อนที่ 42
สนามประลองเป็นตาย
สนามประลองเป็นตาย เป็นสนามประลองใต้ดินที่ใช้สำหรับต่อสู้วางเดิมพัน แม้ชื่อว่าสนามประลองเป็นตาย แต่แท้จริงหาได้จำเป็นต้องฆ่าแกงกันตลอดเวลาดังคำว่า...เป็นตาย เพียงแต่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยกธงขาวยอมแพ้การประลองก็ถือเป็นสิ้นสุด เพียงแต่หากมีการตายเกิดขึ้นก็มิอาจโต้แย้งเอาผิดผู้ลงมือ ส่วนผู้ที่เหลือรอดบนเวทีก็ย่อมเป็นผู้ชนะในการประลองนั้น
แม้ได้ชื่อว่าสนามประลองใต้ดิน แต่ก็มิได้ตั้งอยู่ใต้ดินดังชื่อ เพราะสนามประลองตั้งเด่นอยู่ในเขตถัดจากย่านการค้ามาทางทิศตะวันตกของเมืองไม่ไกลนัก ซึ่งสนามประลองเป็นตายสิ่งปลูกสร้างรูปทรงคล้ายกับโดมของหอไม้ดำ หากแต่เล็กกว่า รอบ ๆ ภายในโดมมีจุดซื้อหาสิ่งของ ทั้งโอสถ อาวุธยุทโธปกรณ์ อีกทั้งกินต่าง ๆ รวมถึงห้องพักของนักสู้ของสนามประลองเป็นตายเอง ส่วนใจกลางโดมแห่งนี้ จะเป็นสิ่งใดไปมิได้นอกจากเวทีประลองทรงสี่เหลี่ยม ที่จารึกอักขระลมปราณเอาไว้รอบ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ชมและตัวสนามประลองเอง แต่อักขระที่จารึกนั้นไม่ได้กีดกันผู้คนดุจเดียวกับกรงขัง ทำให้เมื่อต้องการยอมแพ้ก็เพียงแค่หันหลังกระโดดลงจากเวทีประลอง ก็ถือว่าผู้นั้นพ่ายแพ้ในทันที
หลังจากที่วางแผนกันเรียบร้อย เสวี่ยหมิงก็รับฟังเรื่องราว และกติกาต่าง ๆ ของสนามประลองแห่งนี้ ก่อนที่ทั้งสองจะแยกย้ายกันไปทำตามแผน แม้ว่าจื่อฮุยจะยังคงกังวลอยู่บ้าง แต่เมื่อเสวี่ยหมิงยืนยันเป็นมั่นเหมาะ แถมยังกำชับเรื่องเงินทองที่ได้จากการพนันว่า ต้องได้กำไรมากกว่า 100000 เหรียญทองขึ้นไป ยิ่งทำให้จื่อฮุยสงสัยว่าเสวี่ยหมิงต้องการจะทำอะไรกันแน่ เพราะเงิน 100000 เหรียญทองนั้นมิใช่น้อยเลย แต่เมื่อเสวี่ยหมิงไม่ได้บอกอื่นใดนอกจากอ้างเรื่องการแก้แค้น รวมถึงช่วยจื่อฮุยกระตุกขาหลังของจื่อเจียงไปในตัว เสวี่ยหมิงก็ไม่ได้เอ่ยอันใดอีก
ภาพลักษณ์ของเสวี่ยหมิง ที่ทั้งคู่วาดเอาไว้ในใจสำหรับแผนการในครานี้ ต้องแลดูอ่อนแอ งี่เง่าและที่สำคัญต้องมีเงินทองเป็นใบเบิกทาง เพื่อใช้เป็นเหยื่อในการล่อปลาใหญ่ จึงสรูปว่าเสวี่ยหมิงจะปลอมตัวในรูปลักษณ์ของคหบดีหน้าอ้วนฉุ ดูไร้พิษสง พร้อมประดับประดาสิ่งของมีค่ามากหลาย แม้จะไม่อยากสวมใส่แหวนมิติที่อยู่ในกระเป๋าอีก แต่เพื่อความสมจริง และเขาก็ไม่คิดว่าจะมีผู้คนที่รู้ความในของแหวนวงนี้ไปชมดู ซึ่งจะเป็นการเปิดโปงศักดิ์ฐานะนักปรุงยาอี้เฟย แต่ต่อให้เปิดโปงแล้วจะเป็นไรในเมื่อเสวี่ยหมิงแค่ต้องการเงินทอง เมื่อได้ครบตามที่ต้องการ เขาก็จะจากไป และกลับไปสู่สถานะของเสวี่ยหมิงหาใช่อี้เฟย ดังนั้นต่อให้ตัวตนของอี้เฟยเปิดเผยออกมาก็หาใช่ปัญหา
.
