หลังจากทริปพักผ่อนกลางป่าที่ช่วยให้เอเดนและเมโลดี้ได้เรียนรู้ตัวตนที่แท้จริงของกันและกัน ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็ยิ่งแน่นแฟ้นขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว แสงสว่างแห่งความหวังได้ส่องนำทางให้หัวใจของพวกเขาทั้งสองกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ความรู้สึกผิดต่ออดีตได้จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความเข้าใจและการยอมรับที่ลึกซึ้ง
เอเดนยังคงไปพบเมโลดี้ที่คลินิกตามนัด แต่ตอนนี้มันไม่ใช่การบำบัดอีกต่อไปแล้ว มันกลายเป็่เวลาที่พวกเขาได้พูดคุยกันอย่างเปิดเผยและจริงใจ เมโลดี้ยังคงทำหน้าที่จิตแพทย์ของเขาอย่างเต็มที่ แต่ในขณะเดียวกัน เธอก็เป็ผู้ที่รับฟัง เข้าใจ และเป็แรงผลักดันให้เขาก้าวเดินต่อไป
อาการซึมเศร้าของเอเดนหายไปจนเกือบหมดสิ้นแล้ว เขากลับมาเป็เอเดนคนเดิมที่เคยเป็ แต่เพิ่มเติมด้วยความอ่อนโยน ความเข้าใจ และความเข้มแข็งที่มากขึ้น ใบหน้าของเขาดูสดใสขึ้น มีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าบ่อยครั้ง และดวงตาที่เคยหม่นหมองก็กลับมามีประกายแห่งความสุขอย่างเต็มเปี่ยม
ความรู้สึกที่เอเดนมีต่อเมโลดี้ได้เติบโตขึ้นอย่างช้าๆ และมั่นคง มันไม่ใช่ความรักที่เร่าร้อนเหมือนที่เขามีให้ในอดีต แต่มันเป็ความรักที่อบอุ่น อ่อนโยน และเต็มไปด้วยความเข้าใจ เมโลดี้คือคนที่อยู่เคียงข้างเขาในวันที่มืดมิดที่สุด เธอคือคนที่ช่วยนำทางเขาออกมาจากความทุกข์ทรมาน และเธอคือคนที่ทำให้เขากล้าที่จะเปิดใจรับความรักอีกครั้ง
เอเดนรู้ดีว่าเขาไม่สามารถปล่อยให้ความรู้สึกนี้ค้างคาอยู่ได้อีกต่อไป เขา้าที่จะก้าวไปข้างหน้ากับเมโลดี้ ้าที่จะสร้างอนาคตที่แท้จริงร่วมกันกับเธอ เขาตัดสินใจแล้วว่าถึงเวลาที่จะต้องบอกความรู้สึกที่แท้จริงของเขาให้เมโลดี้ได้รับรู้ และ ขอให้เธอมาเป็ส่วนหนึ่งในชีวิตของเขาอย่างเป็ทางการ
เขาใช้เวลาหลายวันในการคิดหาวิธีที่จะขอเมโลดี้คบกัน มันจะต้องเป็วิธีที่โรแมนติก เป็วิธีที่มาจากใจ และเป็วิธีที่แสดงให้เห็นว่าเขารักและเห็นคุณค่าของเธอมากแค่ไหน เขาหวนนึกถึง่เวลาที่พวกเขาได้ใช้ร่วมกันที่บ้านพักกลางป่า สถานที่ที่เงียบสงบและเป็ส่วนตัว สถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำที่สวยงามของการเริ่มต้นใหม่
เอเดนตัดสินใจที่จะขอเมโลดี้คบกันที่นั่น ที่บ้านพักกลางป่าหลังเดิม
เขาเริ่มวางแผนอย่างละเอียด เขาโทรศัพท์ไปจองบ้านพักหลังเดิมอีกครั้ง แล้วเริ่มจัดเตรียมสิ่งของต่างๆ ที่จำเป็สำหรับการสร้างบรรยากาศที่โรแมนติก เขาเลือกดอกลิลลี่สีเพลิง ดอกไม้ที่เมโลดี้เคยบอกว่าลูน่าชอบมาก และเป็ดอกไม้ที่เชื่อมโยงพวกเขาทั้งสามคนเข้าไว้ด้วยกัน มาจัดเตรียมไว้ในแจกันเล็กๆ เพื่อนำไปประดับประดาในบ้านพัก
