หลังจากที่นำหินปราณเซียนระดับต่ำทั้งสิบก้อน วางเรียงกันเป็นวงรอบตัว
เทียนจุนก็ค่อยๆสูดลมหายใจเข้าลึก ร่างกายของเขาสงบนิ่งราวกับสายน้ำกลางหุบเขา มือทั้งสองพนมเข้าหากัน ดั่งพระอรหันต์ที่กำลังเข้าสู่สมาธิ ก่อนที่เขาจะหลับตาลง ใบหน้าสงบเงียบและแน่วแน่
“โอม...”
เสียงบทสวดพุทธองค์ดังก้องขึ้นภายในจิตสำนึก
คำสวดแต่ละคำก้องกังวานเป็นจังหวะ ก่อให้เกิดคลื่นพลังบางอย่างที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งร่างกาย
ขณะเดียวกัน เขาก็เริ่มโคจรคัมภีร์อรหันต์พุทธะมหาเจ้าธรรมจักรนิพพาน
ทันทีที่คัมภีร์เริ่มโคจร ปราณเซียนแห่งพุทธะภายในร่างกายของเขาก็เริ่มตอบสนอง
“วูมมมม!”
แสงสีทองอ่อนๆพลันเปล่งประกายออกมาจากร่างของเขา ลอยอ้อยอิ่งราวกับอักษรแห่งสวรรค์ที่จารึกอยู่ในวัฏจักรของพุทธะ คลื่นปราณเซียนอันสงบสุข ค่อยๆแผ่กระจายออกจากร่างของเขา ขยายออกไปยังอาณาเขตโดยรอบ
ไม่นานนัก ปราณเซียนที่อยู่ในบรรยากาศ รวมถึงพลังเซียนที่กักเก็บอยู่ในหินปราณเซียนระดับต่ำทั้งสิบก้อนก็เริ่มตอบสนอง
“ฟู่วววว!”
พลังเหล่านั้นถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างของเขา พวกมันไหลเข้าสู่เส้นชีพจรและตันเถียนอย่างต่อเนื่อง ราวกับกระแสน้ำที่โอบล้อมแม่น้ำสายใหญ่
เทียนจุนสามารถสัมผัสได้ถึง พลังอันบริสุทธิ์ที่กำลังหล่อเลี้ยงร่างกายของเขา
ทุกเส้นชีพจร ทุกส่วนของตันเถียน—กำลังถูกขัดเกลาโดยพลังแห่งพุทธะ!
ในเวลาเดียวกันที่อีกมุมหนึ่งของอาณาเขต
ตงหยูกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ภายในห้องของตนเอง ฝ่ามือทั้งสองวางอยู่บนเข่า พลางโคจรลมหายใจเพื่อบ่มเพาะพลังเซียน
แสงจันทร์สาดส่องลอดผ่านหน้าต่าง ทำให้บรรยากาศภายในห้องดูสงบและลึกลับ
“หืม?”
แต่แล้วดวงตาของเขาพลันเปิดขึ้นมาอย่างฉับพลัน สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจ
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ดูเหมือนปราณเซียนในอาณาเขตกำลังหลั่งไหลไปยังบางสิ่ง..”
ตงหยูขมวดคิ้ว เขาสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่ผิดปกติในอาณาเขตของบ้านพัก กระแสพลังเซียนที่เคยล่องลอยไปตามธรรมชาติ บัดนี้กลับพุ่งไหลไปรวมกันเป็นกระแสสายหนึ่ง และมันกำลังเคลื่อนที่ไปยังจุดศูนย์กลางบางแห่ง
“นี่เป็นพลังของใครกัน?”
ความสงสัยทำให้ชายหนุ่มต้องลุกขึ้นยืน ก่อนจะก้าวเดินตามสัมผัสของพลังเซียน
ไม่นานนัก เขาก็มาหยุดอยู่หน้าห้องพักของเทียนจุน
กระแสพลังที่รุนแรงและสงบสุข หลั่งไหลออกมาจากภายในห้อง ทำให้ตงหยูอดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจ
“เป็นฝีมือของเขาเองเรอะเนี่ย?”
