เสียงฝีเท้าย่ำลงบนแผ่นไม้กระดานหนาหนัก ส่งเสียง ‘ตึง...’ สะท้อนแ่เบาท่ามกลางความเงียบสงบอันลึกซึ้ง
ทันทีที่หลินเหยียนก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา เขาก็ััได้ถึงไอความอบอุ่นภายในห้อง พร้อมกับกลิ่นหอมสะอาดของสมุนไพรแห้งนับร้อยชนิดที่โชยมาปะทะจมูก มันเป็กลิ่นยาที่ผสมผสานกับรากไม้ต้มเคี่ยวอันเข้มข้น จากหม้อยาดินเผาสีทึบบนเตาเคี่ยวยาไฟอ่อน ที่กำลังส่งควันขาวลอยคุกรุ่นอยู่มุมห้อง
ภายในโรงหมอหลิวแห่งนี้มิได้ใหญ่โตโอฬาร ทว่ากลับสะอาดสะอ้านเป็ระเบียบเรียบร้อยผิดจากกระท่อมชาวบ้านทั่วไป ผนังไม้ทั้งสามด้านถูกเปลี่ยนเป็ชั้นวางยาสูงลิ่วจรดเพดาน เต็มไปด้วยลิ้นชักไม้ขนาดเล็กนับร้อยนับพันช่อง หน้าลิ้นชักสลักเสลาด้วยตัวอักษรตัวบรรจง บ่งบอกชื่อสมุนไพรพื้นบ้านและรากไม้วิเศษด้วยน้ำหมึกที่ซีดจางไปตามกาลเวลา แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างไม้ฉลุลายเข้ามาเป็เส้นสาย ส่องกระทบเอาละอองฝุ่นและควันยาที่ลอยล่องให้มองเห็นเป็สีทองรำไร
ที่หลังโต๊ะไม้ตัวยาวซึ่งมันปลาบด้วยรอยเช็ดถูมานานปี มีร่างของชายชราผู้หนึ่งนั่งอยู่บนตั่งไม้เตี้ย ชายชราผู้นั้นอายุราวหกสิบกว่าปี เส้นผมสีขาวโพลนถูกรวบมัดไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อย หนวดเคราสีดอกเลาตัดแต่งสั้นเกลี้ยงเกลาสะอาดตา เขาสวมชุดผ้าป่านเนื้อละเอียดสีเทาเรียบง่าย กริยายามที่ขยับข้อมือใช้สากหินบดยาลงในครกดินเผาดัง ‘ครืด... ครืด...’ นั้นเป็จังหวะจะโคนสม่ำเสมอ สะท้อนถึงความใจเย็นและสุขุมลุ่มลึกของชายชรา
ดวงตาของชายชราแม้รอบข้างจะเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นตามวัย ทว่าั์ตากลับทอประกายแจ่มชัด ดุจดั่งดวงตาของผู้ทรงภูมิที่ผ่านพ้นโลกและมรสุมชีวิตมาเนิ่นนาน กลิ่นอายสมุนไพรแห้งฝังลึกเข้าสู่อาภรณ์และผิวพรรณจนกลายเป็เอกลักษณ์เฉพาะตัวอันน่าเลื่อมใส
เขาคือ ‘ท่านหมอหลิว’ แพทย์ชราประจำหมู่บ้านชิงซี
