สายลมยามบ่ายแห่งเมืองซูไห่พัดโบกเอื่อยเบา หอบเอากลิ่นคาวของทะเลสาบ ผสมกับกลิ่นหอมจางๆ ของโอสถสมุนไพรที่ลอยอวลอยู่ทั่วไปในตลาดกลางเมือง ผู้คนหลากชนชั้นเดินขวักไขว่ ไม่ว่าจะเป็พ่อค้าแม่ขาย ผู้ฝึกยุทธ์ในชุดยาวแสดงยศสำนัก หรือแม้แต่ผู้คนธรรมดาที่ถือถุงห่อข้าวปลาเดินสัญจรไปมา บางคนกำลังต่อรองราคาสินค้าอย่างออกรส บ้างนั่งพักหลบร้อนใต้ร่มผ้าปู
ตลาดแห่งนี้อึกทึกทว่าไม่ไร้ระเบียบ บรรยากาศกลับแฝงไปด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวที่หาไม่ได้จากหมู่บ้านเล็กอย่างเทียนฟู… อวี้เหวินเดินทอดสายตาไปรอบด้าน ความรู้สึกคล้ายอยู่ในโลกอีกใบที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและความเป็ไปได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด
“นี่แหละเมืองซูไห่ของแท้…” อู๋ซวนยิ้มพลางกวักมือเรียก “ทางนั้นคือร้านขายอาวุธ ส่วนฝั่งโน้นมีโรงน้ำชาใหญ่ ท่านรู้ไหมว่าชั้นบนมีนักเล่านิทานระดับตำนานประจำทุกค่ำคืนเลย!”
อวี้เหวินพยักหน้าน้อยๆ ไม่ได้กล่าวอันใด แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความสนใจ
สายตาทั้งสองพลันสะดุดเข้ากับร้านหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางถนนรอง มุงด้วยหลังคาผ้าสีซีดดูธรรมดายิ่งนัก หากแต่ตั้งเรียงรายไว้ด้วย “ก้อนหิน” หลากขนาด สีสันไม่งดงาม ไม่อร่ามเรือง หากแต่แฝงกลิ่นอายเร้นลับคล้ายมีบางสิ่งกำลังหลับใหลอยู่ภายใน
อวี้เหวินหรี่ตา ชายตามองเพียงปราดเดียว… ทันใดนั้น
“หยุดตรงนี้…”
เสียงหนึ่งกึกก้องขึ้นในสติรับรู้ของเขา ดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางจิตใจ
“ซ่งเหยียนเฟย?” อวี้เหวินเพรียกตอบในใจ
“ก้อนหินเบื้องหน้า… ซ้ายมือสุด แถวล่างขวา ก้อนที่แตกลายคล้ายอสนีบาตนั้น… ข้าััได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง… พลังที่ไม่ควรปล่อยให้หลุดมือไป… เ้าต้องซื้อก้อนนั้นมาให้ข้า!”
อวี้เหวินไม่ตอบในทันที เขาก้าวไปเบื้องหน้าช้าๆ ย่อตัวลงมองหินที่ว่านั้น ใบหน้าเรียบนิ่งเฉกเช่นนักบ่มเพาะหนุ่มผู้ไม่ยี่หระต่อโลกา หากในใจกลับเริ่มระส่ำเพราะพลังประหลาดบางอย่างที่ซ่งเหยียนเฟยกล่าวนั้น เขาก็พลันรู้สึกได้เช่นกัน
“เถ้าแก่ ก้อนหินก้อนนี้… ข้าขอถามราคา”
เขาเอ่ยเสียงเรียบ พร้อมเงยหน้าขึ้นมองชายวัยกลางคนผู้เป็เ้าของร้าน
“โอ้…นายน้อยผู้นี้ตาถึงจริง ก้อนนี้หรือ? หนึ่งเหรียญเงินเท่านั้น” เถ้าแก่ยิ้มกว้างโชว์ฟันขาวเหลือง สองมือยื่นออกทำท่าจะห่อให้
อวี้เหวินกำลังจะควักเงินออกมา หากทันใดนั้น เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นจากทางด้านขวา ดังถากถางฟ้า
“ช้าก่อน!”
