วันรุ่งขึ้น ณ ห้องประกายอัสนี พระราชวังอัสนีดารา
แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างกระจกสีของห้องประกายอัสนี บรรยากาศเต็มไปด้วยความสงบและสง่างาม เทพอัสนีย์นั่งอยู่บนบัลลังก์ ข้างหน้าเขาคือพระมหาชายา เทพเหมันต์ พระชายารอง องค์หญิงภูติ และพระสนมทั้งสาม: เทวีอัคนี, ปราชญ์ดรุณี และเทพวารี
เทพอัสนีย์ "วันนี้ที่พี่เรียกพวกเ้ามา พี่อยากทราบว่าท่านปราชญ์อุดรสอนพวกเ้าตระหนักวิถีเทพแท้ไปถึงไหนแล้ว"
เทพเหมันต์ก้มศีรษะเล็กน้อย "พวกเรายังไม่มีใครเข้าใจวิถีแห่งเทพแท้เลย ยกเว้นผู้ที่เป็เทพแท้อยู่แล้ว"
เทพอัสนีย์พยักหน้าเล็กน้อย) "พระมหาชายา กับพระชายารองนั้นพี่ไม่ห่วง แต่เ้าทั้งสามนี่สิต้องรีบเป็เทพแท้โดยเร็ว"
เทวีอัคนียกมือขึ้นพร้อมกล่าว "ท่านปราชญ์อุดรกล่าวว่า เราสามคนต้องใช้เวลาอีกสักห้าถึงสิบปีจึงจะบรรลุเทพแท้ได้ แต่มีวิธีลัดซึ่งมีเพียงสามีพวกเราเท่านั้นที่ทำได้"
เทพอัสนีย์ "ครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ) มารแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน เรารอนานไม่ได้ งั้นพี่จะพาพวกเ้าไปฝึกที่ “หุบเขาอัสนีเทวะ” ในนั้นมีของวิเศษที่จะสร้างจอมเทพ หรือแม้แต่มหาเทพได้เลย"
เทพเหมันต์ตาเป็ประกาย "หุบเขาในตำนานเทพอัสนีย์ มีอยู่จริงๆ หรือนี่ ท่านพี่ ข้าอยากไป"
เทพอัสนีย์ยิ้มกว้าง "ได้สิ พี่จะพาทุกคนไป ทางเข้าอยู่ด้านหลังพระราชวังเรานี่เอง"
เทพอัสนีย์หันไปทางเทพพิรุณและเทพัเขียว "่ที่ข้าไม่อยู่ ฝากท่านอาจารย์กับเทพัเขียวดูแลให้ข้าด้วยนะ ข้าไปละ"
เทพอัสนีย์โบกมือ แล้วร่างเขาและบรรดาภรรยาของเขาก็วาร์ปหายไปจากที่ตรงนั้น
เทพพิรุณและเทพัเขียวก้มศีรษะพร้อมกัน "รับทราบ"
ณ ด้านหลังพระราชวังอัสนีดารา
บริเวณนี้เป็สวนที่มีไม้ยืนต้นและดอกไม้ปลูกไว้อย่างสวยงาม แปลงสมุนไพรทอดยาวไปไกลจนสุดสายตา เทพอัสนีย์ พระชายา และพระสนมปรากฏร่างขึ้นด้านหน้ารูปจำลองหุบเขาอัสนีเทวะ
เทวีอัคนี "นี่คือรูปจำลองหุบเขาอัสนีเทวะ ใช่ไหมท่านพี่?"
