่ฉินอวี่เทียนกับโม่หยวนซางยืนรออยู่แล้วด้านหลังยังมีศิษย์หลายคนถือถาดอาหารเรียงแถวอย่างเป็ระเบียบ
เมื่อคนทั้งแปดคุกเข่าลงพร้อมสัมภาระในมือฉินอวี่เทียนจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ภายในอารามสำนึกตนมีที่พักและบ่อน้ำเทวะสำหรับใช้ดำรงชีวิต”
เหล่าศิษย์ผู้ถือถาดอาหารเดินเข้ามาวางเสบียงให้ทีละคนก่อนโม่หยวนซางจะกล่าวต่อ
“อาหารนี้มีสำหรับหนึ่งวันแต่พวกเ้าจะต้องอยู่ภายในนั้นเป็เวลาสามวัน เพื่อสำนึกตน”
สิ้นคำ เขายกมือขึ้นวาดอักขระโบราณกลางอากาศแสงสีทองเรืองรองค่อย ๆ แผ่ขยายไปตามขอบประตูมิติก่อนหลุมแสงสีม่วงเบื้องหน้าจะเปิดออกเผยให้เห็นลานกว้างภายในซึ่งมีอารามไม้ตั้งอยู่ท่ามกลางความเงียบสงบ
“ประตูนี้จะเปิดอีกครั้งเมื่อครบสามวัน”
ซุนหยุนฟงกระซิบบางอย่างกับเหยียนซานเบา ๆจนโม่หยวนซางเหลือบมองมาทางพวกเขาพร้อมรอยยิ้มบาง
“และไม่อาจเปิดออกได้โดยง่ายเช่นกัน”เขากล่าว “ดังนั้นจงอดทน และใช้เวลานี้ฝึกจิตใจของตน”
ทุกคนเริ่มทยอยเดินเข้าสู่ประตูมิติทีละคนกระทั่งเหลือเพียงเยว่เสวี่ยหลิงเป็คนสุดท้าย นางชะงักอยู่หน้าทางเข้าก่อนเงยหน้ามองโม่หยวนซาง
“ข้าขอโทษ”
เขาเพียงพยักหน้าช้า ๆ
“การช่วยผู้คนมิใช่ความผิด”
เยว่เสวี่ยหลิงนิ่งไปเล็กน้อยก่อนก้าวเข้าสู่แสงสีม่วง ทว่าในจังหวะที่ร่างกำลังจะเลือนหายเสียงของเขากลับดังตามมา
“ข้าจะคอยปกป้องเ้า”
นางชะงักแล้วหันกลับมาสบตาเขาเป็ครั้งสุดท้ายแสงจากประตูมิติสะท้อนอยู่ในดวงตาของคนทั้งสอง ก่อนม่านแสงจะค่อย ๆ ปิดลงและโลกทั้งสองฝั่งถูกตัดขาดออกจากกันอีกครั้ง
——
บรรยากาศภายในอารามสำนึกตนเย็นชื้นกว่าภายนอกต้นไม้ใหญ่สูงตระหง่านรายล้อมอารามไม้ ซึ่งแบ่งออกเป็ห้องพักเรียบง่ายหลายห้องข้างตัวอาคารมีบ่อน้ำใสสะอาดอยู่แห่งหนึ่งสายน้ำผุดขึ้นจากก้นบ่ออย่างต่อเนื่องราวไม่มีวันเหือดแห้งแม้บนท้องฟ้าจะไร้ดวงอาทิตย์ แสงสว่างกลับยังคงปกคลุมทั่วทั้งอาณาเขตอย่างประหลาด
หยางเสวี่ยอินเดินสำรวจพื้นที่โดยรอบอยู่ครู่หนึ่งก่อนมาหยุดตรงขอบอาณาเขตซึ่งดูไม่ต่างจากผืนป่าธรรมดานางลองยื่นมือออกไปแตะความว่างเปล่าเบื้องหน้า
เปรี๊ยะ—
ประกายสายฟ้าแลบวาบขึ้นตรงปลายนิ้วจนต้องรีบดึงมือกลับรอยไหม้เล็ก ๆ ปรากฏขึ้นบนิั นางก้มมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเข้าใจทันทีว่าอาณาเขตแห่งนี้ถูกปิดผนึกไว้อย่างสมบูรณ์