ตงหยูจ้องไปที่ประตูด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
“ชายหนุ่มผู้นี้ เขากำลังดูดซับปราณเซียนของอาณาเขตนี้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
“ไม่ธรรมดา!”
ตัวของเขาได้แต่กลืนน้ำลายลงคออย่างลำบาก แววตาของเขาฉายประกายสับสน
ก่อนหน้านี้ พวกเขาเพียงแค่คิดว่าเทียนจุนเป็นผู้ฝึกตนที่แข็งแกร่ง แต่ตอนนี้ พลังของเขาอาจจะอยู่เหนือกว่าที่คิดเอาไว้เสียอีก
ในเวลานั้น ตงหยูเริ่มอยากรู้อยากเห็น แม้ในใจจะรู้ดีว่าสิ่งที่เขากำลังจะทำเป็นการเสียมารยาทอย่างยิ่ง
แต่ความอยากรู้อยากเห็นก็เอาชนะทุกสิ่งไปเสียแล้ว
“อึก? ขอโทษนะท่านเทียนจุน!”
เขากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ พลางหันมองซ้ายขวาให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่บริเวณนั้น
ก่อนจะค่อยๆลอบผลักบานประตูออกอย่างเงียบเชียบ เสียงลั่นเบาๆของไม้ดังขึ้นเพียงแผ่วเบา
ขณะที่ช่องว่างเล็กๆของประตูค่อยๆเปิดออก เผยให้เห็นภาพปรากฏการณ์ที่น่าอัศจรรย์ ภายในห้อง
“พระเจ้าช่วย!!”
สิ่งที่ตงหยูกำลังเห็น ทำให้ชายหนุ่มถึงกับต้องกลั้นหายใจไว้โดยไม่รู้ตัว
เสียงบทสวดพุทธองค์ดังก้องออกมาจากปากของเทียนจุน เสียงนั้นไม่ดังมากนัก ทว่ามันแฝงไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์อันน่าเกรงขาม ทำให้ทุกถ้อยคำที่เปล่งออกมา ดูเหมือนจะสะท้อนก้องไปในห้วงจิตสำนึกของผู้ที่ได้ยิน
แสงที่ทั่วร่างของเทียนจุน ก็เปล่งแสงสีทองอันเจิดจ้า
แสงสีทองแห่งปราณเซียนที่แผ่ออกมาจากร่างของชายหนุ่มนั้นสว่างไสว วูบวาบไปทั่วทั้งห้อง ราวกับว่าพระพุทธองค์มาสถิตร่าง
“ปะ.. ปราณเซียนแห่งพุทธะ!?”
“เขาฝึกฝนวิชาสายพุทธะเรอะเนี่ย?!”
ดวงตาของตงหยูเบิกกว้างและตื่นตระหนก เพราะเขาไม่คิดเลยว่าผู้บำเพ็ญเพียรที่ไม่โกนหัว จะเลือกเดินในเส้นทางสายนี้
“น่าเหลือเชื่อ!!”
ไม่ใช่แค่ร่างกายของเทียนจุนที่เปล่งแสง แต่ปราณเซียนที่อยู่รอบตัวเขา ทั้งพลังเซียนจากอากาศ ทั้งพลังที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากหินปราณเซียน กำลังหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างไม่รู้จบ
ในเวลานั้น สายตาของตงหยูพลันจับจ้องไปยังหินปราณเซียนระดับต่ำทั้งสิบก้อน
“อะ.. อะไรกัน!?”
