กว่า1สัปดาห์แล้วที่อ๋องจินอู่เก็บตัวเงียบอยู่ที่จวนไปยอมออกไปพบปะผู้คน แม้แต่องค์หญิงหยางเซียงมาเยี่ยมก็ยังไม่ได้เข้าพบ ทุกๆ วันเขาเอาแต่เมามาย เรียกหาแต่ฉีซื่อ อีกทั้งเขายังส่งคนออกตามหาตามที่ต่างๆ ที่คิดว่าฉีซื่อจะไปได้แต่ก็ยังไร้ข่าวคราว
เขานั่งมองพู่หยกที่เคยมอบให้ฉีซื่อไว้ เขานึกไม่ถึงเลยว่า ฉีซื่อผู้ใจดีคนนี้จะสามารถตัดขาดเขาได้อย่างเด็ดขาดขนาดนี้ ซ้ำยังไร้เยื่อใย ไร้ความรู้สึกกับเขาได้ถึงขนาดนี้เลยหรือ
“เ้าอยู่ทีไหนกันอาฉี เลิกซ่อนตัวเถอะ ข้าจะไม่ทำร้ายเ้าอีกแล้ว ข้าจะดีกับเ้าที่สุด อาฉีข้าขอโทษ ข้าขอโทษ....” อ๋องจินยังไงรำพรรณอยู่แบบนี้มาหลายวันแล้ว
“ท่านอ๋องขอรับ ฝ่าามีพระประสงค์ให้ท่านเข้าเฝ้าพะยะคะ” จางมู่หาน องครักษ์คนสนิมมาแจ้งข่าวที่หน้าห้องของอ๋องจินอู่
“ข้าไม่ไป ไม่พบใครทั้งนั้น ข้า้าพบแค่อาฉีเท่านั้น”
“ท่านอ๋อง แต่ว่าฝ่าารับสั่ง...”
“ใครให้เ้าออกความเห็น! ข้าบอกว่าไม่ไป ก็คือไม่ไป ออกไป ออกไปให้หมด อย่ามากวนใจข้า พวกเ้ามันไม่ได้เื่ แค่ให้ไปตามหาคนคนเดียวก็หาไม่เจอ ไม่ได้เื่ ไม่ได้เื่!” อ๋องจินอู่ตวาดลั่นออกมานอกห้อง ทำเอาทุกคนที่ยืนอยู่แถวนั้นพากันล่าถอยออกไป
............................................
ณ ร้านบะหมี่
“เถ้าแก่คิดเงินด้วย” เสียงของลูกค้าเรียกเก็บเงินยังคงคับคั่งนับั้แ่ฉีซื่อจากไป ที่ร้านลูกค้าก็ยังคงหนาแน่นทั้งขาประจำและขาจรต่างมากันเข้าร้านไม่ขาดสาย
“เห็นไหม ข้าบอกเ้าแล้ว ั้แ่เ้ารับข้าเข้าทำงาน ร้านนี้มีแต่ขายดีวันดีคืน” องค์หญิงหยางเซียงที่ตอนนี้ ผันตัวมาเป็ลูกจ้างในร้านบะหมี่แห่งนี้ซะแล้ว
หลักๆ ก็จะช่วยเก็บเงินกับทำบัญชีและช่วยตรวจนับสินค้าที่มาส่งที่ประตูเมืองทุกๆ 5วัน เพราะตี้ไหลข่าไม่ถนัดงานบัญชีหรืองานที่ใช้ความคิดมากนัก ดังนั้นเขาเลยยอมให้องค์หญิงหยางเซียงมาเป็ผู้ช่วย อีกทั้งตี้ไหลข่าคิดว่าองค์หญิงหยางเซียงก็ดูไม่ได้มีพิษมีภัยอะไรมากนัก นางเพียงชอบหาอะไรทำสนุกๆ ไปวันๆ เดี๋ยวพอเบื่อก็คงจะไปเอง
