ต้นฤดูใบไม้ผลิกองทัพหลวงก็เดินทางกลับมาถึงเป่ยจิง
ราษฎรมารอชมขบวนทัพเต็มสองข้าง โต๊ะบนชั้นสองของร้านน้ำชาและเหลาอาหารริมถนนถูกจองจนเต็ม ยามที่ขบวนทหารเดินทางผ่าน เหล่าสตรีที่เฝ้ามองอยู่บนชั้นสองก็จะโปรยดอกไม้ลงมา หากพบขุนศึกหนุ่มที่ถูกตาต้องใจ บางคนที่ใจกล้าหน่อยก็จะโยนผ้าเช็ดหน้าลงมา
แม้จะไม่ใช่การรบใหญ่แต่การต้อนรับทหารกลับจากการทำศึกปฏิบัติหน้าที่เช่นนี้ ชาวเป่ยจิงถือปฏิบัติการมานานแล้ว
เมื่อขบวนทหารผ่านเข้าประตูเมือง จูเกาเซวียนพร้อมทั้งขุนพลทั้งหลายก็ถูกเรียกตัวเข้าเฝ้าในทันที
ห้าขุนศึกที่ยังมิได้ถอดเกราะเดินเข้ามาในท้องพระโรงโดยมีองค์ชายรองนำอยู่ด้านหน้า ขุนนางบุ๋นบู๊ยืนเรียงรายอยู่สองข้าง ทั้งห้าคนเดินเข้ามาหยุดตรงกลางโถงจากนั้นก็คุกเข่าคำนับ
“ถวายบังคมฝ่าา ขอพระองค์จงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี”
“ลุกขึ้น”
“ขอบพระทัยฝ่าา”
“ตลอดทางลำบากแล้ว” ฮ่องเต้ตรัสเรียบ ๆ พระเนตรแฝงรอยยิ้ม
จูเกาเซวียนเงยหน้าขึ้นมองฮ่องเต้แวบหนึ่ง หลังจากประเมินสีหน้าของพระองค์แล้วจึงได้ตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ไม่ลำบากแม้แต่น้อยพ่ะย่ะค่ะ หม่อมฉันได้เรียนรู้หลายอย่างจากศึกนี้”
“รายงานเราอ่านแล้ว วันนี้ได้เห็นด้วยตาจึงรู้ว่าไม่เกินจริง”
องค์ชายรองประสานมือโค้งกายรับคำเงียบ ๆ ทว่าพระดำรัสต่อมากลับทำให้ร่างทั้งร่างของเขาแข็งค้าง
“ก่อนที่พวกเ้าจะกลับถึงเมืองหลวง เราได้มีพระราชโองการแต่งตั้งองค์ชายใหญ่เป็องค์รัชทายาทตามกฎมณเฑียรบาลแล้ว”
ท้องพระโรงเงียบงันไปชั่วขณะ ฮ่องเต้ทอดพระเนตรลงมาที่องค์ชายรองโดยตรง ตรัสด้วยพระสุรเสียงทรงอำนาจ
“ประกาศราชโองการของเรา เอ้อร์หวงจื่อ จูเกาเซวียนได้สร้างผลงานการศึก มีคุณูปการต่อแผ่นดิน ั้แ่นี้ไปให้ดำรงตำแหน่งฮั่นหวาง มอบศักดินาหมื่นครัวเรือน”
จูเกาเซวียนเงยหน้าขวับ ดวงตาสั่นระริกมองสบพระเนตรัซึ่งแผ่ไอกดดัน ราวจะบอกเขาว่า ‘จงเชื่อฟัง’
“ให้ไปประทับที่มณฑลยูนนาน เป็ศักดินาประจำตำแหน่งฮั่นหวาง รับหน้าที่ปกป้องชายแดนตะวันตกเฉียงใต้”
ข้าราชบริพารทั้งท้องพระโรงตกตะลึง ต่างแอบเหลือบมองหน้ากัน กว่าจะมีคนขยับสายตาเลื่อนไปยังแผ่นหลังของฮั่นอ๋องได้มิใช่เื่ง่าย ยามนี้แผ่นหลังที่เคยตั้งตรงของจูเกาเซวียนแข็งทื่อ
ตำแหน่ง ‘ฮั่นอ๋อง’ คือตำแหน่งอ๋องอันทรงเกียรติ ทว่าศักดินายูนนานก็คือการถูกกันออกจากศูนย์กลางอำนาจอย่างไม่ต้องสงสัย
สร้างคุณชอบอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แทนที่จะได้เสวยสุขกลับถูกละทิ้งเอาดื้อ ๆ แล้วองค์ชายรองจะรับไหวหรือ ?
