Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 334 กองทัพหุ่นยนต์

กองทัพหุ่นยนต์

 

            ความตื่นเต้นยินดีของคนทั้งสองถูกความขัดเขินและความกระอักกระอ่วนเข้าแทนที่ทำให้บรรยากาศโดยรอบกลายเป็นความอึดอัดที่แฝงไว้ด้วยความวาบหวานที่แปลกประหลาด

            กว่าทั้งสองคนจะได้สติก็ผ่านไปอึดใจหนึ่ง ฝ่ายที่ได้สติก่อนกลับเป็นแองจี้ที่หันกลับไปคุยเรื่องงานตามเดิมจนทำเอากัสแทบจะตามไม่ทัน

            รายละเอียดมากมายหลุดออกมาจากปากของแองจี้ไม่มีหยุดทำให้กัสที่รับฟังได้แต่ตอบรับไปแบบไม่ได้สติเท่าไหร่นัก

            กว่าจะรู้ตัวอีกทีแองจี้ก็ยิ้มหวานให้กัสด้วยความขอบคุณหลังจากที่จดรายละเอียดต่างๆ ที่ตกลงกับเขาจนแล้วเสร็จ

            “ถ้ายังไงข้าขอตัวกลับไปร่างแบบสำหรับหุ่นยนต์ชนิดใหม่ก่อนนะคะท่านกัส”

            “อ่า..อืม..ฝากด้วยนะแองจี้”

            “ด้วยความยินดีค่ะ!”

            หลังจากนั้นแองจี้ก็เดินจากไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งกัสที่ยังไม่ได้สติเต็มที่นั้นไม่ทันสังเกตเลยสักนิดว่าฝีเท้าของแองจี้นั้นเร็วกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด

            ถึงกัสจะมองไม่เห็น แต่ก็มีอยู่คนหนึ่งที่มองเห็นนั่นคือมิโดริที่ไม่ได้ถูกบรรยากาศแปลกๆ ทำให้เสียสมาธิ เธอนิ่งฟังอยู่ด้านข้างมาสักพักใหญ่แล้ว เธอจึงมองเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับกัสและแองจี้ได้อย่างชัดเจน

            โดยเฉพาะท่าทางที่เร่งรีบเหมือนกับกำลังวิ่งหนีของแองจี้ มิโดริเองก็เห็นได้อย่างชัดเจนจนอดไม่ได้ที่จะยิ้มน้อยๆ ด้วยความเห็นใจ

            เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้พูดได้ว่าคนนอกมองเห็นได้ชัดกว่าคนในจริงๆ

            ทว่ามิโดริก็ไม่ได้บอกกัสเกี่ยวกับเรื่องนี้เพราะว่ามันจะทำให้แองจี้ลำบากใจเสียเปล่าๆ ยิ่งไปกว่านั้นเธอเองก็พอจะมองออกว่าเขาเองก็พยายามเว้นระยะห่างจากแองจี้อยู่เหมือนกัน

            หลังจากแองจี้จากไปได้ครู่หนึ่งกัสที่ยืนมองจนเหม่อลอยก็เริ่มได้สติ เขานึกถึงเรื่องที่คุยกับแองจี้เมื่อครู่นี้อีกครั้งก่อนจะอุทานออกมาเบาๆ หลังจากนึกขึ้นมาได้ว่าสิ่งที่เขาคุยกับแองจี้นั้น มันไม่ใช่สิ่งที่เขาตั้งใจไว้ตั้งแต่แรก

            เสียงอุทานของกัสนั้นทำให้มิโดริหันกลับมามองเขาด้วยความประหลาดใจ

            “เกิดอะไรขึ้นหรือคะท่านกัส มีอะไรไม่ถูกต้องหรือคะ”

            “ไม่มีอะไรหรอก ข้าก็แค่..ลืมตัวไปหน่อย ก็นะ ตอนแรกข้าตั้งใจจะทดลองดูว่าการปลูกฝังพลังวิญญาณมันช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้ข้าได้ยังไงเท่านั้น แต่ทำไมมันถึงกลายเป็นการสร้างหุ่นยนต์แรงงานไปได้ก็ไม่รู้”

