"ฆาตกรเฒ่าอู่หยวน" ลูคัสพึมพำ
ที่แท้ชายชราผู้นี้เป็นพวกคลั่งไคล้การสังหารผู้คนนี่เอง
"เจ้าหนุ่มหากยอมมอบเคล็ดวิชาค่ายกลดาบนั้นมา...บางทีข้าอาจจะพิจารณาไว้ชีวิต"ชายชรามองมาที่ลูคัสด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโลภ
เขาอยากจะได้ทักษะค่ายกลดาบหมื่นบุปผา
"ศิษย์พี่หมิงท่านพร้อมหรือยัง" ลูคัสส่งกระแสจิตถาม
"ใกล้แล้ว" หมิงเยี่ยที่นั่งหลับตาอยู่ตอบกลับ
ชายชราเริ่มเดินวนไปรอบๆเขาคิดจะสังหารหมิงเยี่ยก่อนเพื่อตัดปัญหา
"ฮ่า" เด็กหนุ่มตัดสินใจพุ่งตัวเข้าปะทะ เพลงเตะสะบั้นเมฆาถูกใช้ออกเป็นท่าแรก
เมื่ออีกฝ่ายพยายามปัดป้องลูคัสก็เริ่มใช้ดรรชนีทองคำกระหน่ำแทงเข้าใส่ไม่ยั้งกระบวนท่าหมัดต่างๆ เริ่มถูกงัดออกมา ทุกการโจมตีเน้นหนักไปที่จุดตายของคู่ต่อสู้ แต่ทั้งหมดที่ทำก็เพียงแค่จะถ่วงเวลาเท่านั้น
"อาณาจักรพลังที่สี่กับห้ามีความห่างชั้นกันจริงๆ"เด็กหนุ่มพึมพำกับตัวเอง
ในที่สุดหมิงเยี่ยก็ลุกขึ้นหญิงสาวเริ่มต้นด้วยการวาดดาบออกไปอย่างรวดเร็วทำให้เกล็ดน้ำแข็งฟุ้งกระจายไปในอากาศ อู่หยวนเริ่มมีสีหน้าจริงจังเพราะหมิงเยี่ยแม้จะบาดเจ็บแต่ก็มีระดับการบ่มเพาะเทียบเท่ากับตน
"ศิษยพี่ผมขอลองอะไรหน่อย" ลูคัสเริ่มส่งกระแสจิต
กล่าวจบดาบเล่มสีทองถูกนำออกมาร่ายรำก่อนจะเกิดมวลคลื่นดอกไม้กระจายตัวออกไปผสานเข้ากับวิชาของหมิงเยี่ย อู่หยวนที่กำลังรับมือกับเกล็ดน้ำแข็งเมื่อพบกับมวลกลีบดอกไม้หลากสีผสมเข้ามาทำให้รับมือได้ยากขึ้นไปอีก
สีหน้าของชายชราเริ่มตึงเครียด หากต้องรับมือกับ"ค่ายกลประสาน" สองทักษะอยู่แบบนี้ ในที่สุดพลังปราณเขาจะหมดลงและอาจพลาดท่าได้อู่หยวนจึงกลั้นใจทุ่มพลังการโจมตีทั้งหมดเข้าใส่หญิงสาวที่เป็นตัวปัญหาหลัก
"กระบี่วิปลาส" เงากระบี่สีเทาที่มีใบหน้าผู้คนร่ำไห้พุ่งตรงเข้าใส่หมิงเยี่ย
สายตาของหญิงสาวสว่างวาบก่อนจะตวัดดาบเพื่อต้านรับเงากระบี่นี้ เมื่ออู่หยวนเห็นว่าอีกฝ่ายรับกระบี่ได้อย่างเต็มกลืนตนก็ใช้กระบี่วิปลาสอีกครั้ง
ไม่นานหญิงสาวที่ได้รับบาดเจ็บหนักอยู่แล้ว เมื่อถูกโจมตีจากกระบี่ที่รุนแรงถึงสองครั้งซ้อนร่างกายก็ทนรับเอาไว้ไม่ไหวกระอักเลือดล้มฟุบไป
"ฮ่า ฮ่า เจ้าหนุ่มหากรีบคุกเข่าโขกศีรษะเรียกข้าว่าท่านปู่แต่โดยดีเจ้าอาจจะได้ตายสบาย"ชายชราที่ฟาดฟันอยู่ในหมู่มวลกลีบดอกไม้พูดออกมาอย่างย่ามใจ อู่หยวนเชื่อสนิทว่าอีกไม่นานเด็กหนุ่มจะต้องร้องขอชีวิตและมอบวิชาทั้งหมดที่มีให้แต่ตนโดยดี
ลูคัสทำทีเป็นย่อตัวลงทำให้อีกฝ่ายยืนยิ้มจนตาหยีเขานึกว่าเด็กหนุ่มกำลังจะคุกเข่าโขกศีรษะอ้อนวอนตน