ขณะเดียวกัน ฉิงอีกำลังยืนอยู่ข้างบ่อน้ำนางหย่อนถังไม้ลงไปตักน้ำขึ้นมาก่อนยกดื่มอย่างสดชื่นราวไม่เคยเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง
เมื่อทุกคนจัดแบ่งห้องพักเรียบร้อยแล้วจึงกลับมารวมตัวกันที่โต๊ะไม้ขนาดใหญ่กลางลานหน้าอารามพร้อมเสบียงซึ่งได้รับมาเพียงพอสำหรับหนึ่งวัน
ฉิงอีเดินควงแขนเยว่เสวี่ยหลิงเข้ามารวมกับทุกคนตามปกติจนโยวหงซึ่งนั่งรออยู่ก่อนแล้วหลุดหัวเราะออกมา
“ฉิงอีเ้าเกาะติดเสวี่ยหลิงจนแทบจะกลายเป็คู่แฝดกันอยู่แล้ว”
ฉิงอียิ้มอย่างเขินอายพลางเอนศีรษะพิงไหล่เยว่เสวี่ยหลิงเล็กน้อย
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” นางตอบอย่างจริงใจ“แต่เวลาอยู่ใกล้นาง ข้ารู้สึกปลอดภัย”
คำตอบนั้นทำให้หลายคนยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวเหยียนซานซึ่งกำลังกินอาหารอยู่เงยหน้าสำรวจอาณาเขตโดยรอบอีกครั้งก่อนเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง
“พวกเราควรเคลื่อนไหวให้น้อยที่สุดอาหารมีจำกัด หากอาหารหมดก่อนครบสามวันคงลำบาก”
ฉิงอีชี้ไปยังบ่อน้ำข้างอารามทันที
“อย่างน้อยพวกเราก็ยังดื่มน้ำนั่นประทังชีวิตได้”
ยังไม่ทันสิ้นคำโยวหงก็ยกปีกขึ้นฟาดแผ่นหลังนางเบา ๆ
“น้ำทำให้เ้าอิ่มได้หรือ”
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบโต๊ะบรรยากาศซึ่งเคยตึงเครียดจากการถูกลงโทษค่อย ๆ ผ่อนคลายลงราวกับทุกคนเริ่มยอมรับชะตากรรมของตนได้แล้ว
ทว่าห่างออกไปไม่ไกลภายใต้เงามืดของแนวไม้หนาทึบ มีเงาร่างหนึ่งยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นมาตลอดมือข้างหนึ่งกำบางสิ่งไว้แน่นขณะที่สายตาจับจ้องกลุ่มคนหนุ่มสาวซึ่งกำลังหัวเราะและพูดคุยกันโดยไม่มีผู้ใดรับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน
พวกเ้าจงเก็บเกี่ยวความสุข่สุดท้ายนี้ไว้เถิด
——
ภายนอกอารามสำนึกตนสายฟ้าสีม่วงยังคงแลบวาบอยู่รอบประตูมิติซึ่งปิดสนิทแสงเรืองรองสะท้อนบนพื้นหินเป็ระยะ ขณะที่เหล่าศิษย์กับผู้คุมเวรทยอยแยกย้ายกลับไปจนบริเวณนั้นเหลือเพียงความเงียบ
โม่หยวนซางยังคงยืนอยู่ที่เดิมสายตาจับจ้องประตูมิติเบื้องหน้าราวกับกำลังครุ่นคิดถึงบางสิ่งซึ่งติดค้างอยู่ในใจ
“พี่ฉิน”
