ยามเมื่อเหมาเว่ยก้าวขึ้นสู่ระดับกษัตริย์ได้สำเร็จ ด้วยความร้อนใจจึงเร่งรีบกลับไปยังที่พัก เพื่อเข้าพบปีศาจโอสถผู้เป็นอาจารย์ และร้องขอให้ช่วยเหลือในที่สิ่งปรารถนาโดยเร็วที่สุด
“ท่านอาจารย์ ข้าตัดผ่านสู่ระดับกษัตริย์ได้สำเร็จแล้ว เหมาเว่ยต้องการให้ท่านช่วยส่งเสริม ผนึกดาววาสนาผสานกายให้แก่ศิษย์”
“นี่เจ้า...อย่าบอกนะว่าใช้ยาหนึ่งโคจรรวมฟ้าดินไปแล้ว”ปีศาจโอสถขมวดคิ้วเล็กๆระหว่างที่เปล่งถาม
“คือข้า....”
“ฮึ่ยยยย! วู่วามเกินไปแล้ว เจ้าไม่รู้รึไง ว่าในระดับกษัตริย์ขั้นหนึ่งขึ้นไป การบ่มเพาะจะเป็นไปอย่างยากลำบากและใช้เวลานาน กว่าที่จะทะลวงผ่านในแต่ละขั้น ในผู้ฝึกตนบางคนต้องใช้เวลาร่วมปีหรืออาจจะมากกว่านั้น เจ้าควรจะเก็บเม็ดยาแสนล้ำค่าไว้ใช้ช่วงนั้นสิ มิใช่ตอนนี้”ปีศาจโอสถมีท่าทางไม่เห็นด้วยอย่างเด่นชัด พลางเดินเข้าไปเดินมาก่อนที่จะมุ่งก้าวเท้าเข้าไปหาเหมาเว่ย
“ท่านอาจารย์ ศิษย์ยอมรับว่าใจร้อนเกินไป แต่ท่านลองคิดดูนะ ถ้าข้ายังไม่แข็งแกร่งพอ ต่อไปหากว่ามีใครมารังแก ศิษย์ของท่านอาจจะถูกฆ่าตายก็ได้นะ ฉะนั้น ยิ่งข้าเก่งกาจได้เร็วมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะเป็นผลดีมิใช่หรือ ส่วนเรื่องเม็ดยาล้ำค่า ไว้ออกหาสมุนไพรมาปรุงขึ้นใหม่ก็ได้นิ่ ที่สำคัญการที่ข้ากินยาเม็ดนั้นแม้ท่านเองจะไม่เห็นด้วย แต่ทุกอย่างก็เพื่อ...”
“พอเลย พอเลย ข้ารู้แล้วว่าเจ้าต้องการสิ่งใด ความคิดเจ้าช่างตื้นเขิน แต่ไว้หลังเสร็จจากการปรุงยา ข้าสัญญาจะช่วยผนึกดาววาสนาให้แก่เจ้าก็แล้วกัน”
“ขอบคุณครับ ท่านอาจารย์ ต่อให้จะเกิดอะไรขึ้น ข้าต้องทำมันให้สำเร็จเพื่อเป็นการตอบแทนท่าน”
เมื่อได้รับในสิ่งที่ต้องการแม้จะเพียงคำสัญญาแค่ลมปาก เหมาเว่ยก็รีบขอตัวกลับไปเพื่อฝึกฝนวรยุทธที่ครอบครองอยู่ในกระบวนท่าถัดไป ที่ต้องอาศัยพลังยุทธในระดับกษัตริย์ขึ้นไปเพื่อที่จะเรียนรู้และแสดงอนุภาพออกมาได้ แต่เพียงชั่วข้ามวันเขาก็สามารถฝึกได้จนสำเร็จด้วยเวลาอันสั้น ความสามารถเช่นนี้นับว่าหาได้ยากยิ่งบนแผ่นดินนี้โดยแท้จริง
“วู่....!! ท่ามังกรเหินฟ้าร้ายกาจยิ่งนัก สมกับที่ข้าเร่งรีบบ่มเพาะพลังเพื่อให้ได้มา”เหมาเว่ยอมยิ้มเล็กๆขณะที่คลายพลัง ก่อนจะลุกขึ้นและมุ่งกลับไปยังที่พัก
ซึ่งระหว่างนั้นเขาก็ยังชำเลืองกวาดตามองไปโดยรอบ ภาพที่ปรากฏเป็นต้นไม้น้อยใหญ่รอบข้างถูกทำลายจนราบเป็นหน้ากลอง บ่งบอกว่าเพลงฝ่ามือที่เหมาเว่ยได้สำเร็จนั้น มีอนุภาพรุนแรงเพียงใดได้เป็นอย่างดี
.
