“พลังต่อสู้ของข้าเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเลยหรือเจ้าค่ะหากข้าอยู่ในร่างนี้ !” หลังจากกล่าวจบฉิงเหม่ยได้สังเกตเห็นระดับเลเวลของนางที่เพิ่มขึ้น “นายท่าน ระ.. ระดับเลเวลของข้าเพิ่มขึ้นมาเป็นระดับเลเวล45แล้วเจ้าค่ะ !” ฉิงเหม่ยกล่าวกับหวังเหว่ยด้วยความตกตะลึง
“ฮ่าๆ เพราะเจ้าหลอมรวมพลังปราณอสูรของเจ้าเข้ากับพลังปราณอสูรของวิหกน้อยในขณะเลื่อนระดับเป็นสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์ ระดับเลเวลของเจ้าถึงได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่วิหกน้อยเองก็สูญเสียพลังไปมากเช่นกันเพื่อเจ้าเหลือช่วยเจ้า หลังจากนี้เจ้าควรไปนั่งสมาธิดูดซับพลังปราณอสูรเพื่อฟื้นคืนพลังของเจ้าและวิหกน้อย”
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะนายท่าน ขอบคุณเจ้ามากวิหคน้อย” ฉิงเหม่ยได้ใช้มือของนางลูบที่หน้าท้องอย่างอ่อนโยนอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นนางได้กล่าวถามหวังเหว่ย “แล้วร่างนักสู้ของข้าจะหายไปเมื่อใดเจ้าค่ะนายท่าน”
“อืม... เจ้าพึ่งเคยอยู่ในร่างนักสู้เป็นครั้งแรกเจ้าเลยยังไม่รู้วิธีกลับคืนร่างสินะ เจ้าหลับตาเพ่งสมาธินึกถึงร่างมนุษย์แล้วเจ้าจะกลับไปเป็นร่างมนุษย์ได้เอง”
“เจ้าค่ะนายท่าน” หลังจากกล่าวจบ ฉิงเหม่ยได้หลับตาเพ่งสมาธินึกถึงร่างมนุษย์ของนาง จากนั้นไม่นานได้มีแสงสว่างสีขาวเจิดจ้าออกมาจากร่างกายของนางวูบหนึ่ง หลังจากแสงสว่างสีขาวหายไปฉิงเหม่ยได้กลับมาอยู่ในร่างมนุษย์ที่งดงามเช่นเดิม
ฉิงเหม่ยได้ใช้อุปกรณ์วิเศษประเภทกระจกสำรวจดูตัวเองอีกครั้ง หลังจากคืนร่างกลับมาเป็นมนุษย์ หวังเหว่ยได้ยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อได้เห็นท่าทางตั้งอกตั้งใจสำรวจตัวเองของนาง
"ไม่ว่าจะในยุคอดีตหรือยุคปัจจุบันหญิงสาวก็ยังรักสวยรักงามไม่เปลี่ยนไปเลยสินะ" หวังเหว่ยคิดในใจขณะมองฉิงเหม่ยด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น
เวลาผ่านไปครู่หนึ่งเมื่อสำรวจไม่พบความผิดปกติแต่อย่างใด ฉิงเหม่ยได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก จากนั้นนางได้หันมากล่าวกับหวังเหว่ย “ขอบคุณนายท่านที่ช่วยเหลือข้าเจ้าค่ะ หากไม่ได้นายท่านช่วยไม่รู้ข้าจะเป็นเช่นไรบ้างในตอนนี้”
“ฮ่าๆ เจ้าไม่จำเป็นต้องใส่ใจในเรื่องนี้ฉิงเหม่ย นี่เป็นหน้าที่ของข้า” หลังจากกล่าวจบ หวังเหว่ยได้มองสำรวจบริเวณโดยรอบและกล่าวขึ้นมาอีกว่า “อาคารที่พักของเจ้าพังเสียหายหมดแล้ว ในเวลานี้เจ้าไปพักในอาคารที่พักสำรองก่อน”