“ท่านคิดเข้าข้างตัวเองอยู่ฝ่ายเดียว ไม่ให้ความดีความชอบแก่บรรดาพ่อครัวที่ร้านเลยหรือไร” ตี้ไหลข่าพูดดักทาง
“แหะๆๆๆ” องค์หญิงหยางเซียงหัวเราะแก้เขิน และทันใดนั้นก็มีลูกค้าใหม่เดินเข้ามาในร้าน ซึ่งคนคนนั้นองค์หญิงหยางเซียงคุ้นหน้าเป็อย่างดี พอองค์หญิงหยางเซียงเห็นหน้า เล่นทำเอาเหงื่อตกขึ้นมาทันที
“ฝ่าา....” องค์หญิงหยางเซียงพูดออกมาเบาๆ แต่มีหรือที่ตี้ไหลข่าจะไม่ได้ยิน เขาเป็คนหูดีซะด้วยซิ
“หืม...ท่านหมายถึงลูกค้าที่มาใหม่นั่น เป็พี่ชายของเ้าคนสารเลวอย่างนั้นหรือ” ตี้ไหลข่าถามองค์หญิงหยางเซียงทันทีที่เขานั่งลงและเริ่มสั่งอาหารจากเด็กในร้านที่เดินไปต้อนรับ
“เ้าอย่าไปหาเื่เขาเชียวน่ะ” องค์หญิงหยางเซียงรีบห้ามปราม เพราะตอนนี้ตี้ไหลข่าพร้อมเข้าปะทะ
“เป็พี่น้องกัน แล้วสารเลวเหมือนกันไหม” ตี้ไหลข่าหันมาถามองค์หญิงหยางเซียง
“เ้าช่วยแยกแยะด้วย ลำพังแค่คำพูดของเ้าเมื่อครู่ ทำเ้าต้องโทษปะาได้เลยน่ะ อีกอย่างนิสัยของพวกเขาต่างกันสุดขั้ว พูดไปเ้าก็ไม่เชื่อ งั้นให้เ้าดูบ้านเมืองเอาเองก็แล้วกัน หากเขาเป็คนอย่างที่เ้าว่า บ้านเมืองจะสงบสุขเช่นนี้ได้อย่างไร สำหรับข้าขอเพียงมีกษัตริย์ที่ไม่กระหายในาก็พอใจแล้ว” องค์หญิงหยางเซียงอธิบายเพื่อหวังให้ตี้ไหลข่าเข้าใจ
“ดูท่านเทิดทูนเขาขนาดนั้น เหตุใดไม่แต่งกับเขาไปเลย จะมาหมั้นกับคนสารเลวทำไมกัน!”
“เ้านี่นะ! ช่างตื้นเขินเสียจริง เสียดายที่อยู่ที่นี่มาได้พักใหญ่ แต่กลับไม่เข้าใจอะไรเลย เห็นทีข้าต้องหาตำรามาให้เ้าอ่านบ้างเสียแล้ว” องค์หญิงหยางเซียงตอบกลับอย่างเอือมระอา
“ไม่ใช่ว่าข้าไม่เข้าใจ แต่ข้าแค่คิดว่า พวกท่านคิดอะไรซับซ้อนเกินไปต่างหาก เื่ง่ายๆ กลับทำให้มันยาก จนทำให้กลายเป็อุปสรรค สุดท้ายก็ทำให้คนในใจต้องหลุดมือไป แล้วก็เอาแต่เสียใจโทษชะตาฟ้าลิขิต”
“....” คราวนี้องค์หญิงหยางเซียงไม่ได้ตอบอะไรนอกจากยิ้มให้ตี้ไหลข่าอ่อนๆ
“งั้นเดี๋ยวข้าไปทักทายเขาเสียหน่อย...ไม่ต้องห่วง ข้าไม่ทำอะไรคนในดวงใจท่านหรอก” ตี้ไหลข่าบอกแก่องค์หญิงหยางเซียงก่อนเขาจะเดินออกไป