            พูดแล้วกัสก็หัวเราะฝืนๆ ก่อนจะหันกลับไปมองดูดอกไม้สีดำตรงหน้าแล้วนึกหาวิธีใช้ประโยชน์ในการฝึกฝนจากการปลูกฝังพลังวิญญาณลงไปในดอกไม้

            “จริงสิ! มิโดริเจ้าพอจะรู้วิธีทำให้พืชดูดซับพลังวิญญาณในธรรมชาติได้เองไหม ข้าอยากจะลองทำให้ดอกไม้ดอกนี้มันดูดซับพลังวิญญาณแทนข้า เจ้าคิดว่ามันน่าจะทำได้ไหม”

            คำถามของกัสนั้นเหนือความคาดหมายของมิโดริไปมากทีเดียว แต่เธอก็คิดหาคำตอบให้เขาอย่ารวดเร็วก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆ เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้ที่ดอกไม้ตรงหน้าจะทำหน้าที่ดูดซับพลังวิญญาณแทนเขาได้

            “เด็กคนนี้ทำอะไรแบบนั้นไม่ได้หรอกค่ะท่านกัส แต่ถ้าเป็นพืชชนิดอื่นที่มีความสามารถในการดูดซับพลังวิญญาณละก็ ข้าพอจะหาให้ท่านได้นะคะ”

            “จริงหรือ! ดีเลยๆ ข้าคงต้องรบกวนเจ้าละนะมิโดริ”

            “ด้วยความยินดีค่ะท่านกัส!!”

            มิโดริยิ้มหวานด้วยความยินดี ก่อนจะกลับไปทบทวนความรู้เพื่อหาพืชที่มีความสามารถในการดูดซับพลังวิญญาณในธรรมชาติให้กับกัส

            หลังจากมองส่งมิโดริจากไปกัสก็หันกลับไปหาดอกไม้สีดำอีกครั้ง ก่อนจะสัมผัสมันอย่างแผ่วเบาแล้วดูดกลืนพลังวิญญาณกับจิตสำนึกกลับคืนมา

            เทียบกับการปลูกฝังแล้ว การดูดกลืนทำได้ง่ายกว่ามาก แต่มันก็ทำให้ดอกไม้ที่น่าสงสารต้องแตกสลายไปด้วยเช่นกัน

            ‘ดูเหมือนว่าการปลูกฝังพลังวิญญาณจะสร้างภาระให้กับภาชนะมากไปหน่อยแฮะ’

            กัสมองดูเศษซากของดอกไม้ที่แหลกสลายด้วยความเสียใจเพราะดอกไม้ดอกนี้เป็นดอกไม้ที่มิโดริพยายามปรับปรุงสายพันธุ์จนกลายเป็นดอกไม้ที่พิเศษ

            ถึงจะไม่รู้ว่าดอกไม้ดอกนี้พิเศษยังไง แต่การที่ต้องสูญเสียไปมันไปหลังจากดูดซับพลังวิญญาณกับจิตสำนึกกลับมาก็ทำให้กัสต้องคิดทบทวนอีกครั้งอย่างเสียไม่ได้

            ‘แปลก..ทำไมตอนที่เจ้านั่นดูดซับพลังกลับมาถึงไม่ทำให้ดอกไม้สูญสลายกัน..หรือข้าทำอะไรผิด’

            กัสคิดทบทวนอีกหลายต่อหลายครั้ง แต่เขาก็ไม่อาจหาคำตอบได้มากกว่านี้ เขาจึงทำได้เพียงถอนหายใจก่อนจะหันไปมองดูหุ่นยนต์ตัดไม้ที่ถูกถอดแกนกลางออกไป

            “หรือว่าข้าควรจะหันไปปลูกฝังพลังวิญญาณกับพวกหุ่นยนต์ดี..แต่ทำแบบนั้นแล้วข้าจะใช้พวกมันฝึกฝนได้ยังไงกัน”

            คิดแล้วกัสก็ขมวดคิ้ว ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยเพราะความคิดบางอย่างที่ผุดขึ้นมาในหัว

            ‘ทำแบบนั้นก็ได้งั้นหรือ..คงต้องลองดูเท่านั้นสินะ’

