นักฆ่าที่แข็งแกร่งเหล่านั้นต่างกระดูกหักและอวัยวะภายในได้รับบาดเจ็บจนล้มลงบนพื้นก่อนจะกระอักเลือดออกมาอย่างรุนแรง ดูแล้วคงไม่อาจรอดชีวิต
ผู้คนมากมายต่างตกใจกับเสียงสายฟ้าฟาดนั้น เหตุการณ์ที่เดิมทีกำลังวุ่นวายพลันเงียบลงอย่างน่าอัศจรรย์จากนั้นเสียงโห่ร้องก็ดังขึ้น
เมื่อหวงไท่ซุนเห็นพ่อบุญธรรมแสดงพลังที่ยิ่งใหญ่ก็พลันตื่นเต้นเขาถือกระบี่ยาวที่เปื้อนเลือดไว้ในมือด้วยดวงตาสดใสมองซูตงเฉินผู้สง่างามและหล่อเหลา พลางเรียก ‘ท่านพ่อ’ อยู่ในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ซูตงเฉินสังหารนักฆ่าที่โจมตีหวงไท่ซุนในระยะกระชั้นชิดที่สุด และไม่แตะต้องผู้อื่นอีกเขามักปล่อยให้ผู้อื่นได้มีผลงานบ้าง จากนั้นจึงกระโดดลงจากม้าและวิ่งไปยังเบื้องหน้าของหนานกงจี๋พลางยกมือออกไปจับไหล่ที่ยังโตไม่เต็มที่ของเด็กหนุ่มโดยไม่ทันคิด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองและถามด้วยความเป็นห่วง"ได้รับบาดเจ็บที่ใดบ้างหรือไม่"
“ไม่” หวงไท่ซุนแย้มยิ้มอย่างสดใสและมองเขาอย่างตั้งใจ ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมและความปรารถนา
ซูตงเฉินสังเกตแววตาของเขาที่จ้องมองมาและถอนหายใจเบาๆ ไม่ง่ายเลยจริงๆ เด็กน้อยยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่เขาต้องแบกรับภาระทั้งประเทศ ทั้งข้างกายยังมีกลุ่มขุนนางที่มีอำนาจ เช่น เสด็จลุงที่เฝ้าจับตาดูวังหลังมีสนม ฮองเฮา คนเหล่านั้นต่างมีเจตนาร้ายกับเขาซึ่งล้วนทำให้เหนื่อยหน่ายกับการกระทำเหล่านั้น
เขาไม่อาจแสดงออกมากได้ ต้องแสดงความกตัญญูให้ฮ่องเต้และเหล่าขุนนางได้เห็นเมื่อคิดถึงท่านปู่ พี่ชายคนโต และท่านพ่อ ก็ทำได้เพียงจดจำพวกเขาอยู่ในใจทว่าใบหน้าต้องแสดงท่าทีเมินเฉย ไม่เช่นนั้นจะเป็นการทำลายอนาคตของท่านพ่อและจวนอันกั๋วกงสำหรับเขาแล้ว นี่คือสิ่งที่น่าเศร้าที่สุด
ในขณะนี้ ซูตงเฉินผู้ซึ่งสงบนิ่งและมีเหตุผลมาโดยตลอด เมื่อเห็นเด็กน้อยต้องทนทุกข์ทรมานก็ทนไม่ได้จึงดึงตัวเขาเข้าสู่อ้อมแขนอย่างแรงด้วยมือทั้งสองข้าง
ขอบตาของหนานกงจี๋แดงก่ำ เพียงรู้สึกเศร้าจนแทบจะหลั่งน้ำตาเขาซุกศีรษะไว้ในอ้อมอกของท่านพ่อ รู้สึกถึงบรรยากาศความอบอุ่นของท่านพ่อที่ไม่เหมือนผู้ใดสัมผัสความอบอุ่นและความรักที่ไม่ได้รับมานาน รู้สึกเพียงความเศร้าและหวานชื่นอยู่ในหัวใจหากเป็นไปได้ เขายอมไม่เป็นหวงไท่ซุน ไม่ปกครองแผ่นดินขอเพียงได้อยู่ด้วยกันกับท่านพ่อและพี่ชายใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและเติบโตอย่างไร้กังวล