"รับไปท่านปู่..."สิ้นคำมีแสงสีดำสลัวพุ่งเข้าใส่ร่างของชายชราอย่างรวดเร็ว "ทักษะเทพสังหาร"
แม้อู่หยวนจะไหวตัวทันแต่การโจมตีทีเผลอครั้งนี้ทำให้มือข้อมือขวาของเขามีโลหิตไหลนอง
"จะเจ้าเด็กเปรตตายเสียเถอะ"เขารู้สึกเสียหน้าเป็นอย่างมากที่มีเด็กรุ่นราวคราวเหลนมาปั่นหัวเช่นนี้
"หยุด" ลูคัสแผดเสียง เขาเก็บดาบเข้าภายในตราราชสีห์ทองคำก่อนจะเริ่มสงบยืนนิ่ง
เสียงตะโกนนี้ทำให้ชายชราชะงักไปเมื่อประเมินว่าร่างในชุดดำไม่มีลูกเล่นอะไรแล้วตนจึงเตรียมรีดไถทรัพย์แล้วค่อยสังหารอีกฝ่ายช้าๆ
รอยยิ้มเผยขึ้นที่มุมปากเด็กหนุ่ม"ท่านจ้าวตำหนักในเมื่อมาแล้วจะไม่แสดงฝีมือหน่อยเหรอ"ลูคัสพูดเอ่ยขึ้นลอยๆ
"เฮ้อ เจ้านี่มัน..."ร่างใหญ่โตในชุดขาวที่มีตราประทับหงส์ฟ้าดิ่งตัวลงมาราวกับดาวหาง
เมื่อพบว่าม่านพลังเวทที่กั้นไว้สลายตัวไปบุคคลภายนอกลานประลองจึงเริ่มส่งเสียงฮือฮา
ตอนนี้ร่างใหญ่ในชุดขาวกำลังยืนประจันหน้ากับลูคัส
"ข้อหาต่างๆ ข้าจัดการให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว" ฟ้าลั่นกล่าวสั้นๆ
"เจ้ายักษ์ไม่เห็นหรือว่าเด็กผู้นั้นเป็นเหยื่อของข้า"อู่หยวนกล่าวอย่างขุ่นเคือง เขานึกว่าฟ้าลั่นจะมาแย่งผลงานของตนไป
ประโยคนี้ทำให้ชายร่างยักษ์ขมวดคิ้วเขาหันหน้ากลับมาสบตากับผู้พูด อู่หยวนเมื่อได้เห็นใบหน้าเต็มๆ ของอีกฝ่ายก็ถึงกับเข่าทรุด
อู่หยวนเป็นชายชราอยู่มานานหลายร้อยปี อีกทั้งตนยังเคยบังเอิญพบเห็นการลงมือของฟ้าลั่นที่ต่อสู้กับเหล่าศิษย์และอาวุโสของสำนักชั้นสองครั้งนั้นด้วยตัวคนเดียวเขาไม่มีวันลืมรอยบากที่ใบหน้านั่นเป็นอันขาด
"ขุนเข่าไร้น้ำใจ..."อู่หยวนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา
ตู้มมม!มีเสียงระเบิดดังลั่นทำให้ลานประลองหินที่แข็งแกร่งยุบตัวลงไป
เมื่อม่านฝุ่นกระจายตัวออกพบร่างกายที่แหลกเหลว
การโจมตีนี้รวดเร็วเกินกว่าที่ใครจะมองได้ทันแต่ลูคัสที่เปิดตาซ้ายไว้เห็นมันอย่างชัดเจน เด็กหนุ่มถึงกับกลืนน้ำลายเพราะมันคือการเตะธรรมดาเท่านั้นเองเพียงการเตะส่งๆ จากระดับราชันยุทธขั้นสูงก็ทำให้ผู้ฝึกตนอาณาจักรพลังที่ 5 กลายเป็นเศษเนื้อได้ภายในพริบตา
"เขาคือฟ้าลั่น เทพอดิศวร"
เกิดเสียงฮือฮาขึ้นรอบลานประลอง
"ขุนเข่าไร้น้ำใจผู้อหังการ ตำนานที่ยังมีชีวิต"
ฟ้าลั่นหันกลับมาอย่างเชื่องช้าก่อนเปรยสายตาไปยังร่างหญิงสาวในชุดดำที่นอนหมดสติอยู่
"พวกเราไปกันเถอะ" ขณะที่ชายร่างใหญ่กำลังจะคว้าแขนเด็กหนุ่ม
"ท่านจ้าวตำหนักจะไม่พาตัวศิษย์พี่หมิงไปด้วยเหรอครับ"ลูคัสหันมาถามด้วยความสงสัย