เสียงนั้นเฉียบขาด ท่ามกลางสายตาผู้คนรอบร้านที่หันมามองโดยพร้อมเพรียง เด็กหนุ่มชุดหรูหรา ผ้าคลุมขลิบทอง กระบี่หยกผูกเอว เดินย่างเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน ท่าทีทะนงตนประหนึ่งเ้าท้องถิ่น
ด้านหลังมีสมุนติดตาม 4-5 คน ล้วนมีพลังบ่มเพาะไม่อ่อนด้อย
“ข้าจะเอาหินก้อนนั้น… ให้ข้าสองเหรียญเงิน ข้าไม่ต่อ”
เขากล่าวอย่างไม่แยแสอวี้เหวินแม้แต่น้อย สายตาหยิ่งผยองจดจ้องไปยังเถ้าแก่
“เถ้าแก่ ห่อให้ข้าด้วย”
เถ้าแก่หันซ้ายขวาอย่างลำบากใจ หากมือกลับชะงักอยู่กึ่งกลางระหว่างทั้งสองฝ่าย
อวี้เหวินยังคงนิ่งสงบไม่ขยับ ปลายนิ้วแตะบนถุงเงินเบาๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นยิ้มจางๆ
“ข้าก็้าก้อนนี้เช่นกัน”
“เ้ารู้หรือไม่ว่าเ้าเผชิญอยู่กับผู้ใด?” เด็กหนุ่มอีกฝ่ายหัวเราะแค่นเสียง “ข้าคือหลี่ิ บุตรชายของเ้าสำนักบูรพาวายุ! ในเมืองซูไห่นี้ ข้ากล่าวคำใด ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าขัด!”
อวี้เหวินยังคงยิ้ม “หรือข้าต้องหลบให้เพียงเพราะเ้ามีนามว่า ‘หลี่ิ’?”
เขาหยิบเหรียญเงินออกมา “ข้าให้สามเหรียญ”
หลี่ิชะงัก… ทว่าแววตากลับวาวโรจน์ด้วยโทสะ
อู๋ซวนด้านข้างเหงื่อตก มือรีบฉุดชายเสื้ออวี้เหวิน “พี่ชายอวี้… อย่าได้ต่อล้อต่อเถียงเลย คนผู้นี้… มิใช่คนที่เราควรขัดใจนัก…”
แต่อวี้เหวินเพียงยกมือบังเบาๆ ไม่ให้สหายพูดต่อ
“ข้าเคารพในผู้มีฝีมือ แต่ข้าไม่เคยยอมใครเพียงเพราะยศศักดิ์…”
เขาหันไปทางเถ้าแก่
“ท่านยังไม่ตอบ… จะขายให้ข้า หรือจะขายให้คนที่เอาเงินข่มผู้อื่น?”
