แกนกลืนวิญญาณต้องห้าม

    ตอนที่ 53 ก้าวแรกสู่ราตรีนิรันดร์

    ลมหนาวยามราตรีพัดผ่านกำแพงเมืองเทียนหลิงช้า ๆ


    ช้าจนเหมือนทั้งเมือง…กำลังหายใจไม่ทั่วท้อง


    หลังคืนที่ “หลินเสี่ยวชวน” เดินออกจากสำนักกระบี่ฟ้าคราม


    หลายสิ่งก็เปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ


    ร้านน้ำชาที่เคยคึกคักเงียบลง


    ตลาดกลางคืนปิดเร็วขึ้น


    แม้แต่เหล่าผู้ฝึกตนยังเริ่มลดเสียงเวลาพูดถึงชื่อของเขา


    เพราะตอนนี้—


    ชื่อ “หลินเสี่ยวชวน”


    ไม่ใช่ชื่อของอัจฉริยะอีกแล้ว


    แต่มันคือชื่อของ “คนที่ถูกผู้พิพากษาสวรรค์หมายหัว”


    และในโลกนี้…


    ไม่มีใครอยากเข้าไปเกี่ยวข้องกับคนแบบนั้น


    ณ ชายแดนด้านตะวันตกของแคว้นเทียนหลิงหรืออีกชื่อคือแคว้นสุริยันชาติ


    ฝนกำลังตก


    ถนนโคลนยาวเหยียดไร้ผู้คน


    มีเพียงชายหนุ่มชุดดำคนหนึ่งเดินอยู่ลำพัง


    กระบี่คราสฟ้าสะพายอยู่ด้านหลัง


    ชายเสื้อเปียกฝน


    เลือดแห้งติดอยู่ตามข้อมือ


    ดวงตาของเสี่ยวชวนยังนิ่งเหมือนเดิม


    แต่ลึกลงไป…


    บางอย่างเริ่มเปลี่ยนแล้ว


    “เฮอะ…”


    เสียงเซวียนซาดังขึ้นในหัวเบา ๆ


    “รู้สึกหรือยัง”


    “โลกจริงน่ะ”


    เสี่ยวชวนไม่ตอบ


    เขาเพียงเดินต่อไปช้า ๆ


    เซวียนซาหัวเราะต่ำ


    “ตอนเจ้าเป็นอัจฉริยะ ทุกคนรักเจ้า”


    “แต่พอโลกเริ่มกลัว…”


    “ทุกคนก็พร้อมผลักเจ้าไปตายทันที”


    สายฝนตกหนักขึ้น


    เสี่ยวชวนยังเงียบ


    เพราะเขารู้…


    มันจริง


    จริงจนเถียงไม่ได้


    ‘หวังว่าท่านอาจารย์จะปกป้องหลินเยว่ให้ข้า’ เสี่ยวชวนคิด เขามั่นใจในตัวซ่งเทียนอวิ๋นมากว่าจะดูแลน้องสาวให้เขาเป็นอย่างดี


    สามวันต่อมา


    เสี่ยวชวนมาถึงเมืองเล็กแห่งหนึ่งใกล้ชายแดน


    “เมืองเถ้าทมิฬ”


    เมืองแห่งนี้ไม่มีธงสำนัก


    ไม่มีทหารของแคว้น


    ไม่มีผู้พิพากษาหรือกฎระเบียบ


    มีเพียงคนประเภทเดียวที่อาศัยอยู่ที่นี่


    “คนที่โลกไม่ต้องการ”