ชาวบ้านในหุบเขาต่างรู้ดีว่าท่านหมอหลิวไม่ใช่คนพื้นเพของหมู่บ้านชิงซีมาั้แ่ต้น เล่าขานกันว่าในยามหนุ่มเขาเคยเดินทางออกไปเสาะหาความรู้นอกขุนเขาอันห่างไกล จนได้เป็ถึงศิษย์นอกสำนักศึกษาเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในเมืองใหญ่ของจงโจว จึงอ่านออกเขียนได้แตกฉาน ทั้งยังรู้แจ้งในตำราอักษร ปรัชญาโบราณ และศาสตร์แห่งการแพทย์ ด้วยเหตุนี้ มุมมองและคำพูดของเขาจึงกว้างขวางและมีน้ำหนักยิ่งกว่าชาวบ้านป่าทั่วไป ทว่าสุดท้ายเขากลับเลือกที่จะละทิ้งความรุ่งเรืองในเมืองใหญ่ มาตั้งโรงหมอเล็ก ๆ รักษาผู้คนธรรมดาอยู่ที่ท้ายหมู่บ้านแห่งนี้อย่างสมถะ
เสียงบดยาในครกดินเผาเงียบลง ทันทีที่ฝีเท้าของหลินเหยียนหยุดยืนนิ่งอย่างนอบน้อม ท่านหมอหลิวไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองในทันที แต่ริมฝีปากใต้เคราสีดอกเลากลับยกยิ้มบางเบาอย่างรู้เท่าทัน
“อาเหยียน หากวันนี้เ้าก้าวข้ามธรณีประตูมาช้ากว่านี้อีกครึ่งก้านธูป ข้าคงต้องคิดว่าเ้าถูกป้าหวังที่ร้านเต้าหู้จับตัวให้นั่งกินเต้าฮวยร้อน จนลืมทางมาโรงหมอของข้าเสียแล้ว”
น้ำเสียงของชายชรานุ่มนวลทุ้มต่ำ แฝงความอารมณ์ดีและเปี่ยมเมตตา หลินเหยียนได้ยินเช่นนั้นก็เกาหัวพลางยิ้มเจื่อน ค้อมศีรษะลงคำนับอย่างอ่อนน้อม “ท่านปู่หลิวอย่าล้อข้าเล่นเลยขอรับ ข้าเพียงรับน้ำเต้าหู้จากป้าหวังแล้วก็รีบมาทันที เพียงแต่... ระหว่างทางแวะคุยกับพวกเด็ก ๆ ที่ลานตลาดครู่หนึ่งเท่านั้น ไม่ได้เถลไถลไปที่ใดไกลเลยจริง ๆ ขอรับ”
หลินเหยียนขยับก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะไม้ ปลดสายตะกร้าสานไม้ไผ่ที่พาดบ่าออกอย่างระมัดระวัง ก่อนจะค่อย ๆ หยิบสมุนไพรที่เขาคัดเลือกและมัดด้วยฟางแห้งไว้เมื่อเช้าออกมาวางเรียงรายทีละอย่าง หญ้ารากหิมะสี่ต้นที่มีใบหยักละเอียดรูปหัวใจ มันป่าสองสามหัวที่ปัดเช็ดโคลนดินออกจนสะอาดตา และรากไม้สมุนไพรพื้นบ้านอีกจำนวนหนึ่ง
ท่านหมอหลิวละมือจากครกบดยา หรี่ดวงตาชราลงเล็กน้อยพลางยื่นนิ้วมือที่ผอมแห้งทว่าสะอาดสะอ้านไปหยิบหญ้ารากหิมะขึ้นมาพิจารณาในระยะประชิด เขาพลิกดูหน้าใบ หลังใบ และดมกลิ่นที่ปลายรากอย่างละเอียด ก่อนจะพยักหน้าพลางเอ่ยชม
“อืม จัดวางและมัดฟางแห้งสมุนไพรเหล่านี้ได้เรียบร้อยดีนัก เ้าดูแลรักษารากยาพวกนี้ได้ไม่เลวเลย อาเหยียน...”