.
.
"เจ้าต้องการสิ่งใด" เมื่อเห็นผู้คนแปลกหน้า ผู้ดูแลด้านหน้าทางเข้าของสนามประลองเป็นตายก็เอ่ยเสียงเข้มดัง
"ข้าอยากเข้าร่วมประลอง" เสวี่ยหมิงชี้นิ้วเข้าไปยังด้านในโดม
ทำให้ผู้ดูแลใช้สายตาสำรวจมองดูเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า แม้จะหัวเราะอยู่ในใจเพราะรูปลักษณ์ภายนอกของเสวี่ยหมิงนั้น ดูน่าขบขัน แต่เมื่อตรวจสอบพลังฝีมือเมื่อพบว่าเสวี่ยหมิงเป็นผู้ฝึกตนระดับพื้นฐานลมปราณขั้นที่ 2 มันก็ไม่กล้าดูแคลนอีก "เชิญท่านไปลงทะเบียนที่นั่นก่อน แล้วเจ้าหน้าที่ของสนามประลองจะแจ้งรายละเอียดต่อไป" เอ่ยจบมันก็ส่งคำนับให้กับเสวี่ยหมิงคราหนึ่ง
เสวี่ยหมิงที่เป็นผู้มาใหม่ ก็คำนับตอบก่อนจะเดินไปยังจุดลงทะเบียน ซึ่งเมื่อลงทะเบียนเสร็จสิ้น ก็คือขั้นตอนการเลือกคู่ต่อสู้ซึ่งสามารถเลือกได้ว่าต้องการพบปะคู่ต่อสู้ระดับใด หากทั้งสองฝั่งมีความต้องการตรงกันก็เกิดการประลองขึ้น หากยังไม่มีก็ต้องรอไปก่อน แต่หากใจร้อนอยากขึ้นประลองในทันที ทางสนามประลองก็มีนักสู้ในระดับต่าง ๆ ไว้รองรับ และแน่นอนว่านักสู้ของสนามประลองเป็นตาย ย่อมมีฝีมือสูงส่งกว่านักสู้ทั่วไปที่อยากเข้ามาทดสอบฝีมือ หรือหาโชคลาภจากการพนัน
.
.
.