...เขาไม่ใช่คนในใจข้าเสียหน่อย... องค์หญิงหยางเซียงเอ่ยขึ้นในใจพร้อมกลับมองตี้ไหลข่าเดินไป
“สวัสดีคุณชาย วันนี้ท่านมาอีกแล้ว เหตุใดท่านมาคนเดียวเล่าขอรับ” ตี้ไหลข่ากล่าวต้อนรับพร้อมใช้รอยยิ้มทางการค้า
“น้องชาย เ้านั่งก่อนซิ!” ฮ่องเต้กล่าวเชื้อเชิญ
“อย่าเลยขอรับ ท่านเป็ลูกข้า เกรงจะไม่เหมาะ เชิญท่านตามสบาย ข้าแค่มาทักทายเท่านั้น” ตี้ไหลข่ารีบกล่าวปฏิเสธ ก่อนจะไปดูแลลูกค้าโต๊ะอื่น
“นั่งก่อนเถิด ข้ามีเื่อยากจะสอบถามเ้า” ฮ่องเต้ใช้น้ำเสียงแกมบังคับ ทำให้ตี้ไหลข่าต้องนั่งลงอย่างปฏิเสธไม่ได้
“เชิญท่านกล่าวมาได้เลยขอรับ”
“เ้า...รับนาง...องค์หญิงหยางเซียง ทำงานที่นี่อย่างนั้นหรือ” คำถามนี้ทำเอาตี้ไหลข่าโล่งใจ เพราะที่เขากังวลคือ เขากลัวฮ่องเต้จะถามเื่ของฉีซื่อไปให้แก่น้องชายของเขาเสียมากกว่า
“พะยะคะ ก็ไล่ไม่ไป กระหม่อมจะทำเช่นไรได้ เดี๋ยวคนอื่นมาเห็นจะมองกระหม่อมไม่ดี เสียภาพลักษณ์ที่อ่อนโยนของกระหม่อมหมด ดังนั้นมีแต่ต้องรับไว้พะยะคะ”
“เ้ารู้ว่านางเป็องค์หญิง....”
“กระหม่อมทราบพะยะคะ”
“แต่เ้าก็ยังจะใช้งานนาง เ้านี่ช่าง...”
“ฝ่าา ท่านอย่าได้วิตกไปเลยพะยะคะ กระหม่อมไม่เอาเปรียบองค์หญิงหยางเซียงแน่นอนพะยะคะ อีกอย่างฝ่าาก็น่าจะรู้นิสัยของพระนางนะพะยะคะว่าทรงมีอุปนิสัยเช่นไร” ตี้ไหลข่าตอบกลับเพื่อให้ฮ่องเต้คลายกังวล
“เ้าให้นางทำอะไรบ้าง”
“ฝ่าา เื่นี้เป็เื่ภายใน หากทรงอยากทราบขอพระองค์ไปถามองค์หญิงหยางเซียงเอาเองเถิดพะยะคะ” ตี้ไหลข่าตอบพลางลุกขึ้นยืนเตรียมตัวจะออกไป เนื่องจากตอนนี้อาหารทยอยมาวางที่โต๊ะแล้ว ก่อนจะไปทิ้งท้าย
“ขอฝ่าา ทรงวางพระทัยเถิดพะยะคะ กระหม่อมไม่ใช้องค์หญิงหยางเซียงทำอาหารแน่นอนพะยะคะ เพราะเคยลองให้ทำแล้ว รสชาติหดหู่เกินไปดังนั้น ขอให้ฝ่าาเสวยได้อย่างเบาพระทัยพะยะคะ กระหม่อมขอตัว” พูดจบตี้ไหลข่าก็เดินออกไปทันที ทิ้งให้ฮ่องเต้มองตามเขาครู่หนึ่งก่อนจะมองมาที่อาหารที่วางอยู่บนโต๊ะ
...อร่อยจนเหมือนได้ขึ้น์งั้นรึ ไหน ขอข้าลองชิมดูหน่อยเถิด ดูซิว่าหยางเซียงจะพูดเกินจริงหรือไม่...