“รับทราบเจ้าค่ะนายท่าน ข้าขอตัวไปนั่งสมาธิเพื่อฟื้นฟูพลังปราณอสูรก่อนเจ้าค่ะ” หลังจากกล่าวจบฉิงเหม่ยได้เข้าไปที่อาคารที่พักสำรอง จากนั้นนางได้เริ่มนั่งสมาธิเพื่อฟื้นฟูพลังปราณอสูรของนาง
หลังจากมองดูฉิงเหม่ยเดินไปที่อาคารที่พักอยู่ครู่หนึ่ง หวังเหว่ยได้หันมากล่าวกับเหล่าสัตว์อสูรที่อยู่รอบตัวเขารวมถึงกลุ่มนักสู้หญิงงามว่า “ไม่มีเรื่องอะไรแล้ว พวกเจ้าแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเองต่อ หากมีเรื่องอะไรให้พวกเจ้าบอกกับข้าผ่านการสื่อสารทางจิต”
“รับทราบ ‘ขอรับ’ ‘เจ้าค่ะ’ นายท่าน” เหล่าสัตว์อสูรร่างมนุษย์รวมถึงกลุ่มนักสู้หญิงงามกล่าวกับหวังเหว่ย จากนั้นทุกคนได้แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเองต่อ ส่วนหวังเหว่ยได้กลับไปยังอาคารที่พักของตนเองและเริ่มนั่งสมาธิเพื่อฟื้นฟูพลังปราณอสูร
ณ คฤหาสน์คุณชายนักประดิษฐ์
เมื่อถึงเวลาเที่ยงวันเฟิงเค่อและเฟิงเป้าได้รับสมัครทหารรับจ้างครบ1,000คนเป็นที่เรียบร้อย
“พวกเจ้าทุกคนไปขอวัสดุอุปกรณ์จากกลุ่มทหารรับจ้างหมายเลขหนึ่งและจัดสร้างที่พักชั่วคราวของพวกเจ้า” เฟิงเป้ากล่าวกับเหล่าทหารรับจ้างทั้ง1,000คน
“รับทราบขอรับท่านอาจารย์เฟิงเป้า” เหล่าทหารรับจ้างทั้ง1,000คนกล่าวกับเฟิงเป้า จากนั้นพวกเขาได้ไปขอวัสดุก่อสร้างจากกลุ่มทหารรับจ้างหมายเลขหนึ่งและเริ่มสร้างที่พักชั่วคราวของตนเองขึ้น
“เฟิงเป้าเจ้าจะออกไปสืบหาข่าวสารหรือไม่ ?” เฟิงเค่อกล่าวถามเฟิงเป้า
“อืม ข้าก็กำลังคิดอยู่ว่าจะไปสืบหาข่าวสารตามร้านค้าต่างๆภายในเมือง” เฟิงเป้ากล่าวตอบขณะกำลังยืนครุ่นคิดเรื่องราวบางอย่าง
ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน ได้มีทหารรับจ้างที่ทำหน้าที่เฝ้ายามหน้าประตูคฤหาสน์เข้ามาหาทั้งสองคน
“เรียนท่านอาจารย์เฟิงเป้า คุณหนูเหวินหนิงถังมารอพบท่านที่หน้าคฤหาสน์ตั่งแต่ครึ่งชั่วโมงที่แล้วขอรับ”
“ทำไมเจ้าถึงพึ่งบอกมาบอกข้าทั้งที่นางมาถึงตั่งแต่เมื่อครึ่งชั่วโมงที่แล้ว ?” เฟิงเป้ากล่าวถามทหารรับจ้างที่ทำหน้าที่เฝ้ายามหน้าประตูคฤหาสน์
“คุณหนูเหวินหนิงถังบอกว่าไม่อยากรบกวนการรับสมัครทหารรับจ้างของท่านขอรับ นางบอกให้ข้ารอท่านรับสมัครทหารรับจ้างเสร็จเรียบร้อยก่อน ค่อยให้ข้ามาแจ้งกับท่านว่ามานางมาพบท่านขอรับ”
"นางช่างมีมารยาทที่ดีจริงๆ" เฟิงเป้าคิดในใจ “ข้าเข้าใจแล้ว เจ้ากลับไปทำงานของเจ้าต่อได้”
“ขอรับท่านอาจารย์เฟิงเป้า” หลังจากกล่าวจบทหารรับจ้างได้กลับไปทำหน้าที่ของตนเองต่อ
เฟิงเป้าได้หันมามองเฟิงเค่อ “ข้าจะไปสืบหาข่าวสารจากนาง เจ้าจะออกไปไหนหรือไม่ ?”
