เช้าของฟางหรงสดชื่นกว่าที่คาด
อากาศหลังฝนที่ยังค้างอยู่ในเมืองนั้นเย็นและสะอาด หลินเย่เดินออกจากห้องพักก่อนผู้ใดในเรือนพัก เท้าแตะพื้นอิฐที่ยังเย็นอยู่จากค่ำคืน เขาหายใจเข้าลึกๆ รับอากาศเช้าที่ไม่มีกลิ่นป่าและกลิ่นม้าปะปนอยู่ แล้วจึงเดินออกมายังลานฝึกใจกลางที่พัก ซึ่งเปลี่ยนไปจากเมื่อคืนจนแทบจำไม่ได้
ก่อนพวกเขาจะมาถึง พื้นที่ตรงนี้โล่งเปล่า เพียงชั่วข้ามคืนกลับมีลานซ้อมปรากฏขึ้นราวกับงอกออกมาเอง หุ่นไม้เรียงเป็นแถว อาวุธไม้แขวนอยู่บนราว ศิลาจำหลักขนาดต่างๆ เรียงตามน้ำหนักบนชั้นไม้ กระถางสำริดตั้งอยู่ตรงมุม อุปกรณ์ทั้งหมดถูกจัดเตรียมไว้สำหรับการแข่งขันโดยเฉพาะ
หลินเย่มองทบทวนอุปกรณ์เหล่านั้นอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่คิ้วทั้งสองข้างจะขมวดเข้าหากันเองโดยไม่ได้ตั้งใจ พวกมันใช้กันอย่างไร
เสียงหมัดกระทบหุ่นไม้ดังอยู่อีกมุมหนึ่งของลาน หลินป๋อยืนอยู่ที่นั่น เหงื่อโทรมกายจนเสื้อแปะติดหลัง ฝีมือของเขาไม่ประณีต กลับมีแรงและมีจังหวะ ตื่นก่อนหลินเย่เพียงเล็กน้อย แววตาที่มุ่งมั่นนั้นบอกว่าตื่นมาเพราะเป้าหมาย ไม่ใช่เพราะนอนไม่หลับ หลินเย่ยืนดูอยู่ห่างๆ สักครู่โดยไม่รบกวน แล้วจึงกลับมามองอุปกรณ์ตรงหน้าต่อ
ก้อนศิลาทรงเหลี่ยมที่มีด้ามจับถนัดมือ ตุ้มหินสองข้างหนักอึ้ง ศิลาจำหลักรูปแม่กุญแจผิวมันวาว กระถางสำริดที่ขนาดเล็กกว่าครึ่งลำตัว น้ำหนักกลับดูผิดส่วน เขาคิดทบทวนอยู่สักครู่ ตลอดชีวิตที่ผ่านมาเขาฝึกร่างกายด้วยการเดินขึ้นเขา แบกน้ำ เดินซ้ำแล้วซ้ำเล่าตั้งแต่เช้ามืด ไม่เคยใช้อุปกรณ์พวกนี้สักครั้ง ทว่าหลักการน่าจะคล้ายกัน แบกน้ำก็คือยกของหนักขึ้นแล้วก็เดิน และในบรรดาของทั้งหมดตรงหน้า ศิลาจำหลักรูปแม่กุญแจดูใกล้เคียงที่สุดกับถังน้ำ
เขาเดินไปหยิบคานไม้มาสอดเข้ากับหูหิ้วของศิลาจำหลักสองก้อน หนึ่งข้างซ้าย หนึ่งข้างขวา พาดคานขึ้นบนบ่าทั้งสอง จัดน้ำหนักให้สมดุล แล้วค่อยๆ ยืนขึ้น น้ำหนักกดลงมาพร้อมกันทั้งสองข้างจนใบหน้าแดงก่ำและเส้นเลือดข้างขมับปูดโปนขึ้นมา
"ใช้ได้"
เขาพูดออกมาเบาๆ ด้วยความรู้สึกว่าสิ่งนี้ถูกต้อง แล้วก็เริ่มเดิน ก้าวแรกตรง ก้าวที่สองเริ่มเซ ก้าวที่สามโยกไปทางซ้าย ก้าวที่สี่โยกไปทางขวาเพื่อทรงตัว ภาพรวมของการเดินนั้นคล้ายคนที่กำลังจะล้มแต่ยังไม่ล้ม
เสียงหมัดกระทบหุ่นไม้หยุดลง
"เจ้าทำบ้าอะไร"
หลินป๋อเดินเข้ามาพร้อมใบหน้าที่ไม่รู้จะทำเป็นอะไรดีระหว่างสงสารกับขำ
"ข้ากำลังฝึก โปรดหลีกทางให้ข้าด้วย" หลินเย่พูดโดยไม่หยุดเดิน "หากท่านไม่หลบ ข้าจะล้มเอาได้"