เทพอัสนีย์ "ใช่แล้ว นี่คือรูปจำลองหุบเขาอัสนีเทวะ แต่ความจริงมันคือประตูมิติที่จะพาพวกเ้าเข้าไปยังหุบเขาอัสนีเทวะของจริง พี่จะมอบป้ายหยกอัสนีเทวะให้พวกเ้าคนละชิ้น เวลาจะเข้าออกให้นำป้ายนี้แตะที่แบบจำลอง ประตูมิติก็จะดึงเ้าไปยังหุบเขาอัสนีเทวะ เวลาเ้าจะกลับพระราชวังอัสนีดารา เ้าก็เอาป้ายหยกนี้แตะที่แบบจำลองในหุบเขาอัสนีเทวะ ประตูมิติก็จะดึงเ้ากลับมายังพระราชวังอัสนีดาราดัง้า"
เทพอัสนีย์ยื่นป้ายหยกรูปสายฟ้าให้ทุกคนคนละชิ้น
เทพวารี "ท่านพี่ ถ้าข้าอยากจะพาเทพวายุเข้าไปฝึกบ้าง ต้องทำยังไง?"
เทพอัสนีย์ "เ้าก็ให้เทพวายุแตะตัวเ้าไว้ แล้วเ้าก็แตะป้ายหยกนี้กับแบบจำลอง ประตูมิติก็จะดึงเ้าไปพร้อมๆ กับเทพวายุเอง"
ปราชญ์ดรุณี "แล้วแตะได้กี่คนล่ะท่านพี่?"
เทพอัสนีย์ "ไม่จำกัด เ้ามีปัญญาให้ใครแตะตัวเ้ากี่คนก็เข้าได้หมด"
ปราชญ์ดรุณี "ถ้าแตะต่อๆ กันได้ไหม เช่นคนที่หนึ่งแตะคนที่สอง แล้วคนที่สองมาแตะข้า จะเข้าได้ทั้งสามคนไหม?"
เทพอัสนีย์ "พวกเ้านี่ช่างสงสัยกันซะจริงๆ เข้าได้สองคนคือคนที่สองกับเ้า ส่วนคนที่หนึ่งไม่ได้แตะตัวเ้าจึงเข้าไม่ได้"
เทพวารียิ้ม "แบบนี้ก็ดีนะ เวลาจะพาคนหนีมารเข้าไปยังหุบเขา จะได้ไม่ต้องกลัวว่ามารจะแตะตัวคนผู้นั้นเข้ามาด้วย"
เทพอัสนีย์ "มารเข้าไปไม่ได้ เพราะในหุบเขาแห่งนั้นมีพลังเทพเข้มข้นมาก มารแข็งแกร่งแค่ไหนหลุดเข้าไปร่างจะสลายในทันที เื่นี้มารทุกตนรู้ดีจึงไม่มีใครตามเ้าเข้าไปด้วยแน่นอน ดังนั้นหุบเขาอัสนีเทวะนี้นอกจากจะใช้สร้างเทพแล้ว ยังเป็เสมือนที่หลบภัยของเทพด้วย อย่าเสียเวลาอยู่เลย พวกเราเข้าไปกันได้แล้ว"
เทพอัสนีย์กล่าวจบ ทุกคนก็แตะป้ายหยกอัสนีเทวะกับแบบจำลอง ทันใดนั้นร่างทุกคนก็วาร์ปหายไป
ณ หุบเขาอัสนีเทวะ
หุบเขาอัสนีเทวะเป็สถานที่ที่สงบเย็น มีลมพัดโชยและทิวทัศน์งดงาม ร่างของเทพอัสนีย์และภรรยาปรากฏขึ้นในที่แห่งนี้
องค์หญิงภูติสูดลมหายใจลึก "สดชื่นจังเลย อากาศเย็นสบาย มีลมพัดโชยตลอด เหมือนมาเที่ยวหลังแต่งงานเลย!"