ภายในคฤหาสน์หลังงาม จิวซินเล่าเรื่องราวที่หล่อนพบเจอในโรงเตี๊ยมชะตามงคลอย่างเผ็ดร้อน ยิ่งเมื่อเอ่ยถึงคหบดีหน้าอ้วนผู้ไร้มารยาท เธอยิ่งเกรี้ยวกราดเป็นพิเศษ จนเรื่องราวสำคัญเกี่ยวกับสำนักมังกรฟ้า ซึ่งตัวของจิวซินถูกพาไปโดยประมุขของสำนักดูจืดชืดไปถนัดตา แต่แล้วหลังจากที่เล่าจบไปหนึ่งรอบ จิวซินก็ถามเฟยเซียงถึงแหวนมิติที่หล่อนพบว่าใช่วงเดียวกับที่ตัวเธอพบเห็นจากนิ้วมือของคหบดีหน้าอ้วนคนนั้นหรือไม่
เฟยเซียงไม่คิดว่าจิวซินจะยังคงจดจำเรื่องราวของแหวนวงนี้ได้ เพราะมันเป็นเหตุการณ์ในวัยเด็กเมื่อนานมาแล้ว แถมจิวซินยังเห็นแหวนวงนี้แค่ไม่กี่ครั้ง แต่เมื่อคิดถึงความรู้สึกที่จิวซินแสดงออกในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา เฟยเซียงก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้อยู่บ้าง เพราะแหวนวงนี้คือแหวนมิติวงแรกของเฟยเซียง และแน่นอนว่าลูกสาวคหบดีอันดับหนึ่งแห่งสมาคมพ่อค้า ย่อมไม่อาจใช้ของทั่ว ๆ ไป บิดาของนางจึงจงใจสั่งทำแหวนมิติวงนี้เป็นพิเศษเพื่อนาง และแน่นอนว่าเมื่อสั่งทำมันย่อมแตกต่างจากแหวนที่วางขายกันทั่วไป แต่เรื่องราวที่จิวซินนั้นจดจำหาใช่เพราะความพิเศษ หรือความสวยงามของตัวแหวน แต่เป็นเพราะเมื่อตอนที่เฟยเซียงใส่แหวนวงนี้ครั้งแรกในวันเกิดครบรอบสิบสองปีของนาง จิวซินซึ่งเป็นสหายคนสนิทก็อยู่ด้วย และรับรู้ความตื่นเต้นดีใจในเวลาที่เฟยเซียงได้รับแหวนวงนี้เป็นอย่างดี
จิวซินในตอนนั้นจึงเอ่ยถามเฟยเซียงไปว่า "แหวนวงนี้มันสำคัญขนาดนั้นเลยเหรอ"
"แน่นอนสิ แหวนวงนี้จัดทำพิเศษ และมีเพียงชิ้นเดียว หากข้าอยากให้ความพิเศษแก่ใคร ข้าก็ย่อมทำดุจเดียวกับบิดา" เฟยเซียงที่เอ่ยขึ้นเช่นนี้ ไม่เพียงแต่เอ่ยตอบจิวซิน แต่เพื่อประจบเอาใจผู้เป็นบิดาอีกด้วย
"อืม ยังงั้นถ้าใครอยากมั่นหมายเจ้า ใยมิต้องหาสิ่งของที่หายากล้ำค่าและมีชิ้นเดียวในโลกมามอบให้หรอกหรือ"
เฟยเซียงยิ้มตอบ "อืม ก็จริงของเจ้า ดังนั้นถ้าข้าอยากจะให้ความสำคัญกับใครข้าก็จะมอบของที่หายาก มีชิ้นเดียวในโลก...อืม"เฟยเซียงครุ่นคิดครู่หนึ่ง "อย่างเช่นแหวนวงนี้ไง แต่ถ้าให้แหวนมันก็เหมือนกับการหมั้นหมายเลยเนอะ" คำพูดลอย ๆ ในวัยเด็กกลับฝังใจจิวซินมาจนถึงทุกวันนี้
.
.