    โจร


    นักฆ่า


    ผู้หลบหนี


    พ่อค้าเถื่อน


    นักล่าหัว


    รวมถึง…


    ผู้ฝึกตนที่กำลังหนีตาย


    กลิ่นเลือด กลิ่นเหล้า และกลิ่นควันลอยปะปนกันทั่วถนน


    เสียงหัวเราะหยาบกระด้างดังมาจากโรงเตี๊ยมทุกแห่ง


    ผู้หญิงในชุดบางเดินพิงประตูไม้


    ชายฉกรรจ์หลายคนกำลังพนันกันด้วยอาวุธจริง


    เมืองนี้…


    ไม่เหมือนเทียนหลิงเลยแม้แต่น้อย


    แต่แปลก


    เสี่ยวชวนกลับรู้สึกว่า—


    ที่นี่ “จริง” กว่า


    จริงกว่ารอยยิ้มปลอม ๆ ของคนในเมืองใหญ่


    ทันทีที่เขาเดินเข้าประตูเมือง


    สายตาหลายคู่ก็หันมามอง


    บางคนมองกระบี่


    บางคนมองเสื้อผ้า


    บางคนมองแผล


    และบางคน…


    มองด้วยสายตาแบบสัตว์ป่ากำลังประเมินเหยื่อ


    “เด็กใหม่?”


    ชายตาเดียวหัวเราะเสียงต่ำ


    “หน้าตาดีเกินไปว่ะ”


    “อยู่เมืองนี้ไม่นานหรอก”


    เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบข้าง


    แต่เสี่ยวชวนไม่ได้สนใจ


    เขาเดินตรงเข้าไปในโรงเตี๊ยมกลางเมืองทันที


    โรงเตี๊ยมแห่งนั้นชื่อว่า—


    “จันทร์ดับ”


    ชื่อเหมือนสถานที่ที่คนดีไม่ควรเข้ามา


    และมันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ


    ทันทีที่ประตูไม้ถูกเปิด


    เสียงพูดคุยทั้งร้านก็เงียบลงเล็กน้อย


    นักฆ่าหลายคนเงยหน้ามอง


    หญิงสาวบนโต๊ะพนันหยุดหัวเราะ


    ชายแก่ที่กำลังเช็ดมีดชะงักมือ


    เพราะคนที่เดินเข้ามา…


    อันตรายเกินไป


    แม้เสี่ยวชวนจะไม่ได้ปล่อยลมปราณ


    แต่กลิ่นเลือดบนตัวเขา…


    มันชัดเกินไป


    เจ้าของร้านเป็นหญิงวัยกลางคนชุดแดงเข้ม


    นางมองเสี่ยวชวนตั้งแต่หัวจรดเท้า


    ก่อนยิ้มบาง ๆ


    “เด็กน้อย”


    “เจ้าหลงทางหรือเปล่า”


    เสี่ยวชวนโยนเหรียญลงบนโต๊ะ


    “ห้องหนึ่ง”


    “กับข้อมูล”


    หญิงชุดแดงเลิกคิ้ว


    “ข้อมูลอะไร”


    เสี่ยวชวนเงียบไปครู่หนึ่ง


    ก่อนพูดเรียบ ๆ


    “ที่ไหนรับจ้างฆ่าคนเก่งที่สุด”


    ทั้งร้านเงียบลงทันที


    จากนั้น—


    เสียงหัวเราะก็ดังขึ้น


    ชายร่างใหญ่คนหนึ่งตบโต๊ะหัวเราะลั่น


    “ไอ้หนู!”


    “คิดว่าตัวเองเป็นใครวะ?”


    “เด็กแบบเจ้าจะเข้าวงการนักฆ่า?”


    “ระวังโดนขายไตเอานะ!”


    เสียงหัวเราะดังทั่วร้าน


    แต่เสี่ยวชวนยังคงนั่งนิ่ง


    จนกระทั่ง—


    ฉัวะ


    กระบี่คราสฟ้าถูกชักออกมาเพียง “หนึ่งนิ้ว”


    แค่หนึ่งนิ้ว


    แต่เสียงหัวเราะทั้งร้านหายไปทันที


    เพราะทุกคนสัมผัสได้ถึง “ความตาย”