ฮ่องเต้ค่อยๆ บรรจงกินอาหารทีละอย่าง ทันทีที่คำแรกถูกนำเข้าปาก ทำเอาเขาหลุดลอยทันที เพราะรสชาตินี้เขาไม่เจอมาก่อน แม้แต่ห้องเครื่องก็ยังทำไม่ได้เลย รสชาติน้ำแกงทั้งหอม ทั้งกลมกล่อม นุ่มละมึนลิ้น มันลอยอบอวลอยู่ในปากจนเขาไม่อยากจะกลืนลง แต่ก็ห้ามไม่ได้เลย เพราะร่างกายก็กระหายกลืนลงไปอย่างห้ามใจไม่อยู่ เส้นบะหมี่ก็เหนียวนุ่ม ได้กลิ่นของไข่อ่อนๆ รวมไปถึงกลิ่นของเครื่องเทศอ่อนๆ ที่เหมือนจะผสมอยู่ในเส้นเขาพยายามวิเคราะห์แล้วก็ยังแยกไม่ได้ว่าคือเครื่องเทศชนิดใด รวมไปถึงภายในเส้นก็ยังมีเนื้อสัตว์ชนิดหนึ่งที่เหมือนจะตากแห้งแล้วนำมาบดผสมลงไปในแป้งด้วย ช่างเป็รสชาติที่ซับซ้อนมาก แต่เมื่อนำไปผสมกินรวมกันกับน้ำแกงแล้ว ยิ่งอร่อยลงตัวเ้าไปอีก
...มิน่าเล่า จินอู่ถึงได้ชอบมากินร้านนี้ ปกติน้องชายคนนี้ของข้า ไม่ยอมเอ่ยปากชมใครง่ายๆ แต่ถ้าเป็ที่นี่ เป็ฉีซื่อ เขากลับชมได้อย่างเต็มปากเต็มคำ แถมยังชมอย่างภาคภูมิใจเสียด้วย รวมถึงหยางเซียงด้วย ที่ยอมปีนกำแพงวังออกมาเพื่อมากินบะหมี่...
“ท่านจะไม่ไปทักทายฝ่าาหน่อยหรือ” ตี้ไหลข่าถามองค์หญิงหยางเซียงที่ตอนนี้นั่งคิดเงินพร้อมทำบัญชีไปด้วย
“ยังหรอก ขอข้ารออีกหน่อยละกัน” องค์หญิงหยางเซียงตอบอย่างบ่ายเบี่ยง
“หรือท่านกลัวฝ่าาจะตำหนิท่าน?” ตี้ไหลข่ายังคงซักไซร้
“ใครกลัวกัน ข้าแค่รอฝ่าาเสวยเสร็จแล้วข้าจะเข้าไปทักทาย เพราะครั้งก่อนข้าเคยไปพูดเอาไว้ว่า อาหารที่นี่อร่อยจนเหมือนได้ขึ้น์ ดังนั้น ต้องให้พระองค์ได้มี่เวลานี้ก่อน”
“อ่อ...ดูพวกท่านจะสนุกกันจริงๆ กับการเอาร้านบะหมี่ไปเป็โจทย์ท้าทายกัน อีกหน่อคงจะขนกันมาทั้งวังหลวงเลยกระมัง” ตี้ไหลข่าพูดกระแซะ
หลังจากที่ฮ่องเต้เสวยเสร็จเขาก็เรียกเก็บเงิน องค์หญิงหยางเซียงเลยเข้าไปพูดคุยกับฮ่องเต้อยู่พักใหญ่ ก่อนองค์หญิงหยางเซียงจะเดินออกมาพร้อมกับสั่งอาหารห่อกลับอีกเป็ชุดใหญ่ พร้อมทั้งขออนุญาตตี้ไหลข่าเดินไปส่งฝ่าา แล้วจะกลับมาทำงานต่อ่เย็นๆ ซึ่งตี้ไหลข่าเองก็ไม่ได้คัดค้านอะไร
“จริงๆ พระองค์ไม่ต้องเข้ามาอีกก็ได้น่ะ ส่วนเื่บัญชีพระองค์ค่อยมาทำพรุ่งนี้ก็ได้”
“ไม่ดีกว่า อีกอย่างพอกลับเข้าวังก็ไม่มีอะไรทำบอกจากไปคุยกับบรรดาผู้หญิงของฝ่าา”
“หึ! แบบนั้นก็ดี พระองค์จะได้ไม่ต้องเหนื่อย อยู่ในวังมีแต่คนคอยเอาใจ”
“ตี้ไหลข่า เ้าไม่เข้าใจอะไรเลยจริงๆ” องค์หญิงหยางเซียงมักจะพูดประโยคแบบนี้ยามตี้ไหลข่าพูดอะไรไม่เข้าท่าออกมา
“ก็กระหม่อมเห็นพระองค์สั่งอาหารห่อกลับตั้งเยอะ ก็คิดว่าเย็นนี้มีมื้อใหญ่ในวังเสียอีก”
“สั่งกลับเข้าวังแค่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งฝ่าาจะซื้อฝากท่านอ๋อง”
“อะไรน่ะ! ทำไมต้องให้คนสารเลวนั่นด้วย ไม่ให้ กระหม่อมไม่ขายให้!”