บางคนรู้สึกเสียดายที่องค์ชายซึ่งมีฝีมือผู้หนึ่งต้องไปจมปลักอยู่ในดินแดนห่างไกล แต่พวกเขาก็ไม่กล้าทักท้วง ทุกคนในที่นั้นต่างมองไปยังฮั่นอ๋อง รอคอยดูท่าทีของเขากำลังจะแสดงออกมา
ฮั่นอ๋องคุกเข่าคำนับตามพระราชพิธี เสียงของเขาก้องสะท้อนไปทั่วทั้งท้องพระโรง
“ขอบพระทัยฝ่าา”
เขาคุกเข่านิ่งไม่ยอมลุกขึ้น เสียงแหบต่ำดังขึ้นอีกครั้ง
“แต่ยูนนานอยู่ไกล ศึกไกลยากแก้ศึกใกล้ ชายแดนทางเหนือยังมีชนเผ่านอกด่านคอยก่อกวนอยู่ไม่ขาด หม่อมฉันขออยู่ถวายการรับใช้ฝ่าา ช่วยออกศึกปราบปรามทางเหนือก่อน บ้านเมืองสงบเมื่อไรค่อยเดินทางก็ยังไม่สายพ่ะย่ะค่ะ”
เกิดความเงียบขึ้นหลังจากคำกราบทูลอันน่าใขององค์ชายรอง เงียบงันจนกระทั่งเสียงหายใจยังดังกว่าปกติ
ฮ่องเต้ไม่ได้ตรัสอันใด เพียงทอดพระเนตรลงมาจากบัลลังก์ั
เนิ่นนานที่บรรยากาศกดดันจนแทบหายใจไม่ออก เหล่าขุนนางต่างไม่กล้าขยับ
จู่ ๆ ฮ่องเต้ก็สรวลออกมา
“ดี ! เ้ามีใจมุ่งมั่นรับใช้แผ่นดินเรารับไว้แล้ว พระราชโองการไม่อาจเปลี่ยนแปลง การไปยูนนานไม่จำเป็ต้องเร่งรีบ อยู่ช่วยศึกแดนเหนือก่อน แล้วเราจะคอยดูว่าเ้าจะทำได้สมกับที่กล่าวหรือไม่ อย่าทำให้เราผิดหวังเสียละ”
“ขอบพระทัยฝ่าา”
หลายคนลอบถอนหายใจโล่งอก แต่ก็มีหลายคนขมวดคิ้วนิ่วหน้า ทว่าไม่มีผู้ใดกล้าออกความเห็น แม้ในใจจะรู้สึกว่าฮั่นอ๋องกระทำการไม่เหมาะสมก็ตาม
หลังออกจากวังหลวง จูเกาเซวียนก็มุ่งตรงกลับจวนฮั่นอ๋อง จากนั้นเรียกคณะที่ปรึกษาเข้าพบในห้องลับทันที
ภายในห้องลับยามนี้มีขุนศึกและบัณฑิตจำนวนหนึ่ง นั่งล้อมโต๊ะประชุมสีหน้าเคร่งขรึม
เกาเฉินผิงเหลือบมองใบหน้าแต่ละคน ก่อนจะเอ่ยช้า ๆ “ด้วยพระอุปนิสัยของฝ่าา หากทรงประสงค์จะให้หวางเย่เสด็จไปยูนนานจริง คงมีพระราชโองการลงมาโดยตรงแล้ว มิใช่เพียงตรัสด้วยพระโอษฐ์เช่นนี้ ราวกับเปิดช่องให้ท่านขอผ่อนผัน นอกด่านยังมีชนเผ่าก่อกวนไม่ขาด ฝ่าาไม่ควรตัดกำลังศึกแดนเหนือด้วยการส่งผู้มีฝีมือไปไกลใน่เวลานี้จริง ๆ”
จูเกาเซวียนกำมือหลวม ๆ ปลายนิ้วลูบแหวนหยกแววตาคมสงบนิ่งดั่งบ่อน้ำลึก “เสด็จพ่อเคยบอกให้ข้าพยายาม เหตุใดตอนนี้จึงแต่งตั้งข้าเป็ฮั่นหวางเล่า”