    เย็น


    คม


    และเงียบ


    เหมือนมีคมดาบจ่ออยู่ที่คอทุกคนพร้อมกัน


    ชายร่างใหญ่หน้าซีดทันที


    หญิงชุดแดงหรี่ตาลงช้า ๆ


    “น่าสนใจ…”


    นางยิ้มบาง


    “เจ้าชื่ออะไร”


    เสี่ยวชวนตอบเรียบ ๆ


    “ไม่มีชื่อ”


    “ตอนนี้…”


    “ข้าไม่ควรมีมัน”


    คืนนั้นเอง


    ข่าวเรื่อง “เด็กหนุ่มชุดดำกับกระบี่สีฟ้า” ก็เริ่มแพร่ไปทั่วเมืองเถ้าทมิฬ


    บางคนบอกว่าเขาเป็นนักฆ่า


    บางคนบอกว่าเป็นศิษย์สำนักใหญ่


    บางคนบอกว่าเป็นปีศาจ


    แต่ไม่มีใครรู้ว่า—


    เขาคือหลินเสี่ยวชวน


    ชายหนุ่มที่ทั้งเหล่าผู้พิพากษาทั้งแคว้นกำลังตามล่า


    บนดาดฟ้าโรงเตี๊ยม


    เสี่ยวชวนนั่งเงียบ ๆ ท่ามกลางสายฝน


    เมืองทั้งเมืองเต็มไปด้วยเสียงเมาเหล้า


    เสียงร้อง


    เสียงด่า


    เสียงคนฆ่ากัน


    แต่เขากลับรู้สึกสงบอย่างประหลาด


    “เริ่มเข้าใจหรือยัง…”


    เซวียนซาหัวเราะต่ำ


    “โลกนี้ไม่มีขาวหรือดำ”


    “มีแต่คนที่ฆ่าได้…”


    “กับคนที่ถูกฆ่า”


    เสี่ยวชวนหลับตาลง


    ภาพของซ่งเทียนอวิ๋น


    หลิงเอ๋อ


    หลิงเปา


    เหยียนตง


    ฮั่วเจิน


    ยังคงอยู่ในหัวเขา


    คนพวกนั้นยังเชื่อในตัวเขา


    แต่โลกภายนอก…


    ไม่ได้เชื่อ


    และต่อให้มีคนยืนข้างเขาอีกกี่คน


    สุดท้าย—


    คนที่ต้องแบกทุกอย่างไว้เอง


    ก็คือตัวเขา


    ทันใดนั้น


    ฟึ่บ—!


    เสียงบางอย่างพุ่งผ่านอากาศ


    เสี่ยวชวนลืมตาทันที


    เคร้ง!


    กระบี่คราสฟ้าชักออกจากฝักครึ่งเล่ม


    ลูกดอกสีดำถูกผ่าออกกลางอากาศ


    จากนั้น—


    เสียงหัวเราะก็ดังขึ้นจากเงามืด


    “ปฏิกิริยาดีนี่”


    ชายคนหนึ่งเดินออกมาช้า ๆ


    ชุดคลุมสีเทา


    หน้ากากครึ่งหน้า


    ดวงตาเหมือนงูพิษ


    “เด็กใหม่…”


    “สนใจหาเงินไหม”


    เสี่ยวชวนหรี่ตา


    “เจ้าเป็นใคร?”


    ชายคนนั้นหัวเราะต่ำ


    “คนของเมืองใต้ดิน”


    “องค์กรที่รับงานสกปรกที่สุดในแคว้นสุริยันชาติ”


    “และ…”


    เขายิ้มบางใต้หน้ากาก


    “เป็นที่ที่เหมาะกับคนอย่างเจ้าที่สุด”


    สายฝนตกหนักขึ้น


    ลมหนาวพัดผ่านดาดฟ้า


    เสี่ยวชวนมองชายตรงหน้าเงียบ ๆ


    ส่วนชายสวมหน้ากากก็จ้องตอบกลับมา


    เหมือนสัตว์ร้ายสองตัว…


    กำลังประเมินกันและกัน


    ก่อนสุดท้าย—


    เสี่ยวชวนจะพูดขึ้นช้า ๆ


    “ถ้าข้าเข้าไป…”