“ตี้ไหลข่า เ้านี่! เฮ่ย… ปล่อยวางบ้างเถิด ่นี้ท่านอ๋องเก็บตัวเงียบไม่พบหน้าใคร ทุกวันเอาแต่เมามาย ข้าวปลาไม่ยอมกิน ฝ่าาเห็นว่าอาหารที่นี่อร่อยมาก และเป็ร้านโปรดของเขาเลยคิดจะซื้อไปฝากเผื่อเขาจะยอมกินขึ้นมาได้บ้างก็เท่านั้น”
“หึ! ไม่ต้องให้กินหรอก ตายไปได้เลยยิ่งดี!” ตี้ไหลข่าพูดออกมาอย่างไม่เกรงใจ
“เ้านี่นะ! ... งั้นข้าไปละ เดี๋ยวจะกลับมาตอนเย็น” องค์หญิงหยางเซียงเขกหัวตี้ไหลข่าไปหนึ่งทีอย่างหมั่นไส้ในความไม่รู้จักปล่อยวางของเขา ก่อนจะรับอาหารที่ทำเสร็จแล้วเดินออกไป แต่ก่อนจะไปก็หันมามองตี้ไหลข่าอีกครั้ง แต่ตี้ไหลข่าที่ตอนนี้ไม่ค่อยสบอารมณ์นัก เขาเลยยืนเอามือกอด-อก แล้วหันหลังให้องค์หญิงหยางเซียงทันที
..............................................................
ณ จวนของอ๋องจินอู่
ฮ่องเต้และองค์หญิงหยางเซียงลงจากรถม้าที่มาจอดหน้าจวนของอ๋องจินอู่ ทันทีที่ก้าวลงมาคนจากหน้าประตูก็รีบเดินเข้ามาทำความเคารพก่อนจะแจ้งว่า อ๋องจินอู่ไม่รับแขก
“แม้แต่ข้าก็เข้าไปไม่ได้อย่างนั้นหรือ” ฮ่องเต้กล่าวกับคนหน้าประตู
“เอ่อ...คือ...ขอประทานอภัยฝ่าา!” คนเฝ้าประตูทำอะไรไม่ถูก พวกเขาทำได้แค่คุกเข่าลงเท่านั้น
“หลีกทางให้ข้า เดี๋ยวที่เหลือข้าจะจัดการเอง”
พูดจบฮ่องเต้และองค์หญิงหยางเซียงก็พากันเดินเข้าไปในจวน ทันทีที่เดินเข้ามาด้านในองค์หญิงหยางเซียงััได้ถึงสิ่งที่เปลี่ยนไปจากในจวนนี้อย่างมาก เพราะที่นี่ในตอนนี้ ช่างดูเงียบเหงา ไร้ชีวิตชีวา ต้นไม้ที่เคยปลูกเอาไว้ตอนนี้ กำลังเริ่มเหี่ยวเฉา บางต้นก็ยืนต้นตายไปแล้ว
“ข้าบอกแล้วไงว่าข้าไม่รับแขก พวกเ้ามันดื้อด้าน อยากจะลองดีกับข้ากันนักใช่ไหม!” เสียงของอ๋องจินอู่ ตวาดออกมาจากในห้อง เมื่อเขารู้ว่าตอนนี้มีผู้มาเยือน
“แม้แต่พี่ชาย เ้าก็ไม่ต้อนรับงั้นรึ” ฮ่องเต้ตอบกลับเสียงแข็งพร้อมกับผลักประตูเดินเข้าไปด้านใน