แต่แล้ว ปลายนิ้วของชายชรากลับหยุดลงที่โคนรากของหญ้ารากหิมะต้นหนึ่ง คิ้วสีดอกเลาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “แต่ต้นนี้... เ้าลงพลั่วขุดหรือจอบแรงเกินไปใช่หรือไม่? ดูเอาเถิด เนื้อรากตรงส่วนโคนมีความช้ำจนยางสมุนไพรซึมออกมาบางส่วน และใบด้านข้างนี้... มีรอยช้ำสีคล้ำจาง ๆ แสดงว่าถูกเกล็ดหิมะกัดทับจนเสียสรรพคุณไปส่วนหนึ่งแล้ว”
หลินเหยียนขยับเข้าไปดูใกล้ ๆ แววตาหม่นลงด้วยความรู้สึกผิดทันที เขารีบค้อมตัวลงเล็กน้อย “เป็จริงดังที่ท่านปู่หลิวว่าขอรับ ตอนที่ข้าพบมันซ่อนตัวอยู่ใต้ซอกหินตรงลาดเขา หิมะทับถมหนาแน่นนัก ข้ากลัวว่าความหนาวเย็นจะกัดกินรากยาจนเสียหาย จึงรีบร้อนแซะดินขึ้นมา จนไม่ทันสังเกตว่าปลายจอบกระแทกถูกเนื้อราก ข้าจะระมัดระวังให้มากกว่านี้ในคราวหน้าขอรับ”
ท่านหมอหลิวเงยหน้าขึ้น สบตากับเด็กหนุ่มด้วยแววตาสุขุมทว่าแฝงความเข้มงวด “อาเหยียน เ้าต้องจำไว้... สรรพสิ่งในธรรมชาติต่างใช้เวลาบ่มเพาะเนิ่นนานกว่าจะเติบโตเป็ตัวยาอันมีค่า การเก็บกู้พวกมันจึงต้องอาศัยทั้งสายตาที่ถี่ถ้วน และฝ่ามือที่นุ่มนวลระมัดระวัง หากเ้าลงแรงด้วยความเร่งรีบไร้สติ ต่อให้สมุนไพรต้นนั้นจะเป็โอสถทิพย์ชั้นฟ้า มันก็แปรเปลี่ยนเป็เพียงเศษหญ้าไร้ค่าได้ในพริบตา”
เด็กหนุ่มพพยักหน้ารับคำสั่งสอนอย่างตั้งอกตั้งใจ ถ้อยคำเรียบง่ายของท่านหมอชราซึมลึกเข้าสู่หัวใจของเขา ดุจหยาดน้ำค้างซึมลงสู่ผืนดิน
ท่านหมอหลิววางหญ้ารากหิมะต้นนั้นลง แล้วหยิบต้นที่สมบูรณ์ที่สุดขึ้นมาชูตรงหน้าเด็กหนุ่มเพื่อชี้แนะ
“หญ้ารากหิมะชนิดนี้ ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางไอเหน็บหนาว ตัวใบของมันรับไอเย็น ส่วนเนื้อรากใต้ดินกลับดูดซับความร้อนจาง ๆ จากซอกหินใต้ดิน สรรพคุณของมันจึงโดดเด่นในด้านการอุ่นเส้นลมปราณ บำรุงรักษาปอด และบรรเทาอาการไออันเกิดจากลมหนาวแทรกซึม ทว่าหากเ้าเก็บผิดกาลเวลา ไปขุดมันขึ้นมายามที่แสงสุริยันแผดเผาแรงกล้า สรรพคุณทางยาในเนื้อรากจะระเหยหายไปมากกว่าครึ่งส่วน”
ชายชราใช้นิ้วชี้แตะเศษดินแห้งที่หลงเหลืออยู่ตรงซอกรากเบา ๆ “อาเหยียน ยามที่อยู่บนป่าเขา เ้าอย่ามองเพียงแค่รูปโฉมภายนอกของต้นไม้ แต่ต้องหัดสังเกตไปถึงรอยแตกของผืนดินรอบๆโคนต้น พิเคราะห์สีสันของใบว่าเขียวสดหรือซีดจาง ตลอดจนสูดดมกลิ่นอายและััความเย็นเยียบที่ซึมผ่านเนื้อราก... ต้นที่ขึ้นอยู่ใต้ร่มเงาของสนใหญ่ ย่อมซึมซับไอหยินอันหนาแน่น ทว่าต้นที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ซอกหินผาทิศบูรพา ยามได้รับแสงแดดแรกแห่งรุ่งอรุณ ตัวยากลับแปรเปลี่ยนเป็อบอุ่นนุ่มนวลเพื่อหนุนเกื้อพลังหยาง”
หลินเหยียนนิ่งฟังพลางคิดตาม ั์ตาคมทอประกายฉลาดเฉลียว เขาเอ่ยถามด้วยความนอบน้อมทว่าตรงเป้าหมาย “เรียนท่านปู่หลิว หากเป็เช่นนั้น หญ้ารากหิมะที่เปี่ยมด้วยไอหยิน ย่อมส่งผลร้ายต่อผู้ป่วยโรคปอดที่ร่างกายหนาวเย็นเรื้อรังใช่หรือไม่ขอรับ? แล้วเราจำเป็ต้องใช้ต้นที่ขึ้นในทิศบูรพาซึ่งมีฤทธิ์อุ่นมาทดแทน หรือใช้อุ่นหักล้างหยินเพื่อรักษาโรคนี้แทนใช่หรือไม่?”