    “ข้าจะได้อะไร”


    ชายหน้ากากหัวเราะเบา ๆ


    “เงิน”


    “อำนาจ”


    “ข้อมูล”


    “วิชาฆ่า”


    จากนั้นเขาหยุดเล็กน้อย


    ก่อนพูดประโยคสุดท้าย


    “แล้วก็…”


    “สถานที่ที่ต่อให้ทั้งโลกอยากฆ่าเจ้า”


    “ก็ยังมีคนยินดีจ้างเจ้าอยู่ดี”


    ลมกลางคืนพัดแรงขึ้นอีกครั้ง


    เสี่ยวชวนค่อย ๆ กำกระบี่แน่น


    ดวงตาของเขา…


    เริ่มเย็นลงช้า ๆ


    เหมือนคนที่กำลังเดินห่างจาก “แสง” มากขึ้นทุกที


    และในค่ำคืนเดียวกันนั้นเอง—


    ณ ยอดหอคอยสูงสุดของเมืองเถ้าทมิฬ


    ชายชราตาบอดผู้หนึ่งค่อย ๆ ลืมตาขึ้น


    ทั้งที่ดวงตาไร้ลูกตา


    แต่เขากลับ “มองเห็น” บางอย่าง


    “กลิ่นอายนี้…”


    เขาพึมพำเสียงแหบต่ำ


    “ผู้สืบทอดของมัน…”


    “มาถึงแล้วหรือ”


    ลมปีศาจพัดผ่านหอคอย


    ขณะที่เงาดำนับสิบคุกเข่าอยู่เบื้องล่าง


    และชื่อหนึ่ง…


    กำลังเริ่มแพร่กระจายเข้าสู่โลกใต้ดินอย่างเงียบงัน


    “หลินเสี่ยวชวน”


    จากวันนี้—


    เขาจะไม่ได้เป็นเพียงดาวรุ่งแห่งเทียนหลิงอีกต่อไป


    แต่กำลังจะก้าวเข้าสู่โลกที่—


    คนอ่อนแอไม่มีแม้แต่สิทธิ์เลือกว่าจะอยู่หรือตาย


    สายหมอกสีเทาลอยต่ำเหนือเมืองเถ้าทมิฬ


    กลิ่นเลือด


    กลิ่นเหล้า


    กลิ่นศพ


    และกลิ่นของ “คนสิ้นหวัง”


    ปะปนกันอยู่ในอากาศราวกับเป็นเรื่องปกติ


    ที่นี่ไม่มีดวงอาทิตย์


    อย่างน้อย…ผู้คนก็รู้สึกเช่นนั้น


    เพราะแม้ยามกลางวัน


    ท้องฟ้าของเมืองแห่งนี้ก็ยังมืดหม่นเหมือนก่อนฝนตกตลอดเวลา


    หลินเสี่ยวชวนยืนอยู่บนสะพานหินเก่า


    มองเมืองเบื้องล่างเงียบ ๆ


    เสียงกรีดร้องดังมาจากตรอกหนึ่ง


    จากนั้นไม่นาน


    ก็มีศพถูกโยนออกมากลางถนน


    ไม่มีใครตกใจ


    ไม่มีใครสนใจ


    แม้แต่เด็กข้างทางยังเพียงเหลือบมอง…แล้วก้มหน้ากินขนมต่อ


    นี่คือเมืองเถ้าทมิฬ


    เมืองที่คนตายง่ายกว่าสุนัข


    “ชอบไหมล่ะ?”