.
.
“เหมาเว่ย เจ้าแน่ใจนะว่าพร้อมแล้ว วัตถุดิบเก้าชนิดที่ข้าเตรียมเอาไว้ มิใช่จะหาพบได้ง่ายๆ หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นแม้แต่น้อย ไม่รู้ว่าอีกกี่สิบปีถึงจะรวบรวมได้ครบอีกครั้ง”
ในที่สุดช่วงเวลาที่ถูกกำหนดเริ่มการปรุงยาระดับลี้ลับก็มาถึง ไม่กี่วันให้หลังจากที่เหมาเว่ยสำเร็จกระบวนท่ามังกรเหินฟ้า เขาได้เรียนรู้และทำความเข้าใจกับวัตถุดิบทั้งเก้ารวมถึงวิธีการปรุงอย่างแตกฉาน แต่ยามนี้ไม่เพียงเหมาเว่ยจะเกิดอาการตื่นเต้นจนต้องใช้การกำหนดลมหายใจเข้าช่วย หากแต่ผู้ที่ตื่นเต้นยิ่งกว่ากลับเป็นชายผู้ที่ยืนเฝ้ามองห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว
“วู่......!! ข้าแน่ใจและมั่นใจว่าจะทำได้สำเร็จ”
“ดี หากเจ้ามั่นใจ ข้าเองก็วางใจ”
“ท่านอาจารย์ ข้าขอถามสักข้อได้รึไม่ ผู้ที่ท่านจะช่วยโดยการนำเม็ดยาที่จะปรุงไปให้ มีความสัมพันธ์ใดกับท่านงั้นหรือ รึว่านางเป็นหญิงคนรักของท่านกัน?”
“บอกตามตรง เจ้าเดาถูกเพียงครึ่งเดียว นางมิใช่คนรักของข้า แต่ข้าต่างหากที่หลงรักนางเพียงฝ่ายเดียว”ปีศาจโอสถลดสายตาลงต่ำ สีหน้าที่แสดงราวกับกำลังคิดถึงเรื่องของแม่นางผู้นั้นอยู่ภายในใจ’ถึงนางจะเคยผิดต่อข้า แต่ข้าต้องไม่มีวันผิดต่อนาง!’
“ท่านอาจารย์ โปรดอย่าทำหน้าเช่นนั้นสิ”
“ไม่ต้องสนใจข้า จงเริ่มทำหน้าที่ของเจ้าได้ อย่างแรกข้าต้องการจะให้เจ้าทวนเก้าสิ่งที่ใช้เป็นวัตถุดิบ ไหนลองไล่เรียงสิ่งที่อยู่บนโต๊ะต่อหน้าเจ้าให้ข้าฟัง หากผิดแม้แต่อย่างเดียว วันนี้จะไม่มีการปรุงยาเกิดขึ้น”
“ได้ครับท่านอาจารย์ สิ่งที่อยู่ตรงหน้าข้านับจากซ้ายสุด คือโสมเซียนอายุห้าร้อยปี ถัดมาเป็นกล้วยไม้เจ็ดสี่บนยอดน้ำตกเจ็ดสายรุ้ง อย่างที่สามจากที่ข้าได้กลิ่น ต้องเป็นน้ำผึ่งหยกดำไม่ผิดแน่ อย่างที่สี่มีไอร้อนแผ่ซ่านออกมาอย่างชัดเจน มันคือเขี้ยวพิษของอสรพิษเพลิง ห้าคือน้ำค้างหยกบนยอดเขาหิมะที่จะไม่จับตัวเป็นน้ำแข็ง หกคือหัวใจสัตว์ปีศาจที่อาศัยอยู่ในสระอำพัน เจ็ดคือผลท้อแก้วมังกร แปดเป็นโลหิตของสัตว์ปีศาจที่มีเลือดในกายร้อนเย็นในร่างเดียว สุดท้ายแม้จะดูผิวเผินคล้ายใบไม้ แต่แท้จริงเป็นขนที่อยู่บนหัวหงฟ้าแดนอุดร วัตถุดิบทั้งหมดหากต้องการจะหลอมละลายได้อย่างสมบูรณ์ จำเป็นต้องใช้เพลิงภูตระดับเจ็ดขึ้นไปเท่านั้น ที่เหมาเว่ยกล่าวไป มีสิ่งใดผิดพลาดรึไม่ ท่านอาจารย์”