            ถึงตอนนี้กัสก็เริ่มชินเสียแล้วกับการมีผู้ช่วยที่คอยคิดหาคำตอบให้กับเขา เขาก็เลยไม่ติดใจมากนักและนำเอาความคิดแปลกๆ มาใช้จริงในทันที

            เมื่อมีแนวคิด การจะทำให้แนวคิดกลายเป็นจริงมันก็ไม่ยาก เรื่องนี้กัสจะพึ่งแองจี้ก็ได้

            แต่หลังจากคิดทบทวนดูอีกทีเขาก็ตัดสินใจทำด้วยตัวเองแทนเพราะความคิดแปลกๆ ที่ผุดขึ้นมาในหัวนั้น มันไม่ยากเท่าไหร่นัก กัสเลยอยากที่จะท้าทายสักหน่อยไหนๆ เขาก็เสียเวลาเรียนมาหลายเดือนแล้ว หากไม่นำความรู้มาใช้จริงบ้าง มันคงน่าเสียดายแย่ที่เสียเวลาเรียนไปตั้งขนาดนั้น

            ทันทีที่ตัดสินใจได้กัสก็กลับบ้าน พักผ่อน จากนั้นก็ใช้เวลาว่างระหว่างวันมานั่งออกแบบอุปกรณ์ที่จะใช้คู่กับการปลูกฝังพลังวิญญาณเพื่อการฝึกฝน

            โครงสร้างของอุปกรณ์นั้นกัสมีแบบร่างอยู่ในหัวแล้ว ซึ่งที่มาของแบบร่างก็มาจากอะไรสักอย่างที่อยู่ในหัวเขานั่นเอง

            ส่วนที่เหลือก็แค่ทำให้แบบร่างนั้นกลายเป็นของจริงและปรับปรุงให้มันทำงานได้จริงเท่านั้น

            ในขณะเดียวกันนั้นแองจี้ก็กำลังทำงานหนักเพื่อออกแบบหุ่นยนต์ทำงานให้กับกัสและเพื่อให้มันมีคุณสมบัติที่เหมาะสมและสนับสนุนเขาได้อย่างเต็มที่ แองจี้จึงทุ่มเทมากเป็นพิเศษเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุด

            มิโดริเองก็ยุ่งอยู่กับการมองหาพืชที่มีความสามารถในการดูดซับพลังวิญญาณในธรรมชาติเช่นกัน ซึ่งปัญหาในด้านนี้ดูเหมือนจะไม่ง่ายอย่างที่เธอคิด

            หนึ่งนั้นเป็นเพราะว่าพืชที่เธอรู้จักไม่สามารถนำเข้ามาปลูกในดันเจี้ยนได้ มิโดริจึงต้องศึกษาพืชทั้งหมดที่มีอยู่ในดันเจี้ยนเพื่อดูว่าพืชชนิดไหนบ้างที่มีความสามารถในการดูดซับพลังวิญญาณในธรรมชาติ

            ต่อจากนั้นเธอก็ต้องนำพืชชนิดนั้นๆ มาปรับปรุงสายพันธุ์เพื่อเพิ่มความสามารถในการดูดซับพลังวิญญาณให้มากที่สุดอีก

            งานของมิโดริจึงไม่นับว่าง่าย แต่ก็ไม่ได้ยากเกินความสามารถของเธอเช่นกัน

            เพียงอึดใจเดียวเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งอาทิตย์เต็มๆ ผลงานของแองจี้ก็กลายเป็นรูปร่างและถูกสร้างออกมาเป็นรุ่นทดลองในที่สุด

            เช่นเดียวกับมิโดริที่ค้นพบพืชที่มีความสามารถตรงตามความต้องการแล้วและกำลังอยู่ในช่วงปรับปรุงสายพันธุ์เพื่อเพิ่มความสามารถในการดูดซับพลังวิญญาณของพวกมัน

            ส่วนอุปกรณ์ที่กัสตั้งใจออกแบบและสร้างนั้น จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สมบูรณ์ดี ถึงจะสร้างจนนำออกมาใช้งานได้จริงแล้ว แต่ประสิทธิภาพในการทำงานของมันก็ไม่ตรงกับที่เขาหวังเอาไว้เลยสักนิด