บรรยากาศโดยรอบเงียบงัน ราวอากาศพลันเย็นเฉียบลงในพริบตา สายลมแห่งหุบเขาผ่านทะลุช่องทางตลาดเบาๆ พัดชายเสื้อของทุกคนให้กระพือ
เสียงของสายลมที่พัดผ่านช่องแคบระหว่างตึกเก่าแก่แ่เบาราวกับเสียงกระซิบของยุคสมัย ม่านผ้าเก่าเก็บของร้านรวงรอบข้างพลิ้วไหวดุจเงาเงียบที่เฝ้ามองการประลองโดยมิเอื้อนเอ่ย เสี้ยวแสงอาทิตย์ยามบ่ายส่องลอดชายคาเฉียงเฉียง ตกต้องบนใบหน้าของอวี้เหวิน ทำให้ดวงเนตรกระจ่างใสราวน้ำแข็งสะท้อนแสงสะท้อนประกายเจิดจ้า
แววตาของเขา หาได้หวาดหวั่นไม่… กลับนิ่งลุ่มลึกเยียบเย็น ทว่าแฝงประกายกล้าหาญอันแสนแน่วแน่
หลี่ิพลันหัวเราะเบา ๆ เสียงของเขาเปี่ยมด้วยความหยิ่งทะนง ทว่าภายใต้รอยยิ้มนั้นมีแววดูแคลนอย่างชัดเจน
“เ้าหนุ่ม… ข้าเตือนด้วยความหวังดี สำนักบูรพาวายุหาใช่สำนักเล็กน้อยที่ใครจะกล้าขัดขวาง… ข้ากล่าวสองเหรียญ เ้าทุ่มสามเหรียญ มิใช่ความกล้า… แต่เป็ความเขลาสิ้นดี”
คำพูดนั้นหาได้ดังนัก ทว่าแฝงไว้ด้วยแรงกดดันอันแหลมคมดั่งคมกระบี่ที่จ่อปลายลำคอ อู๋ซวนด้านข้างถึงกับหน้าซีด มือสั่นเล็กน้อย ยามจับชายเสื้อของอวี้เหวินไว้
“อวี้เหวิน… เ้า… เ้าอย่าเอาชีวิตมาแลกกับหินเพียงก้อนเดียวเลย…”
แต่เด็กหนุ่มแห่งหมู่บ้านเทียนฟู หาได้ขยับถอยแม้ครึ่งก้าว ใบหน้าของเขายังคงสงบนิ่งดั่งผิวน้ำในฤดูหนาว เสียงเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยความมั่นคง แฝงไอสังหารที่มิอาจมองเห็นด้วยตาเปล่า
“ข้าจะซื้อ… ด้วยเงินของข้า ด้วยสายตาของข้า… หาใช่เพราะ้าเอาชนะใคร หากเพราะสิ่งนี้ ข้าต้องได้”
ซ่งเหยียนเฟยในมิติสร้อยคอพลันแผ่คลื่นจิตเร่งเร้า ดั่งเปลวไฟที่ปะทุกลางความเงียบงัน
“เ้าต้องได้มันมา… มิว่าราคานั้นจะเป็เท่าใด… แม้ต้องประชันศัตรู เ้าก็ต้องไม่ถอย!”
เสียงนั้นประหนึ่งะโจากห้วงลึกของฟากฟ้า อวี้เหวินได้ยินดังกึกก้องภายในใจ แต่กลับยิ่งทำให้สายตาของเขาคมลึกขึ้นอีกระดับ
เถ้าแก่ที่ยืนอยู่กลางวง กลืนน้ำลายลงคออย่างยากเย็น ดวงตาหวาดหวั่นแลซ้ายแลขวา มิรู้จะเอ่ยคำใด ท่ามกลางแรงกดดันจากทั้งสอง
หลี่ิก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว กระบี่ที่เอวกระเพื่อมเบา ๆ ด้วยแรงลม ดั่งสรรพางค์แห่งพายุใกล้จะเผยตัว
“เ้าเด็กน้อยจากที่ใด… ยังกล้าขวางข้าอีก?”