“ไม่ผิด ทุกคำที่เจ้ากล่าวมาล้วนถูกต้องทั้งหมด เอาล่ะ เริ่มได้เลย ศิษย์ข้า! ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องแสดงความสามารถทั้งหมดออกมาแล้ว”
“ครับท่านอาจารย์”เหมาเว่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่น"ข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวัง"
แรกเริ่มเหมาเว่ยได้บรรจงนำวัตถุดิบเกือบทั้งหมดใส่ในเตาใบเล็กเว้นก็แต่เลือดสัตว์ปีศาจที่จะต้องเก็บไว้เป็นอย่างสุดท้าย จากนั้นก็เริ่มปิดฝาอย่างมิดชิด และตั้งสมาธิกำหนดให้เพลิงภูตในร่างเปล่งประกายยังฝ่ามือขวา
วูบบบบบ!!
พริบตานั้นเหมาเว่ยก็ได้ผายมือทาบลงไปบนเตาด้านหนึ่ง ก่อนที่จะตบโต๊ะเบาๆเพื่อให้เตาปรุงยาดีดลอยขึ้น และสะบัดท่อนแขนสัมผัสปลายนิ้วใส่เตาปรุงยาอย่างเบาบาง จนส่งผลให้เตาสีมรกตที่ลอยเด่นเกิดการหมุนวนบนอากาศ และต่อมาเขาก็ได้ถ่ายเพลิงนิรันดร์ออกไประรัว กระแทกฝ่ามือที่มีเพลิงสีขาวลุกโชนใส่เตา ด้วยการออกจังหวะและพละกำลังที่ถ่ายสู่ฝ่ามือออกไปมีความสม่ำเสมอกันเป็นอย่างยิ่ง
ฟืบ ฟืบ ฟืบ ฟืบ ฟืบ!!
“ยอดเยี่ยม!”
ขณะที่ปีศาจโอสถออกปากชม การหลอมของเหมาเว่ยก็เข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย ระหว่างนั้น เตาปรุงยาที่ลอยเด่นก็เริ่มลดระดับ และร่วงหล่นลงมาแน่นิ่งบนโต๊ะไม้อย่างมั่นคง ซึ่งจากนั้นฝ่ามือเหมาเว่ยก็ได้ทาบลงบนฝาปิดและเริ่มถ่ายเพลิงภูตส่งผ่านเข้าสู่เตาปรุงยาอย่างมหาศาล
ปึงงง!
ฟู่......!
‘ขั้นตอนนี้นับว่าสำคัญมาก ข้าต้องควบคุมความร้อนให้คงที่ เพราะหากร้อนแรงเกินไป จะทำให้วัตถุดิบบางชนิดต้องเสียหาย’เหมาเว่ยเพ่งมองฝ่ามือตน บนใบหน้าของเขาก็เริ่มปรากฏเม็ดเหงื่อเป็นจำนวนมาก
‘กลิ่นเช่นนี้ ได้ที่แล้ว!’เหมาเว่ยรับรู้สิ่งที่อยู่ภายในได้จากการดมกลิ่น เขาเคลื่อนฝ่ามือออกจากฝาเตาและจะช้อนลงด้านล่าง โดยการถ่ายเพลิงภูตแน่นย้ำเฉพาะจุด เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการกลั่นยาต่อทันที
ฟืบบ!