            ท้ายที่สุดกัสก็จำต้องส่งแบบร่างและผลงานของเขาไปให้แองจี้ตรวจสอบเพื่อขอคำแนะนำ

            ภายในห้องทำงานของแองจี้ กัสได้นำเอาอุปกรณ์ที่มีรูปร่างคล้ายกับเครื่องกรองอากาศมาวางไว้ตรงหน้าแองจี้ พร้อมกับข้อมูลของแบบร่างที่ส่งให้กับแองจี้ผ่านบันทึกโลกวิญญาณ

            สีหน้าของแองจี้ยามที่มองดูแบบร่างนั้นทำให้กัสรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก เขารู้สึกเหมือนกับลูกศิษย์ที่นำการบ้านมาส่งอาจารย์

            มันมีทั้งความตื่นเต้น ความหวาดกลัวไปจนถึงความกระวนกระวายเล็กๆ ต่อคำตอบที่จะได้รับ

            “น่าสนใจมากค่ะ! เป็นผลงานที่น่าประทับใจจริงๆ ค่ะท่านกัส!”

            เมื่อได้ยินคำตอบกัสก็โล่งใจจนเกือบหมดแรง ก่อนจะกลายเป็นความประหลาดใจเพราะเขาไม่คิดว่าผลงานของเขาจะได้รับคำชมแบบนี้

            “จริงหรือแองจี้ เจ้าไม่คิดว่ามันแย่หรอกหรือ”

            “แย่หรือคะ..ไม่นี่คะ ข้าคิดว่าการออกแบบของท่านกัสค่อนข้างที่จะสมบูรณ์ทีเดียว หากข้าเข้าใจไม่ผิด ท่านกัสตั้งใจที่จะสร้างอุปกรณ์ตัวนี้โดยจำลองวิชาลมหายใจวิญญาณที่ท่านกัสฝึกใช่ไหมคะ”

             กัสแอบทึ่งน้อยๆ ที่แองจี้มองออกได้ในทันทีแบบนี้ก่อนจะพยักหน้ารับเร็วๆ ด้วยความยินดี

            “ถ้าเป็นแบบนั้นก็ถูกต้องแล้วละคะท่านกัส อุปกรณ์ตัวนี้ออกแบบมาได้สมบูรณ์แล้วละคะ แต่ถ้าจะให้ข้าแนะนำละก็ ท่านกัสน่าจะพัฒนาตัวกรองให้ดีกว่านี้สักหน่อย อย่างน้อยก็น่าจะลองใช้วิธีกรองด้วยน้ำแบบที่ท่านกัสใช้นะคะ ถ้าทำแบบนั้นประสิทธิภาพในการกรองพลังวิญญาณจะดีกว่านี้ค่ะ”

            เมื่อได้ฟังคำแนะนำของแองจี้ กัสก็ต้องยอมรับว่าตัวเขายังห่างไกลจากแองจี้อยู่มากจริงๆ ปัญหาที่เขาคิดหาวิธีแก้มาหลายวัน ถูกแองจี้มองออกและให้คำแนะนำได้ในอึดใจเดียวแบบนี้

            “ที่เจ้าพูดมันก็ถูกนะแองจี้..แต่ปัญหาก็คือ ข้าไม่รู้ว่าจะทำยังไงนี่สิ”

            กัสยิ้มฝืนๆ ด้วยความเขินที่ต้องยอมรับว่าเขาทำไม่ได้

            แองจี้มีท่าทางประหลาดใจเล็กน้อยที่กัสยอมสารภาพออกมาตรงๆ แบบนี้ ก่อนจะยิ้มหวานด้วยความชื่นชมและภาคภูมิใจเล็กๆ ที่เขากล้ายอมรับออกมาเช่นนี้

            “ไม่ต้องคิดมากหรอกค่ะท่านกัส การที่ท่านทำไม่ได้นั้น ไม่ได้หมายความว่าท่านไร้ความสามารถ แต่เป็นเพราะท่านยังมีประสบการณ์ไม่พอต่างหากละคะ”

            กัสพยักหน้ารับน้อยๆ และยอมรับว่าตัวเขาขาดประสบการณ์ไปบ้างจริงๆ ซึ่งหลังจากที่เขายอมรับว่าทำไม่ได้ แองจี้ก็รับเอางานนี้ไปดูแลแทนและออกแบบตัวกรองชนิดกรองด้วยน้ำให้กับเขาในหนึ่งวัน