    เสียงแหบต่ำดังขึ้นข้างหลัง


    เสี่ยวชวนหันไปเล็กน้อย


    ชายชราในชุดคลุมสกปรกกำลังนั่งดื่มเหล้าบนราวสะพาน


    ผมเผ้ายุ่งเหยิง


    ตาซ้ายบอด


    แต่ลมหายใจกลับลึกจนน่ากลัว


    “เมืองนี้สอนอะไรคนได้หลายอย่าง”


    ชายชรายิ้ม


    เผยฟันเหลืองเก่า ๆ


    “โดยเฉพาะคนที่ยังเชื่อว่าโลกมีความยุติธรรม”


    เสี่ยวชวนเงียบ


    สายตายังคงมองเมืองเบื้องล่าง


    “แล้วคนที่ไม่เชื่อล่ะ”


    ชายชราหัวเราะ


    “พวกนั้นอยู่รอดได้นานหน่อย”


    ลมเย็นพัดผ่าน


    เสี่ยวชวนจับกระบี่คราสฟ้าแน่นขึ้นเล็กน้อย


    ตั้งแต่เดินออกจากเทียนหลิง


    เขาแทบไม่ได้นอนจริง ๆ เลย


    ผู้พิพากษาสวรรค์ไล่ล่าเขา


    ข่าวลือแพร่ไปทั่ว


    “ผู้ใช้วิชากลืนวิญญาณ”


    “สัตว์ประหลาดต้องห้าม”


    “ตัวอันตรายแห่งแคว้นเทียนหลิง”


    หลายเมืองเริ่มติดประกาศค่าหัวเขาแล้ว


    แต่น่าแปลก


    สิ่งที่ทำให้เขาเหนื่อยที่สุด…


    กลับไม่ใช่การถูกไล่ล่า


    แต่เป็นสายตาของผู้คนวันนั้น


    “ส่งตัวเขาไปเถอะ…”


    “เพื่อเมือง…”


    “เพื่อความสงบ…”


    เสี่ยวชวนหลับตาลงช้า ๆ


    ในหัวเหมือนยังได้ยินเสียงเหล่านั้นอยู่


    “ยังคิดถึงอยู่หรือ?”


    ชายชราถามเรียบ ๆ


    “คนเราน่ะ…ถ้าจะอยู่ในเมืองเถ้าทมิฬ”


    “มีสองอย่างที่ต้องทิ้ง”


    “ความหวัง”


    “กับอดีต”


    เสี่ยวชวนลืมตาขึ้น


    “ถ้าทิ้งไม่ได้ล่ะ”


    ชายชราหัวเราะเสียงต่ำ


    “งั้นก็รอถูกกิน”


    ขณะนั้นเอง—


    ตูม!


    เสียงระเบิดดังขึ้นจากปลายถนน


    ผู้คนแตกฮือทันที


    กลุ่มชายชุดดำหลายสิบคนกำลังไล่ฆ่ากันกลางตลาด


    เลือดสาดเต็มพื้น


    ร้านค้าพังระเนระนาด


    แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ—


    ไม่มีใครคิดหนี


    ตรงกันข้าม


    หลายคนกลับยืนดูเหมือนกำลังชมละคร


    “พนันกันไหม?”


    ชายชรายกเหล้าขึ้นจิบ


    “คนซ้ายตายในสิบลมหายใจ”


    เสี่ยวชวนหรี่ตาเล็กน้อย


    ชายด้านซ้ายกำลังเสียเปรียบจริง


    อีกฝ่ายมีคนมากกว่า


    แต่—


    ดวงตาของชายคนนั้นยังไม่ยอมแพ้


    ฉัวะ—!


    มีดแทงทะลุท้องเขา


    เลือดกระเซ็นทันที


    แต่ในวินาทีสุดท้าย—


    เขากลับหัวเราะ


    แล้วระเบิดลมปราณใส่ตัวเอง!


    ตูมมมมม!!!