อนิจจาเมื่อเดินเข้าไปด้านใน ฮ่องเต้และองค์หญิงหยางเซียงถึงกับตกตะลึงกับภาพตรงหน้า สภาพดูไม่ได้เลยทั้งผมเผ้ายุ่งเหยิง หนวดเครารุงรัง ในหน้าที่เคยสดใสตอนนี้หม่นหมองดูไม่ได้ ข้าวของในห้องก็กระจัดกระจายเต็มไปหมด
“อาจิน นี่เ้าปล่อยให้ตัวเองเป็แบบนี้ได้ยังไง... อึก!!” ฮ่องเต้รีบเข้าไปเขย่าตัวน้องชายของตนที่นั่งเหม่อลอยหลังพิงที่เตียงอยู่ด้านล่าง แต่ก็ต้องถอยออกมา เพราะทันทีที่เข้าไปเขากลับปะทะกับกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์เข้าลอยเข้าจมูกจนแทบจะอาเจียน
“ท่านพี่ ท่านช่วยข้าตามหาอาฉีได้ไหมขอรับ หากท่านช่วยข้าหาเขาจนพบ ท่านจะให้เข้าทำอะไรข้าก็ยอม” อ๋องจินอู่คุกเข่าขอร้องผู้เป็พี่ชาย
“เ้า! เขาจากเ้าไปไกลแล้ว เ้าทำใจเสียเถอะ หากมีวาสนาต่อกัน เดี๋ยวก็ได้พบกันอีก” ฮ่องเต้พยายามปลอบในอ๋องจินอู่
“ท่านไม่คิดจะช่วยข้าเลยจริงๆ หึ! สมควรแล้ว ข้ามันคนสารเลว สารเลวเหมือนที่ตี้ไหลข่าพูด”
“ท่านอ๋อง จริงๆ ที่หม่อมฉันและฝ่าามาที่นี่ ย่อมมีหนทางช่วยท่าน แต่ขอให้ท่านกินข้าวกินปลาเสียหน่อยเถิด” องค์หญิงหยางเซียงเอ่ยขึ้นมาอย่างเป็ห่วง แม้ว่าในความเป็จริง ตอนนี้เขายังคิดไม่ออกด้วยซ้ำว่าจะช่วยอ๋องจินอู่ตามหาฉีซื่ออย่างไร
“องค์หญิงหยางเซียง ข้ารู้ว่าเ้าหลอกข้า อย่างเ้าจะไปรู้อะไร” อ๋องจินอู่ยังคงไม่เชื่อในสิ่งที่องค์หญิงหยางเซียงพูด
“ท่านนั่นแหละที่ไม่รู้อะไร ตอนนี้หม่อมฉันทำงานอยู่ร้านบะหมี่ฉีซื่อแล้วเพคะ ดังนั้นหม่อมฉันก็พอจะรู้อะไรมาบ้างเกี่ยวกับฉีซื่อของท่าน”
“เ้าพูดจริงหรือ...” อ๋องจินอู่เปลี่ยนท่าทีทัน
“จริงซิเพคะ ท่านดูนี่ซิเพคะ หากไม่ได้ทำงานที่นั่น ตอนนี้หม่อมฉันจะสามารถซื้ออาหารจากร้านนั้นมาได้อย่างไรเพคะ” องค์หญิงหยางเซียงยื่นอาหารจากร้านให้อ๋องจินอู่ได้ดู ส่วนฮ่องเต้นั้นใในคำพูดขององค์หญิงหยางเซียง เพราะในความจริงพวกเขาทั้งคู่ไม่รู้อะไรเลยสักนิดเกี่ยวกับฉีซื่อ
“เ้าได้ยินมาว่าอย่างไรบ้าง”