            ทว่าสิ่งที่กัสคิดไม่ถึงก็คือนอกจากแองจี้จะออกแบบตัวกรองให้เขาแล้ว เธอยังปรับปรุงโครงสร้างหลักๆ ของอุปกรณ์ให้เรียบง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม

            ผลลัพธ์ที่น่ายินดีนี้ทำให้กัสพึงพอใจมาก ซึ่งมีเพียงเรื่องเดียวที่เขาไม่ดีใจนั่นก็คือ รูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างมากของอุปกรณ์ที่เขาออกแบบ

            “ทำไมต้องเป็นหัวสิงโตด้วยละแองจี้..”

            “เออ..ไม่ใช่ว่าท่านกัสชอบอะไรแบบนี้หรือคะ”

            คำตอบของแองจี้นั้นทำเอากัสถึงกับพูดไม่ออก แต่จะปฏิเสธเขาก็ทำไม่ได้ ยิ่งหลังจากเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนเป็นรู้สึกผิดของแองจี้ด้วยแล้ว เขาก็ยิ่งพูดไม่ได้เข้าไปอีก

            สิ่งเดียวที่กัสทำได้จึงมีเพียงการยอมรับและพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม แม้ว่าภายในใจจะหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้ก็ตาม

            เมื่อเห็นกัสยอมรับแองจี้ก็ยิ้มหวานด้วยความยินดี ก่อนจะแนะนำระบบต่างๆ ของอุปกรณ์ที่ผ่านการปรับปรุงใหม่ ประสิทธิภาพที่เพิ่มสูงขึ้นของมัน รวมไปถึงการแก้ปัญหาเรื่องเสียงรบกวนที่เคยมี

            หากตัดเอารูปลักษณ์ที่กลายเป็นหัวสิงโตขนาด 1 เมตรไป ระบบต่างๆ ของอุปกรณ์ตัวนี้นับว่าถูกยกระดับใหม่ทั้งหมด เรียกว่าดีกว่าที่เขาทำเอาเกือบเท่าตัว

            โดยเฉพาะระบบที่เขาลืมนึกไปอย่างระบบเก็บสะสมพลังวิญญาณ แองจี้ก็เสริมเข้าไปให้เขาเรียบร้อยชนิดที่ไม่ขาดตกบกพร่องใดๆ ทั้งสิ้น

            เมื่ออธิบายรายละเอียดทั้งหมดเสร็จ แองจี้ก็ทำการเปิดเครื่องจนเกิดเสียงดูดลมเบาๆ ที่แทบจะไม่ได้ยินขึ้น พร้อมกับการไหลเวียนของอากาศภายในห้องทำงานที่เริ่มเคลื่อนไหว

            กัสมองดูด้วยความประทับใจกับเสียงที่เบามาก ซึ่งต่างจากตอนที่เขาสร้างโดยสิ้นเชิง นอกจากเสียงรบกวนที่หายไปแล้ว สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาอย่างหน้าจอที่แสดงระดับพลังวิญญาณที่เก็บสะสมได้เองก็น่าสนใจมากเช่นกัน

            สิ่งนี้กัสไม่มีความเข้าใจแม้แต่น้อย เขาจึงไม่มีความคิดที่จะสร้างมันเลยและก็นึกไม่ถึงว่าแองจี้จะใส่มันเข้าไปในอุปกรณ์ตัวนี้ของเขา

            “เป็นยังไงบ้างคะ มีหน้าจอให้ดูแบบนี้สะดวกดีใช่ไหมคะ”

            “ใช่! น่าสนใจมากเลย ไหนดูสิ มีบอกความเร็วในการสะสมพลังวิญญาณด้วย! แถมยังบอกระยะเวลาที่ต้องใช้อีก..สุดยอดไปเลย”

            กัสทึ่งกับผลงานชิ้นนี้มากทีเดียวและพยายามทำความเข้าใจมันอยู่นานหลายสิบนาที ก่อนที่เขาจะถูกแองจี้เรียกให้ไปดูผลงานทดลองของเธอบ้าง

