แสงแดดยามบ่ายที่แผดเผาลงมาบนลานจอดรถของสโมสรกอล์ฟเขตทหาร ไม่ได้ทำให้ นายกฯ ศรัณย์ รู้สึกร้อนเท่ากับไฟโทสะที่สุมอยู่ในอก เขาเดินจ้ำอ้าวออกจากอาคารรับรองด้วยท่าทางฉุนเฉียว ลมหายใจหอบถี่จนไหล่ทั้งสองข้างกระเพื่อมขึ้นลง ภาพหมากรุกที่พ่ายแพ้และสายตาเหยียดหยามของพลโทอเนกที่มองเขาเป็นเพียง ‘เรือ’ ไว้บังลม ยังคงติดตาและทิ่มแทงศักดิ์ศรีของเขาอย่างรุนแรง
เขากระชากประตูรถประจำตำแหน่งเปิดออก ทรุดตัวลงนั่งบนเบาะหลังที่เย็นเยียบจากไอแอร์ มือที่สั่นเทาคว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดหมายเลขหาเลขาธิการพรรคทันที รถยนต์เริ่มเคลื่อนตัวออกจากเขตทหารช้าๆ ผ่านเหล่าทหารเกณฑ์ที่ยืนอารักขาหน้าประตูป้อม
"ฮัลโหล... ฟังฉันให้ดี" ศรัณย์กรอกเสียงเข้ม ปลายสายสัมผัสได้ถึงอารมณ์ที่ใกล้ระเบิด "สั่งให้คนในพรรคทุกคนเริ่มขยับตัว เตรียมตัวให้พร้อมที่สุดตั้งแต่วินาทีนี้"
"มีอะไรด่วนหรือครับท่านนายกฯ? หรือทางนั้นเขาจะ..."
"พวกมันจะให้กูเป็นแพะ!" ศรัณย์สบถออกมาอย่างเหลืออด "อเนกมันพูดชัดเจนว่าพวกเราเป็นแค่โล่บังลมให้พวกมัน ทั้งเรื่องคนตายกลางเมือง ทั้งเรื่องเครื่องตรวจระเบิดเฮงซวยนั่น... พวกมันจะเสวยสุขอยู่บนกองเงิน แล้วทิ้งให้รัฐบาลอย่างกูแบกหน้าไปรับตีนคนทั้งประเทศและสายตาต่างชาติ"
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาจ้องมองออกไปนอกกระจกฟิล์มสีเข้ม เห็นภาพเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง
"กูไม่ยอมเป็นคนเช็ดล้างส้วมให้พวกมันจนนาทีสุดท้ายแน่... สั่งคนของเราเตรียมตัวไว้ เราจะยุบสภาภายในปี 54 นี้"
"ยุบสภาหรือครับท่าน? แต่เราเพิ่งจะ..."
"เรามีเวลาอีกปีเศษๆ เพื่อหา 'ข้ออ้าง' ที่ดีพอ" ศรัณย์พึมพำ น้ำเสียงเริ่มเปลี่ยนจากความโกรธเป็นความเจ้าเล่ห์ "เราจะใช้เสียงกดดันจากประชาชนนี่แหละเป็นเกราะ... ทำเป็นว่าเรารับฟัง ทำเป็นว่าเราทนความอยุติธรรมไม่ไหว แล้วคืนอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่ ใครจะว่ากูบริหารล้มเหลวก็ช่างหัวมัน ดีกว่ากูต้องติดคุกหรือถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกรสั่งฆ่าม็อบแทนไอ้พวกทหารนั่น!"