หลินป๋อยืนนิ่งมองดูหลินเย่ที่กำลังเดินวนอยู่ในลาน น้ำหนักโยกตามทุกก้าว คานไม้พาดบ่าเอียงขึ้นเอียงลงตามจังหวะที่ไม่สม่ำเสมอ ศิลาสองก้อนห้อยอยู่สองข้างราวกับกำลังจะโหนตัวออกจากคานอยู่ตลอดเวลา
"ไอ้หมอนี่ทำอะไรของมัน" เขาพึมพำเบาๆ ก่อนจะเดินตามไป
"นี่ เจ้าอยากกล้ามเนื้อขาฉีกก่อนแข่งหรืออย่างไร"
"ข้าฝึกอยู่ หลีก"
"เจ้าไม่ได้ฝึก เจ้ากำลังเดินพาของไปเที่ยว"
หลินป๋อพยุงคานไม้ลงจากบ่าหลินเย่แล้ววางลงกับพื้น หลินเย่ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง รู้สึกถึงความเบาที่พุ่งขึ้นมาทันที บ่าทั้งสองข้างปวดจนบอกได้ว่าน้ำหนักนั้นเยอะกว่าที่ควรจริงๆ
"เจ้าอยากฝึกสิ่งนี้หรือ"
"ใช่"
หลินป๋อพยักหน้า แล้วเดินไปหยิบศิลาจำหลักอีกชุดหนึ่งมา "ดูนี่ ข้าจะทำให้เจ้าดู" มือหนาคว้าหูหิ้วของแท่งศิลา พลิกหมุนกลางอากาศหนึ่งรอบก่อนจะรับด้วยมือที่นิ่งสนิท ยกขึ้นหย่อนลงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ กล้ามเนื้อแขนและหลังขยับเป็นมัดๆ ชัดเจนตามแต่ละการเคลื่อนไหว นับได้ถึงหกครั้งก่อนจะวางลงและเบ่งแขนให้หลินเย่ดู
"เจ้าจะได้กล้ามเนื้อส่วนนี้"
หลินเย่มองแขนนั้น แล้วมองแขนของตัวเอง ไม่ค่อยเหมือนกัน
"ท่าต่อไป" หลินป๋อขาย่อลง สองมือคว้าหูหิ้วศิลาคู่ยักษ์ ส่งแรงจากฝ่าเท้าขึ้นสู่ปลายนิ้ว ยกแท่งศิลาขึ้นเหนือหัว หลังกว้างเขม็งตึง กล้ามสะบักขยับ แขนกางออกสองข้างหิ้วตุ้มศิลาค้างนิ่ง "เจ้าทำท่าพวกนี้ครบหกครั้งนับเป็นหนึ่งรอบ ทำสี่รอบถึงจะเห็นผล และต้องทำต่อเนื่องทุกวัน"
หลินเย่พยักหน้า แล้วก็หยิบศิลาชุดที่หลินป๋อชี้ให้ ยกขึ้น หน้าแดงขึ้นทันที เส้นเลือดที่คอตึงขึ้นมาเป็นเส้น
"นั่น" หลินป๋อมองดูแล้วพยักหน้า "น้ำหนักนั้นยังไม่เหมาะกับเจ้า" เขายกศิลาชุดที่เล็กกว่ามาวางไว้ข้างๆ หลินเย่หยิบขึ้นลอง น้ำหนักพอดีมือ ไม่ฝืนจนทนไม่ได้ ไม่เบาจนไร้ความหมาย
"ดีกว่า เริ่มเลย"
ทั้งสองฝึกต่อกันในความเงียบที่สบาย ไม่ต้องพูดกันมาก หลินเย่ทำตามที่เห็น ผิดบ้าง ถูกบ้าง หลินป๋อแก้ท่าให้เป็นครั้งคราวโดยไม่ต้องบอกมากว่าผิดตรงไหน แค่จับไหล่ปรับ หรือเอามือกดหลังลงให้ตรง เวลาเลื่อนผ่านไปโดยที่ทั้งคู่ไม่รู้ตัว
เมื่อเด็กกลุ่มแรกเดินออกมาจากเรือนพักเพื่อมาฝึก ก้าวขึ้นมาบนลานแล้วก็หยุดชะงักพร้อมกัน ร่างสองร่างนอนอยู่บนพื้นลาน ถอดเสื้อ เหงื่อชุ่มพื้นที่ตรงนั้น ใบหน้ายิ้มแป้นขึ้นฟ้าอย่างคนที่ใช้เรี่ยวแรงไปจนหมดสิ้นและรู้สึกดีกับมัน เด็กคนหนึ่งในกลุ่มนั้นเหลือบไปมองศิลาจำหลักที่กองอยู่ข้างตัวทั้งสอง แล้วก็ก้มลงมองแขนของตัวเองอยู่อึดใจหนึ่ง