ฟ้าลั่นทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะคว้าแขนทั้งสองแล้วเหินร่างทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าสีแดงฉานเบื้องบน
ไม่กี่ชั่วโมงพวกเขาก็มาถึงตำหนักบนยอดเขาเซี่ยนที่แห่งนี้ลูคัสเคยมาเหยียบครั้งหนึ่งแล้วมันเป็นตอนที่หลินฉีเคยพามาเพื่อรับคำสั่งปฏิบัติภารกิจครั้งแรกระหว่างเดินตามหลังอีกฝ่ายลูคัสก็ครุ่นคิดหากจ้าวตำหนักรู้ว่าจะสามารถจัดการข้อหาเหล่านี้ได้ทำไมไม่ขัดขวางเรื่องที่ส่งตัวเขาไปยอดเขายมโลกตั้งแต่แรก
"รับนี่ไป"เสียงนี้ทำให้ลูคัสตื่นจากภวังค์ก่อนจะรับวัตถุที่ฟ้าลั่นโยนให้
"เจ้าอยู่บนนี้ก่อนสักครึ่งวันแล้วค่อยกลับไปใช้ชีวิตปกติ"ฟ้าลั่นกล่าว
ก่อนจะจากไปฟ้าลั่นเล่าให้ฟังว่าหมิงเยี่ยเดิมทีเป็นศิษย์แนวหน้าอันดับหนึ่งแต่เนื่องจากผิดกฎทำศิษย์ร่วมสำนักพิการจึงถูกสั่งให้สำนึกตนที่ยอดเขายมโลกเป็นระยะเวลาสามเดือน
เมื่อได้ฟังลูคัสก็พยักหน้าอย่างเข้าใจนี่คงเป็นสาเหตุที่เธอตัดสินใจเข้าร่วมประลองศึกชิงประกาศิตเพื่อที่จะได้ออกจากยอดเขายมโลกไวขึ้น
เขานำเม็ดยาสีเงินที่ฟ้าลั่นให้เอาไว้มาหมุนดูก่อนจะนำเม็ดยาใส่ปากหญิงสาวแล้วนั่งขัดสมาธิรอ จากการต่อสู้หลายครั้งที่ผ่านมาลูคัสก็มาถึงคอขวดของระดับพลังแล้วเพียงอีกนิดเดียวก็จะสามารถทะลวงขั้นย่อยขึ้นเป็นขุนพลขั้นแปดได้อย่างไม่ติดขัด
"แค่กๆ" หมิงเยี่ยเริ่มรู้สึกตัว
"ศิษย์พี่หมิงท่านฟื้นแล้ว"
"พวกเราอยู่ที่ไหนกัน อู่หยวนล่ะ" หญิงสาวเริ่มยันกายขึ้น
"จ้าวตำหนักฟ้าลั่นเป็นผู้พาเราออกมาจากยอดเขายมโลก..." เด็กหนุ่มตอบ
จากนั้นลูคัสก็อธิบายให้หมิงเยี่ยฟังตั้งแต่ต้นจนจบว่าตอนที่หญิงสาวสลบไปนั้นเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้าง
"ครั้งนี้ถือว่าข้าหมิงเยี่ยเป็นหนี้เจ้า..." หลังจากคุยกันสักพักหมิงเยี่ยก็ขอตัวจากไป
ลูคัสเมื่อทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายจบก็เดินกลับไปยังทิศทางของเรือนดาราอย่างสบายใจระหว่างเดินทางมาก็ได้พบข่าวลือหนาหูเรื่องที่ตนถูกใส่ร้ายในข้อหาสังหารศิษย์ร่วมสำนักกลับกลายเป็นเขาต่อสู้เพื่อป้องกันตัวเองจึงทำให้ศิษย์ผู้นั้นตกตายแทน
ในที่สุดเด็กหนุ่มก็มาถึงเรือนดาราหมายเลขสิบสี่เมื่อมองไปรอบๆ ก็ไม่เห็นเตียวฉานอีกเช่นเคย แต่กลับพบจดหมายสีแดงฉบับหนึ่งวางอยู่บริเวณเตียงนอนลูคัสจึงเปิดอ่านเพราะคิดว่าเป็นข้อความที่เตียวฉานทิ้งเอาไว้
"มัจจุราชสีขาวชีวิตพี่ใหญ่เจ้าอยู่ในกำมือข้า คืนนี้นำดาบมาแลกคน ป่าไผ่หลังสำนัก..."