‘ขั้นตอนนี้ต้องเพิ่มระดับความร้อนให้มากขึ้นถึงมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เมื่อส่วนผสมต่างๆกลายเป็นของเหลว ก็จะไม่มีวันเกิดความเสียหายได้โดยง่าย และจำเป็นต้องใช้ความร้อนถึงขีดสุด เพื่อแยกสิ่งที่ไม่ประสงค์ให้ระเหยออกไปเป็นไอ’
‘อีกนิดเดียว แค่เพียงครึ่งก้าวความหวังของท่านอาจารย์ก็จะเป็นจริง’เหมาเว่ยตั้งสมาธิพลางเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป
จากนั้นก็ใช้อีกมือที่กำลังว่างอยู่เปิดฝาและนำสิ่งสุดท้ายใส่เข้าไป เพื่อเริ่มการผสานตัวยาให้เข้ากันและทำให้ก่อตัวจนกลายเป็นรูปเป็นร่าง
ฟู่.....!!!!!
‘เกิดอะไรขึ้น? ความรู้สึกราวกับว่าเพลิงภูตถูกกลืนกินให้สูญสลายไป รึนี่จะเป็นสิ่งที่ท่านอาจารย์เคยเตือนเอาไว้ เลือดสัตว์ปีศาจกำลังเกิดการต่อต้าน!’
“เหมาเว่ย อดทนไว้ อีกแค่นิดเดียว จงผสานทั้งหมดเข้าด้วยกันเสีย!!!”
ฟืบบ!
“อ้า.....!!”เหมาเว่ยส่งเสียงกู่ร้องลั่น พร้อมทั้งเปลี่ยนตำแหน่งฝ่ามือไปสัมผัสบนฝาเตา และแผ่เพลิงนิรันดร์ไปสู่เตาปรุงยาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”ต้องสำเร็จสิ!!!”
วูบบบบบบบบบ!!!
ปึ๊งงง!
ในชั่วพริบตา ฝาเตาสีเขียวพลันก็ดีดตัวกระแทกฝ่ามือเหมาเว่ยจนหลุดออกและลอยขึ้นสูง พร้อมกันนั้น เม็ดยาสีนิลพลันได้พวยพุ่งออกจากเตาอย่างไร้ทิศทาง ทว่า สิ่งที่ปรากฏทั้งรูปลักษณ์ ขนาด สีและกลิ่นต่างบ่งชี้ว่า ความพยายามของเหมาเว่ยนั้นได้เกิดเป็นผลสำเร็จ การปรุงยาที่เกิดขึ้นเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ฟุบบบ!!
ควับบ!
“สำเร็จ ข้าทำสำเร็จแล้วท่านอาจารย์!”เหมาเว่ยเปล่งเสียงด้วยความยินดีหลังจากที่คว้าจับเม็ดยาดังกล่าวไว้ได้”เก้าฟ้าคืนวิญญาณ!!”
“เหมาเว่ย เจ้าทำได้จริงๆ เหมาเว่ย!!”
ท่ามกลางกลุ่มควันและกลิ่นหอมโชยจากเม็ดยา คู่ศิษย์อาจารย์ทั้งสองต่างเผยสีหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความยินดีตื้นตันใจอย่างถึงที่สุด ความพยายามตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาของปีศาจโอสถนับว่าไม่สูญเปล่า แม้ว่ามันจะมิได้ครอบครองเพลิงนิรันดร์โดยตรง แต่ก็ถือว่าความต้องตั้งใจที่ตั้งเอาไว้นั้น ได้บรรลุผลด้วยความสามารถของเหมาเว่ยไปโดยปริยาย
“นี่ครับท่านอาจารย์”เหมาเว่ยเร่งยื่นมือส่งสิ่งที่อยู่ในมือให้แก่ผู้เป็นอาจารย์
“ขอบใจ ขอบใจเจ้าจริงๆเหมาเว่ย ในที่สุดข้าก็ได้มันมา ข้าสามารถช่วยนางได้แล้ว ด้วยเก้าฟ้าคืนวิญญาณเม็ดนี้ จะทำให้ข้าได้พบหน้านางยามที่มีชีวิตชีวาอีกครั้ง ฮ่า ฮ่า ฮ่า!!!”