หลินเย่นอนรับลมเช้าอยู่สักครู่ ความเหนื่อยที่ซึมออกมาจากบ่าและต้นขานั้นต่างจากความเหนื่อยในป่า ในป่านั้นเหนื่อยแล้วยังต้องระวัง ต้องฟัง ต้องพร้อม ทว่าตอนนี้แค่เหนื่อย ไม่มีอะไรอื่น มีแต่ฟ้าสีฟ้าและเสียงหายใจของคนสองคนที่ไม่ต้องการอะไรจากกันในตอนนี้
"นี่พวกเจ้าไม่เป็นไรหรือ"
หลินเย่ดีดตัวกลับมานั่งในท่าขัดสมาธิ หลินป๋อก็เช่นกัน
"ขอบคุณมากพี่ป๋อ"
"ยินดีเสมอน้องเย่"
ทั้งสองลุกขึ้นเดินออกจากลาน ทิ้งให้เด็กสายรองที่เพิ่งมาถึงยืนงงกันอยู่ว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่
หลินเย่กลืนโอสถฟื้นฟูหนึ่งเม็ดทันทีหลังกลับถึงห้อง ความอุ่นซึมออกมาจากมันเร็วกว่าปกติ ราวกับร่างกายกำลังรอรับมันอยู่แล้ว เขารอจนรู้สึกว่าพลังกลับมาพอใช้ได้ก็กลืนอีกหนึ่งเม็ดเพื่อกักเก็บสะสม แล้วจึงหยิบขวดแก้วขาวออกมาทั้งสองใบ เขย่าดู
ขวดแรกเหลือสองเม็ด ขวดที่สองเหลือห้าเม็ด รวมเจ็ด หากใช้วันละสองเม็ดตามที่วางแผนไว้ จะหมดก่อนถึงวันแข่งขัน
เขานั่งนิ่งอยู่บนเตียง ที่ตระกูลหลินมีป่าสมุนไพรให้เดินเก็บ มีสวนที่กู่เหวยดูแล มีวัตถุดิบที่รู้จักและรู้ว่าอยู่ที่ใด ทว่าที่นี่คือเมืองหิน ไม่มีป่า ไม่มีภูเขาให้ขึ้นไปเดิน
เขานึกถึงคำของเถ้าแก่เนี่ยเฟิงก่อนออกเดินทาง ชายเฒ่าบอกว่าเมืองฟางหรงมีทุกอย่าง ตำรา อาวุธ ยันต์ สมุนไพร หากที่ใดในทวีปนี้จะหาสมุนไพรดีได้ ที่นี่ต้องมีแน่นอน ก่อนจะหาร้านสมุนไพร ต้องออกไปจากที่นี่ให้ได้เสียก่อน
เขาเดินสำรวจทั่วเรือนพักอยู่เป็นเวลาพอสมควร ตรวจลานฝึก ตรวจทางเดินด้านข้าง แอบมองเรือนของสายหลักจากระยะที่พอปลอดภัย นับจำนวนทหารยามที่เดินผ่านและจังหวะที่พวกเขาเดินผ่านซ้ำจุดเดิม
ไม่พบหลินตงที่ใดเลย
ระหว่างที่ยืนครุ่นคิดอยู่หน้าเรือนสายหลักโดยไม่ได้ตั้งใจ ก็มีเสียงดังขึ้นจากด้านหลัง
"เจ้าหนู มีอะไรหรือ"
หลินเย่หันไปคารวะทันที ทหารยามคนนั้นยืนอยู่ในระยะที่บอกว่าเดินตามสังเกตมาสักพักแล้ว ใบหน้าไม่ได้แสดงความสงสัยมากนัก แค่ถามเพราะเห็นว่าเด็กคนนี้เดินวนอยู่นานเกินไป
"ข้าตามหาท่านพี่ตง"
"พวกเจ้าสองคนนี่ตัวติดกันยังกับปลิง"
ทหารหยอกเล่นโดยไม่แสดงความหมายเกินกว่านั้น หลินเย่จำหน้าเขาได้ คนนี้เคยอยู่ที่เรือนพักทหารของตระกูลหลิน และเคยหยอกด้วยน้ำเสียงแบบเดียวกันนี้มาก่อน
"ท่านพอทราบหรือไม่ว่าท่านพี่ไปที่ใดขอรับ"
"นายกองยุ่งอยู่กับการเตรียมรายชื่อส่งพวกเจ้าเข้าสมัคร ไปดำเนินเรื่องอยู่ ไม่ว่าง" ทหารหยุดไปครู่หนึ่ง "แล้วเจ้ามีเรื่องด่วนอะไรหรือไม่"
"ข้าอยากออกไปด้านนอกซื้อสมุนไพรมาทำโอสถขอรับ"