    ศพกระจาย


    คนรอบข้างโดนลากตายไปด้วยหลายคน


    เสียงกรีดร้องดังระงม


    ชายชราพยักหน้าเบา ๆ


    “เห็นไหม”


    “เมืองนี้ไม่มีผู้แพ้”


    “มีแต่คนที่ลากอีกฝ่ายลงนรกไปด้วยได้หรือไม่ได้”


    เสี่ยวชวนเงียบไปพักหนึ่ง


    ก่อนถามขึ้นช้า ๆ


    “ที่นี่…มีที่รับงานไหม”


    ชายชราหันมามองเขา


    คราวนี้สายตาจริงจังขึ้นเล็กน้อย


    “มี”


    “แต่เด็กอย่างเจ้า…”


    เขาหรี่ตา


    “แน่ใจหรือว่าจะเข้าไป”


    “โลกใต้ดินน่ะ”


    “ก้าวเข้าไปง่าย”


    “แต่ตอนออก…”


    “บางคนลืมไปแล้วว่าตัวเองเคยเป็นคนแบบไหน”


    เสี่ยวชวนยิ้มบาง


    รอยยิ้มนั้นเย็นกว่าเดิมมาก


    “ข้าไม่ได้เหลือทางเลือกมากนัก”


    ชายชราจ้องเขาอยู่นาน


    ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ


    “ดี”


    “ข้าชอบสายตาแบบนี้”


    เขาค่อย ๆ ลุกขึ้น


    ก่อนโยนเหรียญสีดำเหรียญหนึ่งให้เสี่ยวชวน


    บนเหรียญมีสัญลักษณ์รูป “อีกาดำสามหัว”


    “คืนนี้”


    “ไปที่ตรอกกระดูกผุ”


    “แล้วแสดงเหรียญนี้”


    ชายชราหันหลังเดินจากไปช้า ๆ


    แต่ก่อนหายเข้าไปในฝูงชน


    เขากลับพูดทิ้งท้ายไว้เบา ๆ


    “จำไว้เด็กน้อย…”


    “เมืองเถ้าทมิฬไม่กลัวสัตว์ประหลาด”


    “เพราะที่นี่…”


    “สัตว์ประหลาดคือคนปกติที่สุดแล้ว”


    ค่ำคืนมาเยือนอย่างรวดเร็ว


    ตรอกกระดูกผุอยู่ลึกเข้าไปในเขตสลัมของเมือง


    พื้นเต็มไปด้วยน้ำสกปรก


    ซากศพหนู


    และกลิ่นเหม็นเน่า


    เสี่ยวชวนเดินเข้าไปช้า ๆ


    ผู้คนสองข้างทางมองเขาเหมือนหมาป่ามองเหยื่อ


    โดยเฉพาะกระบี่บนหลังเขา


    มันดู “แพง” เกินไปสำหรับเมืองนี้


    “เฮ้ เด็กน้อย”


    ชายร่างใหญ่คนหนึ่งยืนขวางทาง


    แขนเต็มไปด้วยรอยสัก


    “ค่าผ่านทาง”


    เสี่ยวชวนหยุดเดิน


    “เท่าไร”


    ชายคนนั้นยิ้มกว้าง


    “ชีวิตเจ้า”


    พรึ่บ—!


    ชายอีกสี่คนโผล่ออกมาจากเงามืดทันที


    ล้อมเขาไว้


    แต่เสี่ยวชวนยังนิ่ง


    เขาเพียงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย


    ดวงตาเย็นเฉียบ


    ฟึ่บ—!


    ไม่มีใครเห็นว่าเขาชักกระบี่ตอนไหน


    มีเพียงเสียงบางอย่างตกลงพื้น


    ตุบ


    แขนของชายร่างใหญ่ขาดทั้งข้าง


    เงียบ


    จากนั้น—


    เสียงกรีดร้องดังลั่นตรอก


    “อ๊ากกกกก!!!”