ยามเมื่อทั้งคู่ต่างแสดงความดีใจออกมาจนหมด ช่วงเวลาที่เหมาเว่ยรอคอยก็ได้มาถึง เขารบเร้าให้อาจารย์ของตนเร่งช่วยผนึกดาววาสนาผสานกาย ส่วนหนึ่งก็เพื่อต้องการจะทราบว่าแท้จริงแล้ว สิ่งที่เขาครอบครองอยู่นั้นเป็นสิ่งใดกันแน่ และจะสามารถนำมาใช้ทำสิ่งใดได้บ้าง
“ข้าว่าเจ้าพักต่ออีกหน่อยเถอะ เหมาเว่ย”
“ท่านอาจารย์ ข้าพักมาพอแล้ว แค่ปรุงยาก็มิได้ทำให้ข้าเหน็ดเหนื่อยอันใดมาก”
“เช่นนั้นก็ย่อมได้”
ต่อมาเมื่อเหมาเว่ยได้มีเวลาพักจนอาการเหนื่อยล้าจางลงไปบ้าง วิธีการผนึกดาววาสนาผสานกายก็ได้เริ่มต้นขึ้น ผู้เป็นอาจารย์อย่างปีศาจโอสถได้ทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิอยู่ด้านหลังชายหนุ่ม ที่นั่งขัดสมาธิตั้งจิตหันหน้าไปยังทิศทางเดียวกัน ก่อนที่การกระทำแรกเริ่มจะบังเกิดขึ้น
“ปล่อยกายปล่อยใจตามสบาย เจ้าจงนึกถึงสิ่งที่อยู่ในจิตวิญญาณ นึกถึงดาววาสนาและพรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ และเพ่งสมาธิคิดถึงแต่สิ่งหลับไหลอยู่เพียงอย่างเดียว”
“ครับ ท่านอาจารย์!”
ทันใดนั้น สองฝ่ามือของผู้เป็นอาจารย์พลันกางประกบทาบห่างจากใบหู ในท่ากำลังจะกุมศีรษะของเหมาเว่ยห่างเพียงเล็กน้อย จากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นยังใจกลางหน้าผากของปีศาจโอสถก็เริ่มเด่นชัด จนปรากฏสัญลักษณ์อาชาบนกึ่งกลางหน้าผากอย่างเด่นหลา
“ตั้งสมาธิเอาไว้ ข้าจะปลุกสัญลักษณ์ดาววาสนาของเจ้า เพื่อดึงออกมาและทำการผนึกลงในกายเนื้อ ระหว่างนั้นจงอย่าวอกแว่กอย่างเด็ดขาด!!”
วูบบบบบบบ!!
วิ้งงงงงงงง วิ้งงงงงง!!
ชั่วอึดใจก็มีบางสิ่งปรากฏในตำแหน่งเหนือศีรษะของเหมาเว่ย ซึ่งภาพที่เผยออกมาก็ยังเป็นกลุ่มควันสีดำมิได้ต่างไปจากยามที่เขาบ่มเพาะพลังยุทธแม้แต่น้อย ทว่า ผู้ที่ทำการปลุกหรือก็คือปีศาจโอสถก็เริ่มมีอาการแปลกๆ ทั่วทั้งร่างกายเริ่มหลั่งเหงื่อออกมาเป็นจำนวนมากผิดแปลดไปจากทุกที
‘นี่มันคืออันใด ข้าเห็นเพียงกลุ่มควันสีดำ ที่ภายในคล้ายกับมีดวงตาจ้องมองออกมา’ปีศาจโอสถเริ่มทำการผนึกดาววาสนาเหมาเว่ย แต่ก็เป็นไปด้วยความยากลำบากราวกับว่ามีการต่อต้านจากสิ่งที่ซ่อนอยู่ในกลุ่มควันก็มิปาน”เหมาเว่ย ลักษณะพรสวรรค์ของเจ้าคืออะไร เหตุใดถึงแข็งแกร่งจนน่าสะพรึ่งถึงเพียงนี้”
“ไม่ทราบ”
วูวววววววว!!
