โดดเดี่ยวใต้ทะเล 1000 เมตร

    ตอนที่ 33 ด่านตรวจคนเข้าเมือง

    เวลาได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนในที่สุดเซนนั้นก็สามารถสร้างบ้านไม้ของตัวเองเสร็จแล้ว ซึ่งมันทำให้ชายหนุ่มตระหนักได้ว่าการสร้างบ้านด้วยตัวเองนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้จะมีสกิลการเล่นแร่แปรธาตุช่วยเหลือก็ตาม เนื่องจากเขานั้นขาดความรู้ในการออกแบบบ้าน ชายหนุ่มไม่รู้ว่าควรจะสร้างฐานที่แข็งแรงให้บ้านอย่างไร

    แต่มันก็สามารถเสร็จสิ้นได้ด้วยการลองผิดลองถูก เซนนั้นมองรอบๆ บริเวณบ้านซึ่งเป็นบ้านสองชั้นที่อบอุ่นหากไม่ติดที่ว่าเขาอยู่คนเดียว ในบ้านทั้งสองชั้นนั้นยังคงโล่งอยู่และขาดของตกแต่งบางอย่างซึ่งเซนไม่สามารถใช้สกิลในการสร้างมันได้ ดังนั้นชายหนุ่มจึงคิดว่าจะเดินทางเข้าเมืองในวันนี้ พร้อมๆ กับสมัครเรียนด้วยเลย

    เมื่อคิดได้ดังนั้นชายหนุ่มก็รีบออกเดินทางทันทีโดยเขานั้นเลือกที่จะเดินเข้าเมืองด้วยเท้าของเขาซึ่งเวลาในขณะนี้คือช่วงเช้าของวันดังนั้นชายหนุ่มจึงมีเวลาเหลืออยู่เยอะมากในการเดินทาง

    ชายหนุ่มนำของติดตัวมาไม่กี่อย่างหนึ่งในพวกนั้นมีอุปกรณ์ขุดเหมืองระดับตำนาน และดาบอัคคีแดนนรกซึ่งเป็นอาวุธพิเศษที่ได้มาเป็นรางวัลหลังจากที่ชายหนุ่มเคลียร์ชั้นแรกของโลกใต้พิภพได้

    [ดาบอัคคีแดนนรก ระดับ แรร์ พลังโจมตี 35-60 : ดาบที่ถูกห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงร้อนแรง เมื่อสร้างบาดแผลให้กับเป้าหมายจะทำให้เป้าหมายได้รับความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นสามเท่า]

    เซนเอาดาบที่ได้มาใหม่นั้นคาดเอาไว้ที่เอวในขณะที่เขาถือมัน เขาก็อดไม่ได้ที่จะมือสั่นเห็นได้ชัดว่ามันเป็นสมบัติล้ำค่าและเป็นเม็ดเงินมหาศาล แต่ถึงแม้ว่าเซนจะจนเป็นอย่างมากในตอนนี้แต่ชายหนุ่มก็เลือกที่จะไม่ขายมันอย่างแน่นอน

    “ฮรี่ๆ”

    ในระหว่างการเดินทางด้วยเท้านั้น บนถนนทางเดินที่เดินเข้าสู่เมืองนั้นก็เต็มไปด้วยม้าและผู้คนที่สัญจรกันในช่วงเช้าเป็นอีกครั้งที่เซนนั้นรู้สึกว่าประเทศนัวร์นั้นแตกต่างกับวอเตอร์ฟอร์ดอย่างสิ้นเชิง เพราะมันมีชีวิตชีวาและน่าอยู่กว่าหลายร้อยเท่า

    ขบวนรถม้าหลายคันที่ผ่านไปผ่านมานั้นล้วนตกแต่งไม่เหมือนกัน บางคันเห็นได้ชัดว่าเป็นรถม้าของพวกชนชั้นสูงเพราะรอบคันนั้นตกแต่งด้วยผ้าม่านชั้นดี และอัญมณีเปล่งประกาย ในขณะที่บางคันก็ดูธรรมดาอย่างน่าเหลือเชื่อซึ่งเซนสันนิษฐานว่ามันคงเป็นรถของพวกพ่อค้า แม่ค้า

    ในขณะที่เซนกำลังเพลิดเพลินอยู่กับทัศนียภาพรอบตัวนั้น ก็ได้มีรถม้าคันหนึ่งหยุดลงที่ด้านข้างของเขา ในขณะเดียวกันเซนนั้นก็ได้หันไปมองมันอย่างสงสัย รถม้าที่หยุดลงนั้นเป็นรถม้าคันสีขาวทั้งคันสร้างจากไม้ที่หายาก และสลักด้วยลวดลายที่เรียบหรูมีระดับ นั่นทำให้เซนสงสัยอย่างมากว่าเหตุใดรถม้าคันดังกล่าวจึงได้หยุดลง