ท่านหมอหลิวมือนิ่งค้างไปในทันที ั์ตาชราทอประกายระยับด้วยความประหลาดใจระคนปีติยิ่งนัก เขาไม่คาดคิดเลยว่าเด็กหนุ่มวัยสิบสามปีเศษที่ไม่มีรากฐานวิชาแพทย์ชั้นสูง จะสามารถเชื่อมโยงฤทธิ์ยาหยินหยางได้แหลมคมถึงเพียงนี้ ชายชราคลี่ยิ้มกว้างจนหนวดเคราสีดอกเลาขยับไหว พยักหน้าเอ่ยชมด้วยความพึงพอใจอย่างที่สุด
“พูดได้ดี! ช่างสังเกตและคิดอ่านได้ถี่ถ้วนนัก อาเหยียน เ้าเดาได้ถูกต้องแล้ว สำหรับผู้ป่วยที่เป็โรคปอดและไอเรื้อรังจากลมหนาว หากได้รับยาที่มีฤทธิ์หยินหนาแน่นเข้าไป ย่อมมีแต่จะทำให้ร่างกายทรุดโทรมลงไปอีก จำต้องใช้หญ้ารากหิมะจากซอกหินทิศบูรพามาต้มเคี่ยวร่วมกับรากขิงป่า จึงจะรักษาโรคได้ตรงจุด”
ชายชราเว้นจังหวะคำพูด ทอดสายตาอันนิ่งสงบมองใบหน้าซูบผอมของเด็กหนุ่ม ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแฝงความอาทร “แล้ว... มารดาของเ้า อาการของนางใน่สองสามวันมานี้เป็อย่างไรบ้างเล่า?”
หลินเหยียนหลุบสายตาลงเล็กน้อย ั์ตาฉายความกังวลจาง ๆ ที่เก็บซ่อนไว้ “เรียนท่านปู่หลิว เมื่อคืนนี้ท่านแม่มีอาการไอแห้งอยู่สองสามครั้งขอรับ ร่างกายของนางดูอ่อนแรงลงไปบ้าง ทว่าพอเช้านี้ตื่นขึ้นมา ดื่มน้ำแกงผักป่าอุ่น ๆ และได้นั่งผิงไฟเตาก็ดูแจ่มใสขึ้นมากแล้ว ไม่ได้มีอาการหนักหนาอันใด”
ท่านหมอหลิวได้ยินเช่นนั้น นิ้วมือผอมแห้งที่วางอยู่บนโต๊ะไม้กระตุกเบา ๆ ั์ตาคู่ลุ่มลึกพลันไหวระริก สลับซับซ้อนคล้ายล่วงรู้ความจริงบางประการที่ซ่อนเร้นเกินกว่าที่เด็กหนุ่มจะเข้าใจ ทว่าเขากลับเก็บงำอารมณ์ได้อย่างมิดชิดดุจสระน้ำนิ่งอันไร้ระลอกคลื่น ชายชราหันหลังกลับไปหยิบห่อกระดาษน้ำมันสีน้ำตาลที่ผูกด้วยเชือกป่านอย่างประณีตมาจากชั้นวางด้านหลัง แล้วยื่นส่งให้หลินเหยียน