    เสี่ยวชวนสะบัดเลือดออกจากกระบี่ช้า ๆ


    สายตาไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย


    “ยังจะเอาค่าผ่านทางอีกไหม”


    อีกสี่คนหน้าซีดทันที


    ถอยกรูดเหมือนเห็นผี


    เสี่ยวชวนเดินผ่านพวกมันไปเฉย ๆ


    ไม่มีแม้แต่จะหันกลับมามอง


    ในมุมมืดของตรอก


    หญิงสาวคนหนึ่งกำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนหลังคา


    ชุดหนังสีดำแนบลำตัว


    ดวงตาคมเหมือนแมวดำ


    นางมองเสี่ยวชวนเงียบ ๆ


    ก่อนยิ้มบาง


    “น่าสนใจ…”


    สุดทางของตรอก


    มีโรงเตี๊ยมเก่า ๆ หลังหนึ่ง


    ป้ายไม้หน้าร้านเขียนว่า


    “โรงเตี๊ยมอีกาดำ”


    เสี่ยวชวนผลักประตูเข้าไป


    ทันที—


    ทั้งร้านเงียบ


    นักฆ่า


    ทหารรับจ้าง


    คนคุมตลาดมืด


    แม้แต่พ่อค้ายาพิษ


    ทุกคนหันมามองเขาพร้อมกัน


    แรงกดดันเย็นเยียบปกคลุมทั้งร้าน


    ชายหน้าแผลเป็นหลังโต๊ะรับรองหรี่ตาลง


    “หน้าใหม่?”


    เสี่ยวชวนโยนเหรียญอีกาดำลงบนโต๊ะ


    กึก


    สีหน้าของชายหน้าแผลเปลี่ยนทันที


    เขาหยิบเหรียญขึ้นมาดู


    ก่อนเงยหน้าขึ้นช้า ๆ


    “ใครส่งเจ้ามา”


    “ชายตาบอดบนสะพาน”


    ทั้งร้านเงียบกว่าเดิมอีก


    บางคนถึงกับวางจอกเหล้าลง


    ชายหน้าแผลจ้องเสี่ยวชวนอยู่ครู่หนึ่ง


    ก่อนหัวเราะต่ำ ๆ


    “งั้นแปลว่า…”


    “เจ้าคือแขกของ ‘ราชาเถ้าทมิฬ’”


    เสี่ยวชวนหรี่ตาเล็กน้อย


    ราชา?


    ชายหน้าแผลไม่อธิบาย


    เขาเพียงโยนกุญแจห้องให้ดอกหนึ่ง


    “คืนนี้พักก่อน”


    “พรุ่งนี้…”


    “เมืองนี้จะเริ่มทดสอบเจ้าเอง”


    กลางดึก


    เสี่ยวชวนนั่งอยู่ในห้องเล็ก ๆ เงียบ ๆ


    แสงตะเกียงสั่นไหวเบา ๆ


    เขาก้มมองมือของตัวเอง


    มือที่เริ่มเปื้อนเลือดมากขึ้นเรื่อย ๆ


    ในหัว—


    เสียงเซวียนซาดังขึ้นช้า ๆ


    “เริ่มชินแล้วหรือ?”


    เสี่ยวชวนเงียบ


    “วันนี้เจ้าตัดแขนคนโดยไม่ลังเล”


    “ต่างจากเมื่อก่อนมากนะ”


    “ที่นี่ถ้าข้าลังเล”


    “ข้าจะตาย”


    เซวียนซาหัวเราะต่ำ ๆ


    “ดี”


    “เริ่มเข้าใจโลกแล้วสินะ”


    แต่ทันใดนั้น—


    อีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น


    เสียงของนักพรตไร้หน้า


    “เข้าใจโลก…”


    “กับกลายเป็นเหมือนโลก”


    “มันคนละเรื่องกัน”


    เสี่ยวชวนหลับตาลงช้า ๆ


    ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง


    แต่ในเมืองเถ้าทมิฬแห่งนี้


    แม้แต่ความเงียบ…


    ก็ดูเหมือนกำลังรอเลือดอยู่ตลอดเวลา

     

    คล้ายกับเรื่องแกนกลืนวิญญาณต้องห้าม ที่คุณอ่าน