ซูตงเฉินสัมผัสได้ถึงอารมณ์ละเอียดอ่อนของเด็กน้อย จึงปลอบโยนเขาเบาๆ ว่า"ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่ใด พวกเราจะรักเจ้า และสนับสนุนเจ้าตลอดไป ดังนั้นไม่ต้องกลัวไม่ต้องเสียใจ”
"อืม" หนานกงจี๋ฝังศีรษะไว้ในอ้อมแขนของเขาซับน้ำตาจากดวงตาด้วยเสื้อคลุมของเขาและรอจนสงบลง จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้น ส่งรอยยิ้มที่เปล่งประกายให้บิดา
ซูตงเฉินลูบใบหน้าของเขาด้วยรอยยิ้มและพูดแผ่วเบาว่า "กลับไปเถิดกระหม่อมยังต้องเข้าเฝ้าฝ่าบาท"
หนานกงจี๋พยักหน้า "ตกลง"
ตั้งแต่ซูตงเฉินตกลงสมรสกับองค์หญิง หลังจากกลายเป็นราชบุตรเขย เขาก็ไม่เหมือนขุนศึกดังเดิมและปฏิบัติต่อหวงไท่ซุนอย่างไม่ห่างเหินเกินไปนัก ในเวลานี้ จู่ๆหวงไท่ซุนถูกโจมตี ซูตงเฉินปลอบโยนเขายามที่เขาอยู่ในความตื่นตระหนก แม้จะเสียมารยาทตามจารีตของขุนนางกับเจ้านายไปบ้างทว่ากลับมีเหตุผล ดังนั้นเขาจึงปล่อยตัวเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม การมอบการดูแลและปลอบโยนให้เด็กชายตัวเล็กๆซึ่งเป็นหวงไท่ซุนนั้น ทำให้เขากล้ามากขึ้นที่จะเผชิญหน้ากับอนาคต
สองพ่อลูกใช้เวลาเพียงชั่วครู่เพื่อปลดปล่อยอารมณ์ในใจ จากนั้นก็สงบลงซูตงเฉินปล่อยมือและยืนอยู่ข้างกายหวงไท่ซุน ใบหน้าของหนานกงจี๋ยังตึงเครียดอยู่ ทว่ามีท่าทางสูงส่งและเคร่งขรึมซึ่งเป็นท่าทางของเจ้านายผู้สูงศักดิ์
ซูตงเฉินหันไปด้านข้าง มองมือสังหารที่ยังคงต่อสู้ทว่าไม่ได้ร้องขอชีวิต คนเหล่านี้ดูเหมือนคนที่ตายไปแล้ว ยากที่จะจับเป็นพวกเขามิสู้กวาดล้างพวกเขาทั้งหมดทันที เพื่อไม่ให้เป็นการประมาทจนทำร้ายหวงไท่ซุน
ในช่วงเวลาสั้นๆ นักฆ่ามากกว่าครึ่งต่างล้มตาย และมีบางคนที่เนื้อตัวโชกเลือดทว่าพวกเขายังคงต่อสู้กับเหล่าทหารอย่างเหนียวแน่น
“น่าเสียดาย” ซูตงเฉินถอนหายใจ “ทักษะที่ยอดเยี่ยมเช่นนี้กลับไปอยู่กับกลุ่มกบฏหากเต็มใจรับใช้ชาติ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องบรรดาศักดิ์ที่มอบให้ภรรยาและลูกหลาน”
หนานกงจี๋พูดด้วยความเศร้า "เดิมทีเป็นคนดี เหตุใดจึงกลายเป็นโจรได้เล่า? "
ซูตงเฉินรู้ว่าพวกเดนตายเหล่านี้ไม่มีวันรู้สึกตัวได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ ดังนั้นจึงไม่พูดอันใดมาก เพียงดูผู้ใต้บังคับบัญชาล้อมพวกเขาเอาไว้ทหารสามกองพันเคยเข้าพิธีชำระด้วยเลือดมาก่อนทำให้ตอนนี้ดุร้ายและโหดเหี้ยมอย่างมากแม้นักฆ่าหลายสิบคนจะมีพลังการต่อสู้ที่น่าทึ่ง ทว่าด้วยกระบวนท่าที่แปลกประหลาดยากคาดเดาทั้งยังต่อสู้อย่างกล้าหาญสุดชีวิต อย่างไรเสีย สุดท้ายก็ไม่อาจรอดพ้นจากคมดาบในเหตุการณ์ที่วุ่นวายได้
