ยอดมนุษย์ทะลุเกมกลายพันธุ์

    บทที่ 51 สำนักทะเลทรายสมรู้ร่วมคิดกับตระกูลหลิว

     

    ตอนที่เซี่ยฮุยมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง

     

    ณ วิลล่าแห่งหนึ่งอยู่ห่างจากโรงแรมที่เขาอยู่ราว ๆ 5-6 กิโลเมตร

     

    ภายในห้องโถงที่กว้างขวางโอ่อ่าและเงียบสงบ

     

    ผู้เฒ่าอายุเกือบห้าสิบปีกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ภายในห้องโถง

     

    มือขวาของเขาเปิดฝาถ้วยชาเบา ๆ เขายกขึ้นมาเป่าเพื่อให้อุณหภูมิความร้อนภายในถ้วยลดลง จากนั้นก็ยกขึ้นมาจิบ

     

    คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน สายตาเต็มไปด้วยแรงสังหารขณะจ้องมองไปยังลูกศิษย์ในสำนักของตัวเอง สายตาของเขาดูมืดหม่นเป็นอย่างมาก

     

    หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ผู้เฒ่าก็พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “พี่สองกับพี่สามเป็นคนที่อยู่ภายใต้การดูแลของเรา แต่กลับถูกสังหารทั้งคู่ ถ้าหากไม่ใช่เพราะเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนเจอตัว พวกเราคงไม่รู้เรื่องนี้”

     

    “พี่ใหญ่”

     

    ระหว่างที่พูดผู้เฒ่าก็กระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแรง

     

    โต๊ะไม้สั่นสะเทือนอย่างหนักแต่น้ำชาที่อยู่ในถ้วยกลับไม่กระเซ็นออกมานอกแก้วแม้แต่หยดเดียว

     

    “เล่ามาว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น?”

     

    พี่ใหญ่คือผู้ชายร่างใหญ่ดูสุขภาพดี เขาอายุราว ๆ สามสิบกว่าปี และมีนิสัยท่าทางซื่อ ๆ

     

    แม้แต่น้ำเสียงของเขาก็ดูเงอะงะเช่นกัน “ท่านเจ้าสำนัก น้องสองกับน้องสามร่วมมือกับใครบางคนเพื่อทำภารกิจบางอย่าง แต่หลังจากที่พวกเขาเดินทางออกไปในช่วงค่ำก็ไม่กลับมาอีกเลย สาเหตุก็เป็นเพราะถูกใครบางคนฆ่าตายครับ”

     

    “ร่วมมือกับใคร?”

     

    สายตาของผู้เฒ่าจ้องมองไปที่ผู้ชายซื่อ ๆ คนนั้น สีหน้าของเขาไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมเลยแม้แต่น้อย

     

    ผู้ชายท่าทางซื่อ ๆ คนนั้นตอบ “ตระกูลหลิวครับ”

     

    “ตระกูลหลิว...เยี่ยมจริง ๆ”

     

    ผู้เฒ่าชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นจากก็พูดด้วยน้ำเสียงเดือดดาล “ตอนที่หน่วยลาดตระเวนไปยังที่เกิดเหตุ เจอแค่ศพของสองคนนั้น ทั้ง ๆ ที่เป็นภารกิจที่ทำร่วมกันแต่กลับไม่เจอคนของตระกูลหลิวแม้แต่คนเดียว”

     

    “หรืออาจจะพูดได้ว่า...ตระกูลหลิวไม่ได้ส่งใครไปที่นั่น”

     

    ผู้เฒ่าพูดด้วยน้ำเสียงที่ดุดันมากยิ่งขึ้น “พวกมันใช้ประโยชน์จากน้องสองและน้องสามเป็นเครื่องมือ ทำแบบนี้คงเห็นสำนักทะเลทรายของฉันเป็นเครื่องมือของพวกมันสินะ”

     

    เมื่อเห็นว่าผู้เฒ่าโกรธจนเลือดขึ้นหน้า คนของเขาก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไรแม้แต่คำเดียว

     

    “ศิษย์พี่ใหญ่ ไปที่ตระกูลหลิว บอกให้พวกมันอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด”

     

    ท้ายที่สุดผู้เฒ่าก็ตบฝ่ามือลงบนโต๊ะ โต๊ะที่ถูกสร้างขึ้นด้วยไม้ชั้นดีจึงแตกกระจุยกระจายเป็นเสี่ยง ๆ

     

    “ครับ ท่านเจ้าสำนัก”

     

    กล้ามเนื้อบนร่างกายใหญ่โตของพี่ใหญ่บีบรัดเข้าด้วยกันราวกับเหล็กที่ควบแน่น

     