    ในเวลานั้นกระจกรถม้าคันนั้นก็ค่อยๆ พับลง เผยให้เห็นคนสองคนที่อยู่ด้านใน หนึ่งเป็นหญิงสาวซึ่งน่าจะอยู่ในวัยเดียวกันกับเซน อีกหนึ่งเป็นชายที่ดูจะแก่กว่าเซนไม่กี่ปี ที่น่าแปลกก็คือหญิงสาวที่ดูงดงามมากๆ คนนั้นกลับมองมาที่เซนพร้อมกับรอยยิ้มของเธอ ทำให้เซนนั้นขมวดคิ้วและคิดว่าตนเองทำอะไรให้พวกชนชั้นสูงพวกนี้ไม่พอใจ อย่างไรก็ตามเมื่อได้ยินหญิงสาวเอ่ยขึ้นชายหนุ่มก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกเพราะเขาไม่อยากสร้างปัญหา

    “เจ้าคงเหนื่อยที่เดินเท้ามาไกลแล้วใช่ไหม? จากทิศทางที่เจ้าเดินเจ้าคงคิดจะเข้าไปในเมืองทำไมไม่มาด้วยกันกับพวกข้าล่ะ”

    ท่าทางของอีกฝ่ายนั้นดูเป็นมิตรอย่างมากจนเซนที่เฝ้าระมัดระวังตัวเองอยู่ตลอดยังรู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้ยินคำกล่าวของเธอ อย่างไรก็ตามเซนนั้นไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมาเป็นเวลานานเป็นธรรมดาที่ชายหนุ่มจะเลือกที่จะไม่ขึ้นรถม้า

    “ไม่เป็นไรหรอก…ข้าต้องการจะเดินเล่นสักหน่อย เชิญท่านไปทำธุระของท่านเถิด”

    แม้ว่าเซนจะพยายามกล่าวปฏิเสธอย่างรักษาน้ำใจอย่างไรก็ตามท่าทางและสีหน้าของชายหนุ่มนั้นยังเย็นชาและดูหยิ่งทะนงอย่างมาก นั่นทำให้หญิงสาวที่ชักชวนเซนติดรถไปด้วยกันนั้นถึงกับคิ้วขมวด ในขณะเดียวกันชายที่นั่งอยู่บนรถเองก็หันสายตาที่ดูเอาเรื่องมามองชายหนุ่มทำให้ชายหนุ่มรู้สึกอึดอัดไม่น้อย

    ‘ข้าทำอะไรผิดกัน…ข้าก็แค่ไม่อยากไปกับพวกเจ้า’

    เซนกล่าวขึ้นในใจ ในขณะเดียวกันหญิงสาวนั้นก็เหลือบมองเซนตั้งแต่เท้าขึ้นไปถึงศีรษะ เซนนั้นมีการแต่งตัวที่ธรรมดาอย่างมาก แม้เสื้อของชายหนุ่มจะดูสะอาดเนื่องจากชายหนุ่มพึ่งจะซักมาก็ตาม

    ‘เขาพกดาบดูเหมือนจะเป็นนักผจญภัย…แต่อุปกรณ์ด้านหลังมันทำให้เขาดูเหมือนพวกกรรมกรขุดเหมือง’

    หญิงสาวนั้นไม่ได้มีเจตนาจะดูถูกชายหนุ่ม แต่สภาพของชายหนุ่มตอนนี้นั้นดูเหมือนแบบนั้นจริงๆ

    “น้องฮันน่าเจ้ากรรมกรนี่มันดูหยิ่งยโสยิ่งนัก ทำไมเจ้าต้องไปสนใจมันด้วยปล่อยมันไปเถอะ….เจ้ากรรมกร! เมื่อกี้เจ้าพยายามใช้น้ำเสียงแบบใดกับชนชั้นสูงเช่นพวกข้ากัน เจ้าอยากตายใช่หรือไม่”

    ชายที่อยู่บนรถม้ากับหญิงสาวตอนนี้กลับกล่าวคำพูดออกมา เซนที่โดนต่อว่านั้นรู้สึกหน้าชาอยู่น้อยอย่างไรก็ตามชายหนุ่มไม่ได้โกรธอะไร เขาไม่คิดจะสนใจคำพูดของชายคนนั้นเลยแม้แต่นิดเดียว

    “ข้าไปล่ะ ขอบคุณแม่นางมากที่หวังดีกับข้า แต่ข้าไม่ต้องการจริงๆ”

