ฟู่เยี่ยน สาวน้อยเนตรสวรรค์ (นิยายแปล)

    ตอนที่ 82 ความตาย

    ตอนที่82 ความตาย

     

    เจิ้งหมิงรอดชีวิตจากหายนะมาแล้วเขากำลังกินซาลาเปาและดื่มนมถั่วเหลืองอย่างมีความสุขโดยไม่รู้เลยว่ายันต์ทั้งสามแผ่นที่เขาโยนออกไปนอกตัวรถได้ทำลายค่ายกลผูกวิญญาณทั้งสามค่ายกลลงแล้ว

     

    เมื่อยันต์สายฟ้าแผ่นสุดท้ายระเบิดภายในห้องเล็ก ๆ ห้องหนึ่งของบ้านแสนธรรมดาที่ตั้งอยู่ในชุมชนหงฉี ภูเขาหวาผิงได้มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งกระอักเลือดออกมา

     

    ชายวัยกลางคนผู้นี้มีรูปร่างไม่สูงใหญ่ทั้งยังดูซูบผอมไปเสียด้วยซ้ำใบหน้าของเขามีรอยเหี่ยวย่นมากมาย ดูเหมือนเขาจะมีอายุ 40 หรือ 50 ปีเขากระอักเลือดออกมาเต็มปาก ราวกับว่าส่วนหนึ่งของพลังชีวิตของเขาได้ถูกพรากไป

     

    “สมควรตายใครกันที่ทำลายค่ายกลของฉัน ? ! ”

     

    ในเวลานี้เองประตูของห้องนี้ก็ได้ถูกแง้มให้เปิดออก

     

    “อาจารย์? ท่านอาจารย์เป็นอะไร ? ” มีร่างหนึ่งวิ่งไปหาชายวัยกลางคนแล้วถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงหากฟู่ต้านีอยู่ตรงนี้ เธอคงจะจำได้ทันทีว่าเธอคนนี้คือไป๋หยูน้องสะใภ้ที่เสกหนอนกู่เข้าร่างของเธอ !

     

    “เร็วเข้าเอาขวดยามาให้ฉันก่อน” ชายวัยกลางคนพูดอย่างอ่อนแรง

     

    ไป๋หยูไม่กล้าชักช้าเธอรีบไปหยิบขวดยาจากกล่องข้างหัวเตียงมาทันที

     

    ชายวัยกลางคนกินยาลงไปแล้วก็รู้สึกว่าเลือดลมเริ่มกลับมาไหลเวียนได้ดีขึ้นเขาถึงได้พูดออกมา

     

    “พี่ชายของเธอไปไหนแล้ว? ตอนนี้ค่ายกลทั้งสามค่ายกลของฉันถูกทำลายลงไปแล้ว ฉันต้องไปดูที่เกิดเหตุไปเรียกพี่ชายของเธอมา”

     

    ไป๋หยูบ่นอุบขึ้นมา“พี่เขาออกไปแล้ว ไม่รู้ว่าเขาไปที่ไหน”

     

    ชายวัยกลางคนกลับเข้าใจได้ในทันที“ไอ้เวรนี่จะต้องตายคามือผู้หญิงไม่ช้าก็เร็ว ! ไปเถอะ เราไปด้วยกันนี่แหละ”

     

    พูดจบชายวัยกลางคนก็ลุกขึ้นพาไป๋หยูไปยังถนนสายหลักที่เขาวางค่ายกลผูกวิญญาณไว้

     

    “นี่มันยอดฝีมือจากที่ไหนถึงได้ใช้ยันต์สายฟ้า! ยันต์แผดเผา ยันต์เรียกสายฟ้า ! เฮอะ ว่าไปแล้วก็คงไม่ใช่คนมีความสามารถอะไรถึงได้ใช้ของสะสมของพวกบรรพบุรษแบบนี้”ชายวัยกลางคนพูดอย่างดูแคลน

     

    “อาจารย์ยันต์สายฟ้าคืออะไร ? ” ไป๋หยูถามอย่างไม่เข้าใจ

     