สาวๆ ทั้ง 5 กรี๊ดกร๊าด กระดี๊กระด๊า ขึ้นมาเหมือนปลาได้น้ำ
เทพอัสนีย์ยิ้มเล็กน้อย แต่ทำหน้าจริงจัง "ไร้สาระ! พิภพกำลังมีภัย แทนที่พวกเ้าจะใส่ใจฝึกวิชา กลับคิดเป็อื่น"
เทพเหมันต์ก้าวขึ้นไปข้างหน้า "ท่านพี่อย่าเพิ่งโกรธเคืองไป พวกเราก็แค่อยากจะมีความสุขเหมือนชาวบ้านที่แต่งงานแล้วก็ได้ออกมาท่องเที่ยวกับสามีเท่านั้น แต่เื่ฝึกวิชาพวกเราไม่มีใครเกียจคร้านแน่นอน"
เทพเหมันต์ยิ้มและเหล่าภรรยาทั้งห้าทำพยักเพยิดร่วมด้วย เทพอัสนีย์นึกขำจนอดยิ้มออกมาไม่ได้
เทพอัสนีย์หัวเราะเล็กน้อย "เอาล่ะๆ พี่เข้าใจ แล้วเราจะเริ่มฝึกกันเลยนะก่อนฝึกพี่จะเล่าสิ่งที่ควรรุ้ให้ฟังก่อน"
ทุกคนต่างพร้อมใจกันมองเทพอัสนีย์ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจ ในขณะที่บรรยากาศรอบๆ ตัวเต็มไปด้วยพลังและความหวังใหม่
“เอาละฟังพี่นะ หุบเขาอัสนีเทวะเป็แอ่งทรงกลมที่ล้อมรอบด้วยเขา 4 ลูกเรียกว่าเทือกเขาจตุรเทพทำหน้าที่กระจายปราณเทพออกมาอย่างเข้มข้น เขาแต่ละลูกมีแม่น้ำ 1 สายไหลลงมารวมกันที่ทะเลสาบขนาดใหญ่ตรงกลางแอ่งชื่อทะเลมรกตทำหน้าที่ดึงดูดปราณเทพจากเทือกเขาจตุรเทพ ใต้ทะเลมรกตมีูเาไฟชื่อเปลวอัคคีทำหน้าที่หลอมปราณแล้วส่งไปให้กับเทือกเขาจตุรเทพผ่านพื้นพิภพ กึ่งกลางทะเลมรกต้าในอากาศสูงขึ้นไป 500 เมตร มีพิภพว่างที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าด้านในมีประจุอัสนี เป็แหล่งพลังงานสำคัญในการกำจัดมารทุกตนที่ล่วงล้ำเข้ามา นอกจากนี้ยังทำหน้าที่สร้างอาวุธและสมบัติต่างๆแล้วกระจายไปซ่อนภายในหุบเขาด้วย ในหุบเขานี้มีอาคาร 8 หลังอยู่ไม่เป็ที่ เคลื่อนย้ายไปเรื่อยยากจะคาดเดา ดังนี้
1. อาคารสมบัติศักดิ์สิทธิ์ เต็มไปด้วยสมบัติ ทรัพยากรณ์ และยา ซึ่งเป็สิ่งสำคัญในการสร้างเทพแท้”
2. อาคารดินเต็มไปด้วยเคล็ดวิชาของเทพแท้ธาตุดิน
3. อาคารน้ำเต็มไปด้วยเคล็ดวิชาของเทพแท้ธาตุน้ำ
4. อาคารเพลิงเต็มไปด้วยเคล็ดวิชาของเทพแท้ธาตุไฟ
5. อาคารลมเต็มไปด้วยเคล็ดวิชาของเทพแท้ธาตุลม
6. อาคารอากาศเต็มไปด้วยเคล็ดวิชาของเทพแท้อากาศธาตุ
7. อาคารสายฟ้าเต็มไปด้วยเคล็ดวิชาของเทพอัสนีย์ ซึ่งข้าแอบมาลองฝึกดูบ้างแล้ว
8. อาคารเทพนิทราเต็มไปด้วยพลังเทพแท้ ใช้ฝึกสมาธิเพื่อเพิ่มระดับ” เทพอัสนีย์กล่าว
องค์หญิงภูติยกมือถามขึ้น "ท่านพี่ พวกเราจะฝึกกันอย่างไร ในเมื่อบางคนก็ยังไม่ได้เป็เทพแท้เลย?"