    เสียงของเขาดังก้องไปทั่วทั้งห้องราวกับระฆัง พูดจบเสียง “ตึง ๆ” ก็ดังขึ้นขณะหมุนตัวเดินออกจากห้องโถงแห่งนี้ไป

     

    “ศิษย์น้องห้า นายตามเขาไป”

     

    เมื่อเห็นศิษย์พี่ใหญ่เดินออกไป ผู้เฒ่าก็ยกมือขึ้นมากุมขมับตัวเอง

     

    จากนั้นเขาก็สั่งไปยังคนของเขาอีกคนหนึ่งว่า “พี่ใหญ่ของนายซื่อตรงเกินไป นายเป็นคนที่มีไหวพริบดีที่สุด ถ้าหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็พลิกแพลงตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นหน้างานได้เลย”

     

    “ครับ”

     

    ชายหนุ่มร่างผอมบางได้ยินเช่นนั้นก็โน้มตัวลงเพื่อทำความเคารพ จากนั้นก็รีบวิ่งตามพี่ใหญ่ไป

     

    ผู้เฒ่าหันไปมองลูกศิษย์คนอื่น ๆ ของเขาที่เหลืออยู่

     

    “รีบใช้เวลานี้ฝึกฝนตัวเอง ช่วงไม่กี่ปีมานี้ตระกูลหลิวพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง ตอนนี้พวกมันกล้าใช้สำนักทะเลทรายของเราเป็นเครื่องมือ หมายความว่าพวกมันคงได้รับการสนับสนุนจากใครบางคน”

     

    “ความบาดหมางของกลุ่มใหญ่ ๆ ภายในเมืองหลวงในช่วงที่ผ่านมา ต่างก็มีเงาของพวกมันปรากฏขึ้นทุกครั้ง สงครามครั้งใหญ่คงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ ดูเหมือนว่าตอนนี้ภาพรวมของตระกูลหลิวคงใหญ่มาก ฉันไม่สนใจว่าตระกูลหลิวจะมีใครหนุนหลังอยู่ ในเมื่อพวกมันกล้ายื่นมือออกมาแบบนี้ ฉันก็จะกำจัดกรงเล็บของมันให้สิ้นซาก”

     

    พูดถึงตรงนี้ สายตาของผู้เฒ่าก็ประกายแสงที่เนืองแน่นไปด้วยแรงสังหาร

     

    “ครับ”

     

    เมื่อเห็นว่าเหล่าลูกศิษย์แยกย้ายกันออกไปฝึกกันต่อ ผู้เฒ่าก็นั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้ง แม่บ้านนำโต๊ะและน้ำชาชุดใหม่มาวางตรงหน้าเขาอีกครั้ง

     

    ผู้เฒ่าจิบชาไปพลางก็หันไปมองด้านนอกหน้าต่างไปพลาง บัดนี้เขากลับเข้าสู่โหมดผ่อนคลายอีกครั้งแล้ว

     

    “พี่ใหญ่ ช้าก่อน”

     

    หลังจากเดินออกมาจากวิลล่า พี่ห้าก็รีบวิ่งตามหลังพี่ใหญ่พร้อมกับตะโกนเสียงดัง

     

    ตอนที่ขยับเข้ามาใกล้ พี่ห้าก็พูดกับพี่ใหญ่ว่า “พี่ใหญ่...เจ้าสำนักบอกให้ฉันไปที่ตระกูลหลิวกับพี่”

     

    “นายจะตามไปทำไม ฉันจัดการภารกิจนี้คนเดียวได้”

     

    พี่ใหญ่พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเท่าไหร่นัก “ความแข็งแกร่งของนาย ไปที่นั่นก็มีแต่จะเป็นตัวถ่วงของฉันเปล่า ๆ”

     

    พี่ห้าได้ยินเช่นนั้นก็สีหน้าอึมครึมขึ้นมาในทันที แต่เขาก็สามารถควบคุมอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติได้อีกครั้ง “ความแข็งแกร่งของฉันอยู่ขอบเขตพิเศษขั้น 6 แล้ว มันก็จริงอยู่ที่ฉันคงไม่สามารถเทียบขั้น 9 ของพี่ได้ แต่ฉันก็เป็นผู้แข็งแกร่งขอบเขตพิเศษนะ”

     

    “อีกอย่างพวกเราไปที่นั่นเพื่อฟังคำอธิบายของตระกูลหลิว ไม่ได้ไปที่นั่นเพื่อสู้กับพวกเขาสักหน่อย”

     

    “หึ...พวกมันทำให้น้องสองกับน้องสามต้องตาย”

     