เสียงเรียกนั้นทำให้ฉินอวี่เทียนซึ่งกำลังจะเดินจากไปหยุดฝีเท้า
“ครั้งล่าสุดที่มีคนถูกกักอยู่ในอารามสำนึกตนทุกคนออกมาครบใช่หรือไม่”
ฉินอวี่เทียนนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“หลังจากปล่อยเมิ่งเหยาออกมาก็เคยมีกลุ่มศิษย์ซึ่งกลับจากป่าสนธยาถูกกักไว้่หนึ่งภายใต้การดูแลของท่านซือคงเยี่ย”
กล่าวจบ เขาจึงหันกลับมามองอีกฝ่าย
“เ้ากำลังกังวลสิ่งใด”
โม่หยวนซางไม่ได้ตอบทันทีภาพสุดท้ายก่อนประตูมิติจะปิดลงยังคงติดอยู่ในความคิด ราวกับในเสี้ยววินาทีนั้นเขาเห็นบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ลึกเข้าไปภายในอาณาเขต
บางสิ่งซึ่งไม่ควรอยู่ที่นั่น
เขายื่นมือออกไปแตะผิวประตูมิติ ทันใดนั้นประกายสายฟ้าก็แลบวาบขึ้นตามขอบผนึก จนต้องชักมือกลับ
ฉินอวี่เทียนมองการกระทำนั้นอย่างสงสัย
“ต่อให้เ้าสงสัยสิ่งใดประตูมิตินี้ก็ไม่อาจเปิดออกได้ก่อนถึงเวลาของมัน”
โม่หยวนซางลดมือลงสายตายังคงหยุดอยู่ที่หลุมแสงสีม่วงเบื้องหน้า
“นิกายกลืนสามภพกำลังเคลื่อนไหว”
น้ำเสียงของเขาเคร่งขรึมขึ้น
“มือสังหารแฝงตัวอยู่หลายแห่งนักรบสามภพบางส่วนเข้าร่วมกับนิกายนั้นอีกทั้งยังเกิดเหตุลักพาตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอด่ที่ผ่านมา”
ลมเย็นพัดผ่านอารามรอยฟ้าความเงียบเข้าปกคลุมอยู่ครู่หนึ่ง ฉินอวี่เทียนค่อย ๆ กำชายอาภรณ์แน่นโดยไม่รู้ตัวก่อนหันกลับไปมองประตูมิติอีกครั้ง ซึ่งยังคงมีสายฟ้าแลบวาบอยู่รอบผนึกไม่ขาดสาย
“เ้ากำลังคิดว่า...” เขาหยุดไปเล็กน้อย“อาจมีคนแฝงตัวเข้าไปอยู่ข้างในหรือ”
โม่หยวนซางไม่ได้ตอบ
ทว่าความเงียบของเขากลับชัดเจนยิ่งกว่าถ้อยคำใด
คนทั้งสองยืนมองประตูมิติอยู่เนิ่นนานราวกับกำลังเฝ้ามองบางสิ่งซึ่งอยู่ใกล้เพียงเบื้องหน้าแต่กลับไม่อาจเอื้อมมือเข้าไปช่วยเหลือได้
และหากสิ่งที่พวกเขากังวลเป็ความจริงคนทั้งแปดภายในอารามสำนึกตนอาจกำลังตกอยู่ในอันตราย โดยไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
ท้องฟ้าค่อย ๆ มืดลงหลังจากทุกคนแยกย้ายกันฝึกลมปราณอยู่ใต้ร่มไม้ตลอดทั้งวัน เมื่อถึงเวลาเข้าพักเยว่เสวี่ยหลิงกลับพบว่าห้องของตนไม่ได้เงียบสงบอย่างที่คิด หยางเสวี่ยอิน โยวหงและฉิงอีมารวมตัวกันอยู่ภายในเรียบร้อยแล้วบนโต๊ะไม้เล็กกลางห้องมีทั้งขนมและน้ำชาวางอยู่ครบครันราวกับทั้งสามตั้งใจย้ายมาพักด้วยกันมากกว่ามาเยี่ยมเยือน