เทพอัสนีย์ตอบ "คนที่ยังไม่เป็เทพแท้ พี่จะพาไปบ่มเพาะที่อาคารสมบัติศักดิ์สิทธิ์ ส่วนคนที่เป็เทพแท้แล้วใช้ธาตุของตนห่อหุ้มร่างไว้ให้มากที่สุด อาคารประจำธาตุของเ้าจะปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าเ้าเอง"
เทพเหมันต์ยกมือขึ้น "ข้าจะลองดูก่อนนะ"
เทพเหมันต์ใช้อากาศธาตุห่อหุ้มร่างตนเองไว้ เทพอัสนีย์กล่าวแนะว่า "เพิ่มความหนาแน่นกว่านี้อีก" เทพเหมันต์จึงกัดฟันเร่งพลังสูงสุด อากาศธาตุก็ออกมาห่อหุ้มร่างจนร่างนั้นหายไป ทันใดนั้นก็ปรากฏอาคารทรงสี่เหลี่ยมสูง 5 ชั้นขึ้นเบื้องหน้าเทพเหมันต์แล้วดึงดูดนางเข้าไปภายใน จากนั้นอาคารทั้งหลังก็หายวับไป
องค์หญิงภูติเมื่อเห็นดังนั้นก็เข้าใจ จึงรวบรวมพลังทั้งหมดดึงธาตุลมเข้ามาห่อหุ้มร่าง กลายเป็พายุหมุนอย่างรุนแรงมีประกายสายฟ้าโดยรอบ ทันใดนั้นก็ปรากฏอาคารทรงสี่เหลี่ยมสูง 5 ชั้นขึ้นเบื้องหน้าองค์หญิงภูติแล้วดึงดูดนางเข้าไปภายในก่อนที่อาคารจะหายวับไป
เทพอัสนีย์เรียก เทวีอัคนี ปราชญ์ดรุณี และเทพวารี: "พวกเ้า 3 คนแตะตัวพี่ไว้นะ" แล้วจึงปรากฎอาคาร 3 ชั้นหลังใหญ่ขึ้นเบื้องหน้าแล้วดึงดูดพวกเขาเข้าไปภายใน
ณ อาคารสมบัติศักดิ์สิทธิ์
เทพวารีถามด้วยความสงสัย "ท่านพี่ ที่นี่คืออาคารสมบัติศักดิ์สิทธิ์ใช่หรือไม่?"
เทพอัสนีย์พยักหน้า "ใช่แล้ว พวกเ้าจะต้องไปหาผลึกประจำธาตุของเ้ามาคนละ 1 กำมือ เอาถังหยกนาคามาคนละ 1 ใบ เอาน้ำตาัมาด้วยนะ แล้วจึงยกมาหาพี่ที่นี่"
ปราชญ์ดรุณีทำหน้างง "น้องจะไปหาน้ำตาัมาจากไหนกันล่ะ?"
เทพอัสนีย์อธิบาย "น้ำตาัเป็ว่านชนิดหนึ่ง รูปร่างคล้ายปล้องอ้อย เมื่อหักปล้องออกจะมีน้ำไหลออกมาไม่หยุด ว่ากันว่าว่านชนิดนี้มีประตูมิติเชื่อมโยงกับบ่อน้ำทิพย์ในพิภพเทพ จึงทำให้น้ำไหลไม่หยุด"
เทพวารีถามต่อ "แล้วจะหยุดมันได้ยังไง?"
เทพอัสนีย์ตอบ "ใช้ปราณเชื่อมรอยแตกให้สนิทดังเดิม แค่นี้น้ำก็หยุดไหลแล้ว อาคารหลังนี้ ชั้นที่ 1 เป็ที่เก็บยาและมีห้องโถงใช้สำหรับบ่มเพาะเทพ ชั้นที่ 2 เก็บอาวุธและอุปกรณ์ ชั้นที่ 3 ใช้เก็บสมบัติและของวิเศษ ดังนั้นผลึกประจำธาตุอยู่ชั้นที่ 3 ถังหยกนาคาอยู่ชั้นที่ 2 น้ำตาัอยู่ชั้นที่ 1"
ทั้งสามตอบรับ "รับทราบ"
ไม่กี่อึดใจต่อมา สามสาวก็วิ่งแข่งกันกลับมา เอาถังมาวางเบื้องหน้าเทพอัสนีย์
เทพอัสนีย์ถาม "ของได้ครบหมดแล้วใช่หรือไม่?"