    พี่ใหญ่ยกหมัดขึ้น “ถ้าหากไม่สามารถอธิบายในสิ่งที่สมเหตุสมผลได้ ฉันก็จะใช้หมัดของฉันเพื่อเจรจากับพวกมัน”

     

    “โอเค ๆ แล้วแต่พี่เลย”

     

    พี่ห้าตอบกลับไปแบบขอไปที จากนั้นก็พูดเตือนว่า “พวกเราไปถึงที่นั่นเมื่อไหร่ค่อยว่ากันอีกทีเถอะ”

     

    ……

     

    ณ ห้องสมุดภายในลานของตระกูลหลิว

     

    “คุณชายรอง คนของตระกูลทะเลทรายอยู่ที่ห้องโถงใหญ่ครับ”

     

    ผู้ดูแลบ้านเดินเข้ามารายงานชายหนุ่มที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนม้านั่ง

     

    ชายหนุ่มอายุราว ๆ ยี่สิบต้น ๆ สวมใส่ด้วยเสื้อผ้าหลวมโคร่ง ริมฝีปากแดงสุขภาพดี ฟันขาวสะอาด ใบหน้าผุดผ่องราวกับผิวหยก คิ้วได้รูปเป็นเส้นราวกับภาพวาด

     

    เมื่อได้ยินพ่อบ้านพูดเช่นนั้น ชายหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นจากหนังสือที่อยู่ตรงหน้า มุมปากของเขากระตุกให้เห็นรอยยิ้ม

     

    “ดูเหมือนว่าตระกูลทะเลทรายคงจะมาประณามเราถึงที่นี่เลยสินะ ดูเหมือนว่าหลิวเทียนโย่อย่างฉันคงต้องออกไปพบหน้าสักหน่อยแล้ว”

     

    พูดจบหลิวเทียนโย่ก็วางหนังสือในมือลง จากนั้นก็เดินออกจากห้องไปในทันที

     

    ผ่านไปได้ไม่นาน ร่างของหลิวเทียนโย่ก็ปรากฏขึ้นภายในห้องโถงใหญ่

     

    เมื่อเห็นชายสองคนนั่งอยู่ภายในห้อง รอยยิ้มของหลิวเทียนโย่ก็ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

     

    ที่แท้ก็สองคนนี้นี่เอง

     

    หลิวเทียนโย่เดินเข้ามาด้านในห้อง

     

    “ลูกศิษย์ที่เก่งกาจของตระกูลทะเลทรายทั้งสองเดินทางมาถึงที่นี่ ช่างเป็นเกียรติแห่งตระกูลหลิวยิ่งนัก”

     

    ระหว่างที่เดินเข้ามา หลิวเทียนโย่ก็พูดด้วยน้ำเสียงดังฟังชัดเพื่อต้อนรับบุคคลทั้งสอง

     

    “เลิกพูดจาไร้สาระ คุณชายรองหลิว คุณใช่ไหมที่วางแผนทำให้น้องสองกับน้องสามของสำนักทะเลทรายของพวกเราต้องตาย”

     

    พี่ใหญ่ถามอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่เกรงใจใครหน้าไหนทั้งสิ้น

     

    “หืม...”

     

    แม้ว่าหลิวเทียนโย่จะเคยได้ยินถึงกิตติศัพท์ว่าศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักซาอย่างจางต๋าเป็นคนตรงไปตรงมา

     

    แต่เมื่อถูกถามออกมาตรง ๆ แบบนี้ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป

     

    “แน่นอนว่าไม่ใช่อย่างนั้น ศิษย์น้องของนายถูกเป้าหมายของภารกิจในครั้งนี้ฆ่าตาย”

     

    หลังจากหลิวเทียนโย่อธิบาย สายตาของเขาก็เหลือบมองไปยังคนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ จางต๋า

     

    สำหรับจางต๋าไม่ใช่เรื่องยากที่จะรับมือ คนที่รับมือได้ยากยิ่งกว่าคือหลิวจี้ที่ยืนเงียบอยู่ข้าง ๆ จางต๋าต่างหากล่ะ

     

    “เป้าหมายภารกิจของพวกคุณในครั้งนี้คือใคร?”

     

    หลิวจี้เปิดประเด็นถามอีกฝ่าย “ทำไมพวกคุณถึงไม่ส่งคนของตัวเองออกไปด้วย?”

