ผมเดินเข้ามาในห้องพักใหม่ของตัวเอง ก่อนจะเหลือบมองนาฬิกาบนผนังที่เข็มสั้นและเข็มยาวชี้บอกเวลา 00:50 น. ซึ่งถือว่าดึกมากแล้วสำหรับคนทั่วไปที่ควรจะหลับใหลอยู่บนเตียง
แต่สำหรับผม... เวลานี้ไม่ใช่เวลานอน แต่มันคือเวลางาน
เนื่องจากผมเลือกทำงานกะดึก และได้ใช้เวลาพักผ่อนมาอย่างเต็มที่ตลอดทั้งวัน มันเลยทำให้ผมในตอนนี้ไม่มีอาการง่วงเหงาหาวนอนเลยสักนิด ร่างกายของผมตื่นตัวเต็มที่
ผมวางสัมภาระลงพลางเดินไปที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่ ทอดสายตามองแสงไฟระยิบระยับของเมืองหลวงในยามค่ำคืนพลางปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปเรื่อยเปื่อย แต่แล้วความเงียบก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือ
หน้าจอแสดงหมายเลขที่ผมไม่คุ้นเคยปรากฏขึ้นมา ผมลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าควรจะกดรับดีหรือไม่ในเวลาที่ดึกสงัดขนาดนี้ แต่ด้วยสัญชาตญาณที่บอกว่าอาจจะเป็นเรื่องงาน ผมจึงตัดสินใจกดรับสาย
ทว่าเพียงแค่ได้ยินคำทักทายด้วยภาษาเกาหลีว่า "สวัสดี" จากปลายสาย หัวใจที่เคยนิ่งสงบของผมกลับเต้นผิดจังหวะจนต้องยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว เพราะน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์แบบนั้น คือเสียงของจองมินนั่นเอง
“เอ่อ...” ผมส่งเสียงผ่านลำคออย่างทำตัวไม่ถูก “สวัสดีครับคุณจองมิน” ผมตอบกลับไปช้าๆ พยายามรักษาระดับเสียงให้ดูเป็นปกติที่สุด
“ขอโทษด้วยนะคะที่โทรมาเอาป่านนี้ พอดีฉันแค่อยากจะเช็กให้แน่ใจน่ะค่ะว่านี่คือเบอร์ติดต่อของคุณจริง ๆ เมื่อกี้ตอนที่แยกกันฉันดันลืมสนิทเลย” จองมินอธิบายด้วยน้ำเสียงเกรงใจ
ผมเผลอพยักหน้าตามไปโดยอัตโนมัติแม้ว่าอีกฝ่ายจะมองไม่เห็นก็ตาม “ครับ ไม่เป็นไรเลยครับ ความจริงผมเองต่างหากที่สะเพร่า ลืมแจ้งเบอร์ติดต่อไว้ให้คุณ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ ครับ”
“ค่ะ...” จองมินรับคำแล้วเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะถามต่อด้วยน้ำเสียงเชิงบริหารจัดการตามนิสัย “ว่าแต่ที่พักของคุณอยู่ที่ไหนเหรอคะ ฉันอยากรู้พิกัดไว้เผื่อต้องคำนวณเวลาการเดินทางของคุณด้วย พรุ่งนี้เราจะได้กะเวลากันถูก”
ผมยกยิ้มมุมปากเล็กน้อยขณะมองออกไปนอกหน้าต่าง ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงสบายๆ ไม่ได้ปิดบัง
“ผมพักอยู่ชั้นถัดลงมาจากคุณนี่เองครับ พอดีมีการเปลี่ยนแผนกะทันหันนิดหน่อยเพื่อให้งานสะดวกขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ต้องห่วงเรื่องเวลาการเดินทางแล้วนะครับ ผมแสตนบายรอได้ทันที”
“โอ้... จริงเหรอคะ? บริษัทของคุณเช่าห้องราคาแพงขนาดนี้ให้คุณพักเลยเหรอคะเนี่ย” จองมินถามกลับด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ เพราะเธอรู้ดีว่าค่าห้องพักของโรงแรมระดับนี้ไม่ใช่ถูกๆ และบริษัทบอดี้การ์ดทั่วไปมักจะเข้มงวดเรื่องงบประมาณ
“เอ่อ...” ผมอึกอักไปครู่หนึ่ง สมองหมุนจี๋พลางคิดหาคำตอบที่ดูไม่น่าสงสัยที่สุด จะบอกว่าผมจ่ายเองก็คงจะดูรวยเกินหน้าเกินตาบอดี้การ์ดไปหน่อย
แต่ก่อนที่ผมจะได้ทันแต่งเรื่องอะไรขึ้นมา จองมินก็เอ่ยขัดความคิดของผมขึ้นมาเสียก่อน “ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าไม่สะดวกใจจะตอบ ฉันเข้าใจดีว่าบริษัทระดับแนวหน้าอาจจะมีสวัสดิการที่ดี ให้กับพนักงานฝีมือดี”
เธอพูดเหมือนพยายามช่วยหาทางลงให้ผม ซึ่งนั่นทำให้ผมลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกที่รอดตัวจากการหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลไปได้หวุดหวิด