เหตุการณ์นองเลือดนั้นน่าตื่นเต้นมาก คุณชายหลายคนที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ต่างหน้าซีดและไม่กล้ามองตรงๆหนานกงจี๋สงบนิ่งอยู่ตลอดเวลา เขามองมือสังหารเหล่านั้นต่อสู้อย่างสิ้นหวังด้วยสายตาเย็นชาหลังจากทำให้ผู้คนบาดเจ็บหลายคน ในที่สุดก็ถูกตัดศีรษะ ก่อนจะล้มลงกับพื้นและเสียชีวิต
อย่างไรก็ตาม เวลาเพียงหนึ่งถ้วยน้ำชา [1] มือสังหารที่ดุร้ายเหล่านั้นก็ไม่อาจต้านทานองครักษ์เงาได้พวกเขาถูกสังหารทั้งหมด สภาพการตายเป็นที่น่าสังเวชอย่างมาก ซูตงเฉินพูดอย่างเฉยเมย"นำศพของพวกโจรเหล่านี้มอบให้องครักษ์เสื้อแพร"
“พ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพหลายคนเห็นด้วย จึงเรียกทหารให้ออกมาเก็บศพ
บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดซึ่งคุณชายและคุณหนูที่ได้รับการเลี้ยงดูเอาใจใส่อย่างดีต่างทนไม่ไหวและถอยร่นไปด้วยความรู้สึกสะอิดสะเอียนอย่างมากบ่าวรับใช้ที่รออยู่รีบเข้ามาพยุงตัวเจ้านายให้ออกจากที่แห่งนี้โดยเร็วที่สุดเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายอยู่พักหนึ่ง
ซูตงเฉินระมัดระวังตัวมาก ในเวลาเช่นนี้มักมีคนฉวยโอกาสสร้างความวุ่นวายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ในทางมิชอบเสมอเขาไม่กล้ารับประกันว่ามีเพียงนักฆ่ากลุ่มนี้เท่านั้นที่ต้องการทำร้ายหวงไท่ซุนหากคนที่อยู่เบื้องหลังจู่โจมอย่างกะทันหันอีกครั้งในตอนที่ทุกคนผ่อนคลาย คงไม่ใช่เรื่องดีเขาติดตามอยู่ข้างกายหนานกงจี๋อย่างใกล้ชิด และองครักษ์ทั้งหมดก็รีบเข้ามาเพื่อคุ้มครองหวงไท่ซุนอย่างเข้มงวด
เหล่าทหารที่เดิมทีต่างออกมาต้อนรับด้วยความยินดี ตอนนี้กลับมีปฏิกิริยาแตกต่างกันไป ทั้งหวาดกลัวและต้องการกลับโดยเร็ว บางส่วนตามติดทหารเพื่อความปลอดภัย บางส่วนพยายามเข้าใกล้หวงไท่ซุน
ซูตงเฉินโบกมือแผ่วเบา เมื่อทหารของค่ายทหารซีซานเห็นดังนั้นก็เข้าใจ พวกเขาก้าวมาข้างหน้าทันทีและล้อมทั้งสองไว้ตรงกลางก่อนจะแยกผู้ที่มีสถานะสูงส่งซึ่งไม่เกี่ยวข้องและคนอื่นๆ ออกไป
ขณะเดินกลับค่าย ซูตงเฉินให้ผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งนำม้ามาให้ ก่อนที่เขาจะขึ้นม้ากับหนานกงจี๋ จากนั้นก็เดินเคียงข้างกับทหารของกองพันหลักทั้งสามที่ขี่ม้าล้อมรอบพวกเขาทั้งสองโดยทำหน้าที่เป็นแนวกั้น วิธีนี้แม้จะมีการจู่โจมจากพลธนูระยะไกลก็จะเล็งไปที่เป้าหมายได้ยาก