“ต่อไปเป็นการผนึกและนำลงผสานกับกาย เจ้าจะรู้สึกปวดแสบทั่วร่างอย่างแสนสาหัส จนอดทนเอาไว้ให้ดี ขั้นตอนต่อจากนี้จะล้มเลิกกลางคันไม่ได้”ปีศาจโอสถกล่าวจบก็เริ่มเคลื่อนฝ่ามือทาบสูงขึ้นไปยังตำแหน่งด้านซ้ายและขวาของกลุ่มควันสีดำดังกล่าว
วิ้งงง!!
กึกกกก!!!
ฟู่.......!!
“อ้า....!!”
แต่ทว่า เรื่องที่เกิดขึ้นต่อจากนี้กลับมิได้เป็นไปตามที่คิด สิ่งที่เหมาเว่ยครอบครองอยู่เหนือล้ำเกินกว่าที่จะจินตนาการได้ ไอควันสีที่กำลังแผ่ขยายรัศมีออกไปอย่างรุนแรง ได้ส่งผลให้สัญลักษณ์อาชาที่ปรากฏเหนือศีรษะโอสถเริ่มถูกทำลาย ปลิวสลายไปราวกับว่าเป็นเพียงแค่ฝุ่นผง
วูบบบบบบบบบบบบ!!
“ตั้งสมาธิเอาไว้ เหมาเว่ยยยย!!!”ปีศาจโอสถมิอาจล้มเลิกการกระทำของตน แม้สิ่งที่เกิดขึ้นจะร้ายแรงกว่าที่คิดเอาไว้มากก็ตาม’หากล้มเลิกกลางคัน ข้าและเหมาเว่ยจะต้องตายทันที ไม่ ไม่มีทางที่ข้าจะยอมให้เกิดขึ้น ต่อให้ร่างนี้ต้องแตกสลาย ข้าก็จะทำให้สำเร็จ มีเวลาอีกไม่มากแล้วก่อนที่ดาววาสนาของข้าจะสูญสิ้น หากมีใครจะต้องตาย ขอเป็นเพียงข้าคนเดียวก็พอ หืมม ดวงแสงสีทอง!!’
“อ้า.......!!!”
กึก....!!!
ฟุบบบ!
พริบตาที่ความตั้งใจและเรี่ยวแรงเฮือกสุดจะหมดลง สองฝ่ามือของผู้เป็นอาจารย์พลันเกร็งหงิกก่อนที่จะบังเกิดแสงเล็กๆ กักขังกลุ่มควันสีดำและสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน ให้เคลื่อนลงใส่กึ่งกลางศีรษะของเหมาเว่ยในทันที
ฟืบ!
ทันใดนั้นความสะพรึ่งพลันได้บังเกิดในขั้นตอนสุดท้ายที่ดาววาสนาถูกผสานเข้ากับกายเนื้อจนสำเร็จ ด้วยความเจ็บปวดและสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ ก็ส่งผลให้เหมาเว่ยพลั้งเผลอเงยหน้ามองฟ้าส่งเสียงกู่ร้องลั่น พร้อมทั้งใจกลางหน้าผากก็เริ่มปรากฏสิ่งที่เรียกว่าสัญลักษณ์ดาววาสประจำตัวอย่างชัดแจ้ง
“อ้า.......!!!”
ทว่า ที่ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่อยู่บนหน้าผากเหมาเว่ยก็หาใช่สัญลักษณ์ธรรมดาที่พบเห็นได้โดยทั่วไปไม่ กลับเป็นเส้นสีดำบางๆลากผ่านลงมาจากเบื้องบนจรดเบื้องล่างกลางหว่างคิ้ว ในชั่วอึดใจเส้นบางๆที่ปรากฏกลับค่อยๆแยกจากกันอย่างช้าๆ จนมีรูปลักษณ์คล้ายวงรีตั้งเป็นแนวพร้อมกับมีบางสิ่งผุดออกมา ซึ่งดูคล้ายกับดวงตาที่กำลังเปล่งแสงสีทองประกายทมิฬพวยพุ่งทะลวงสู่ชั้นฟ้าเบื้องบน
“อ้า.........!!!”
วื้ออออออออ!!