บัณฑิตสูงวัยแซ่ม่อผู้หนึ่งเอ่ยช้า ๆ “หากมิใช่เพราะลำดับสายโลหิต...ผลก็อาจจะมิเป็เช่นนี้”
ฮั่นอ๋องชะงักงัน มือกำแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว
เขาเคยคิดว่าจะแข่งขันกับพี่น้องอย่างยุติธรรม ผู้มีความสามารถควรได้ดำรงตำแหน่งนั้น เขาทุ่มเททำเพื่อบ้านเมืองและราษฎร กระโจนเข้าสู่สมรภูมิอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ได้รับคำชมจากฮ่องเต้อย่างต่อเนื่อง คิดว่าตนเองมีโอกาสมากกว่าพี่น้องคนอื่น ๆ
แต่สุดท้ายเขากลับแพ้ให้กับคำว่า ‘หลี่’ เพียงคำเดียว
คิ้วกระบี่ของเขากดลึก เสียงพูดช้าลงทว่าต่ำลึก “ไม่ว่าข้าจะชาญศึกเพียงใด สร้างคุณต่อแผ่นดินมากเท่าไร ก็ยังมิอาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้…งั้นหรือ ?”
บัณฑิตสูงวัยแซ่ม่อเอ่ยต่อ “ตอนนี้ฝ่าายังอยู่ในวัยฉกรรจ์ ตำแหน่งไท่จื่อจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ก็ยังไม่แน่ ก่อนหน้านี้เหล่าบัณฑิตขงจื๊อกดดันให้ฝ่าารีบแต่งตั้งต้าหวงจื่อ ก็เพราะกังวลว่าฝ่าาจะแต่งตั้งท่านเป็ไท่จื่อ เพื่อสงบท่าทีขุนนางบุ๋นเ่าั้ฝ่าาจึงต้องคล้อยตามไปก่อน หวางเย่...ท่านยังมีโอกาสนะพ่ะย่ะค่ะ”
เห็นความหวั่นไหวในดวงตาของฮั่นอ๋องซึ่งเจือไปด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ เกาเฉินผิงจึงรีบเอ่ยเตือนสติ “ถึงอย่างไรยามนี้ก็ไม่ใช่เวลาที่ดีในการเคลื่อนไหว ควรอยู่นิ่ง ๆ ไปก่อน อย่าทำให้ฝ่าารู้สึกว่าท่านเป็ภัยต่อราชบัลลังก์”
“แต่จะไม่ทำอะไรเลยก็ไม่ได้ ” บัณฑิตสูงวัยแซ่ม่อคัดค้านขึ้นมาทันที “ยามนี้หวางเย่ไม่อาจเคลื่อนไหวบุ่มบ่ามก็จริง แต่พระองค์ควรทำหน้าที่ในกองทัพให้ดี เพื่อแบ่งเบาภาระฝ่าาเพื่อเรียกความเชื่อใจกลับคืนมาโดยเร็ว ยามนี้กองทัพก็คือหลักประกันของพระองค์”
จูเกาเซวียนขมวดคิ้ว รู้สึกว่าคำกล่าวนี้ช่างอันตรายเหลือเกิน ทว่าความคิดนี้ก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อที่ปรึกษาคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
“ยามนี้ไท่จื่อเฟยตั้งครรภ์แล้ว หากเด็กที่คลอดออกมาเป็หวงไท่ซุน[1] ตำแหน่งไท่จื่อก็จะยิ่งมั่นคง หวางเย่ก็ควรเร่งมีทายาทเช่นกัน...”