    “ยันต์สายฟ้าเป็นเครื่องรางชนิดหนึ่งที่สร้างขึ้นโดยบรรพบุรุษของราชวงศ์ฮั่นแต่ก็สูญหายไปในสมัยสาธารณรัฐจีน ต่อให้เหลืออยู่ในตอนนี้ก็คงเหลือไม่มากแล้วที่เหลือก็น่าจะเก็บไว้ในกรุของบรรพบุรุษ จะต้องมีเด็กคนไหนไปเจอมันแน่นอนถึงได้ทำลายค่ายกลของฉันได้ ตอนนี้เราอย่าเพิ่งคุยเรื่องนี้เลย ไป๋หยูตอนนี้คงต้องให้เธอไปแล้ว”

     

    ชายวัยกลางคนนึกถึงของเหล่านั้นที่เขาใช้ไปกับการสร้างค่ายกลมันคือยันต์ระดับสูงทั้งนั้น ยิ่งคิดเขาก็ยิ่งปวดใจ !

     

    “อาจารย์มอบหมายมาฉันจะไปอยู่แล้ว ! ”

     

    “ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเธอแค่ต้อง……”

     

    ……

     

    เจิ้งหมิงในเวลานี้กำลังไปส่งมอบสินค้าให้กับโรงงานทอผ้าในเมืองใกล้เคียงหลังจากเติมสต็อกของในโรงพยาบาลประจำเมืองแล้วเดิมเขาวางแผนจะค้างคืนหนึ่งคืนแล้วเดินทางกลับในวันพรุ่งนี้

     

    แต่เจิ้งหมิงนับถือความสามารถของฟู่เยี่ยนอย่างเต็มเปี่ยมเขาตัดสินใจว่ากลับไปแล้ว เขาจะซื้อของไปขอบคุณฟู่เยี่ยนโดยเฉพาะ

     

    แน่นอนว่าเขาต้องจ่ายค่ายันต์ให้ฟู่เยี่ยนดังนั้นตอนบ่ายเจิ้งหมิงจึงไปซื้อของหายากที่ชุมชนกว่างอัน เพื่อนำกลับไปขายเก็งกำไร

     

    ตกดึกเจิ้งหมิงหลับสนิทตลอดทั้งคืน เขาตื่นมาในเช้าตรู่ของอีกวันเขาท่องคำพูดที่ฟู่เยี่ยนกำชับมา ในมือยังคงกำยันต์แผ่นนั้นไว้แน่นเพื่อที่จะได้นำยันต์ออกมาได้ทันการณ์ เขาจึงพันผ้าก็อซไว้ที่ฝ่ามือจากนั้นก็นำยันต์แผ่นนั้นที่ฟู่เยี่ยนให้มายัดใส่เข้าไปในผ้าก็อซ

     

    และเป็นไปตามคาดเจิ้งหมิงขับรถกลับมาได้ครึ่งทาง ในตอนที่เขามาถึงชายแดนของมณฑล ตรงริมถนนมีผู้หญิงอยู่คนหนึ่งเธอบอกว่าอยากจะขอติดรถของเขาไปลงที่ชุมชนหงฉีด้านหน้านี้

     

    เจิ้งหมิงปั้นสีหน้าปกติแต่ในใจกลับเป็นกังวลมาก เขาไม่ได้ให้เธอมานั่งข้างคนขับแต่ให้เธอไปนั่งหลังรถบรรทุกแทน

     

    เป็นไปตามคาดหลังจากออกเดินทางได้ไม่นานก็มาถึงชุมชนหงฉี หญิงสาวก็เคาะหน้าต่างขอลงจากรถ

     

    หลังจากที่ผู้หญิงคนนั้นลงจากรถไปแล้วเจิ้งหมิงได้นับเลข 1-100 ตามที่ฟู่เยี่ยนบอก จากนั้นก็โยนยันต์ตรงฝ่ามือทิ้งแล้วเหยียบคันเร่งขับรถออกไปทันที

     

    มีเสียงดังอึกทึกและประกายไฟเกิดขึ้นจากด้านหลังทำให้เจิ้งหมิงไม่กล้าหันไปมอง เขาเหยียบคันเร่งแล้วขับกลับไปที่บริษัทขนส่งทันที

     