“ตอนนี้หม่อมฉันยังไม่ตอบเพคะ ท่านอ๋องไปอาบน้ำชำระกาย เสวยข้าวเสวยน้ำก่อนเพคะ พวกเราค่อยมาหารือกัน เมื่ออิ่มท่านก็มีแรงอยากจะวางแผนเช่นไรก็ย่อมทำได้เพคะ” องค์หญิงหยางเซียงสร้างเงื่อนไขขึ้นมาต่อรอง
“ก็ได้...” อ๋องจินอู่ยอมตอบรับแต่โดยดี
ฮ่องเต้เลยสั่งให้คนเตรียมน้ำอุ่นและเสื้อผ้า รวมไปถึงให้ปัดกวาดทำความสะอาดห้องเป็การด่วน ส่วนองค์หญิงหยางเซียงก็ถืออาหารที่นำมาจากที่ร้านไปให้คนครัวจัดใส่สำรับมาให้อ๋องจินอู่ที่ห้อง ผ่านไปอึดใจเดียว ในห้องนี้ก็ถูกจัดการทำความสะอาดเรียบร้อย รวมถึงอ๋องจินอู่ที่ตอนนี้เขาจัดการตัวเองเสร็จแล้วถึงได้มานั่งที่โต๊ะ
ไม่นานอาหารก็ถูกยกเข้ามา เขาค่อยๆ จัดการอาหารตรงหน้าอย่างช้าๆ ท่าทางของเขาไม่ได้แสดงอาการใดใดออกมา ยังคงกินอย่างนิ่งเฉย จนทำให้ฮ่องเต้และองค์หญิงหยางเซียง เริ่มสงสัยในรสชาติอาหาร แต่พอได้ชิมก็รู้สึกยังอร่อยเหมือนเดิม แต่ทำไมอ๋องจินอู่ถึงได้กินแบบท่าทางอมทุกข์ขนาดนั้น
“มันไม่อร่อยหรือ จินอู่” ฮ่องเต้ถามผู้เป็น้องชาย
“ไม่อร่อย อาฉีทำอร่อยกว่าตั้งเยอะ”
“อย่างไรกัน มีอร่อยกว่านี้อีกหรือ แบบนี้ข้าว่าก็อร่อยที่สุดแล้วน่ะ”
“พวกท่านไม่เคยกินรสมือของเขา จะไปรู้อะไร อาหารพวกนี้คงจะเป็เด็กในร้านทำ” อ๋องจินอู่พูดเสร็จ เขาก็ก้มหน้าก้มตากินจนหมด แม้จะไม่อร่อยนักแต่รสชาติก็ไม่ได้แย่ เพราะอย่างน้อยเขาก็ยอมรับว่านี่คือสูตรของฉีซื่อมันเสมือนเป็ตัวแทนของฉีซื่อที่ทิ้งไว้ที่เมืองหลวง เขาเลยยอมกินมันเข้าไปเท่านั้นเอง
ทางด้านองค์หญิงหยางเซียงที่ตอนนี้ เริ่มนั่งไม่ติดแล้ว เพราะตอนนี้เขายังคิดหาวิธีไม่ออกเลย ว่าจะพูดคุยยังไงต่อจากนี้เพราะตนนั้นดันไปโกหกซะได้ว่า ไปรู้เบาะแสของฉีซื่อเข้า เดี๋ยวพออ๋องจินอู่กินเสร็จ จะต้องถามตนอย่างแน่นอน แล้วถ้าหากสารภาพว่าโกหก เห็นทีอาจจะโดนอ๋องจินอู่โกรธจนเข้าหน้าไม่ติดแน่ๆ แม้แต่ฮ่องเต้ก็อาจจะตนช่วยไม่ได้
...ข้าจะทำอย่างไรดีๆๆๆ ไม่น่าเลยหยางเซียง เ้าไม่น่าพูดแบบนั้นเลย แล้วแบบนี้ข้าจะแก้ตัวหรือแต่งเื่กับเขาอย่างไรดี...