อวี้เหวินประสานมือคารวะเล็กน้อย เสียงของเขานุ่มนวล ทว่าเฉียบขาดยิ่งกว่าคมมีด
“มิสำคัญว่าข้ามาจากที่ใด… สำคัญเพียงว่า วันนี้ ข้าจะไม่ก้าวถอย… แม้เพียงครึ่งก้าว”
น้ำเสียงนั้นหาได้ยิ่งใหญ่ ทว่าแฝงไว้ด้วยสัจจะที่ไม่อาจตัดทอนได้ แม้แต่ด้วยกระบี่หรืออำนาจแห่งใด
ผู้คนรอบข้างเริ่มหยุดยืนมอง บางคนกระซิบกระซาบ บ้างเบิกตากว้าง บ้างเบือนหน้าหลบด้วยกลัวจะพัวพัน ใต้ฟ้ากว้างแห่งเมืองซูไห่ บัดนี้กลับคล้ายมืดครึ้มลงชั่วขณะ
แม้แต่ฟ้าดิน… ก็ดูเงียบงันราวรอคำตอบจากเถ้าแก่
เถ้าแก่สูดหายใจลึกอย่างสุดกลั้น ก่อนจะหลุบตาลงต่ำ แล้วตัดสินใจด้วยหัวใจที่เต้นแรง
“…ข้าย่อมขายให้แก่ผู้ที่เห็นคุณค่าในหินก้อนนี้ หาใช่แก่ผู้ที่ใช้ชื่อเสียงข่มขู่”
มือหยาบกร้านของเถ้าแก่พลันเอื้อมไปคว้าผ้าห่อหินอย่างแน่วแน่ ก่อนจะยื่นส่งตรงไปยังอวี้เหวิน
หลี่ิตาเบิกโพลง ลมหายใจขาดห้วงชั่วครู่
“…ดีมาก… จำชื่อข้าไว้ให้แม่น!”
เขาผลักอกสมุนคนหนึ่งแล้วหันหลังเดินจากไป ดวงตาของเขาวาววับด้วยเพลิงโทสะที่ยังมิคุ้มคลั่ง
ทว่าอวี้เหวินกลับมิได้ไล่ตามสายตานั้นไป เขารับห่อผ้าจากมือเถ้าแก่ แววตาทอดยาวไกล ลึกและสงบ… ดั่งฟากฟ้าเหนือยอดเขาสูงในยามไร้หมู่เมฆ
เสียงฝีเท้าของหลี่ิกับสมุนทั้งสองจางหายไปในความพลุกพล่านของตลาด ราวกับพายุที่เพิ่งพัดผ่าน ทิ้งไว้เพียงสายลมเบาบางและกลิ่นอายแห่งแรงกดดันอันยังอ้อยอิ่งอยู่ในบรรยากาศ
ผู้คนรอบข้างที่เพิ่งซุบซิบกันอย่างเคร่งเครียด บัดนี้เริ่มหันกลับไปสู่กิจวัตรของตน ร้านแผงลอยเริ่มเปิดเสียงเชิญชวนอีกครา กลิ่นหอมของเนื้อย่างบนเตาถ่านลอยคลุ้งมาตามลม ดึงผู้คนให้กลับเข้าสู่บรรยากาศของตลาดอีกครั้ง
เถ้าแก่เงยหน้าขึ้น ชำเลืองมองอวี้เหวินด้วยดวงตาแวววาวด้วยทั้งความยินดีและเป็ห่วง เขาเอ่ยเสียงเบา ทว่าชัดเจน
“คุณชาย… แม้นวันนี้ท่านจะได้รับหินก้อนนี้ไปอย่างสมใจ แต่ข้าอยากเตือนด้วยใจจริง…”
มือหยาบกร้านของเถ้าแก่ยกขึ้นลูบเครา พลางเหลียวมองไปยังทิศที่หลี่ิจากไป
“นายน้อยผู้นั้น นามว่า ‘หลี่ิ’ เป็บุตรชายของเ้าสำนักแห่ง สำนักบูรพาวายุ สำนักนี้แม้จะไม่กล้าแสดงอำนาจในเมืองซูไห่เพราะที่นี่อยู่ใต้ร่มเงา ตำหนักัเมฆา แต่เด็กนั่น… กลับมีนิสัยเยี่ยงอันธพาล ใจคอคับแคบ หากมีโอกาสเมื่อใด ย่อมต้องคิดตอบแทนท่านแน่นอน”