ตงหยูกำลังเห็นกับตาว่าขนาดของหินปราณเซียนเหล่านั้นกำลังค่อยๆลดลง ราวกับว่าพวกมันกำลังถูกสูบพลังออกไปจนหมดสิ้น
เทียนจุนผู้นี้กำลังดูดซับปราณเซียนรอบตัวในปริมาณที่มหาศาลและรวดเร็วมาก
“ประสิทธิภาพในการดูดกลืนพลังเซียนระดับนี้
“มันเป็นไปได้อย่างไรกัน!?”
ชายหนุ่มได้แต่อ้าปากค้าง หัวใจเต้นระรัวด้วยความตกตะลึง
เพราะเขาเองก็เป็นผู้ฝึกตน และผ่านการฝึกฝนจากสำนักมาแล้ว และรู้ดีว่าผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ ไม่สามารถดูดซับพลังเซียนได้เร็วขนาดนี้ ต่อให้เป็นอัจฉริยะของสำนัก หรือผู้ที่มีพรสวรรค์เหนือคนธรรมดา พวกเขาก็ยังต้องใช้เวลาในการโคจรปราณ และค่อยๆซึมซับพลังอย่างช้าๆ
แต่สิ่งที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้ามันเกินกว่าปรากฏการณ์
“นี่มันเหนือกว่าขอบเขตของอัจฉริยะไปแล้ว!”
“เขามีกายศักดิ์สิทธิ์? ใช่แล้ว เขาจะต้องเป็นบุตรแห่งโชคชะตาแน่ๆ!!”
ตงหยูยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อเย็นที่ผุดขึ้นบนหน้าผากของตนเอง ดวงตาของเขาสั่นไหว
เขามั่นใจว่าตัวเองไม่ได้มองผิดไป
“สัตว์ประหลาดชัดๆ!”
ความสามารถในการดูดกลืนปราณระดับนี้ แม้แต่ในสำนักที่เขาเคยฝึกตนก็ไม่เคยเห็นใครที่สามารถทำได้เช่นนี้มาก่อน เหล่าผู้ฝึกตนระดับสูงในสำนัก ยังต้องใช้เวลาสักพัก กว่าจะสามารถดูดซับพลังเซียนจากหินปราณเซียนให้หมดไปเพียงหนึ่งก้อน
“เขากำลังดูดซับพลังจากหินปราณเซียนสิบก้อนพร้อมกัน!”
“และกำจัดพวกมันจนเหือดแห้งไปอย่างรวดเร็ว!”
“นี่มันไม่ใช่เรื่องที่มนุษย์ธรรมดาควรทำได้”
ตงหยูเข้าใจดีว่า บางครั้งฟ้าสวรรค์ก็ประทานศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัดให้แก่บางคน
คนเช่นนั้นมักถูกเรียกว่า "บุตรแห่งโชคชะตา" พวกเขาเป็นบุคคลที่เกิดมาพร้อมกับโชคชะตาที่โดดเด่นเหนือผู้อื่น
มีโอกาสก้าวข้ามขีดจำกัดของสามัญชน และไต่เต้าสู่จุดสูงสุดของเส้นทางการบำเพ็ญเพียร
และในตอนนี้ ตงหยูมั่นใจเป็นอย่างมาก เขาครุ่นคิดด้วยความจริงจัง
“ชายที่ชื่อว่าเทียนจุนคนนี้จะต้องเป็นบุตรแห่งโชคชะตาอย่างแน่นอน!”
เขากลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง ร่างกายของเขายืนนิ่งอยู่หน้าประตู ไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัว
ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดความรู้สึกเคารพและหวาดหวั่นไปพร้อมกัน
“หากข้าได้เป็นสหายกับชายผู้นี้.. ข้าอาจได้เห็นเส้นทางแห่งความเป็นเซียนที่แท้จริง!”
ตงหยูสูดลมหายใจเข้าลึก ในใจรู้สึกปั่นป่วนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขากำลังตระหนักถึงบางสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง
“ข้าต้องบอกกับท่านพ่อ.. ให้ท่านรู้ว่าห้ามเป็นศัตรูกับคนผู้นี้เป็นอันขาด!!”