“อืม ข้าจะเข้าไปพักผ่อนภายในคฤหาสน์ หากเจ้ามีเรื่องอะไรให้เจ้าบอกกับข้าผ่านสารสื่อสารทางจิต”
เฟิงเป้าได้พยักหน้าตอบรับคำกล่าวของเฟิงเค่อ จากนั้นเขาได้เดินไปหาเหวินหนิงถังที่รอเขาอยู่หน้าคฤหาสน์ ส่วนเฟิงเค่อได้กลับเข้าไปพักผ่อนภายในคฤหาสน์
“ยินดีที่ได้พบท่านอีกครั้งท่านอาจารย์เฟิงเป้า” เหวินหนิงถังกล่าวทักทายเฟิงเป้าด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“ยินดีที่ได้พบท่านอีกครั้งแม่นางเหวินหนิงถัง” หลังจากกล่าวจบเฟิงเป้าได้หันไปมองรอบๆบริเวณด้านหน้าคฤหาสน์
“วันนี้ท่านมีผู้ติดตามมาด้วยหรือไม่ ?” เฟิงเป้ากล่าวถามเหวินหนิงถังเนื่องจากเขาไม่อยากให้ใครมาขัดจังหวะการสืบหาข่าวของเขาอีก
เหวินหนิงถังที่เห็นเฟิงเป้าหันไปมองบริเวณโดยรอบด้านหน้าคฤหาสน์ นางจึงคิดว่าเฟิงเป้าคงไม่อยากให้ใครมาขัดจังหวะการพูดคุยกันแบบเมื่อวาน นางจึงได้หน้าแดงขึ้นเล็กน้อยด้วยความเขินอาย
“วันนี้ข้ามาคนเดียว ท่านถามทำไมหรือ ?” เหวินหนิงถังกล่าวพร้อมกับก้มหน้าเล็กน้อยเพื่อหลบสายตาของเฟิงเป้า
"หืม นางหลบสายตาของข้าอีกแล้วหรือนางจะไม่ชอบใจบางอย่างที่เกี่ยวกับตัวข้า เสื้อผ้าหน้าผมของข้าก็ปกติดี เหตุใดนางจึงได้แสดงท่าทางเช่นนี้" เฟิงเป้าคิดในใจขณะมองไปทางเหวินหนิงถัง
“ข้าไม่อยากให้มีคนมาขัดจังหวะการพูดคุยของพวกเรา” เฟิงเป้ากล่าวตอบอย่างซื่อตรง
เหวินหนิงถังหัวใจเต้นแรงขึ้นในทันทีหลังจากได้ยินคำกล่าวของเฟิงเป้า นางพยายามตั้งสติและค่อยๆเงยหน้าขึ้นมามองเฟิงเป้า
“ท่านอาจารย์เฟิงเป้า ข้าอยากพูดคุยทำความรู้จักกับท่านมากกว่านี้ ท่านมีสถานที่ใดที่อยากจะไปกับข้าบ้างหรือไม่ ?” เหวินหนิงถังกล่าวถามเฟิงเป้า
“อืม... สถานที่ที่อยากจะไป... ข้าเองพึ่งมาอยู่ที่เมืองนี้ได้ไม่นานเลยยังไม่รู้จักสถานที่ภายในเมืองมากนัก ขอเชิญแม่นางเหวินเข้าไปนั่งพูดคุยกับข้าที่ศาลาทางนั้นได้หรือไม่ ?” เฟิงเป้ากล่าวถามเหวินหนิงถังพร้อมกับชี้ไปทางศาลากลางแจ้งภายในคฤหาสน์ที่ดูหรูหราสะอาดตาและตั้งอยู่กลางสวนดอกไม้ที่สวยงาม
“ทะ ท่านหมายถึงให้พวกเราสองคนไปนั่งด้วยกันในศาลา !” เหวินหนิงถังกล่าวถามอย่างตะกุกตะกัก