เมื่อพวกเขากลับมาถึงค่าย ซึ่งเป็นการประกาศความล้มเหลวในการโจมตีของศัตรูอย่างสิ้นเชิง ผู้ที่อยู่เบื้องหลังมีความรอบคอบ จึงไม่กล้าส่งกองทัพขนาดใหญ่เข้าล้อมและสังหารฮ่องเต้กับองค์ชายอย่างโจ่งแจ้ง
ในยุคสมัยนี้เหมือนกับโลกต้นกำเนิดของราชวงศ์ซ่งและราชวงศ์หมิงในโลกเดิมฮ่องเต้ไม่ใช่เผด็จการ ทว่าเป็น ‘ฮ่องเต้ผู้ปกครองแผ่นดินร่วมกับขุนนาง’ หากมีผู้ใดคิดกบฏและหาทางก่อกบฏ หรือปลงพระชนม์ฮ่องเต้และยึดราชบัลลังก์ด้วยวิธีที่น่ารังเกียจคนผู้นั้นก็จะเป็นศัตรูกับขุนนางผู้ภักดีและมีระเบียบวินัย
พวกเขายืนหยัดในระบบการปกครองโดยจักรพรรดิที่สืบทอดทางสายเลือด และการสืบราชบัลลังก์ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์พิธีการไม่เช่นนั้นพวกเขาจะกลายเป็นหนึ่งในผู้โค่นล้มและกลุ่มกบฏที่พยายามแย่งชิงบัลลังก์จะต้องโทษตัดศีรษะ ใช้เลือดชำระล้างและทุบร่างให้แหลกเป็นชิ้นๆ
ไม่ว่าผู้ใดเป็นฮ่องเต้ก็ไม่อาจเป็นศัตรูกับบัณฑิต ตระกูลขุนนางกองกำลังพลเรือน และกองทัพของราชวงศ์ดังนั้นผู้ที่กล้าบงการอยู่เบื้องหลังจึงซื้อกลุ่มโจรและให้ผู้ใต้บังคับบัญชาของตนแสร้งทำเป็นโจรขโมยม้าเพื่อโจมตีทว่าตนเองกลับแสร้งทำเป็นภักดีต่อฮ่องเต้และรักชาติบ้านเมืองต่อไป โดยไม่กล้าใช้กำลังทั้งหมดในการโจมตีเพียงครั้งเดียว
แม้การดำเนินการจะล้มเหลวและเป็นการก่อกบฏครั้งใหญ่ทว่าผู้ที่ไม่เผยตัวตนนั้นยังปลอดภัยดี แม้ฮ่องเต้จะลงความเห็นว่าคนผู้นั้นคือคังอ๋องทว่าไม่อาจลงโทษเขาได้
หลังจากซูตงเฉินพาหวงไท่ซุนกลับไปที่ค่าย ข่าวแรกที่ได้รับคือ ฮ่องเต้ถูกลอบสังหารพระองค์ไม่ได้รับอันตราย อิงกั๋วกงปกป้องพระองค์จนได้รับบาดเจ็บสาหัสซึ่งในขณะนี้กำลังทำการช่วยเหลือ พวกเขารีบไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ทันที จากนั้นจึงรายงานการโจมตีหวงไท่ซุนและการปลิดชีพมือสังหารทั้งหมด
ฮ่องเต้ยกย่องชื่นชมซูตงเฉิน เจียงหยวนอู่ และสือชิงอย่างมากจากนั้นจึงเรียกหวงไท่ซุนเข้าเฝ้า มองดูเขาอย่างละเอียดจนแน่ใจว่าเขาไม่ได้รับบาดเจ็บแล้วพระองค์ก็ทรงแย้มพระสรวลพลางตรัสว่า "เจ้าไปดูอิงกั๋วกงเถิด"
“พ่ะย่ะค่ะ”หนานกงจี๋พยักหน้าด้วยรอยยิ้มและออกจากกระโจมของฮ่องเต้จากนั้นจึงไปเยี่ยมอิงกั๋วกงที่อยู่ในกระโจมถัดไป
ฮ่องเต้ให้ซูตงเฉินนั่งลงดื่มน้ำชา จากนั้นก็โบกพระหัตถ์ให้ขันทีที่รออยู่ในกระโจมออกไปก่อนจะตรัสด้วยรอยแย้มสรวล "ตอนนี้กองพันหลักทั้งสามของเมืองหลวงผลงานสมกับคำร่ำลือ ซูอ้ายชิงก็มีส่วนร่วมอย่างมาก ไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ ”