    เซนกล่าวจบก็เดินจากไปทันที ทิ้งให้ทั้งฮันน่าและชายหนุ่มบนรถต้องตกตะลึง โดยเฉพาะชายหนุ่มที่อยู่บนรถนั้นถึงขนาดมีสีหน้าบึ้งตึง หากมันไม่ได้มากับสาวงามมันคงไม่สามารถรักษาท่าทางสงบขนาดนี้ได้มันคงวิ่งลงรถม้าไปกระทืบเซนแล้ว อย่างไรก็ตามฮันน่านั้นเป็นคู่หมั้นของมันและมันต้องการสร้างความประทับใจให้กับเธอ เพราะเธอนั้นสามารถถอนหมั้นได้ตลอดเวลา

    “อับบาส เหตุใดเจ้าต้องกล่าววาจารุนแรงเช่นนี้กัน เขาแค่กล่าวปฏิเสธข้าเท่านั้น”

    ฮันน่าหันไปต่อว่าชายหนุ่มในขณะที่ชายหนุ่มนั้นต้องการจะเถียงกลับอย่างไรก็ตามเมื่อเหลือบไปเห็นสีหน้าอารมณ์ไม่ดีของหญิงสาวชายหนุ่มจึงหยุดทันทีและยอมรับผิดแต่โดยดี

    “ออกรถเถอะ…ข้าต้องการจะไปร้านขายยาก่อนจะเริ่มการทดสอบเข้าเรียน”

    ฮันน่าหันไปกล่าวกับคนขับรถและรถก็ได้ขับผ่านเซนไปทันที

    ……

    เซนได้ใช้เวลาเดินทางไม่นานมากนักในที่สุดชายหนุ่มก็ได้มาถึงหน้าประตูทางเข้าเมืองที่มีด่านตรวจคนเข้าเมืองขนาดใหญ่ และมีทหารมากกว่าหลายร้อยนายคุมเข้มอยู่ ทหารเหล่านั้นสวมเกราะเหมือนกับทหารที่เซนเจอเมื่อวาน พวกเขาสวมเกราะสีเงินมันวาวมีสัญลักษณ์จันทร์ครึ่งเสี้ยวบริเวณเกราะไหล่ของพวกเขา เซนคิดว่ามันน่าจะเป็นตราสัญลักษณ์ประจำชาติเพราะเขาเหมือนจะเห็นธงในเมืองที่มีลักษณะเหมือนกันเมื่อมองผ่านหน้าประตูเมืองเข้าไป

    “เจ้าไม่ใช่คนเมืองที่นี่?”

    ทหารที่ทำหน้าที่ตรวจคนทำหน้าตาดุร้าย อย่างไรก็ตามเซนนั้นสัมผัสได้ว่าพวกเขาไม่ได้มีเจตนาที่จะข่มขู่แต่เนื่องจากการผ่านสนามรบมาหลายสนามหลอมรวมเขาทหารพวกนี้กลายเป็นคนยิ้มยาก

    “ข้าเดินทางมาจากเมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่าวอเตอร์ฟอร์ด ข้ามาพร้อมกับจดหมายแนะนำตัว”

    เซนหยิบจดหมายที่มีตราประทับรูปจันทร์เสี้ยวออกมา เมื่อทหารที่ทำหน้าที่ถามเรื่องของเขาเห็นจดหมายฉบับนั้นสีหน้าที่บึ้งตึงเปลี่ยนเป็นตกใจทันที ทหารคนนั้นรีบยื่นมือไปรับจดหมายที่เซนถือเอาไว้ด้วยความเกรงกลัวพร้อมกับพลิกหน้าพลิกหลังตรวจสอบมันก่อนที่จะแกะซองจดหมายและอ่านข้อความที่อยู่ภายในซึ่งแม้แต่เซนเองก็ไม่เคยได้อ่านมันมาก่อน

    “มันเป็นของจริง!”

    ทหารคนนั้นลุกขึ้นพรวดเมื่ออ่านข้อความในจดหมายก่อนที่จะมองเซนสลับไปมา เมื่อทหารคนอื่นๆ ที่เป็นสหายของเขาเห็นดังนั้นก็รีบเข้ามาหาทันทีพร้อมกับกล่าวถามสหาย

    “กัสเจ้าเป็นอะไรไป ทำไมถึงทำหน้าไก่ตื่นขนาดนั้น”

    ทหารที่ชื่อว่ากัสรีบกระซิบบอกเพื่อนของมันทันที เมื่อเพื่อนของมันได้ฟังบางอย่างที่บอกเล่าต่อจากกัสมันก็ตกตะลึงเช่นเดียวกัน

    “ข้าผู้หมวดกัส แวนแซน ยินดีรับใช้นายท่าน!”

    ผู้หมวดกัสคุกเข่าลงและทำท่าเคารพทำให้ชายเมืองที่รอเข้าเมืองในช่วงเช้าพากันมองมาที่เซนอย่างตกตะลึง