ทหารยกคิ้วขึ้นหนึ่งข้าง "โห่ว เจ้าทำโอสถได้ด้วยหรือ"
"ขอรับ"
"เรื่องนั้นคงยากหน่อย" ทหารครุ่นคิด ท่าทางไม่ได้ปฏิเสธทันที และก็ไม่ได้ดูเหมือนจะผ่านง่ายๆ "ตามคำสั่งจากท่านนายพล พวกข้าถูกสั่งให้กักบริเวณพวกเจ้าไว้ที่นี่ ไม่ให้สร้างความวุ่นวาย หากไม่ได้รับอนุญาตจากท่าน ข้าคิดว่าเจ้าคงออกไปไม่ได้"
หลินเย่คิดทบทวนอยู่ชั่วอึดใจ ไม่ใช่เรื่องจวนตัวที่ต้องออกไปตอนนี้ทันที ทว่าโอสถจะหมดก่อนวันแข่ง นั่นเป็นปัญหาที่ชัดเจน การเตรียมพร้อมเป็นนิสัยของเขา ขาดอะไรไปก็รู้สึกไม่สบายใจ เป็นความไม่สบายใจที่ไม่มีคำอธิบายชัดๆ ให้กับตัวเอง
"หากมีสิ่งยืนยันจากท่านนายพล จะพอได้หรือไม่ขอรับ"
"หากเจ้ามีของเช่นนั้นอยู่ ก็ย่อมได้"
หลินเย่ล้วงมือเข้ากระเป๋า หยิบป้ายตราออกมาวางบนฝ่ามือยื่นให้ดู ทหารมองป้ายนั้น นิ่งอยู่นานกว่าที่คาด สายตาเลื่อนจากรอยสลักขึ้นมาที่ใบหน้าของหลินเย่หนึ่งครั้ง แล้วเลื่อนกลับลงไปที่ป้ายอีกครั้ง ก่อนจะถอยออกหนึ่งก้าวพร้อมท่าทีที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย ไม่ได้โค้งคารวะ เพียงแต่ไม่ขวางทาง
"ออกไปได้ แต่อย่าวุ่นวาย และกลับก่อนค่ำ"
หลินเย่เก็บป้ายตรากลับเข้ากระเป๋า คารวะแล้วเดินออกมา ก้าวแรกที่ผ่านประตูเรือนพัก เขาหยิบมันออกมามองอีกครั้ง สิ่งของชิ้นนี้มันมีผลถึงขนาดนี้เลยหรือ
ถนนสายหลักของฟางหรงตอนสายยังคึกคักเต็มที่
หลินเย่เดินออกมาสู่กระแสคนที่ไหลสวนกันไปมา แล้วก็หยุดลง เขากวาดสายตาไปทางซ้าย ป้ายร้านค้าแขวนเรียงกันไปไม่มีที่สิ้นสุด ทางขวาก็เช่นกัน ข้างหน้ามีแยกออกไปสี่ทิศ และแต่ละทิศก็มีแยกอีก เสียงตะโกนขายของดังออกมาจากทุกทาง กลิ่นอาหารจากซ้าย กลิ่นโลหะจากขวา กลิ่นที่สามที่สี่ที่ห้าปะปนกันจนแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไร
ร้านสมุนไพรอยู่ที่ใดกัน สายตาของเขาพยายามมองหาป้ายที่อาจมีรูปสมุนไพรหรือหม้อปรุงยา กลับพบแต่ป้ายสีทองและธงหลากสีที่โบกสะบัดจนลายตา เสียงระฆังจากหอคอยประจำทิศดังกังวานผ่านหัว หนักและต่อเนื่องจนกลบเสียงอื่นไปหมด กลิ่นกำยานจากร้านสักแห่งลอยมาแรงพอที่จะรู้สึกได้ที่หลังจมูก
คนที่เตรียมตัวรับมือกับเจียงซือในป่ามืดได้ กำลังยืนงงอยู่หน้าทางแยกสี่ทิศที่ไม่มีป้ายบอกทาง
เขามองไปที่พ่อค้ารถเข็นที่อยู่ใกล้ที่สุด แล้วก็มองไปที่นักพรตที่เดินผ่านมา ทุกคนเดินเร็ว ทุกคนมีทิศทาง ทุกคนดูไม่มีเวลาให้ผู้ใด หลินเย่รวบรวมความกล้าที่มีอยู่ทั้งหมดในตอนนั้น แล้วก้าวเข้าไปหาพ่อค้ารถเข็นคนนั้น
"ท่านพอจะทราบหรือไม่ว่าร้านสมุนไพรอยู่ที่ใด"