“ข้อมูลของคุณที่บริษัทส่งมาให้ฉัน ถูกต้องทุกอย่างใช่ไหมคะ อย่างเช่นอีเมล พอดีฉันจะส่งตารางงานไปให้น่ะค่ะ” จองมินถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง เพราะเธอต้องการส่งรายละเอียดงานที่ค่อนข้างเป็นความลับผ่านช่องทางที่เป็นทางการ
“ถูกต้องทุกอย่างครับ” ผมตอบยืนยันไปสั้นๆ ขณะที่ในหัวกำลังทวนความจำว่าอีเมลที่ระบุไว้ในโปรไฟล์ระบบคืออันไหนกันแน่
“อือ...” จองมินครางรับเสียงเบาในลำคอ ราวกับกำลังใช้ความคิดไล่เรียงดูว่าเธอยังหลงลืมคำถามสำคัญอะไรไปอีกไหม ความเงียบปกคลุมสายอยู่ครู่หนึ่งจนผมได้ยินเสียงลมหายใจแผ่วเบาของเธอ “คงไม่มีอะไรแล้วล่ะค่ะ ถ้าอย่างนั้นก็แค่นี้แล้วกันนะคะ ฝันดีค่ะคุณวายุ”
“ครับผม เช่นกันครับ” ผมตอบกลับไปสั้นๆ ก่อนจะวางสาย
หลังจากวางสายไปได้ไม่นาน เสียงแจ้งเตือนอีเมลเข้าก็ดังขึ้นเบาๆ ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูรายละเอียดอย่างใจเย็น นิ้วเรียวไล่ไปตามบรรทัดของตารางงานที่ถูกจัดไว้อย่างแน่นขนัด ตั้งแต่เช้ามืดจนถึงดึกดื่น มีทั้งงานถ่ายแบบ งานสัมภาษณ์ และอื่นๆ
เมื่อไล่ดูรายละเอียดทั้งหมดจนจบ ผมก็ต้องถอนหายใจออกมาเบาๆ สรุปแล้วว่าพรุ่งนี้ทั้งวันผมแทบจะไม่มีเวลาได้กลับไปที่คอนโดของผมเลย
ผมขมวดคิ้วมุ่นพลางจ้องมองตารางงานในหน้าจออีกครั้งด้วยความสงสัย เพราะจากที่ไล่รายละเอียดดูอย่างถี่ถ้วน งานของผมต้องลากยาวไปถึงสามวันเต็มๆ ไม่ใช่สองวันตามที่ระบบเคยแจ้งไว้ก่อนหน้านี้
“เฮ้ย... ระบบ แกมั่วนรึเปล่าเนี่ย?” ผมสบถออกมาอย่างหงุดหงิดเล็กน้อย “ในตารางงานฉันต้องอยู่กับจีอาสามวัน ไม่ใช่สองวันนะ แกหรอกฉันนี่?”
ติ๊ง...!
[ต้องขออภัยในความผิดพลาดของข้อมูลครับ ระบบประมวลผลเกิดความคลาดเคลื่อนชั่วคราว เนื่องจากเดิมทีจีอามีกำหนดการจัดคอนเสิร์ตเพียงวันเดียว ทำให้มีเอกสารอัปเดตสองชุดที่ทับซ้อนกันในฐานข้อมูลครับ]
“เอกสารแค่สองชุดแกยังวิเคราะห์ผิดพลาดเนี่ยนะ?”
ผมพ่นลมหายใจออกมาอย่างไม่อยากจะเชื่อ พลางส่ายหน้าให้กับความซื่อบื้อของไอ้เทคโนโลยีล้ำสมัยที่ลอยอยู่ตรงหน้า
ติ๊ง...!
[ถือว่าเป็นค่าชดเชย ระบบได้มอบไอเทมสุ่มให้กับคุณจำนวนหนึ่งชิ้น]
สิ้นเสียงแจ้งเตือน กล่องสี่เหลี่ยมสามมิติที่มีประกายแสงวูบวาบก็โผล่ออกมาจากกลางอากาศ แล้วร่วงลงมากระแทกกลางหัวผมเข้าอย่างจัง!
“โอ๊ย...!”
ผมร้องลั่นพร้อมกับยกมือขึ้นกุมหัวตัวเองด้วยความทั้งตกใจและเจ็บจี๊ด
“นี่แกจงใจแกล้งฉันใช่ไหมหะ!?” ผมตวาดใส่หน้าจอโปร่งแสงที่ยังคงลอยนิ่งไม่รู้ไม่ชี้ “ให้ของชดเชยภาษาอะไรของแกถึงต้องร่วงใส่หัวคนอื่นแบบนี้ แกจะฆ่าฉันรึไง...”
ผมก้มลงมองไอเทมที่หล่นอยู่บนพื้นห้อง พลางบ่นอุบอิบพร้อมกับลูบหัวตัวเองไปมา
ผมรอคำตอบจากระบบอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ไร้วี่แววความสำนึกผิดใดๆ นอกจากความเงียบงัน ในเมื่อทำอะไรมันไม่ได้ ผมก็ได้แต่ถอนหายใจยาวอย่างยอมจำนน แล้วหันมาให้ความสนใจกับกล่องไอเทมสุ่มที่เพิ่งประทุษร้ายหัวผมเมื่อกี้
“เปิดไอเทมสุ่ม”
ผมเอ่ยสั่งการพลางใช้มืออีกข้างลูบหัว ตรงจุดที่กล่องตกใส่ซึ่งยังรู้สึกเจ็บอยู่เลย แสงสว่างวาบพุ่งออกมาจากกล่องก่อนที่ข้อความจะปรากฏขึ้นตรงหน้า
[ไอเทมที่สุ่มได้คือ: กล่องเงินมูลค่า 100,000 บาท]
“หะ... หนึ่งแสนบาท?”
ผมทวนคำพร้อมกับอ้าปากค้างไปสามวินาที ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าบูดบึ้ง
“ไอเทมกากสุดอีกแล้ว! นี่แกจงใจปั่นประสาทฉันแน่ๆ ไอเทมดีๆ มีตั้งเยอะแยะไม่สุ่มให้ แต่ดันสุ่มไอเทมระดับล่างมาปลอบใจเนี่ยนะ!”