แม้เฟยเซียงจะเป็นยอดหญิงที่ชาญฉลาด และมีความจำเป็นเลิศแต่ลืมเลือนเรื่องราวของแหวนวงนี้ไปเสียสนิท จนกระทั่งในวันนี้ เพราะแรกเริ่มเธอเพียงตั้งใจจะใช้มันเพื่อสืบเสาะตามหาตัวตนที่แท้จริงของนักปรุงยาอี้เฟยที่ตัวเองชื่นชม หาได้คิดมาก่อนว่าว่าแหวนวงจะก่อให้เกิดปัญหาชักนำให้จิวซินเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เมื่อคิดถึงความหมายของแหวนที่เคยเอ่ยคำในวัยเด็กก็อดหน้าแดงขึ้นวูบหนึ่งมิได้
"เจ้าไม่สบายรึเปล่า"จิวซินที่เห็นใบหน้าของเฟยเซียงปรากฏแต้มชาดอ่อนจางเอ่ยขึ้น
"ไม่มีอะไร ข้างในบ้านเพียงอบอ้าว"เฟยเซียงรีบเฉไฉก่อนจะกลับคืนสู่ความสุขุมอีกครั้ง ก่อนจะกลับมาสู่หัวข้อสนทนาเดิม และเมื่อเหตุการณ์ลุกลามกลายเป็นเช่นนี้ เพื่อปกปิดเรื่องราวที่รับปากเอาไว้กับผู้อาวุโสอี้เฟย เฟยเซียงจึงจำต้องโกหกจิวซินไปก่อน ส่วนในใจเธอก็นึกไปว่าอีก 7 วันที่นัดผู้อาวุโสมาแลกเปลี่ยนโอสถหยินหยางเทียนฟง จะได้ขอแลกเปลี่ยนแหวนวงเก่ากลับคืน "ข้าก็ว่าอยู่ว่าเพราะตั้งแต่เดือนก่อนที่ติดตามอาจารย์ไปเรียนรู้ทักษะปรุงยา แหวนวงนั้นมันหายไปไหน สงสัยว่าข้าคงทำหล่นไป ทำให้แหวนมันจึงไปอยู่ในมือของผู้อื่น"
"หนอย..."จิวซินกัดฟันกรอด เธอคิดในใจว่าถ้าวันนั้นไม่เกิดเหตุด่วนมาขัดจังหวะ เธอคงทวงแหวนวงสำคัญคืนมาเพื่อมอบให้กับเฟยเซียงได้อย่างแน่นอน แต่เมื่อเรื่องราวเลยผ่านไปแล้ว ความอึดอัดยังคงคับแน่น จิวซินจึงเอ่ยขึ้นต่อ "เฟยเซียงเดี๋ยวอีกสามวันข้างหน้า ข้าได้รับคำสั่งจากท่านเจ้าสำนักให้ปิดด่านฝึกปรือเป็นเวลานาน ดังนั้นก่อนถึงเวลานั้น เจ้าช่วยไปเป็นเพื่อข้าเที่ยวเล่นให้หนำใจก่อนได้หรือไม่"
เฟยเซียงที่รู้สึกผิดในใจเพราะต้องโกหกสหายอยู่ก่อน จึงได้แต่เอ่ยตกลงเพื่อชดเชยความรู้สึกผิดที่เกิดขึ้นในใจตัวเอง
"ว่าแต่เจ้าจะพาข้าไปยังที่ใดกัน"
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า"จิวซินหัวเราะร่า "สถานที่ซึ่งเจ้าไม่สมควรแต่งตัวสวยงามและรุ่มร่ามเช่นนี้ มาข้าจะช่วยเจ้าแต่งตัวเป็นบุรุษเยี่ยงเดียวกับข้า"
เฟยเซียงย่นคิ้วเข้าหากัน "เจ้าอย่าบอกนะว่าจะไปสถานเริงรมย์" เฟยเซียงเอ่ยเสียงดุ
"แหม เฟยเซียงข้าไม่พาเจ้าไปสถานที่แบบนั้นหรอก แต่สถานที่นี้ตื่นเต้นเร้าใจ รวมถึงช่วยระบายความอัดอั้นได้อย่างดียิ่ง"
"อย่าอมพะนำอีกรีบคายชื่อสถานที่ออกมาเร็ว ถ้ายังช้าแล้วข้าเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมา..."
"ตกลง ตกลง ข้าบอกแล้ว...ข้าจะพาเจ้าไปชมดูการต่อสู้ที่สนามประลองเป็นตาย..."