คำพูดนั้นค่อย ๆ กลืนหายไปในลำคอของบัณฑิตฉิน
เหล่าที่ปรึกษาที่เคยเข้าร่วมถอดความจดหมายหย่าของพระชายาต่างพากันทำหน้ากระอักกระอ่วน แม้แต่ฮั่นอ๋องยังชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อฟังมาถึงตรงนี้
มีเพียงขุนศึกที่ไม่ได้เข้าร่วมถอดรหัสจดหมายหย่าเท่านั้นที่รีบสนับสนุน ซ้ำยังใช้วาจาหยาบกระด้างจนบางคนทนฟังไม่ได้ “ใช่แล้วหวางเย่ ขุนศึกต้องเตรียมตัวให้พร้อมรบเสมอ ในเมื่อทำอย่างอื่นไม่ได้แล้วก็เหลือแค่ทำลูกนี่แหละที่พระองค์เร่งรีบได้”
“คำพูดของท่านชุยช่างระคายหูนัก เป็ถึงที่ปรึกษากองทัพของฮั่นหวาง ท่านควรศึกษาตำราปราชญ์ได้แล้ว”
“พูดอย่างนี้หมายความว่าอย่างไร ข้าเป็คนตรงไปตรงมา คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ในกองทัพไม่จำเป็ต้องใช้โวหารอย่างบัณฑิต หากทนฟังไม่ได้ก็อย่าฟัง”
“ท่าน !”
บัณฑิตแซ่ม่อและขุนพลแซ่ชุยต่างจ้องตากันจนขนคิ้วตั้งราวกับไก่ชน ฮั่นอ๋องกระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแรงจนถ้วยชาของคนอื่นกระดอนขึ้นลง น้ำชากระฉอกออกมาเปื้อนโต๊ะ ทำให้ไก่ชนแก่ ๆ สองตัวสงบลงอย่างไม่เต็มใจ
ฮั่นอ๋องไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงปรายตามองคนทั้งสองรอบเดียวเป็การปราม แม้ทั้งคู่จะยอมหยุดแต่ความไม่พอใจต่อกันยังไม่จางหาย
บัณฑิตฉินเอ่ยอย่างระมัดระวัง “หากหวางเฟยไม่อาจส่งเสริมหวางเย่ บางที... พระองค์ควรเริ่มมองหาชายารองที่เหมาะสมได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ดวงตาของอ๋องหนุ่มพลันเข้มขึ้น ปลายนิ้วลูบหยกพกเบา ๆ น้ำเสียงที่พยายามสะกดกลั้นไว้มาตลอดกระด้างขึ้น “ข้าสมรสมายังไม่ถึงปี พวกเ้าก็จะให้ข้าแต่งชายาเพิ่มแล้ว มิเป็การประกาศต่อใต้หล้าว่าข้าไม่มีคุณธรรมหรอกหรือ อย่าเอ่ยเื่รับชายารองอีก !”