“ใช่แล้วมีเพียงข้ากับท่าน ท่านสะดวกหรือไม่? หากท่านไม่สะดวก ท่านอยากจะไปที่ไหนข้าจะไปกับท่าน” เฟิงเป้ากล่าวตอบ
“ขะ ข้าตกลง ท่านอาจารย์เฟิงเป้า” เหวินหนิงถังกล่าวตอบด้วยท่าทางเอียงอายเล็กน้อย
“เช่นนั้น เชิญแม่นางเหวิน” เฟิงเป้าได้พาเหวินหนิงถังไปที่ศาลากลางแจ้งหลังจากกล่าวจบ
ณ ชั้นสองของร้านค้าแห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากหน้าทางเข้าคฤหาสน์คุณชายนักประดิษฐ์มากนัก ได้มีชายวัยกลางคนสองคนแอบเฝ้ามองเฟิงเป้าและเหวินหนิงถังพูดคุยกัน
“ข้าก็นึกว่าลูกสาวของข้า ตื่นมาแต่เช้าแต่งหน้าทาปากและเลือกชุดอยู่นานสองนานเพื่ออะไร ที่แท้นางต้องการมาหาอาจารย์หลอมสร้างผู้มีชื่อเสียงโด่งดังนี่เอง หยางเฉินเจ้าคิดว่าลูกสาวของข้าชอบพออาจารย์หลอมสร้างคนนี้หรือไม่ ?” เหวินเจ๋อหู่กล่าวถามหยางเฉินผู้ติดตามคนสนิทของเขา
“ข้ามั่นใจว่าคุณหนูชอบพอคุณชายท่านนี้ขอรับ เขามีชื่อว่าเฟิงเป้า ข้าได้พบเจอกับเขาเมื่อวาน นอกจากความสามารถในการหลอมสร้างที่ยอดเยี่ยมแล้ว คุณชายท่านนี้ยังมีทักษะวิชาตัวเบาที่ล้ำเลิศอย่างยากจะหาที่ผู้ใดเทียบได้ขอรับ” หยางเฉินกล่าวกับเหวินเจ๋อหู่
“ทักษะวิชาตัวเบาที่ล้ำเลิศ! เขาเร็วยิ่งกว่าเจ้าอีกหรือหยางเฉิน ?” เหวินเจ๋อหู่กล่าวถาม
“เขาเร็วกว่าข้าอย่างน้อยสามเท่าขอรับ !” หยางเฉินกล่าวตอบ
“สามเท่า !” เหวินเจ๋อหู่ได้หันไปมองทางเฟิงเป้าที่กำลังพาเหวินหนิงถังไปที่ศาลากลางแจ้งด้วยแววตาชื่นชม “เขาเหมาะสมที่จะเป็นลูกเขยของข้า หยางเฉินเจ้าเฝ้าติดตามคุ้มครองนางให้ดี หลังจากนี้อีกสองตระกูลอาจจะเคลื่อนไหวได้ หากพวกเขารู้ว่าเรามีความสัมพันธ์อันดีกับอาจารย์ผู้ทรงเกียรติของสถาบันอัคคีหมอก”
“รับทราบขอรับนายท่าน” หยางเฉินกล่าวตอบพร้อมกับหายตัวไปอย่างรวดเร็วราวกับเงา
ณ ศาลากลางแจ้งภายในคฤหาสน์คุณชายนักประดิษฐ์
“เชิญนั่งก่อนแม่นางเหวิน ข้าเรียกท่านแบบนี้ ท่านไม่ขัดข้องใช่หรือไม่ ?” เฟิงเป้ากล่าวถาม
เหวินหนิงถังได้นั่งลงที่ม้านั่งหลังโค้งในศาลาด้วยท่าทางที่สง่างาม “ฮิๆ ท่านเรียกข้าเช่นนี้ตั้งหลายครั้งแล้ว ท่านอยากเรียกข้าเช่นไรก็แล้วแต่ท่านเถิด” เหวินหนิงถังกล่าวตอบเฟิงเป้าด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