    ผู้หญิงที่ขอติดรถไปด้วยก็คือไป๋หยูแรงโจมตีจากยันต์ได้กระแทกร่างของเธออัดเข้ากับต้นไม้ใหญ่เต็มแรงกระทั่งหยูหลงเซิงอาจารย์คนนั้นของเธอและพี่ชายของเธอมาหาไป๋หยูก็แทบจะสิ้นลมหายใจแล้ว

     

    อาจารย์และลูกศิษย์จึงร่วมแรงกันยกตัวไป๋หยูกลับมาบ้านแล้ววางร่างของเธอบนเตียง

     

    “อาจารย์ไป๋หยูเป็นอะไร ? เรายังพอมีทางช่วยเธอไหม ? ” ไป๋เฟยพี่ชายของไป๋หยูเห็นว่าน้องสาวของตนเองตกอยู่ในสภาพแบบนี้ ในใจของเขาก็เต็มไปด้วยความคับแค้นใจ

     

    “เฮ้อคิดไม่ถึงเลยว่าในประเทศจีนของเราจะมียอดฝีมือในระดับนี้ด้วยเป็นเพราะฉันประมาทเกินไป”หยูหลงเซิงเห็นว่าไป๋หยูหายใจรวยรินพร้อมจะไปได้ทุกเมื่อ เขาก็ถอนหายใจออกมา

     

    “ใครกันแน่ที่ทำร้ายไป๋หยูผมจะไปฆ่ามัน ! ” ไป๋เฟยออกแรงตบเตียงแต่ใครจะไปคิดว่าการตบนี้จะทำให้ไป๋หยูขาดใจตายไปต่อหน้าต่อตาของเขา

     

    “หยูเอ๋อ! ” ไป๋เฟยตะโกนลั่น ตอนนี้เขาทำอะไรไม่ถูกแล้ว

     

    อาจารย์และศิษย์ช่วยกันขุดหลุมฝังศพไป๋หยูทั้งคืนหยูหลงเซิงตัดสินใจว่าจะต้องไปจากที่นี่ให้ไกลที่สุด

     

    “เสี่ยวเฟยเราสองคนไม่อาจอยู่ที่นี่ได้แล้ว ตอนนี้ศัตรูอยู่ในที่แจ้ง เราอยู่ในที่ลับอาจารย์มีศิษย์พี่อยู่คนหนึ่งที่เกาะฮ่องกง อาจารย์ตัดสินใจว่าจะไปพึ่งพาเขาเพราะเมื่อเทียบกับสภาพแวดล้อมที่นี่ ที่นั่นผ่อนคลายสำหรับคนอย่างพวกเรามาก”

     

    ไป๋เฟยเหมือนมีบางอย่างอยากจะพูดแต่ก็ลังเลหยูหลงเซิงเองก็รู้ว่าเป็นเพราะอะไร

     

    “เสี่ยวเฟยวีรบุรุษไม่ขาดแคลนสตรี ตราบใดที่นายมีเงินทำไมยังต้องกลัวว่าจะไม่มีผู้หญิงเข้าหา ? คิดให้ได้สิ เราจะเดินทางกันวันนี้เลย !” หยูหลงเซิงตบบ่าของเขา แล้วเตรียมกลับไปเก็บของ

     

    “อาจารย์ผมอยากไปหมู่บ้านเสี่ยวโจว ในเมื่อไป๋หยูตายแล้วผมก็จะไม่ยอมให้น้องสาวของผมต้องตายอย่างโดดเดี่ยวตระกูลเก่อจะต้องถูกฝังกลบไปพร้อมกับเธอด้วย ! ” ไป๋เฟยกัดฟันแน่น

     

    “เฮ้เจ้าโง่ ! ช่างเถอะ นายไปเสีย รีบไปรีบกลับ อย่าปะทะกันซึ่งหน้าให้ใช้ค่ายกลที่อาจารย์สอนนายไป”

     

    หยูหลงเซิงได้แต่ตอบรับ “ครับอาจารย์หลังจากการเสร็จแล้ว ผมจะรีบกลับมา”

     

    “จำไว้ให้ดีเสี่ยวเฟย อาจารย์คจะรอนายจนถึงสี่ทุ่ม หากเลยกำหนดเวลาไปให้ไปรออาจารย์ที่ท่าเรือหลินกังในคืนพระจันทร์เต็มดวงอีกสามวันให้หลัง”

     