            ซึ่งกัสก็ไม่ปฏิเสธ แต่ก่อนที่เขาจะไปดู เขาก็ได้นำเอาอุปกรณ์รูปหัวสิงโตสีดำนี้ไปวางไว้นอกห้องก่อนเพื่อให้มันเก็บสะสมพลังวิญญาณได้อย่างเต็มที่

            จากนั้นกัสก็เข้าไปในโรงงานของแองจี้ ไปดูผลงานทดลองที่เธอใช้เวลาทั้งอาทิตย์ในการแบบออกและสร้างขึ้น

            ทันทีที่เดินเข้าไปด้านใน กัสก็ได้เห็นภาพที่ทำให้เขาอึ้งจนพูดอะไรไม่ออก ภาพของหัวสิงโตสีขาวทั้ง 9 หัวที่ถูกวางเอาไว้บนแท่นซึ่งมีความสูงเกือบครึ่งเมตร ซึ่งพอรวมกับความสูงของหัวสิงโตที่สูงถึง 2 เมตรแล้ว มันก็มีขนาดที่ใหญ่โตมากทีเดียว

            กัสมองภาพนี้ด้วยความสับสน ก่อนจะได้รับคำอธิบายจากแองจี้เกี่ยวกับหัวสิงโตทั้ง 9 นี้

            “สิ่งนี้คือตัวกระจายสัญญาณค่ะท่านกัส อย่างที่ข้าบอกไปเมื่ออาทิตย์ก่อน การใช้ผลึกวิญญาณที่ผ่านการปลูกฝังพลังวิญญาณและจิตสำนึกกับหุ่นยนต์เพียงตัวเดียวนั้นมันสิ้นเปลืองเกินไป ข้าก็เลยออกแบบมันใหม่ให้มันกลายเป็นตัวส่งสัญญาณแทน ด้วยวิธีนี้ผลึกวิญญาณหนึ่งก้อนจะสามารถควบคุมหุ่นยนต์ได้มากถึง 10 ตัวด้วยกันค่ะ”

            “10 ตัว..ถ้าอย่างนั้นหัวสิงโต 9 หัวนี้ก็ควบคุมหุ่นยนต์ได้ 90 ตัวสินะ”

            “ค่ะ! แต่นี่ก็เป็นผลจากการประมาณโดยใช้ระดับความแข็งแกร่งของจิตสำนึกในปัจจุบันนะคะ หากจิตสำนึกที่ท่านกัสปลูกฝังลงไปแข็งแกร่งขึ้นละก็ จำนวนของหุ่นยนต์ที่ควบคุมได้ก็จะเพิ่มขึ้นค่ะ”

            กัสสูดลมหายใจเข้าไปด้วยความตื่นเต้น ความสนใจที่มีต่อรูปลักษณ์ของมันหมดไปในทันทีเพราะประสิทธิภาพที่น่าทึ่งของมัน

            “หมายความว่าหากข้าใส่จิตสำนึกลงไปมากกว่านี้ ข้าก็สามารถควบคุมหุ่นยนต์ไปมากขึ้นสินะ”

            “ตามทฤษฎีก็ไม่ผิดค่ะ แต่ข้าคิดว่ามันน่าจะมีขีดจำกัดในระดับหนึ่ง แต่ไม่แนะนำให้ทำแบบนั้นนะคะท่านกัสเพราะถ้าทำแบบนั้นมันจะกระทบต่อการฝึกฝนของท่าน”

            กัสฉีกยิ้มด้วยความตื่นเต้นยินดีอย่างบอกไม่ถูกก่อนจะส่ายหน้าน้อยๆ จนทำให้แองจี้สับสน

            “นั่นก็ไม่เสมอไปหรอกแองจี้ การปลูกฝังจิตสำนึกอาจจะส่งผลกระทบต่อความแข็งแกร่งของข้าก็จริง แต่มันก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น จิตสำนึกที่ปลูกฝังลงไปนั้นก็ไม่ได้หายไปไหน หากข้าต้องการข้าสามารถดูดซับมันกลับไปได้เสมอ เช่นนี้จึงไม่นับว่าเสียเปล่า”