เมื่อได้เห็นเนื้อความในจดหมายใบหน้าลูคัสถึงกับบิดเบี้ยวเบื้องต้นเขาต้องไปตรวจสอบก่อนว่ากงลั่วหายตัวไปจริงหรือไม่ ทั้งวันเด็กหนุ่มก็ตระเวนไปทุกที่จนได้เบาะแสสุดท้ายจากอาตู้ว่า ตั้งแต่แทยอนเสียชีวิตกงลั่วก็เอาแต่ดื่มหนักตลอดเวลาโดยล่าสุดอาตู้และพี่ใหญ่ของเขายังดื่มเหล้าด้วยกันอยู่เมื่อวานจากนั้นก็ไม่พบกงลั่วอีกเลย
"เอ้อแต่ล่าสุดตอนที่เขาเมาหนักชอบพูดเพ้อเจ้อว่าเจ้าคือมัจจุราชสีขาว"อาตู้กล่าว
เด็กหนุ่มไม่รอช้าเตรียมนำนี้ไปหารือกับจ้าวตำหนักฟ้าลั่นก่อนเป็นอันดับแรกแต่เมื่อพบหลินฉีก็ได้ทราบว่าฟ้าลั่นมีธุระด่วนต้องออกไปจัดการเรื่องบางอย่างที่นอกสำนักลูคัสจึงตัดสินใจว่าคืนนี้จะไปตามนัดด้วยตัวคนเดียวเพราะความปลอดภัยของกงลั่วสำคัญที่สุด
ครั้นเมื่อถึงเวลากลางดึกพระจันทร์ลอยเด่นเหนือศีรษะ
ร่างในชุดดำในเครื่องแบบศิษย์แนวหน้าของสำนักอู๋เซี่ยนก้าวไปในป่าไผ่อย่างไม่รีบร้อนคราวนี้เขาไม่จำเป็นต้องปิดบังตัวตนเพราะหากกงลั่วอยู่ในมืออีกฝ่ายจริงก็แปลว่าสถานะที่แท้จริงได้ถูกเปิดโปงแล้ว
ณลานกว้างกลางป่า
แปะแปะ แปะ "คิดไม่ถึงจริงๆ ว่ามัจจุราชสีขาวจะกล้ามาตามนัด"
มีเสียงปรบมือดังขึ้นก่อนที่ชายในชุดเขียวจะก้าวออกมา"จู้เหมินกวง"
สายตาลูคัสสว่างวาบ ตอนถูกไล่ล่าในป่าเซียนก็เป็นเพราะศิษย์คนตรงหน้าวันนี้กงลั่วถูกจับตัวก็ยังเป็นเพราะฝีมือคนผู้นี้อีก
"ศิษย์พี่จู้ท่านกำลังพูดเรื่องอะไร ผมแค่มาเดินเล่นเท่านั้น"ลูคัสพูดออกไปพร้อมทำสีหน้าฉงน เขาอยากจะลองเชิงอีกฝ่ายดูก่อน
เมื่อใช้สัมผัสไร้ลักษณ์ตรวจสอบดูก็รู้สึกโล่งใจสถานที่แห่งนี้มีเพียงผู้ฝึกตนในระดับอาณาจักรพลังที่4 หลายสิบคนซุ่มตัวอยู่เท่านั้น
"ฮ่าฮ่า ไม่ต้องเล่นละครแล้ว อาตู้ออกมา"เมื่อจู้เหมินกวงพูดจบชายที่มีฟันหน้าคล้ายกระต่ายก็กล่าวออกมาด้วยอาการสั่นเทาปากพึมพำว่า “ขอโทษ” อย่างไร้เสียง
"ไหนล่ะคน"ลูคัสพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึมตอนนี้ไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไรอีกแล้วเขามีเป้าหมายเดียวสังหารผู้คนเหล่านี้ให้สิ้นแล้วพากงลั่วออกไปจากสำนักแห่งนี้