เถ้าแก่ทอดถอนใจ สะท้อนความกังวลที่ฉายชัดในน้ำเสียง
“ข้าเพียงหวังว่าท่านจะมีสติระวังตัว หากยังอยู่ในเมืองซูไห่แห่งนี้…”
อวี้เหวินรับฟังอย่างสงบ ไม่เอ่ยคำใดตอบ เพียงรับผ้าห่อหินใส่ลงในเเหวนมิติ แววตาของเขาไม่มีแม้เงาแห่งความหวาดหวั่น มีเพียงดวงใจที่แน่วแน่และกล้าหาญ
“ขอบคุณเถ้าแก่สำหรับคำเตือน”
เสียงของเขานุ่มนวล ทว่าแน่นหนักดั่งหินผา “แต่หากกลัวเพียงเพราะเื่นี้… ข้าคงมิอาจเดินบนเส้นทางยุทธ์ได้กระมัง”
เถ้าแก่ได้ยินดังนั้น ก็ได้แต่มองอวี้เหวินด้วยความทึ่งและเคารพในใจ
…
เมื่อพ้นจากร้านออกมา บรรยากาศรอบด้านเริ่มคืนสู่สภาพเดิม แสงแดดเริ่มอ่อนแรง ลำแสงสีทองสาดกระทบเรือนผมของอวี้เหวินจนดูราวเรืองรอง เงาร่างสองสายเดินเคียงกันอย่างเงียบงันผ่านซุ้มต้นหลิวที่ไหวเอนเบา ๆ ตามจังหวะสายลม
ซ่งเหยียนเฟยพลันส่งเสียงจากมิติในสร้อยคอ เสียงนั้นราวสหายเก่าที่คุ้นเคย เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย
“ข้ารู้แล้ว… ข้ารู้แล้วล่ะ เ้าถึงกับยอมมีศัตรูเพื่อจะได้หินก้อนนี้มาให้ข้า… เ้านี่มันจริงใจเสียเหลือเกิน…”
อวี้เหวินยิ้มบาง ๆ มุมปากยกขึ้นเพียงเล็กน้อย
“หึ… อย่าทำเสียงเหมือนสำนึกบุญคุณนัก ข้าเพียงไม่ชอบสายตาของคนเช่นนั้นเท่านั้นเอง…”
“แต่ถึงอย่างไร… ข้าก็ขอบใจเ้า ขอบใจจริง ๆ ไว้พอกลับถึงห้องพัก ข้าจะนำมันออกมาดูให้ละเอียด”
อวี้เหวินไม่ตอบ มีเพียงแววตาที่สะท้อนแสงเย็นเยียบของชายผู้มุ่งมั่นในเส้นทางของตนแต่ไม่ไร้หัวใจ
…
ทั้งสองเดินชมตลาดต่อไปอย่างเงียบงัน แม้ความสนุกสนานจะไม่คึกคักดั่งเมื่อครู่ ทว่าก็ยังคงอบอุ่น ด้วยแสงยามบ่ายที่เริ่มเปลี่ยนเป็สีส้มทองอาบทาบฟากฟ้า
ตลาดซูไห่บ่ายคล้อยนั้น งดงามเฉกเช่นภาพวาด น้ำเสียงแม่ค้าขายหมั่นโถวเด็กน้อยที่วิ่งเล่นตามตรอก เสียงดนตรีพื้นบ้านเบา ๆ จากร้านน้ำชาลอยมาแต่ไกล ล้วนขับขานความสงบแห่งเมืองใหญ่ใต้หล้าผืนนี้
อู๋ซวนหันมามองอวี้เหวิน เห็นสีหน้าของสหายยังคงสงบก็ถอนใจเบา ๆ
“แม้จะเสี่ยง… แต่เ้าก็ไม่เปลี่ยนเลยสักนิด…”