“ข้าเข้าใจแล้วแม่นางเหวิน เช่นนั้นเจ้าก็เรียกข้าว่าเฟิงเป้า” พวกเราจะได้สนิทกันมากขึ้น เฟิงเป้ากล่าว
“ข้าเข้าใจแล้วเฟิงเป้า ท่านมีเรื่องอะไรที่อยากจะพูดคุยกับข้าเป็นพิเศษหรือไม่ ?” เหวินหนิงถังกล่าวถามเฟิงเป้า
“ข้าอยากพูดคุยกับแม่นางเหวินเรื่องตระกูลของเจ้า เจ้าพอจะเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่ ?” เฟิงเป้ากล่าวถามเหวินหนิงถัง
“เรื่องภายในตระกูลของข้า ท่านต้องการจะรู้ไปทำไมหรือ ?” เหวินหนิงถังกล่าวถามด้วยความสงสัย
“พอดี ข้าอยากจะรู้จักกับเจ้าและตระกูลของเจ้าให้มากกว่านี้ หากเจ้าไม่สะดวกจะเล่าก็ไม่เป็นไร” เฟิงเป้ากล่าวตอบด้วยสีหน้าที่เศร้าหมองลงเล็กน้อย
เหวินหนิงถังมองเห็นท่าทางที่เศร้าหมองลงของเฟิงเป้าอย่างชัดเจน "เขาคงจะพึ่งเคยเชิญแขกมาพบเป็นการส่วนตัวเป็นครั้งแรก เพราะแม้แต่ชาสักถ้วยเขาก็ไม่ได้จัดเตรียมให้กับข้า เขาอาจจะอยากทำความรู้จักกับตระกูลของข้าเพราะอะไรกันนะ หรือว่า! เขาสนใจข้าจึงได้อยากรู้เรื่องราวของตระกูลข้า!" เหวินหนิงถังคิดในใจพร้อมกับหน้าแดงขึ้นเล็กน้อย จากนั้นนางได้หันไปมองเฟิงเป้าด้วยสายตาที่ลึกซึ้งอยู่ครู่หนึ่งและกล่าวขึ้นว่า
“ข้าจะเล่าเรื่องตระกูลของข้าให้ท่านฟัง ท่านพร้อมที่จะฟังเลยหรือไม่ ?” เหวินหนิงถังกล่าวกับเฟิงเป้า
“ข้าพร้อมแล้วเชิญเจ้าเริ่มเล่าได้เลย” เฟิงเป้าได้เปลี่ยนสีหน้าท่าทางเป็นตื่นเต้นดีใจราวกับเด็กโดยไม่รู้ตัวหลังจากได้ยินนางกล่าว
เหวินหนิงถังได้หัวเราะออกมาเบาๆอย่างมีเสน่ห์ เมื่อได้เห็นท่าทางของเฟิงเป้า จากนั้นนางได้เริ่มเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตระกูลของนางอย่างช้าๆ และหลังจากที่นางเริ่มเล่าเรื่องราวต่างๆจนเพลิน เฟิงเป้าได้เริ่มสอบถามถึงเรื่องอีกสองตระกูลใหญ่รวมถึงเรื่องอุโมงค์แร่ จนได้ทราบว่าอุโมงค์แร่ขนาดใหญ่มีอยู่ทั้งหมดหกแห่ง ตระกูลเหวินได้ครอบครองสองแห่ง ตระกูลเพ่ยครอบครองสองแห่ง ตระกูลไป๋ได้ครอบครองสองแห่ง ส่วนอุโมงค์แร่ขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีอยู่นับร้อยแห่งรอบเมืองแห่งนักประดิษฐ์อยู่ในการดูแลของเจ้าเมืองทั้งหมด