เอเดนยังคงเก็บเศษผงสีฟ้าจากคริสตัลเสียงไว้ในขวดแก้วเล็กๆ บนโต๊ะทำงานของเขา มันเป็สิ่งเตือนใจถึงบทเพลงสุดท้ายของลูน่า และถึงการเดินทางที่ผ่านมา เขาตัดสินใจที่จะนำขวดแก้วนั้นไปด้วยในคืนที่เขาจะขอเมโลดี้คบกัน เพื่อให้ลูน่าได้เป็พยานในการเริ่มต้นบทใหม่ของชีวิตเขา
เมื่อถึงวันนัดหมาย เอเดนโทรศัพท์ไปหาเมโลดี้
“คุณเมโลดี้ครับ คืนนี้คุณว่างไหมครับ” เอเดนถามด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้เป็ปกติที่สุด แต่หัวใจของเขากลับเต้นระรัว
เมโลดี้ยิ้ม “ว่างค่ะคุณเอเดน มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“ผม... ผมอยากชวนคุณไปที่บ้านพักกลางป่าที่เราเคยไปกันครับ” เอเดนกล่าว
“มีเื่สำคัญที่ผมอยากจะคุยกับคุณครับ”
เมโลดี้แปลกใจเล็กน้อย “ตอนนี้เหรอคะ”
“ครับ” เอเดนตอบ “ผมจะรอคุณที่หน้าบ้านพักนะครับ”
เมโลดี้รับปาก เธอรู้สึกถึงความตื่นเต้นเล็กๆ ที่ไม่เคยรู้สึกมานาน เธอไม่รู้ว่าเอเดน้าจะคุยเื่อะไร แต่เธอก็พร้อมที่จะรับฟังทุกสิ่งทุกอย่างที่เขา้าจะบอก
เมื่อค่ำคืนมาเยือน เมโลดี้เดินทางมาถึงบ้านพักกลางป่า เธอแปลกใจที่เห็นแสงไฟสีนวลส่องสว่างออกมาจากบ้านพัก และมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ เธอเดินเข้าไปในบ้านอย่างช้าๆ หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกัน ทั้งความสงสัย ความประหลาดใจ และความตื่นเต้น
เอเดนยืนรอเมโลดี้อยู่กลางห้องนั่งเล่นของบ้านพัก ท่ามกลางแสงไฟสลัวๆ และกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกลิลลี่สีเพลิงที่ประดับประดาอยู่ในแจกัน
เขาแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบๆ และกางเกงสแลคสีเข้ม ใบหน้าของเขาดูหล่อเหลาและอบอุ่นในแสงไฟสลัวๆ
เมโลดี้เดินเข้าไปหาเอเดนอย่างช้าๆ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
“คุณเอเดน... นี่มันอะไรคะ” เมโลดี้ถามเสียงแ่
เอเดนยิ้มอ่อนโยน เขาเอื้อมมือไปจับมือของเมโลดี้เบาๆ มือของเมโลดี้ยังคงอบอุ่นและ อ่อนนุ่ม ความรู้สึกอบอุ่นแล่นผ่านปลายนิ้วของพวกเขาทั้งสอง
“เมโลดี้ครับ” เอเดนเริ่มพูด เสียงของเขาแหบพร่าด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน
“ผม... ผมไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี”
เขาพาเมโลดี้เดินออกไปยังระเบียงบ้านพัก ที่ซึ่งมีม้านั่งไม้เล็กๆ วางอยู่ พวกเขานั่งลงข้างๆ กัน ท่ามกลางเสียงลำธารที่ไหลริน และ เสียงจิ้งหรีดที่ร้องขับกล่อมบรรยากาศ แสงจันทร์ส่องสว่างลงมาต้องพวกเขา ทำให้เงาของพวกเขาทอดยาวออกไปบนพื้นหญ้า มันเป็ภาพที่สวยงามและอบอุ่น
“เมโลดี้ครับ” เอเดนเริ่มพูดอีกครั้ง คราวนี้เสียงของเขาหนักแน่นขึ้น