อวี้เหวินเหลือบตาไปมอง ทว่าไม่กล่าวอันใด เพียงพยักหน้าเล็กน้อยแทนคำตอบ
…
เมื่อยามเย็นมาเยือน ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็สีม่วงอมทอง เงาตึกแถวทอดยาวตามทาง บรรยากาศทั่วทั้งเมืองเริ่มเข้าสู่ความสงบของรัตติกาล
อวี้เหวินและอู๋ซวนเดินกลับมาตามเส้นทางเดิม ผ่านประตูโค้งสลักอักษร “ตรอกสือฉี” กลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ ลอยมาแต่ไกล ทำให้ทั้งสองรู้ว่ากำลังใกล้ถึงร้านโอสถที่พักพิงยามค่ำคืน
ร้านโอสถของเถ้าแก่หลินแม้จะไม่ใหญ่โต ทว่าอบอุ่น บนผนังไม้มีภาพลายหมึกวาดยอดเขาและปุยเมฆประดับอยู่ เสียงน้ำไหลจากตุ่มน้ำหลังร้านให้ความรู้สึกสงบเย็นประหนึ่งอยู่กลางขุนเขา
เมื่อทั้งสองก้าวเข้าไปในร้าน โคมไฟน้ำมันที่มุมห้องสว่างไสวด้วยเปลวไฟอ่อน สีทองนวลกระทบกับพื้นไม้สีเข้ม เถ้าแก่หลินกำลังนั่งชงน้ำชาอยู่เงียบ ๆ เงยหน้าขึ้นมองพลางยิ้มละไม
“กลับมาแล้วหรือ… เหนื่อยกันมากกระมัง?”
เสียงของเขานุ่มนวล เสมือนคืนราตรีอันเงียบสงบที่เพิ่งเริ่มต้น
อวี้เหวินมิได้ตอบทันที เขาเพียงเดินไปยังห้องพัก แล้วหยิบห่อผ้าในเเหวนมิติออกมาช้า ๆ คลี่ออกบนโต๊ะไม้
ในค่ำคืนอันเงียบงัน ท่ามกลางแสงไฟอ่อน ดวงตาของเขาเปล่งประกายขึ้นอีกครา…
ภายในห้องพักเล็กที่อบอวลไปด้วยกลิ่นโอสถนั้น แสงไฟจากโคมโลหะกลางห้องส่องสว่างด้วยเปลวสีเหลืองนวล เงาไหวของเปลวไฟเต้นระริกบนผนังไม้เก่า ประหนึ่งเงาสะท้อนของเงื่อนงำจากกาลก่อนที่กำลังจะเปิดเผยในค่ำคืนนี้
อวี้เหวินนั่งคุกเข่าอยู่หน้าตั่งไม้ ริมฝีปากเม้มแน่น พลันยกผ้าห่อหินลึกลับขึ้นคลี่ออกอย่างระมัดระวัง แสงสะท้อนจากเนื้อหินสีเทาหม่นจับเข้าตา มันเย็นเยียบอย่างน่าประหลาด ราวกับกลืนกลบไออุ่นของแสงไฟโดยรอบเสียสิ้น
เพียงไม่นาน เสียงกระซิบแ่เบาก็เอ่ยขึ้นในห้วงอากาศ
“วางมันลง… แล้วถอยไปสักก้าวเถิด ข้าจะเป็ผู้จัดการต่อจากนี้…”
อวี้เหวินไม่กล่าวอันใด เพียงพยักหน้ารับเบา ๆ แล้วเลื่อนตัวถอยออกไปครึ่งก้าว
วูบหนึ่งของลมเย็นพัดผ่าน ราวกับมวลพลังบางอย่างแทรกซึมออกมาจากมิติที่ไม่อาจเห็นด้วยตาเปล่า และแล้ว…