            แองจี้นิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับเพราะถ้าสิ่งที่กัสพูดมาคือความจริง เช่นนั้นการปลูกฝังจิตสำนึกก็เหมือนกับการฝากไม่ใช่การสูญเสียเช่นนี้ย่อมไม่ส่งผลกระทบในระยะยาว

            “ข้าเข้าใจแล้วค่ะ ถ้ายังงั้นรบกวนท่านกัสปลูกฝังพลังวิญญาณและจิตสำนึกลงไปด้วยค่ะ”

            กัสพยักหน้ารับ ขณะที่แองจี้ออกคำสั่งผ่านเสียง อึดใจเดียวหัวสิงโตทั้ง 9 หัวก็เปิดออกจนเผยให้เห็นแกนกลางขนาดเท่าฝ่ามือที่อยู่ภายใน

            ในจำนวนหัวสิงโตทั้งหมดนี้ มีเพียงหัวเดียวที่มีผลึกวิญญาณสีดำซึ่งเกิดจากการปลูกฝังพลังวิญญาณและจิตสำนึกลงไป ซึ่งดูแล้วก็เข้าใจได้ว่านี่คือแกนกลางของหุ่นยนต์ที่แองจี้นำออกมาเมื่ออาทิตย์ก่อน

            กัสเดินเข้าไปยังผลึกวิญญาณก้อนนั้นก่อนแล้วทำการปลูกฝังพลังวิญญาณและจิตสำนึกเพิ่มลงไป

            ช่วงเวลาที่เขาถ่ายพลังวิญญาณเข้าไปเพิ่มนั้น ระบบที่แองจี้วางไว้ก็ทำงาน พลังวิญญาณสีดำวิ่งไปตามวงจรวิญญาณทั้งหมดจนกระทั่งย้อมหัวสิงโตสีขาวที่สร้างจากผลึกวิญญาณให้กลายเป็นสีดำ

            “นี่มัน..”

            “ไม่ต้องเป็นห่วงค่ะท่านกัส ทั้งหมดเป็นไปตามกลไกที่ข้าออกแบบไว้ รบกวนท่านกัสใส่พลังวิญญาณลงไปจนกระทั่งหัวสิงโตเปลี่ยนเป็นสีดำจนหมดทั้งหัวด้วยค่ะ”

            กัสตอบรับแล้วถ่ายพลังวิญญาณลงไปเพิ่มอีกจนกระทั่งหัวสิงโตทั้งหัวกลายเป็นสีดำ จากนั้นก็ปลูกฝังจิตสำนึกตามเข้าไปจนกระทั่งแกนกลางปรากฏละอองแสงสีเงินลอยวนอยู่ภายในจนเกิดเป็นวังวนของดวงดาวขึ้นมาเขาถึงได้หยุด

            แองจี้เดินเข้ามาอย่างรวดเร็วและใช้อุปกรณ์ตรวจสอบวัดค่าความแข็งแกร่งของจิตสำนึกอย่างเร่งรีบ ก่อนจะพยักหน้ารับ

            “ตรวจวัดเรียบร้อย ในขั้นต้นขอให้ท่านกัสปลูกฝังจิตสำนึกในหัวสิงโตหัวอื่นในระดับนี้ด้วยนะคะ”

            “ได้! ไม่มีปัญหา”

            พูดจบกัสก็เริ่มลงมือต่อ เขาถ่ายพลังวิญญาณและจิตสำนึกลงไปในหัวสิงโตที่เหลือจนครบก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ

            แม้ว่าการปลูกฝังจิตสำนึกจะไม่เหนื่อย แต่การสูญเสียจิตสำนึกในปริมาณมากก็ทำให้เขารู้สึกอ่อนเพลียไม่น้อยเหมือนกัน

            ซึ่งหลังจากที่กัสปลูกฝังพลังวิญญาณและจิตสำนึกเรียบร้อยแล้ว แองจี้ก็พาเข้าไปพักด้านข้าง เมดสาวจักรกลก็เดินเข้ามาพร้อมกับอาหารว่างและน้ำชา

            “พักสักครู่นะคะท่านกัส ข้าขอตัวไปตรวจสอบความเรียบร้อยสักครู่ จากนั้นพวกเราจะทดลองใช้งานจริงกัน”

            “ไม่มีปัญหา ข้าไม่ได้เหนื่อยอะไรมาก เจ้าไปเถอะ”