เยว่เสวี่ยหลิงมองพวกนางซึ่งกำลังกินขนมอย่างเอร็ดอร่อยก่อนถอนหายใจเบา ๆ
“พวกเ้าไม่มีห้องของตนเองหรืออย่างไร”
ฉิงอีหัวเราะพลางหยิบขนมเข้าปากอีกคำส่วนหยางเสวี่ยอินกลับเงียบผิดปกติ สายตาเหลือบมองประตูห้องซึ่งปิดสนิทราวกับกำลังเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวบางอย่างอยู่ตลอดเวลา
โยวหงสบตากับฉิงอีก่อนขยับเก้าอี้เข้าใกล้เยว่เสวี่ยหลิง แล้วเอนกายมากระซิบข้างหู
“มีใครบางคนกำลังจับตาดูพวกเราอยู่”
เยว่เสวี่ยหลิงเหลือบมองประตูกับหน้าต่างซึ่งปิดอยู่รอบห้องก่อนตอบกลับด้วยเสียงแ่เบา
“ข้าคิดว่าอาจเป็อาจารย์ที่คอยเฝ้าดูพวกเรา”
โยวหงพลันหัวเราะเสียงดังราวกับกำลังสนทนาเื่รสชาติของขนมธรรมดา
“อร่อยจริง ๆ”
จากนั้นจึงลดเสียงลงจนแทบเหลือเพียงลมหายใจ
“เ้าคิดว่าอาจารย์จะมานั่งอดอาหารเฝ้าพวกเราตลอดสามวันหรือ”
คำถามนั้นทำให้เยว่เสวี่ยหลิงนิ่งไปครู่หนึ่ง
“หรืออาจเป็ผู้ที่เคยถูกกักอยู่ก่อนหน้า”
“เป็ไปไม่ได้”
หยางเสวี่ยอินส่ายหน้าเบา ๆก่อนทอดสายตามองทุกคนทีละคน
“และหากยังมีเหตุผลอื่น...”
นางหยุดคำพูดไว้เพียงเท่านั้น ทว่าคนทั้งห้องกลับเข้าใจพร้อมกันโดยไม่จำเป็ต้องเอ่ยสิ่งใดต่อสายตาของทั้งสามค่อย ๆ เคลื่อนไปหยุดอยู่ที่เยว่เสวี่ยหลิง
ความเงียบปกคลุมอยู่เพียงชั่วครู่ฉิงอีก็เป็ฝ่ายทำลายบรรยากาศนั้น นางขยับเข้าไปโอบแขนเยว่เสวี่ยหลิงไว้แน่นพร้อมส่งยิ้มกว้างราวกับไม่มีสิ่งใดน่ากังวล
“คืนนี้ข้าจะนอนเป็เพื่อนเ้า”
หยางเสวี่ยอินหลุดหัวเราะก่อนสบตากับโยวหงและเยว่เสวี่ยหลิง
“พรุ่งนี้พวกเราจะออกสำรวจด้วยกัน”
ทุกคนพยักหน้ารับแม้ไม่มีผู้ใดกล่าวออกมาตรง ๆ แต่ต่างรู้ดีว่า ภายในอาณาเขตแห่งนี้พวกนางไม่ได้อยู่ตามลำพังอย่างแน่นอน
——
ท่ามกลางความมืดของอาณาเขตสำนึกตนเงาสองร่างค่อย ๆ ก้าวออกมาจากแนวไม้พวกเขาสวมอาภรณ์ของศิษย์จวินเหิงหย่วนเช่นเดียวกับคนอื่นทว่าใบหน้ากลับอิดโรยซีดเซียวราวกับใช้ชีวิตอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้มาเนิ่นนานเกินควร
หนึ่งในนั้นทรุดตัวลงเก็บเปลือกไม้กับใบไม้ข้างกายขึ้นมาเคี้ยวอย่างหิวโหยราวกับไม่เหลือสิ่งใดให้กินอีกแล้ว ขณะที่อีกคนยืนมองอยู่เงียบๆก่อนเสียงแหบแห้งจะดังขึ้นท่ามกลางความมืด