“นี่คือเทียบยาบำรุงปอดสูตรอุ่น ข้าผสมรากไม้และพืชพรรณธาตุหยางไว้พร้อมสรรพแล้ว เ้านำกลับไปต้มให้มารดาของเ้าดื่มวันละสองครั้ง ยามเช้าและยามเย็น อาการระคายคอเพราะลมหนาวของนางจะได้ทุเลาลง ไม่ต้องกังวลใจไป โรคเก่าของนางข้ารู้จักดี อากาศแปรเปลี่ยนย่อมมีอาการบ้างเป็ธรรมดา”
หลินเหยียนรับห่อยามาแนบอก หัวใจที่ตึงเครียดพลันผ่อนคลายลงทันทีด้วยความเชื่อมั่นในวิชาแพทย์ของชายชรา โดยไม่ทันสังเกตเห็นประกายตาที่สลดลงด้วยความทอดถอนใจของท่านหมอหลิวแม้แต่น้อย
ท่านหมอหลิวละสายตาจากกองสมุนไพรบนโต๊ะ ขยับตัวขัดสมาธิผ่อนคลายบนตั่งไม้ ทอดสายตามองเด็กหนุ่มพลางเอ่ยถามยิ้ม ๆ
“จริงสิ... ตำราโบราณ ‘ไท่กู่อี้จื้อ’ บันทึกอัศจรรย์แห่งาที่เ้ายืมไปจากข้าคราก่อน อ่านถึงบทใดแล้วเล่า? พอจะอ่านออกเข้าใจความหมายของตัวอักษรจีนโบราณเ่าั้บ้างหรือไม่”
พอได้ยินถามถึงตำรา ั์ตาของหลินเหยียนพลันเป็ประกายลุ่มลึก มือขวาเผลอยกขึ้นแตะทาบตรงอกเสื้อผ้าฝ้ายปะชุน ััได้ถึงความเย็นเยียบของแผ่นศิลาลึกลับที่ซ่อนอยู่ด้านใน ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเจือความตื่นเต้น “เรียนท่านปู่หลิว ข้าอ่านบทที่ว่าด้วยสัตว์อสูราจบแล้วขอรับ ในตำราบันทึกไว้ว่า... ทางทิศบูรพามีสัตว์เทพหลับใหลอยู่ใต้มหาสมุทร ยามมันลืมตาทั้งใต้หล้าพลันสว่างไสว ทว่ายามหลับตาโลกกลับจมสู่รัตติกาล... ตัวอักษรโบราณเ่าั้ราวกับมีชีวิต เพียงอ่านดูก็คล้ายจะเห็นภาพความยิ่งใหญ่ลอยอยู่ตรงหน้าเลยขอรับ”
เด็กหนุ่มเว้นจังหวะ ขยับกายเข้าไปใกล้โต๊ะไม้เล็กน้อยแล้วเอ่ยถามเสียงแ่เบาด้วยความสงสัย “ท่านปู่หลิว... ท่านเคยเดินทางเผชิญโลกกว้างภายนอกหุบเขามามากมาย ท่านคิดว่าสัตว์เทพโบราณที่สามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเหล่านี้ มีอยู่จริงในมหาพิภพซานไห่ของเราหรือไม่ขอรับ? หรือว่ามันเป็เพียงเื่เล่าเพ้อฝันในนิทานหลอกเด็กเท่านั้น?”