ทั้งสามตอบพร้อมกัน "ครบแล้ว!"
เทพอัสนีย์ยิ้ม "เอาละ ทุกคนเอาผลึกประจำธาตุของตนเองวางลงที่ก้นถัง จากนั้นหักน้ำตาัแล้วใช้ปราณช่วยดันน้ำออกมาจนเกือบเต็มถัง แล้วเชื่อมรอยหักด้วยปราณ"
สาวๆ ก็เริ่มทำกันอย่างสนุกสนาน เหมือนกำลังเล่นเกมส์โชว์ เทพอัสนีย์มองดูภรรยาของเขาทำงานด้วยรอยยิ้มพลางรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ฝึกฝนพวกนางในเส้นทางของเทพแท้.
เทพอัสนีย์ยืนอยู่กลางห้องเตรียมการฝึกอบรม เขาหันไปหาสามสาวที่ยืนอยู่หน้าห้อง พร้อมกับความมั่นใจและความอบอุ่นในดวงตา
เทพอัสนีย์ "พวกเ้าเปลื้องผ้าออก แล้วมานอนที่แท่นข้างพี่ ขั้นตอนนี้พี่จะทายาไขัเวหาเพื่อไม่ให้น้ำทิพย์แทรกเข้าไปภายในร่างเ้าทำอันตรายร่างกายเ้าได้ พี่จะใช้ปราณในการเคลือบยาบนผิวให้ทั่วทั้งตัว เ้าต้องใช้ปราณต้านไว้ ไขัก็จะจับกับผิวเ้าไม่ให้น้ำทิพย์เข้าไปทำอันตรายร่างกายเ้าได้"
ปราชญ์ดรุณียิ้มและพูดกับตัวเอง "น้องก็นึกอยู่ว่าทำไมท่านอาจารย์ปราชญ์อุดรไม่ทำให้เลย สอนแต่ให้ตระหนักเอาเอง ส่วนวิธีลัดต้องให้สามีพวกเราทำให้ ที่แท้มันอย่างนี้นี่เอง"
เทวีอัคนีพูดเสริม: "ถ้าอาจารย์จะทำให้ข้าก็ไม่เอาหรอก"
เทพอัสนีย์ยิ้มและกล่าวต่อ "เอาละเสร็จแล้ว พวกเ้าลงไปนั่งแช่ในอ่าง"
ทั้งสามสาวทำตามคำสั่งและลงไปในอ่างน้ำของตนซึ่งมีสีแตกต่างกันไป อ่างที่มีผลึกประจำธาตุดินน้ำจะเป็สีทองใสเป็ประกาย อ่างที่มีผลึกประจำธาตุน้ำจะเป็สีฟ้าใสมีประกายราวกับเพชร และอ่างที่มีผลึกประจำธาตุไฟจะเป็สีส้มแดงใสสว่าง
เทพวารีถามด้วยความสงสัย "นั่งแช่น้ำแต่ไม่ให้น้ำเข้าไปในร่างกายมันดูย้อนแย้งนะท่านพี่"
เทพอัสนีย์ตอบด้วยความสงบ "น้ำทิพย์จะทำปฎิกริยากับผลึกประจำธาตุ แล้วจะสร้างปราณเทพแท้ประจำธาตุขึ้นมาเป็ไอปราณ เ้าต้องดูดซับไอปราณนี้ร่วมกับยาเทพต้นกำเนิด ซึ่งพี่ต้องใช้ปราณกลั่นจนเป็ไอแล้วส่งเข้าไปในกายของพวกเ้า เมื่อบ่มจนได้ที่แล้ว ผลึกประจำธาตุจะถูกดูดกลืนเข้าร่างกายไปเปลี่ยนโครงสร้างของกระดูก เส้นเอ็น และเส้นเืให้แข็งแรงเป็ร่างเทพแท้ขึ้นมา กระบวนการนี้ใช้เวลาเพียง 3 วัน เ้าต้องอดทนหน่อยนะ ตอนเปลี่ยนกระดูก เส้นเอ็น และเส้นเืจะเ็ปมาก"