“ข้าอดทนรอพวกเ้ามาที่นี่นานแล้ว”
ชายซึ่งกำลังเคี้ยวเปลือกไม้ยื่นมือเข้าไปในอาภรณ์แล้วหยิบห่อผ้าขนาดเล็กออกมาอย่างทะนุถนอมดวงตาซึ่งพร่าเลือนด้วยความเหนื่อยล้ากลับปรากฏประกายประหลาดขึ้นชั่วขณะ
“นี่คือยาพิษที่ท่านผู้นั้นมอบให้”
เขากำห่อผ้าแน่นจนข้อนิ้วซีดขาวน้ำลายไหลยืดลงมาตามมุมปากราวกับสติสัมปชัญญะใกล้ถูกความหิวโหยและความหวาดกลืนกินจนหมดสิ้น
“หากนางตายเพราะสิ่งนี้...ครอบครัวของพวกเราก็จะปลอดภัย”
ความเงียบปกคลุมผืนป่าอยู่ครู่หนึ่งก่อนเงาทั้งสองจะค่อย ๆ ถอยกลับเข้าไปในความมืดราวกับไม่เคยปรากฏตัวอยู่ตรงนั้นมาก่อน
——
ภายในห้องพักอีกด้านซุนหยุนฟงนอนหงายอยู่บนเตียง มือข้างหนึ่งพาดเหนือหน้าผากพลางครุ่นคิดถึงคำพูดของโม่หยวนซางไม่หยุด
ประตูนี้ไม่อาจเปิดออกได้โดยง่ายเช่นกัน
แสงตะเกียงส่องสลัวอยู่ภายในห้องเหยียนซานซึ่งนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามมองสีหน้าของเขาอยู่พักใหญ่ ก่อนเอ่ยถาม
“สิ่งที่เ้าพูดก่อนหน้านี้เป็ความจริงหรือ”
ซุนหยุนฟงค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่ง
“ในคัมภีร์าศาสตรามีบันทึกไว้ว่าท่านเยว่หลานเคยใช้เสี้ยวจันทราผ่ามิติ เพื่อผนึกศาสตรา”
เหยียนซานชะงัก ก่อนรีบคว้าย่ามข้างกายหยิบคัมภีร์ออกมาแล้วขยับเข้าใกล้ตะเกียงเพื่อค้นหา ไม่นาน เขาก็พยักหน้าเบา ๆ
“จริงดังที่เ้าว่า”
ปลายนิ้วของเขาไล่ไปตามบรรทัดในคัมภีร์ก่อนเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย
“แต่เ้ากำลังสงสัยว่าเสี้ยวจันทราสามารถผ่ามิติได้จริงหรือคิดว่านั่นเป็เพียงตำนาน”
ซุนหยุนฟงส่ายหน้า
“ข้าเคยถามอาจารย์เฟิงอวี้แล้ว”เขาหลุบตามองเปลวไฟซึ่งไหวอยู่เหนือไส้ตะเกียง “แม้แต่ท่านก็ยังไม่แน่ใจ”
ความเงียบเกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสองอยู่ครู่หนึ่งก่อนเหยียนซานจะปิดคัมภีร์ลง
“และถึงเสี้ยวจันทราจะมีความสามารถนั้นจริง...”
ซุนหยุนฟงพยักหน้า แล้วรับคำต่อจากเขา
“ก็ไม่ได้หมายความว่าเสวี่ยหลิงจะทำได้”
ทั้งสองสบตากัน ก่อนหลุดหัวเราะเบา ๆให้กับความคิดของตนเอง
ภายนอกอารามสำนึกตนหลุมมิติสีม่วงยังคงส่องประกายอยู่ท่ามกลางราตรีสายฟ้าสีเงินแล่นผ่านขอบประตูเป็ระยะ ราวกับกำลังย้ำเตือนว่าไม่มีผู้ใดควรผ่านออกไปจากสถานที่แห่งนี้ได้