ซูตงเฉินรีบโค้งคำนับ "เป็นขุนนางกินเบี้ยหวัดจากฝ่าบาท ต้องแบ่งเบาความกังวลของพระองค์ด้วยความไว้วางพระทัยที่ได้รับจากพระองค์ ซึ่งมอบหน้าที่ความรับผิดชอบอันใหญ่หลวง และเพื่อเป็นการตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์"
ฮ่องเต้แย้มสรวลด้วยความโล่งพระทัยอย่างมาก "ดีมากเมื่อมีขุนนางที่จงรักภักดีอย่างพวกเจ้าอยู่ที่นี่ข้าก็วางใจที่จะมอบแผ่นดินนี้ให้หวงไท่ซุนในอนาคต"
ซูตงเฉินรีบกล่าวว่า "ฝ่าบาทยังอยู่ในช่วงชีวิตที่รุ่งเรืองเหตุใดจึงตรัสเช่นนี้? หวงไท่ซุนยังเด็ก ยังต้องการคำสั่งสอนจากพระองค์ ให้พระองค์คอยประคับประคองขึ้นม้าไปตามเส้นทาง เพื่อปกครองแผ่นดินและบ้านเมืองในภายภาคหน้า ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ของประชาชน เพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองฝ่าบาทต้องดูแลรักษาพระวรกายให้ดี ราชวงศ์จิ้นอันยิ่งใหญ่ของพวกเราไม่อาจขาดพระองค์ได้”
เมื่อฮ่องเต้ได้ยินถ้อยคำดังกล่าวแล้ว ทรงปลาบปลื้มอย่างมาก จึงแย้มพระสรวลและตรัสว่า"สมกับที่เป็นแม่ทัพ ประคับประคองขึ้นม้าไปตามเส้นทาง กล่าวได้ประทับใจยิ่งนัก"
สีหน้าของซูตงเฉินเผยให้เห็นความลำบากใจ “กระหม่อมหยาบกระด้าง ไม่สามารถพูดจาอ่อนหวานได้ฝ่าบาทโปรดอย่าถือสา”
เมื่อเห็นว่าผู้ที่มีใบหน้าหล่อเหลาและสง่างามกว่าพวกบัณฑิตอ้างว่าตนเป็นคนหยาบกระด้าง ฮ่องเต้ก็ทรงพระสรวลออกมาอย่างอดไม่ได้ “ข้าชอบนิสัยตรงไปตรงมาของเจ้า การอ้างตำราเป็นเรื่องทั่วไปของขุนนาง แม่ทัพมัวอ้างแต่ตำราใช้ได้ที่ใดกัน? สิ่งสำคัญขึ้นอยู่กับทักษะที่แท้จริง"
ซูตงเฉินกล่าวอย่างจริงใจ "ฮ่องเต้ทรงพระปรีชา"
รูปลักษณ์ที่ซื่อสัตย์ เสริมกับรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาของเขา ทำให้ฮ่องเต้แย้มสรวลอย่างพอพระทัยในตัวลูกเขยที่สมดั่งใจหวังผู้นี้มากยิ่งขึ้นดังนั้นจึงเลี้ยงน้ำชาชั้นดีเป็นการตอบแทนสองสามถ้วย จากนั้นก็สนทนากันสักพัก หลังจากสอบถามเกี่ยวกับสถานการณ์การกวาดล้างศัตรูด้านนอกภูเขาจึงกล่าวชมเชยเขาสองสามคำ ก่อนที่จะปล่อยให้เขาจากไป
ฮ่องเต้ไม่ได้วางแผนจะอยู่ที่เมืองเฉิงเต๋อ และตัดสินใจกลับไปยังเมืองหลวงอิงกั๋วกงได้รับบาดเจ็บสาหัสและไม่สามารถดูแลเรื่องนี้ได้อีกต่อไปฮ่องเต้จึงมีรับสั่งให้ซูตงเฉินรับผิดชอบเรื่องนี้อย่างเต็มที่
ซูตงเฉินไปเยี่ยมอิงกั๋วกงที่บาดเจ็บสาหัสก่อน จากนั้นจึงไปเยี่ยมอันกั๋วกงซึ่งเป็นบิดาของเขาและซูอวี้เมิ่งผู้เป็นบุตรชายของเขา หลังจากปลอบโยนเหล่าขุนนางแล้วจึงเริ่มจัดการเรื่องพาฮ่องเต้และคณะกลับเมืองหลวง
......
เชิงอรรถ
[1] เวลาหนึ่งกาน้ำชาเดือด คือ เวลาประมาณสิบนาที