“ตลอดเวลาที่ผ่านมา... คุณอยู่เคียงข้างผมเสมอ คุณช่วยให้ผมผ่านพ้นความเ็ปมาได้ คุณช่วยให้ผมได้ชีวิตของผมกลับคืนมา คุณคือแสงสว่างในชีวิตของผมครับ”
เมโลดี้มองเอเดน ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยน้ำตา เธอไม่เคยคิดเลยว่าเอเดนจะพูดคำเหล่านี้ออกมา
“ผมรู้ว่าผมเคยเ็ปมาก่อน” เอเดนกล่าวต่อ “ผมเคยคิดว่าผมคงไม่สามารถรักใครได้อีกแล้ว แต่คุณ... คุณทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าความรักไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียวเสมอไป คุณทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าการก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องลืมอดีต”
เอเดนหยิบขวดแก้วเล็กๆ ที่บรรจุเศษผงสีฟ้าจากคริสตัลเสียงออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เขาเปิดฝาขวด แล้วยื่นให้เมโลดี้ดู
“นี่คือสิ่งที่เหลืออยู่จากคริสตัลเสียงครับ” เอเดนพูด
“มันเป็สิ่งเตือนใจถึงบทเพลงสุดท้ายที่บริสุทธิ์ และ ถึงการเดินทางที่นำพาผมมาพบคุณ”
เมโลดี้มองเศษผงสีฟ้าในขวดแก้ว ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน
“บทเพลงนั้น... มันสอนให้ผมรู้ว่าการมีความสุขอีกครั้งไม่ใช่การทรยศต่ออดีต” เอเดนกล่าว
“มันสอนให้ผมรู้ว่าความรักยังคงอยู่เสมอ... และตอนนี้ผมรู้แล้วว่าความรักนั้นมันอยู่ตรงหน้าผม”
เอเดนเก็บขวดแก้วไว้ในกระเป๋าเสื้อ แล้วหันมาจับมือของเมโลดี้ไว้แน่น
“เมโลดี้ครับ” เอเดนพูดด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงและจริงใจ
“ผมรักคุณครับ... ผมรักคุณมากจริงๆ”
เมโลดี้เบิกตากว้างด้วยความใ น้ำตาไหลอาบแก้ม เธอไม่เคยคิดเลยว่าเอเดนจะพูดคำเหล่านี้ออกมา
“คุณจะให้โอกาสผมได้อยู่เคียงข้างคุณไหมครับ” เอเดนถาม
“คุณจะยอมเป็คนรักของผมไหมครับ”
เมโลดี้มองเอเดน ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความสุข ความโล่งใจ และความรักที่เอ่อล้นออกมาจากหัวใจ
“ฮึก ฉัน... ฉันก็รักคุณค่ะเอเดน” เมโลดี้ตอบเสียงสะอื้น
เธอโผเข้ากอดเอเดนอย่างสุดแรงเกิด เอเดนโอบกอดเธอไว้แน่น ปล่อยให้ความรู้สึกมากมายถาโถมเข้ามาในใจ ความอบอุ่นจากร่างกายของกันและกันทำให้พวกเขารู้สึกปลอดภัยและมั่นคง
ในอ้อมกอดนั้น พวกเขาต่างรู้ดีว่านี่คือจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในชีวิตของพวกเขา บทเพลงแห่งความรักบทใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น บทเพลงที่เอเดนและเมโลดี้จะร่วมกันบรรเลงด้วยหัวใจของพวกเขาเอง บทเพลงที่อาจจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ แต่เต็มไปด้วยความจริงใจ การยอมรับ และความหวังที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกัน
Alice คนชอบทะเล