ท่ามกลางบรรยากาศอึดอัด เสียงรายงานของจางเจี้ยนดังขึ้นราวกับเสียงระฆังช่วยชีวิต
“หวางเย่ กงกงจากซือหลี่เจียนและขุนนางจากกรมพิธีมาถึงหน้าจวนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
จูเกาเซวียนหลับตาลงราวกับกำลังระงับความพลุ่งพล่านในอก
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งสีหน้าของเขาก็กลับมาปกติ ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนโบกมือเป็สัญญาณให้เลิกประชุมได้
ด้านนอกเหนือบันไดหินมีขุนนางพร้อมด้วยขันทีซือหลี่เจียน ยืนรอประกาศราชโองการอยู่ ชาวบ้านละแวกใกล้เคียงต่างออกมายืนอออยู่ข้างทาง รอชมเื่ราวอยู่อย่างเนืองแน่น
เมื่อฮั่นอ๋องมาถึงขันทีก็ก้าวออกมาทำการคารวะอย่างอ่อนน้อม “หวางเย่ กระหม่อมได้รับพระบัญชาให้มาประกาศราชโองการพ่ะย่ะค่ะ”
จูเกาเซวียนนำข้ารับใช้ภายในจวนคุกเข่าลงรับราชโองการ ใบหน้าก้มลง เก็บซ่อนแววตา
เสียงประกาศราชโองการจากขันทีก็ดังขึ้น
“มีพระราชโองการ เอ้อร์หวงจื่อ จูเกาเซวียน มีคุณความชอบต่อแผ่นดิน โปรดเกล้าแต่งตั้งเป็ฮั่นหวาง พระราชทานป้ายจวนจากฝีพระหัตถ์องค์ฮ่องเต้เพื่อเป็ที่ประทับตามพระอิสริยยศ จบราชโองการ”
“หม่อมฉันรับพระราชโองการ ขอบพระทัยฝ่าา”
“ป้ายฝีพระหัตถ์ฝ่าา คือเกียรติที่มิมีผู้ใดเสมอเหมือน” เสียงชาวบ้านที่ยืนชมอยู่ไม่ไกลดังขึ้น
เมื่อเป็เื่ดี ๆ จึงต่างแสดงความยินดี ครึ่งเดือนก่อนมีการแต่งตั้งรัชทายาท ยามนี้แต่งตั้งฮั่นอ๋องผู้มีคุณต่อแผ่นดิน ต่อไปบ้านเมืองก็คงมั่นคงเป็ปึกแผ่น ชาวประชาอยู่ดีมีสุขกระมัง
ชาวบ้านพากันพยักหน้า บ้างก็ปรบมือยินดีอยู่ไกล ๆ
จูเกาเซวียนรับราชโองการด้วยสีหน้าสงบ จากนั้นขุนนางจากกรมพิธีการก็ควบคุมการเปลี่ยนป้ายจวนให้เรียบร้อย
ไกลออกไปมีสตรีนางหนึ่งกำลังลอบมองผ่านทางหน้าต่างรถม้าซึ่งจอดอยู่มุมกำแพงด้วยแววตาคาดหวังที่ยังไม่มอดดับ นางมองป้ายพระราชทานหน้าจวนก่อนจะก้มลงมองเทียบเชิญในมือ
“กลับจวน”
“ขอรับ”
ก่อนปล่อยม่านรถม้าลง สายตาของนางก็เลื่อนไปทางบุรุษกลุ่มหนึ่งที่เดินออกมาจากตรอกข้างจวน นางเพ่งมองบุรุษเ่าั้ทีละคน หลายคนมีลักษณะคล้ายบัณฑิตบางคนมีลักษณะคล้ายทหาร
บัณฑิตกับทหาร...ช่างเป็ภาพที่หาดูได้ยากนัก
หัวใจของนางเต้นระทึก มือที่จับม่านรถม้ากำแน่น ดวงตาพลันทอประกายมีความหวัง เมื่อแน่ใจแล้วจึงออกคำสั่งอย่างไม่ลังเล
“ให้คนตามบัณฑิตเ่าั้ไป”
“คุณหนู...เราไม่มีคนให้ใช้เ้าค่ะ” สาวใช้ตอบกลับมาอย่างลำบากใจ
หญิงสาวเม้มริมฝีปาก สุดท้ายก็ทิ้งความคิดที่จะสะกดรอยตามคนเ่าั้ไป
[1] หวงไท่ซุนคืออิสริยยศของหลานชายคนโตของฮ่องเต้ ที่เกิดจากองค์รัชทายาทกับพระชายาเอก ซึ่งจะอยู่ในลำดับการสืบบัลลังก์อย่างชอบธรรมต่อจากองค์รัชทายาท