ท่านหมอหลิวไม่ได้หัวเราะเยาะความไร้เดียงสานั้น เขาเพียงแต่นั่งนิ่ง ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างโรงหมออันเงียบสงบ แววตาคู่ชราดูสุขุมลุ่มลึกและแบกรับเื่ราวในอดีตไว้มากมายเกินกว่าจะเอ่ยคำ ชายชรายกมือขึ้นลูบเคราสีดอกเลาช้า ๆ ก่อนจะเอ่ยถ้อยคำที่มีน้ำหนักประดุจสลักลงบนศิลาแกร่ง
“อาเหยียน... ในใต้หล้าอันกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตแห่งนี้ ‘สิ่งที่มนุษย์ไม่เคยพบเห็นด้วยตา มิได้แปลว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริง... และสิ่งที่ผู้คนกราบไหว้เชื่อถือเล่าขานกันมานานนับแสนปี ก็มิได้แปลว่าเป็ความจริงทั้งหมดเสมอไป’ ”
ชายชราหันกลับมาสบตากับเด็กหนุ่มอย่างจริงจัง “โลกใบนี้มีร่องลึกและม่านหมอกบดบังความจริงไว้มากมายนัก คนผู้หนึ่งจะรู้แจ้งได้ มิใช่เพราะเชื่อตามถ้อยคำในตำราทั้งหมด ทว่าต้องอาศัยสายตาที่เที่ยงตรงและย่างก้าวของตนเองสืบเสาะหาความจริง เ้าจำคำของข้าไว้ให้ดี”
หลินเหยียนนิ่งอึ้งไป หัวใจของเด็กหนุ่มพลันสั่นระรัวขึ้นมา ถ้อยคำสั้น ๆ ทว่าเปี่ยมด้วยปริศนาธรรมของท่านหมอชราฝังลึกเข้าสู่ก้นบึ้งความทรงจำ แม้ยามนี้เขาจะยังไม่เข้าใจความหมายซ่อนเร้นทั้งหมด แต่ก็พยักหน้ารับคำช้า ๆ อย่างตั้งใจ
เมื่อตรวจนับและคำนวณราคาสมุนไพรเรียบร้อย ท่านหมอหลิวก็หยิบถุงผ้าดิบใบเล็กที่บรรจุเหรียญทองแดงสิบกว่าเหรียญยื่นส่งให้หลินเหยียน เด็กหนุ่มรับเงินค่าสมุนไพรมาเก็บเข้าสาบเสื้อด้วยรอยยิ้มซาบซึ้งใจ ขณะที่เขากำลังจะค้อมตัวร่ำลาเพื่อตรงไปยังร้านขายเกลือและน้ำมันตะเกียงตามที่ตั้งใจไว้ ชายชรากลับร้องเรียกให้หยุดเสียก่อน
“หยุดก่อน อาเหยียน ข้ามีสิ่งหนึ่งจะมอบให้เ้า”
ชายชราลุกขึ้นเดินตรงไปยังชั้นหนังสือเก่าคร่ำตรงมุมห้อง เอื้อมมือหยิบตำราเล่มหนึ่งออกมาจากซอกชั้น ปกทำจากผ้าป่านสีเทาอมน้ำตาลซึ่งซีดจางไปตามกาลเวลา ทว่ารอยเย็บด้วยด้ายป่านเส้นหนายังคงแ่าทนทาน เนื้อกระดาษภายในแม้จะเปลี่ยนเป็สีเหลืองจัดแต่กลับไร้รอยฉีกขาด บนหน้าปกจารึกอักษรจีนโบราณสีหมึกเข้มไว้สี่ตัวว่า
《草木小识》 (เฉ่ามู่เสี่ยวจื้อ — บันทึกย่อยว่าด้วยพืชพรรณ)
ท่านหมอหลิวเดินกลับมา ก่อนจะวางตำราเล่มเล็กที่ดูธรรมดาสามัญไร้กลิ่นอายพิเศษใด ๆ ลงบนมือของหลินเหยียน
หลินเหยียนรับตำรามาด้วยความฉงน พลิกเปิดดูผ่าน ๆ พบเพียงภาพวาดลายเส้นพู่กันของสมุนไพรพื้นฐานทั่วไป รายละเอียดประกอบมีเพียงสรรพคุณและถิ่นกำเนิดที่จดบันทึกไว้อย่างเรียบง่าย ดูคล้ายตำราคัดลอกสำหรับผู้เริ่มต้นหัดเก็บยาเสียมากกว่า เขาเงยหน้าขึ้นมองชายชราแล้วเอ่ยถาม “ท่านปู่หลิว... ตำราเล่มนี้คือ?”