    อาจารย์และลูกศิษย์ตกลงเรื่องเวลากันและแยกย้ายกันไป

     

    ตระกูลเก่อในหมู่บ้านเสี่ยวโจวยังไม่รู้ว่าหลุมศพของบรรพบุรุษได้ถูกไป๋เฟยวางค่ายกลกำจัดลูกหลานซึ่งไม่มีใครสามารถรอดพ้นไปได้

     

    ตกดึกจู่ ๆ ฟู่เวยและฟู่หรงก็มีไข้สูงกะทันหัน ทำให้ทั้งครอบครัวตื่นตระหนก

     

    ฟู่ต้านีทำอะไรไม่ถูกฟู่ต้าหย่งและหวังซู่เหมยจึงบอกว่าจะไปยืมเกวียนมาให้

     

    แต่ยังไม่ทันวิ่งออกไปพ้นประตูก็ถูกฟู่เยี่ยนห้ามไว้

     

    “พ่อไม่ต้องไปหรอกพวกเธอสองคนไม่ได้ป่วย แต่เป็นฝีมือของใครบางคนต่างหาก”ฟู่เยี่ยนพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เห็นได้ชัดว่าทั้งสองถูกคำสาปเล่นงานดูเหมือนคำสาปจะไม่ได้มาจากสุสานบรรพบุรุษของตระกูลฟู่นั่นหมายความว่ามันจะต้องมาจากสุสานบรรพบุรุษของตระกูลเก่ออย่างแน่นอน

     

    ในเมื่ออาหญิงไม่เป็นอะไรเช่นนั้นจะต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นกับตระกูลเก่อ

     

    “อาหญิงรู้ไหมว่าสุสานบรรพบุรุษของตระกูลเก่ออยู่ที่ไหน? ” ฟู่เยี่ยนหันไปถามฟู่ต้านี

     

    เดิมทีฟู่ต้านีก็กังวลอยู่แล้วแต่เธอก็ตะลึงเมื่อได้ยินเช่นนี้

     

    “เสี่ยวฮั่วหลานหมายความว่าอะไรหรือ ? ”

     

    “ถึงแม้ว่าฟู่เวยและฟู่หรงจะเปลี่ยนชื่อแซ่แล้วแต่เลือดเนื้อของผู้เป็นพ่อยังคงไหลเวียนอยู่ในร่างกายของพวกเธอ ดูเหมือนมีคนกำลังสาปส่งตระกูลเก่ออาหญิง ลองเปิดเสื้อของพวกเธอสองคนดู ดูว่าหน้าอกของพวกเธอมีเส้นสีแดงหรือไม่หากเส้นสีแดงมาถึงตำแหน่งของหัวใจขึ้นมา……”

     

    ฟู่ต้านีได้ยินดังนั้นก็รีบเปิดเสื้อของพวกเธอและพบว่าเป็นเช่นนั้นจริงมีเส้นสีแดงออกมาจากสะดือกำลังทอดตรงไปยังหัวใจ เส้นสีแดงเพิ่งปรากฏขึ้นและยังมองเห็นได้เลือนราง

     

    “อาหญิงรีบนำทางเราเร็วเข้า เส้นสีแดงนี้จะใช้เวลาวิ่งไปถึงตำแหน่งหัวใจนานสุดก็แค่ 12ชั่วโมงเท่านั้น แม่ หากเส้นสีแดงนี้อยู่ห่างจากบริเวณหน้าอกประมาณ 3 นิ้วแล้วพวกเรายังไม่กลับมา แม่ก็เผายันต์ใบนี้แล้วนำขี้เถ้าไปผสมน้ำให้พวกเธอดื่มมันจะช่วยยืดเวลาไปได้ 1-2 ชั่วโมง”

     

    “อืมแม่รู้แล้ว ต้านีเองก็ไม่ต้องกังวลนะ” หวังซู่เหมยถือยันต์ไว้แล้วพยักหน้า

     

    “อืม  พี่สะใภ้ ฝากพี่และเสี่ยวฉุ่ยดูแลลูกฉันด้วย ! ”ฟู่ต้านีเช็ดน้ำตาแล้วเดินออกไป

     

    ฟู่เยี่ยนฟู่ต้าหย่งและฟู่เซินรีบตามออกไปเช่นกัน