ทั้งสองคนได้พูดคุยเรื่องราวต่างๆ ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องของสามตระกูลใหญ่จนถึงเวลาเย็น เฟิงเป้าจึงได้กล่าวกับเหวินหนิงถังว่า
“แม่นางเหวินนี่ก็เริ่มมืดค่ำแล้ว หญิงงามเช่นเจ้าเดินกลับคนเดียวอาจจะมีอันตราย ข้าจะพาเจ้าไปส่งที่คฤหาสน์ของเจ้า” เฟิงเป้ากล่าวกับเหวินหนิงถัง
“ไปส่งข้าที่คฤหาสน์ !” เหวินหนิงถังใจเต้นตึกตักอย่างรัวเร็วในทันทีหลังจากได้ยินคำกล่าวของเฟิงเป้า นางเขินอายจนหน้าแดงยิ่งกว่าครั้งก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด จากนั้นนางได้กล่าวถามเฟิงเป้าอย่างจริงจังว่า “เฟิงเป้าเจ้าแน่ใจแล้วหรือที่จะไปส่งข้ายังคฤหาสน์ตระกูลเหวิน เมื่อสักครู่นี้ข้าก็ได้บอกเจ้าไปแล้วถึงเรื่องธรรมเนียมของตระกูลเหวิน”
เฟิงเป้าได้พยักหน้าตอบรับคำกล่าวของนาง “ข้าแน่ใจพวกเรารีบไปกันดีกว่าไม่งั้นจะเริ่มมืดค่ำกว่านี้” เฟิงเป้าได้ลุกขึ้นและพาเหวินหนิงถังออกไปจากคฤหาสน์คุณชายนักประดิษฐ์ในทันทีหลังจากกล่าวจบ
เหวินหนิงถังใจเต้นไม่หยุดตลอดทางที่เดินไปด้วยกันกับเฟิงเป้า แต่เมื่อนางได้เห็นรอยยิ้มและท่าทางที่สง่าผ่าเผยของเฟิงเป้านางก็ลดความตื่นเต้นลง "นี่สินะที่เขาเรียกกันว่ารักแรกพบ" เหวินหนิงถังคิดในใจ จากนั้นนางได้พูดคุยกับเฟิงเป้าไปตลอดทาง
เวลาผ่านไปสามสิบนาทีทั้งสองคนได้มาถึงยังหน้าคฤหาสน์ตระกูลเหวิน ซึ่งเป็นคฤหาสน์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดภายในเมืองแห่งนักประดิษฐ์
เหวินเจ๋อหู่ที่ได้ทราบว่าทั้งสองกำลังเดินกลับมาที่คฤหาสน์ของตระกูลเหวินด้วยกันจากหยางเฉินผ่านกระจกสื่อสารระยะไกล เหวินเจ๋อหู่ได้หัวเราะร่าในทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาได้เรียกรวมตัวเหล่าบุคคลสำคัญของตระกูลเหวินให้ออกมารอต้อนรับเฟิงเป้าและเหวินหนิงถังพร้อมกับตนเองที่หน้าคฤหาสน์ของตระกูลเหวิน
“ท่านพ่อ !” เหวินหนิงถังกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก เมื่อได้เห็นเหวินเจ๋อหู่และเหล่าบุคคลสำคัญของตระกูลเหวินยืนรอต้อนรับนางและเฟิงเป้าอยู่ที่หน้าคฤหาสน์ของตระกูลเหวิน
“อืม เจ้ากลับมาแล้วรึหนิงถัง” หลังจากกล่าวจบเหวินเจ๋อหู่ได้หันไปมองเฟิงเป้า “ข้าคือผู้นำตระกูลเหวิน เหวินเจ๋อหู่ ไม่ทราบว่าคุณชายท่านนี้คือ...”