วันที่ 3 ภายในห้องฝึกอบรม มีเสียงร้องครวญครางดังจนแสบหู เมื่อสาวๆ เข้าสู่กระบวนการสุดท้ายในการเปลี่ยนกระดูก เส้นเอ็น และเส้นเื เสียงะเิดังสนั่นขึ้นพร้อมๆกัน จากนั้น สภาพของสามสาวก็เปลี่ยนไป ทั้งสามกลายเป็เทพแท้ระดับ 4 แล้ว
เทพอัสนีย์พูดด้วยความพอใจ "เอาละ ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วไปฝึกต่อที่อาคารประจำธาตุของเ้าแต่ละคนได้แล้ว"
ทั้งสามสาวตอบพร้อมกัน "รับทราบ"
เทพอัสนีย์วาร์ปออกจากอาคารสมบัติศักดิ์สิทธิ์ไปฝึกต่อที่อาคารสายฟ้าในทันที
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา
เทพอัสนีย์เดินออกจากอาคารสายฟ้าและเข้าสู่อาคารเทพนิทราซึ่งเป็อาคารชั้นเดียวแต่กว้างใหญ่มาก ภายในอาคารพบกับมหาเทพจอมราชัน
เทพอัสนีย์ "คารวะท่านพ่อ ท่านระดับ 25 แล้ว ลูกขอแสดงความยินดีด้วย"
มหาเทพจอมราชัน "ขอบใจๆ แล้วเ้าล่ะระดับใดแล้ว?"
เทพอัสนีย์ "ขณะนี้ลูกระดับ 30 แล้ว"
มหาเทพจอมราชันยิ้ม "ยินดีด้วยลูกรัก พ่อกลับพิภพอัสนีก่อนนะ" กล่าวจบ มหาเทพจอมราชันก็วาร์ปหายไป
เทพเหมันต์ที่เพิ่งเข้ามากล่าว "ท่านพี่ ข้าได้ขั้นมหาเทพระดับ 15 แล้ว"
องค์หญิงภูติเสริม "ข้าขั้นมหาเทพระดับ 13"
เทพอัสนีย์ "เดี๋ยวรอดู 3 สาวว่าได้ขั้นไหนกันแล้ว"
ไม่นานทั้งสามสาวก็ปรากฏกายขึ้นและรายงานผลการฝึกทันที
เทวีอัคนี "ข้าขั้นมหาเทพระดับ 10"
ปราชญ์ดรุณี "ข้าขั้นมหาเทพระดับ 10"
เทพวารี "ข้าขั้นมหาเทพระดับ 10"
เทพอัสนีย์กล่าวด้วยความพอใจ "เอาละ บัดนี้พวกเ้ากลายเป็เทพแท้ครบทั้ง 5 คนแล้ว เ้าจะได้รับสมญานามว่า 'เทพีแห่งธาตุทั้งห้า' เทพเหมันต์เทพีแห่งอากาศ ปราชญ์ดรุณีเทพีแห่งดิน เทพวารีเทพีแห่งน้ำ องค์หญิงภูติเทพีแห่งลม เทวีอัคนีเทพีแห่งไฟ หลังจากนี้พวกเ้าจงเร่งหาศิษย์เข้าตำหนักแล้วฝึกให้เขาเป็เทพแท้ เพื่อเร่งสร้างกองทัพบุกตีกลับมารพยัคขาวโดยเร็ว"
ทุกคนรับคำ "รับทราบ"