ประกายแสงสีแดงฉานจาง ๆ ก็เริ่มก่อตัวขึ้นกลางห้อง ท่ามกลางความเงียบสงัด แสงนั้นบิดเบี้ยวเป็เส้นสาย ก่อนจะกลายเป็ร่างหนึ่ง เล็กจิ๋วพอจะวางลงบนฝ่ามือ ทว่าเปี่ยมด้วยอำนาจ
ซ่งเหยียนเฟย ปรากฏกายขึ้นอย่างเงียบงัน ร่างเขาเล็กดั่งตุ๊กตา มีใบหน้างดงามราวอิสตรีแต่แฝงไว้ด้วยแววตาคมกล้า ดวงตาคู่นั้นส่องประกายเยียบเย็นดุจแสงดาวบนหิมะ ร่างกายห่มคลุมด้วยชุดแดงพลิ้วปลิวเบา ๆ เหมือนเปลวเพลิงต้องลม
เื้ัของเขาแผ่พลังคล้ายคลื่นกระบี่สีโลหิต ราวกับอสนีบาตที่ถูกกลั่นกรองจนเป็หนึ่งกับกระบี่แห่งจิต
เขาเดินย่ำอากาศอย่างเงียบงันมายังเบื้องหน้าหินก้อนนั้น ใบหน้าเคร่งขรึมกว่าที่เคย ดวงตาแน่นิ่งก่อนจะแวววาวด้วยประกายแปลกประหลาด
“ข้า… รู้สึกถึงมันั้แ่แรกพบ… ไม่ใช่เพราะมันมีพลังอันใดมากมายหรอก… แต่เพราะมัน… เหมือนกับข้า...”
เสียงของเขาแ่เบา ทว่าเต็มไปด้วยแรงสะท้อนของอดีตกาลอันแสนไกล
“เ้าคงยังจำได้… วันที่เ้าพบข้า บนยอดเขาแห่งบ้านเกิดเ้าได้รึไม่…”
อวี้เหวินมองเขาเงียบ ๆ แววตาทอแสงอ่อนโยนขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนกล่าวเบา ๆ
“ข้าจำได้ดี... ข้าเพียงขึ้นเขาไปล่าสัตว์ แต่กลับได้พบเ้าที่สลบแน่นิ่งอยู่กลางหุบเขา… ั้แ่นั้น เ้าก็ไม่ยอมบอกว่ามาจากที่ใด…”
ซ่งเหยียนเฟยหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ใบหน้ายังไม่เปลี่ยนแวว
“เพราะแม้เ้าจะรู้ ก็ไร้ความหมาย... ข้ามาจากดินแดนที่ผู้คนแคว้นนี้ไม่เคยแม้แต่จะฝันถึง... ข้า... มีสายเืของเผ่า ทมิฬ ผู้ถูกลืม…”
เมื่อเอ่ยวาจาสุดท้าย บรรยากาศรอบห้องก็แปรเปลี่ยนวูบหนึ่ง ลมเย็นหอบใหญ่ราวจะมาจากดินแดนมืดมนพัดกรูเข้ามาภายใน เงาแห่งกระแสพลังประหลาดบางอย่างค่อย ๆ ก่อตัวรอบซ่งเหยียนเฟย ขณะเขายื่นมือข้างหนึ่งออกไปวางเหนือหิน
เสียงกระแสพลังไหลเวียนแ่เบา ดั่งเสียงแม่น้ำใต้ธารน้ำแข็ง จากนั้นเขาจรดปลายนิ้วลงตรงกลางหิน เสียงแตก “กรึก” ดังขึ้นเบา ๆ ก่อนที่เปลือกหินชั้นนอกจะร้าวแยก
หินสีเทาหม่นผ่าวออก เผยให้เห็นแก่นภายใน…
สิ่งนั้นคือ ผลึกสีดำสนิท ดำราวกับความมืดของห้วงราตรี ไม่มีแม้เงาแสงสะท้อนกลับ หากแต่มีกระแสพลังแ่บางโอบล้อมอยู่ ราวกับลมหายใจของสิ่งมีชีวิตเร้นลับ