            แองจี้ยิ้มรับและแสดงความเคารพกัสครั้งหนึ่งก็เดินออกไปอย่างเร่งรีบ เธอออกไปตรวจสอบระบบทั้งหมดของหัวสิงโตทั้งเก้า จากนั้นก็ออกคำสั่งให้หุ่นยนต์มาทำการเคลื่อนย้ายพวกมันออกไปด้านนอกเพื่อทดลองควบคุมหุ่นยนต์แรงงานก่อน

            ถึงตอนนั้นกัสก็มีโอกาสได้เห็นหุ่นยนต์แรงงานที่แองจี้สร้างขึ้น

            “หืม..ไม่ใช่หุ่นยนต์แมลงงั้นหรือ”

            กัสอุทานออกมาเบาๆ ด้วยความแปลกใจเมื่อเห็นหุ่นยนต์รูปแบบมนุษย์ที่ไม่มีหน้าตาจำนวนหนึ่งถูกขนออกไปโดยหุ่นยนต์แมลง

            ด้วยความประหลาดใจกัสเลยเดินตามออกไปดูและได้เห็นการควบคุมของแองจี้ที่ทำการใส่คำสั่งผ่านหัวสิงโตสีดำเพื่อทดสอบการควบคุม

            ในตอนนี้กัสยังไม่ได้ออกคำสั่งผ่านความคิด หุ่นยนต์ทั้งหมดจึงเคลื่อนไหวตามคำสั่งที่ถูกตั้งค่าเอาไว้ เพื่อตรวจสอบระบบ

            พอตรวจสอบเสร็จแองจี้ก็หันมาเห็นกัสเข้าไปดี เธอก็ยิ้มให้เขาจากนั้นก็ขอให้เขาทดลองออกคำสั่งผ่านหัวสิงโตดู เขาก็เลยทำตามที่เธอบอกและได้เห็นภาพที่น่าประทับใจอย่างบอกไม่ถูก

            เมื่อคำสั่งถูกส่งผ่านหัวสิงโตสีดำไป หุ่นยนต์รูปแบบมนุษย์เกือบสามสิบตัวก็ลุกขึ้นยืนและเดินออกไปตามคำสั่งของกัสแล้วเริ่มตั้งแถวเรียงหนึ่งตามคำสั่ง

            กัสทึ่งน้อยๆ กับการเคลื่อนไหวนี้จนอดไม่ได้ที่จะหันไปมองแองจี้ด้วยความประทับใจ จากนั้นเขาก็ออกคำสั่งที่ซับซ้อนมากขึ้นตามคำขอของแองจี้เพื่อทำการทดลองและเก็บข้อมูล

            กัสออกคำสั่งต่อไปจนกระทั่งชุดคำสั่งที่แองจี้คิดเอาไว้ถูกใช้จนหมด แองจี้ก็หันมายิ้มให้เขาแล้วกล่าวคำขอบคุณเบาๆ

            “ขอบคุณมากนะคะท่านกัสที่อุตส่าห์มาช่วย”

            “อย่าพูดแบบนั้นเลยแองจี้ ข้าต่างหากละที่ต้องขอบคุณเจ้า หากไม่ได้เจ้าช่วยละก็ เรื่องแบบนี้ก็ไม่มีทางเกิดขึ้นแน่ๆ”

            ในขณะที่คุยกับแองจี้ กัสก็หันไปมองภาพที่น่าประทับใจเบื้องหน้า ภาพของกองทัพหุ่นยนต์ที่เคลื่อนขบวนไปตามคำสั่งของเขา พวกมันเดินขบวนเรียงรายราวกับกองทัพที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี

            ภาพนี้ทำให้ความคิดบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจเขา ความคิดที่แสนน่ากลัวที่เขาไม่เคยคิดมาก่อน

            ‘ในอนาคตสิ่งนี้อาจจะกลายเป็นอาวุธลับที่ช่วยให้ข้ายึดครองเมืองแห่งนี้ก็เป็นได้’

            ถึงจะไม่เอาของที่แองจี้สร้างไปใช้ในสงคราม แต่กัสก็ปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าสิ่งนี้มีคุณค่าต่อเขามากขนาดไหนในสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต