หมอกในเมืองฉางเจินไม่เคยจากไปเลยแม้แต่วันเดียว โดยเฉพาะในคืนที่จันทร์แดงคล้อยต่ำอย่างค่ำคืนนี้ มันยิ่งหนาทึบเสียจนกลืนกลบทุกแสงไฟ ทุกเสียง และแม้แต่ความทรงจำของผู้ที่เคยจากเมืองนี้ไป
เสียงกีบม้าดัง “ตับ... ตับ...” บนทางหินเปียกชื้นที่ทอดเข้าสู่ประตูเมืองเก่า ซ่งเหวินอวี๋ ห่มเสื้อคลุมยาวสีเข้มซ่อนใบหน้าใต้เงาฮู้ด ควบม้าฝ่าหมอกอย่างมั่นคง แม้หัวใจจะสั่นไหวทุกครั้งที่ผ่านสถานที่ที่คุ้นตา
เขากลับมาแล้ว
เมืองที่เคยอบอุ่นในวัยเยาว์ บัดนี้กลับหนาวเย็นในแบบที่ไม่ใช่อากาศ หากคือความว่างเปล่า... ความเงียบ... และความลับที่ยังไม่เสื่อมคลาย
ประตูเมืองไม้ยังคงยืนตระหง่านเหมือนเมื่อสิบปีก่อน ชายชราผู้เฝ้าประตูยืนเงียบอยู่ใต้แสงโคมแดงริบหรี่ เขาเงยหน้าขึ้นช้า ๆ เมื่อได้ยินเสียงม้า ใบหน้าเหี่ยวย่นแต่ดวงตาคมยังจับจ้องราวกับรู้ว่าผู้มาเยือนคือใคร
“เ้ามาจากทางใดหรือ?” ชายชราถามด้วยเสียงพร่า
“จากเมืองหลวง” เหวินอวี๋ตอบสั้น ๆ ยื่นตราผ่านทางเก่าแก่ที่ขึ้นสนิม
ชายชรารับไป จ้องอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพึมพำ “เมืองหลวงหรือ... ไม่ได้ยินชื่อนั้นมานานแล้ว” แล้วจึงค่อย ๆ เคลื่อนตัวเปิดประตู
เสียงบานไม้หนาหนักเปิดออกช้า ๆ ส่งเสียง "อึ้ง..." ตามด้วย “ครืด...” เมื่อมันปิดลงด้านหลัง เหมือนเสียงสะกดิญญาคนทั้งเมือง
เขาเข้าเมืองแล้ว
ฉางเจินในยามค่ำไร้ผู้คน ถนนสายหลักทอดยาวใต้เงาโคมที่ส่องแสงสลัว ม่านหมอกทำให้ทุกสิ่งพร่าเลือนเหมือนฝัน ภาพบ้านเรือนที่เคยมีเสียงหัวเราะ บัดนี้เงียบสงัด ราวกับทุกชีวิตหลบซ่อนอยู่หลังบานประตู
เหวินอวี๋ปล่อยบังเหียนให้ม้าเดินอย่างช้า ๆ ผ่านตลาดร้าง ผ่านร้านชาชำที่ปิดหน้าต่าง ป้ายไม้ที่เคยเห็นเมื่อเยาว์วัยยังแขวนอยู่ แม้สีจะลอกจางจนแทบอ่านไม่ออก
หัวใจเขาเต้นแรงขึ้นเมื่อถึง ‘หอซ่อนจันทร์’ — โรงเตี๊ยมชั้นเดียวซึ่งตั้งอยู่ตรงหัวมุมถนน ติดกับสะพานไม้เก่า นั่นคือสถานที่สุดท้ายที่บิดาเขาพักก่อนจะจากไปอย่างลึกลับ
เขาจูงม้าเข้าใต้ชายคา แล้วเคาะประตูเบา ๆ สองที
เสียงฝีเท้าแ่จากภายในดังขึ้น ก่อนหญิงวัยกลางคนจะเปิดประตูแง้ม ใบหน้าของนางแฝงความระแวดระวัง แต่เมื่อเห็นชุดเดินทางและเหรียญทองแดงในมือเหวินอวี๋ นางก็พยักหน้าเชื้อเชิญอย่างเงียบ ๆ
เขาไม่ได้เอ่ยชื่อ ไม่ได้เอ่ยความหลัง นางก็ไม่ซักถาม
ภายในโรงเตี๊ยมมีกลิ่นหอมอ่อนของสมุนไพรเก่า กับกลิ่นไม้แห้งเก่าแก่ ฟูกที่นอนได้ไม่ใหญ่มากนัก มีเพียงโคมที่ริบหรี่บนโต๊ะมุมห้อง กับผ้าม่านที่ปลิวเบา ๆ จากลมรั่วหน้าต่าง
เขาวางห่อสัมภาระลงบนพื้น แล้วนั่งลงข้างหน้าต่างที่เปิดออกสู่ถนนเบื้องล่าง
หมอกยังคงไม่จาง
เขาค่อย ๆ เปิดห่อผ้าสีเทา ในห่อนั้นมีสิ่งของสองชิ้น—หยกแตกครึ่งที่ยังเย็นเฉียบ... และจดหมายเก่าคร่ำที่เปื้อนคราบเืแห้ง
เขาเปิดจดหมายอีกครั้ง อ่านมันเป็รอบที่สิบ... หรือร้อยก็ไม่รู้
“กลับมา... ความจริงยังรอเ้าอยู่ใต้เงาั”
ข้อความที่ทำให้เขาหยุดทุกอย่างในเมืองหลวง ลาออกจากตำแหน่ง แม้จะถูกใส่ร้าย ถูกเย้ยหยัน และตกเป็ข่าวว่า “เป็บุตรแห่งคนตายที่ตายอย่างไม่ชอบมาพากล” เขาก็ไม่สน
เพราะจดหมายนี้ ไม่ได้ส่งมาจากผู้ใด แต่เป็คราบเื... และหยก... ที่เป็ของพ่อเขา
ซ่งเจิ้ง — อดีตผู้ตรวจราชการแห่งชายแดน ผู้กล้าหาญ และผู้ที่ทุกคนในเมืองนี้เคยเคารพนับถือ
เขายังจำวันนั้นได้ดี... วันที่ได้เห็นศพของบิดาถูกส่งกลับจากห้องสอบสวนกลาง เมืองหลวงบอกว่าเป็อุบัติเหตุจากการถูกวางยาพิษ แต่ไม่มีใครกล้าสืบต่อ ไม่มีใครกล้าแตะเื่นี้อีก
แต่เหวินอวี๋ไม่เคยลืม...
เขากำหยกครึ่งนั้นแน่น ความเย็นของมันแทรกผ่านผิวมือจนถึงกระดูก
ในห้วงความคิด เขาเห็นเงาของบิดานั่งอยู่ที่ริมศาลเ้า รอยยิ้มอ่อนโยน เสียงหัวเราะเงียบ ๆ ยามเล่านิทานเื่ “ัใต้คำสาบาน” ให้เขาฟัง
“ผู้ใดให้คำสาบานใต้จันทร์แดง จะไม่มีวันผิดคำนั้นได้” พ่อเคยกล่าวเช่นนั้น
แล้วท่านเล่า... ผิดคำใดหรือ? หรือผู้ใดผิดคำสาบานกันแน่...
เสียงไม้ลั่นเบา ๆ จากห้องถัดไปดึงเขากลับสู่ปัจจุบัน ตามด้วยเสียงหมอกที่พัดผ่านหน้าต่าง
เขาลุกขึ้น เดินไปยังบานหน้าต่าง หยดน้ำหมอกเกาะกระจกฝ้าเบา ๆ เขาเอื้อมมือแตะบานไม้ ค่อย ๆ เลื่อนเปิดออก
เมืองทั้งเมืองยังนิ่งสนิท แม้แต่เสียงลมหายใจของคืน ก็เบาเสียจนเหมือนตายไปแล้ว
แล้วเขาก็เห็นบางสิ่งที่ทำให้หัวใจเต้นอีกครั้ง—แสงโคมหนึ่งดวงที่สะบัดเล็กน้อยตรงหน้า ‘ศาลเ้าร้าง’ ปลายตรอกซ้าย
ศาลเ้าที่ไม่มีใครเข้าใกล้... ศาลเ้าที่เขาจำได้ว่าเคยมีบางอย่างถูกฝังไว้ในคืนฝนตกเมื่อสิบปีก่อน
เขาหยิบเสื้อคลุม สวมกระบี่ไม้ที่พกติดตัวไว้เสมอ เดินลงจากห้องอย่างเงียบเชียบ ไม่ให้แม้แต่เ้าของโรงเตี๊ยมรู้
เพราะคืนนี้... เขาต้องรู้ให้ได้ว่าใครเป็คนส่งจดหมายนั้น
และเงาัในม่านหมอก... กำลังจะเผยร่าง