     

    หลิวเทียนโย่คิดคำตอบไว้ตั้งแต่แรกแล้ว “ประเด็นหลักก็คือพี่หลี่กับพี่หวางคิดว่าเป้าหมายในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถ ดังนั้นพวกเขาจึงปฏิเสธที่จะให้คนของฉันเข้าร่วม”

     

    พูดจบหลิวเทียนโย่ก็พูดด้วยน้ำเสียงราวกับรู้สึกโศกเศร้าว่า “ใครจะไปคิดล่ะว่าเป้าหมายจะมีความแข็งแกร่งซ่อนอยู่ ด้วยเหตุนี้พี่หลี่กับพี่หวางจึงถูกฆ่าตาย”

     

    “เรื่องที่ทั้งสองคนถูกฆ่าตาย พวกเราเองก็รู้สึกผิดและละอายใจเช่นกัน เรายินดีที่จะมอบถนนฝั่งตะวันออกให้กับตระกูลทะเลทรายเพื่อเป็นการชดใช้”

     

    “อย่าเพิ่งพูดถึงเรื่องชดใช้เหล่านี้”

     

    หลิวจี้ยกมือห้ามอีกฝ่าย จากนั้นก็ถามว่า “เป้าหมายของพวกคุณในครั้งนี้คือใคร? ได้ยินมาว่าเป็นเด็กมัธยมปลายใช่ไหม?”

     

    “ใช่แล้ว เป็นเด็กมัธยมปลายที่มีระดับพรสวรรค์ชั้นยอดคนหนึ่ง”

     

    หลิวเทียนโย่แสร้งพูดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “เจ้าเด็กนั่นทำให้ภารกิจสำคัญของตระกูลหลิวล้มเหลว ดังนั้นพวกเราจึงตามหาคนเพื่อทำภารกิจนี้ และเชิญพี่หลี่กับพี่หวางให้ไปจับตัวเด็กคนนั้น”

     

    “นักเรียนมัธยมปลายแค่คนเดียวแต่ฆ่าพี่สองกับพี่สามได้เนี่ยนะ?”

     

    หลิวจี้มองหลิวเทียนโย่ด้วยความสงสัย

     

    “เด็กคนนั้นมีความแข็งแกร่งซ่อนอยู่ หลังจากภารกิจล้มเหลว ฉันก็ได้รับข่าวเพิ่มเติมว่าหมอนั่นอยู่ขอบเขตพิเศษขั้น 9”

     

    ระหว่างที่พูดสายตาของหลิวเทียนโย่ก็แอบประกายความอิจฉาออกมา

     

    เขาอยู่ในตระกูลหลิวมานานมากแล้ว และเขาก็ใช้เวลาไปกับความพยายามอย่างหนักจึงเข้าสู่ขอบเขตพิเศษขั้น 9 ได้

     

    เด็กที่ชื่อเซี่ยฮุยคนนั้น ไม่ได้มีอำนาจอะไรเลยแต่เขากลับเข้าสู่ขอบเขตพิเศษขั้น 9 ได้

     

    บนใบหน้าของหลิวเทียนโย่ไม่สามารถมองหาข้อเท็จจริงใด ๆ ได้

     

    หลิวจี้ถามเป็นครั้งสุดท้าย “ถ้างั้นผมขอข้อมูลของเด็กคนนั้นหน่อย หลังจากที่พวกผมจับตัวมันไปที่สำนักทะเลทรายได้เมื่อไหร่ ถ้าหากเรื่องที่เด็กคนนั้นพูดไม่ตรงกับที่คุณชายรองพูด สิ่งที่ตระกูลหลิวต้องชดใช้ให้พวกเราไม่ได้มีแค่นี้แน่”

     

    “นั่นสิ ๆ มันก็ควรจะเป็นแบบนี้แหละ หวังว่าสำนักทะเลทรายจะจับตัวเด็กคนนั้นได้นะ”

     

    หลิวเทียนโย่ทำท่าทางราวกับตั้งหน้าตั้งตารอให้สำนักทะเลทรายจับตัวเด็กคนนั้นมาให้ได้โดยเร็ว

     

    หลิวจี้ดวงตาเป็นประกาย เขาพูดขู่อีกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา “หวังว่ามันจะเป็นอย่างที่คุณพูด ไม่เช่นนั้น...”

     

    ยังไม่ทันที่เขาจะพูด เขาก็เหลือบมองอีกฝ่ายด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความหมาย จากนั้นหลิวจี้และจางต๋าก็หมุนตัวเดินออกจากตระกูลหลิวทันที

     

    “คุณชายรองครับ...”

     

    หลิวเทียนโย่ยกมือหยุดพ่อบ้านไม่ให้พูดอะไร มุมปากของเขากระตุกให้เห็นรอยยิ้มจาง ๆ “ไม่เช่นนั้นงั้นเหรอ? รอให้แผนของพวกเราสำเร็จก่อนเถอะ ถึงเวลานั้นฉันเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าสำนักทะเลทรายของพวกนายจะยังอยู่รอดปลอดภัยหรือเปล่า”