ท่านหมอหลิวยิ้มบาง ๆ แววตาอบอุ่นและลุ่มลึกยิ่งนักยามทอดมองเด็กหนุ่ม เขาเอ่ยประโยคสำคัญด้วยน้ำเสียงเนิบช้าทว่าซึมลึก
“อาเหยียน เ้าเคยบอกข้าว่าเ้ามีความฝันอยากเดินทางออกไปเห็นโลกภายนอกอันกว้างใหญ่ใช่หรือไม่? ทว่า... เ้าจงจำไว้ โลกอันกว้างใหญ่ไพศาลเพียงใดก็ตาม สุดท้ายมันล้วนประกอบขึ้นมาจากสิ่งเล็ก ๆ ที่ไร้ค่าดั่งเช่นต้นหญ้าเม็ดทรายเหล่านี้ทั้งสิ้น หากเ้าปรารถนาจะเข้าใจใต้หล้า ก็จงเริ่มต้นจากการรู้จักและมองเห็นต้นหญ้าธรรมดาตรงหน้าชิ้นหนึ่งให้แจ่มชัดและลึกซึ้งเสียก่อน เมื่อเ้าเข้าใจสิ่งที่เล็กที่สุด เ้าจึงจะมีคุณสมบัติโอบรับสิ่งที่ใหญ่ที่สุดได้”
ถ้อยคำสั่งสอนอันเปี่ยมด้วยปัญญาของแพทย์ชราทำให้หลินเหยียนสั่นสะท้านในอก เขาโอบประคองตำรา ‘บันทึกย่อยว่าด้วยพืชพรรณ’ เล่มเล็กนั้นไว้แแ่ ก่อนจะค้อมตัวลงคำนับท่านหมอหลิวด้วยความเคารพซาบซึ้งจากก้นบึ้งหัวใจ “ข้าขอบคุณท่านปู่หลิวมากขอรับ ข้าจะศึกษาตำราเล่มนี้ให้ละเอียดถี่ถ้วนและจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวังอย่างแน่นอน”
หลินเหยียนสะพายตะกร้าไม้ไผ่ไว้บนแผ่นหลังผอมสูง ก้าวเดินออกจากประตูโรงหมอหลิวลงตามบันไดไม้เก่าที่ส่งเสียง ‘เอี๊ยด...’ แ่เบาอีกครา แสงแดดส่องยามสายเริ่มทอประกายขับไล่ไอหมอกและหิมะที่ละลายจนผืนฟ้าเปิดกว้างเป็สีฟ้านวลกระจ่าง ตลาดด้านนอกยังคงคึกคักไปด้วยสุ้มเสียงจอแจและเสียงหัวเราะทักทายของผู้คนซึ่งดำเนินไปในครรลองอันเรียบง่าย
เด็กหนุ่มจัดเก็บห่อยาบำรุงปอดของมารดาเข้าตะกร้าอย่างระมัดระวัง ก่อนจะสอดตำราเล่มใหม่เข้าใต้สาบเสื้อผ้าฝ้ายปะชุนอย่างทะนุถนอม ััอุ่นจากเนื้อกระดาษที่ส่งผ่านเข้าสู่ทรวงอก ทำให้หัวใจที่ตึงเครียดของเขาพลันพองโตด้วยความหวังที่เปี่ยมล้น
ในเช้าวันใหม่ที่แสนธรรมดา... หลินเหยียนในวัยสิบสามปีผู้ยากไร้ ยังไม่เข้าใจความหมายอันยิ่งใหญ่ของเหตุการณ์ในวันนี้เลยแม้แต่น้อย เขาไม่มีวันล่วงรู้เลยว่า... ตำราเล่มเล็กบางที่ว่าด้วยต้นหญ้าและรากไม้ไร้ค่าเล่มนี้ ในกาลต่อมาจะกลายเป็ ‘ก้าวแรก’ ที่สำคัญที่สุด ซึ่งหล่อหลอมให้เขาเข้าใจสัจธรรมแห่งฟ้าดิน จนสามารถย่างก้าวเข้าสู่วิถีเซียนอันสูงส่งในภายภาคหน้า
...
ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ครับ ( ╹▽╹ )
ตอนนี้ถือเป็อีกหนึ่งก้าวสำคัญของหลินเหยียน
ผมชอบคำสอนของท่านหมอหลิวในตอนนี้เป็พิเศษครับ
“หากเ้าเข้าใจสิ่งที่เล็กที่สุด เ้าจึงจะมีคุณสมบัติโอบรับสิ่งที่ใหญ่ที่สุดได้”
แล้วสำหรับทุกท่าน ประโยคใดในตอนนี้ที่ชอบมากที่สุดครับ?
ขอบคุณทุกกำลังใจและทุกความคิดเห็นเสมอครับ แล้วพบกันตอนต่อไปเวลา 17:30 น.