เฟิงเป้าได้แสดงสีหน้าตกใจออกมาเมื่อได้ทราบว่าบุคคลตรงหน้าคือผู้นำตระกูลเหวินผู้มีอำนาจมากที่สุดในสามตระกูลใหญ่
“ยินดีที่ได้พบกับท่าน ท่านผู้นำตระกูลเหวิน ข้าชื่อว่าเฟิงเป้าเป็นอาจารย์ผู้ทรงเกียรติของสถาบันอัคคีหมอกขอรับ” เฟิงเป้ากล่าวตอบ
“โอ้! เป็นท่านอาจารย์เฟิงเป้านี่เอง ยินดีที่ได้พบกับท่าน ท่านสนิทกับลูกสาวของข้าหรือถึงได้พานางมาส่งที่คฤหาสน์ ?” หวินเจ๋อหู่กล่าวถามเฟิงเป้าด้วยรอยยิ้ม
“ข้ารู้สึกมีความสุขเวลาที่ได้พูดคุยกับนางขอรับ” เฟิงเป้ากล่าวตอบอย่างซื่อตรง
เหวินเจ๋อหู่แสดงสีหน้าพึงพอใจออกมาหลังจากได้ยินคำตอบของเฟิงเป้า “ท่านอาจารย์เฟิงเป้าท่านรู้หรือไม่? ตระกูลของเรามีธรรมเนียมอยู่ หากหญิงสาวภายในตระกูลเหวินให้ชายใดมาส่งที่บ้านของนาง ชายคนนั้นจะต้องแต่งงานกับนาง !”
“ท่านพ่อ!” เหวินหนิงถังอุทาน
เหวินเจ๋อหู่ได้หันมามองเหวินหนิงถังด้วยรอยยิ้ม “เจ้าก็รู้อยู่ธรรมเนียมของตระกูลเราดีอยู่แล้ว แต่เจ้าก็ยังยินยอมให้เขามาส่งเจ้าที่บ้าน แสดงว่าเจ้าเองก็ยินยอมที่จะแต่งงานกับเขาใช่หรือไม่ ?”
“ขะ ข้า ข้า...” เหวินหนิงถังกล่าวออกมาอย่างตะกุกตะกัก จากนั้นนางได้หันไปมองเฟิงเป้าด้วยสายตาที่ลึกซึ้ง
เฟิงเป้าที่เห็นดังนั้นจึงได้คิดในใจ "การแต่งงานมันคืออะไรกันนะ ทำไมนางและผู้นำตระกูลเหวินถึงได้มีท่าทีแปลกๆเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ บางทีการแต่งงานคงจะเป็นการทำความรู้จักสนิทสนมกันวิธีหนึ่ง นายท่านต้องการให้ข้าสนิทสนมกับนางนี่คือโอกาสดีที่หาได้ยาก!"
“ข้าตกลงแต่งงานกับแม่นางเหวินหนิงถังขอรับท่านผู้นำตระกูลเหวิน” เฟิงเป้ากล่าวตอบเหวินเจ๋อหู่ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจริงจัง ทำให้เหล่าบุคคลสำคัญของตระกูลเหวินที่ออกมาต้อนรับเขารวมถึงเหวินเจ๋อหู่และเหวินหนิงถังพากันตกตะลึงไปในทันที