ซ่งเหยียนเฟยมองผลึกนั้นแล้วเงียบงันอยู่นาน เขายื่นมือลูบเบา ๆ พลางพึมพำ
“พลังทมิฬ… บริสุทธิ์ และเก่าแก่… คล้ายกับของข้า แต่… ไม่ใช่ข้า… นี่มิใช่เพียงเศษเสี้ยว… มันคือ ชิ้นส่วน ของบางสิ่งที่ข้ายังไม่รู้โดยสมบูรณ์…”
และในห้วงอึดใจเดียวกันนั้นเอง สร้อยคอของอวี้เหวินพลันสั่นไหวเบา ๆ แสงจาง ๆ ผุดพรายขึ้นบนพื้นผิวของมัน
อวี้เหวินรีบถอดมันออกจากคอโดยสัญชาตญาณ แล้ววางลงข้างผลึกสีดำ
ทันใดนั้น
แรงดึงดูดบางอย่างก็พลันบังเกิด ผลึกสีดำเลื่อนเข้าหาสร้อยคอช้า ๆ ราวกับถูกแม่เหล็กดึงดูดเข้าไป เศษเสี้ยวหนึ่งของมันพลันประสานเข้ากับเส้นวงของสร้อยคอพอดิบพอดี
เสียงแว่วต่ำดั่งเสียงสะท้อนจากห้วงหุบเหวพลันดังก้องในอากาศ
ลวดลายของสร้อยเริ่มชัดเจนขึ้นทีละน้อย รูปลักษณ์กลมกลืนกลายเป็เส้นสายใหม่ และเบื้องกลางของวงนั้น ปรากฏอักษรพร่าจางหนึ่งคำ
“ทมิฬ”
อวี้เหวินมองภาพเบื้องหน้าด้วยความงุนงงปะปนพิศวง หัวใจพลันเต้นแรง
“สร้อยเส้นนี้… แม่เคยบอกว่าให้ข้าสวมติดตัวไว้เสมอ… แต่นางก็ไม่เคยเอ่ยว่ามันคือสิ่งใด…”
ซ่งเหยียนเฟยมองภาพตรงหน้าอย่างแน่วแน่ ใบหน้าที่มักยิ้มเย้าหยอกพลันเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมล้ำลึก เขาหันไปมองอวี้เหวินอย่างแน่วแน่
“ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดชิ้นส่วนเหล่านี้จึงปรากฏที่นี่ หรือเหตุใดเ้าถึงมีมัน… แต่ดูเหมือนเ้า… จะเกี่ยวพันกับสิ่งที่อยู่เหนือขอบเขตของโลกใบนี้มากกว่าที่เ้าคิด…”
อวี้เหวินไม่ตอบ เพียงยกสร้อยคอขึ้นมาสวมไว้เช่นเดิม แววตาของเขาหนักแน่นขึ้นเล็กน้อย เต็มไปด้วยคำถามมากมายในใจ
และในขณะที่ยังไม่ทันจะเอ่ยคำใด ร่างของซ่งเหยียนเฟยก็พลันเคลื่อนไหว เขากระโจนเข้าสู่มิติสร้อยคอทันที ร่างนั้นพลันเลือนหายไปดั่งสายหมอกปลายฟ้า
“ข้าจะไปตรวจดูภายในมิติ…”
เสียงนั้นดังลอยมาครั้งสุดท้ายก่อนจะเงียบหาย เหลือเพียงเปลวไฟในโคมที่ไหวระริกท่ามกลางความเงียบงันของรัตติกาล
อวี้เหวินทอดมองสร้อยคอที่คอของตน ััได้ถึงพลังประหลาดอันเงียบสงบที่กำลังเปลี่ยนแปลงภายใน
คืนแห่งความลับ… เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น…