ภายในที่ทำการพรรค
หลังจากเสียงสัญญาณโทรศัพท์ตัดไป เลขาธิการพรรค ของศรัณย์นั่งนิ่งอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่ เขามองโทรศัพท์ในมือนิ่งงันไปครู่หนึ่งเพื่อย่อยข้อมูลมหาศาลที่นายกฯ เพิ่งสาดใส่ เขาเป็นนักการเมืองเขี้ยวลากดินที่รู้ดีว่าคำว่า "ยุบสภา" ในนาทีนี้คือทางรอดเดียวที่เหลืออยู่ ก่อนที่เรือลำนี้จะล่มไปพร้อมกับกองทัพ
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะเริ่มกดโทรศัพท์ติดต่อไปยังบรรดาแกนนำพรรคและคนสำคัญอย่างรวดเร็ว
"นายสั่งให้ 'ล้มกระดาน' แล้ว... เริ่มแผนเปลี่ยนกระแสทันที" เขาพึมพำกับโทรศัพท์
ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้น จักรกลทางการเมืองของพรรครัฐบาลก็เริ่มขยับ เลขาธิการพรรคประสานงานไปยัง วิปฝ่ายรัฐบาล ให้นัดประชุมด่วน เพื่อเดินแผนที่แยบยลที่สุด นั่นคือการ "ยืมมือผู้อื่น" มาตลบหลังทหาร
"นัดประชุมวิปด่วน" เขาสั่งการด้วยเสียงเฉียบขาด "วาระแรก... เราจะทำหนังสือเชิญ อาจารย์วินัย เข้ามาทำการทดสอบประสิทธิภาพเครื่อง GT-200 อย่างเป็นทางการต่อหน้าสาธารณชนและคณะกรรมการกลาง"
นี่คือหมากที่ศรัณย์และพรรคใช้เพื่อปัดความรับผิดชอบ หากผลทดสอบออกมาว่ามันเป็นเพียง 'กล่องพลาสติกเปล่า' รัฐบาลก็จะอ้างได้ทันทีว่าพวกเขาถูกหลอกโดยฝ่ายเทคนิคของกองทัพ และพร้อมจะอยู่ข้างความถูกต้องตามที่อาจารย์วินัยนำเสนอ
"ส่วนเรื่องการยิงผู้ประท้วง..." เลขาธิการพรรคเว้นจังหวะพลางยิ้มเย็น "ส่งเรื่องไปยังกระทรวงต่างประเทศ แจ้งว่ารัฐบาลไทยมีนโยบายโปร่งใส เราจะทำหนังสือเชิญ หน่วยงานสังเกตการณ์จากต่างประเทศ มาร่วมการสืบสวนเหตุการณ์นี้อย่างเต็มที่"
สนามกอล์ฟเขตทหาร (ในช่วงเวลาเดียวกัน)
พลโทอเนกที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องรับรอง ยังไม่ทันจะได้จุดซิการ์มวนใหม่ ลูกน้องคนสนิทก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาพร้อมกระซิบบางอย่างที่ทำให้ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มของเขาแข็งค้างไปทันที
"ท่านครับ... นายกฯ สั่งวิปเดินเรื่องเชิญอาจารย์วินัยทดสอบเครื่องเองเลยครับ แถมจะดึงต่างชาติเข้ามาดูเรื่องม็อบด้วย"
พลโทอเนกหยุดก้าวเดิน ร่างกายของเขาตั้งตรงและนิ่งงันราวกับรูปปั้นหิน ปลายซิการ์ที่เพิ่งพ้นจากซองสั่นระริกน้อยๆ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะแรงสั่นสะเทือนจากเส้นเลือดที่ขมับที่เต้นตุบๆ
เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว ไม่มีเสียงสบถ มีเพียงดวงตาที่เคยดูเจ้าเล่ห์กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยแรงอาฆาต เขาค่อยๆ ออกแรงบีบซิการ์มวนแพงในมือ... บีบจนมันแหลกละเอียดคามือ ยาสูบชั้นดีร่วงหล่นลงสู่พื้นหญ้าที่ตกแต่งไว้อย่างสวยงาม
บรรยากาศรอบตัวพลโทอเนกเย็นยะเยือกลงอย่างกะทันหัน จนทหารคนสนิทที่ยืนอยู่ข้างๆ ต้องก้มหน้าหลบสายตาและไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง พลโทอเนกขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงฟันกระทบกันเบาๆ เขามองตามทิศทางที่รถของนายกฯ ลับสายตาไปก่อนจะหันกลับมาหาลูกน้องคนสนิทด้วยแววตาที่ว่างเปล่าแต่น่าสยดสยอง
เขาไม่ได้ลดตัวลงไปสั่งการด้วยความกราดเกรี้ยว แต่กลับเอ่ยคำสั่งสั้นๆ ด้วยเสียงที่เบาจนแทบเป็นเสียงกระซิบ แต่หนักแน่นราวกับคำพิพากษา
"เริ่มปฏิบัติการ... อีกาหักคอนกกระจอก"
ลูกน้องคนสนิทชะงักไปครู่หนึ่ง ร่างกายสั่นสะเทือนขึ้นมาโดยอัตโนมัติ เขารู้ดีว่ารหัสนี้หมายถึงอะไร มันไม่ใช่แค่การข่มขู่ แต่คือการกำจัดพยานที่สร้างปัญหาทิ้งอย่างไม่เหลือซาก "รับทราบครับท่าน"
พลโทอเนกคว้าไม้กอล์ฟขึ้นมาหวดลูกออกไปสุดแรง...