"จิ๊จิ๊ หากอยากเห็นคนก็ต้องขอดูดาบก่อน"ชายในชุดเขียวเริ่มกระดิกนิ้ว
คล้ายลมกระโชกดาบเล่มใหญ่สีดำสนิทกำลังวนตัวอยู่ข้างกายลูคัส
สายตาจู้เหมินกวงวาวโรจน์นี่นับเป็นโชคใหญ่หล่นทับอย่างแท้จริงเมื่อสองวันก่อนตนที่กำลังฝึกตนอยู่ ได้ยินข่าวครึกโครมว่ามีผู้ทำผิดกฎร้ายแรงสังหารศิษย์ร่วมสำนักขณะที่กำลังไปดื่มกินกับหมู่สหายในเรือนอาหาร กลับได้ยินกงลั่วที่กำลังเมาเพ้อว่า มัจจุราชสีขาวเป็นผู้ลงมือสังหารศิษย์หญิงผู้นั้นเข้าพอดีตนจึงจับตัวไปเค้นถามเอาความจริง
แต่ไม่ว่าจะทรมานอีกฝ่ายมากเพียงไรเขาก็ไม่ยอมคายอะไรออกมาเลยหนำซ้ำกงลั่วกลับใจเด็ดชักอาวุธเชือดคอตัวเองจนตกตายไป
แม้จะมีข้อมูลมาน้อยมากแต่ด้วยพฤติกรรมของกงลั่วก็ทำให้จู้เหมินกวงสามารถเชื่อมโยงสถานะมัจจุราชสีขาวไปถึงลูคัสได้ไม่ยาก ในที่สุดเมื่ออีกฝ่ายกลับมาจากยอดเขายมโลกเขาจึงเริ่มดำเนินการตามแผนโดยการขู่บังคับให้อาตู้ไปส่งจดหมายและเตรียมการตอบคำถามเอาไว้
เป็นเพราะจู้เหมินกวงได้ยินกิตติศัพท์ของดาบมารมาไม่น้อยจึงบังเกิดความโลภอาวุธที่มีความคิดเป็นของตัวเอง หากได้ครอบครองก็ราวกับมีกำลังรบที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นของดีแบบนี้ใครเล่าจะไม่อยากมีในครอบครอง
"นี่คือดาบมารที่ท่านอยากได้ แล้วคนอยู่ที่ใด"ลูคัสที่เห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบจึงตะโกนออกมา
"เจ้าคิดว่าไงล่ะ" จู้เหมินกวงตอบกลับด้วยคำถาม
"กงลั่วตายแล้วจู้เหมินกวงฆ่าเขา"อาตู้ที่สั่นกลัวเมื่อครู่ตะโกนออกมาสุดเสียง
สีหน้าของลูคัสที่เรียบเฉยบิดเบี้ยวไปมาเดิมทีสัมผัสไร้ลักษณ์ก็ไม่พบพลังปราณของผู้ที่เป็นพี่ใหญ่แต่เขาก็ตั้งข้อสันนิษฐานเพียงว่า กงลั่วอาจจะถูกนำตัวไปซ่อนไว้ที่อื่นเท่านั้น
สิ้นคำที่อาตู้ตะโกนออกมาจู้เหมินกวงก็โยนบางสิ่งมาทางเด็กหนุ่ม ตุบ ตุบเป็นวัตถุรูปร่างเป็นทรงกลมกลิ้งมาอยู่แทบเท้าของลูคัส
"พี่ใหญ่..."เด็กหนุ่มพึมพำ