หอสมุดมหาวิทยาลัย
บรรยากาศภายในหอสมุดยามเย็นเงียบสงัด หมอกนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวเดิม พยายามจดจ่ออยู่กับกองสมุดบัญชีและความกดดันจากการเตรียมสอบนิติศาสตร์ เขาใช้ปากกาเน้นข้อความขีดลงบนหน้ากระดาษ แต่ในหัวกลับวนเวียนอยู่กับข่าวการเมืองจากโทรทัศน์ที่มุมห้อง
เหนือขึ้นไปบนชั้นลอยชั้นสอง ชายวัยรุ่นผมขาวในชุดมิดชิดนั่งพิงพนักเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย บนโต๊ะมีเพียงหนังสือปรัชญาที่เปิดค้างไว้ แต่สายตาของเขาไม่ได้อยู่ที่ตัวหนังสือ
ครืด... ครืด...
แรงสั่นสะเทือนจาก BlackBerry บนโต๊ะดังขึ้น ชายผมขาวหยิบมันขึ้นมาดู แสงสีฟ้าสะท้อนในดวงตาสีทับทิม ข้อความใหม่สองบรรทัดเด้งขึ้นมา:
[Broken glass]
(แก้วร้าว)
[Crow hunts prey]
(อีกาออกล่าเหยื่อ)
ชายผมขาวขยับยิ้มจางๆ ก่อนจะเก็บโทรศัพท์และลุกขึ้นยืน ทิ้งความเย็นเยือกไว้บนชั้นสอง เขาก้าวเดินหายเข้าไปในเงามืดระหว่างชั้นหนังสือ ทิ้งคำพูดทิ้งท้ายที่แว่วมาตามลม "นายจะรู้ไหมว่าเกมมันเปลี่ยนเร็วกว่าที่คิดนะ..."
บริเวณหน้าตึกคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ลมบ่ายหอบเอาไอร้อนจากถนนยางมะตอยปะทะกับใบหน้าของ แสง ที่ยืนหลบมุมอยู่หลังตู้คอนโทรลไฟฟ้าใต้เงามืดของอาคารจอดรถ กลิ่นควันรถและเสียงจอแจของนักศึกษาที่เพิ่งเลิกคลาสแล็บไม่ได้ช่วยให้เขารู้สึกผ่อนคลาย สายตาของเขาจดจ่ออยู่ที่ประตูทางเข้าตึกคณะที่ทำจากกระจกสะท้อนแสง
ไม่นานนัก ร่างของ อาจารย์วินัย ก็ปรากฏตัวขึ้น ท่านดูอิดโรยกว่าปกติ ใบหน้าเคร่งเครียดขณะพยายามยัดเอกสารปึกใหญ่ลงในกระเป๋าหนังใบเก่ายับย่น ท่าทางที่รีบร้อนและลุกลี้ลุกลนของอาจารย์บอกให้ แสง รู้ว่า ท่านเองก็เริ่มสัมผัสได้ถึงกระแสลมที่เปลี่ยนไปหลังจากที่ชื่อของท่านหลุดไปถึงหูสื่อ
แสง กวาดสายตาไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง เขาเห็นความผิดปกติที่คนทั่วไปมองข้าม... ที่จอดรถหน้าตึกซึ่งปกติจะเต็มตลอดเวลา กลับมีรถตู้สีดำสนิทคันหนึ่งจอดแช่อยู่ในจุดที่อับสายตากล้องวงจรปิด เครื่องยนต์ของมันยังคงทำงานอยู่เบาๆ จนเห็นไอความร้อนระเหยขึ้นจากฝากระโปรง และที่สำคัญที่สุดคือ ชายสวมแว่นดำสองคน ที่นั่งอยู่ข้างในไม่ได้ก้มมองมือถือหรือคุยกัน แต่กลับจับจ้องไปที่ทิศทางเดียวกับแสง... นั่นคือตัวอาจารย์วินัย
เมื่ออาจารย์วินัยเดินไปถึงรถยนต์ญี่ปุ่นคันเก่าของท่าน แสง ก็สังเกตเห็นชายคนหนึ่งสวมเสื้อแจ็กเก็ตสีเข้มเดินสวนอาจารย์ไปอย่างแนบเนียน แต่ในจังหวะที่เดินสวนกัน ชายคนนั้นกลับใช้ไหล่กระแทกอาจารย์เบาๆ ราวกับเป็นการเช็กตำแหน่งหรือข่มขู่ในที อาจารย์วินัยชะงักและหันไปมองด้วยความหวาดระแวง ก่อนจะรีบขึ้นรถและล็อกประตูทันที
เขารอจนรถของอาจารย์ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป และเป็นไปตามคาด... รถตู้สีดำคันนั้นขยับตามไปอย่างช้าๆ รักษาระยะห่างไว้อย่างเป็นมืออาชีพ
"อย่าเพิ่งตายล่ะอาจารย์..."
แสง พึมพำกับตัวเองก่อนจะตบเกียร์มอเตอร์ไซค์เสียงดัง กึก แล้วบิดคันเร่งตามออกไป